วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 : เวลา 13:00-16:30 น.
ณ ห้องประชุม ประกอบหุตะสิงห์ ชั้น 3 อาคารเอนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
หลังจากการประชุมสมัชชา วันที่ 23 พฤศจิกายน 2556 จีนประกาศ “เขตป้องกันพิเศษทางอากาศ” เหนือทะเลจีนตะวันออก เป็นกฎกติกาที่กำหนดให้เครื่องบินทุกลำที่บินผ่านต้องนำเสนอแผนการบิน แจ้งสัญชาติของตน และติดต่อทางวิทยุสองทางกับทางการจีน มิเช่นนั้นแล้วจีนสงวนสิทธิ์ที่จะใช้ “มาตรการป้องกันตัวเองฉุกเฉิน” ซึ่งอาจหมายถึงการส่งเครื่องบินขึ้นสกัด เพราะจีนถือว่านี่คือการประกาศเขตหวงห้ามของตน สหรัฐท้าทาย ด้วยการส่งเครื่องบิน B-52 สองลำขึ้นเหนือเขต Air Defense Identification Zone (ADIZ) เพื่อลองเชิง แน่นอนว่าเป้าหมายหลักของการประกาศของจีนเช่นนี้คือ ญี่ปุ่น เพราะเขตน่านฟ้า ที่ขยายออกจากเดิมครั้งนี้ กินเนื้อที่เหนือหมู่เกาะที่จีนกับญี่ปุ่นมีกรณีพิพาทกันอยู่ จีนเรียก เตียวหยู และญี่ปุ่นเรียก เซนกากุ เวลาที่ประกาศกฎนี้ตรงกับจังหวะที่ โจ เบนได รองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เตรียมไปเยือนสามประเทศใหญ่ของเอเชีย คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้พอดี เสมือนเป็นการทดสอบว่าสหรัฐอเมริกายังมีอำนาจพอที่จะสกัดการขยายอิทธิพลของจีนในเอเชียจริงหรือไม่ ญี่ปุ่นแสดงท่าทีประท้วงอย่างแข็งกร้าวว่าจะขยายแสนยานุภาพทางทหารเพื่อป้องกัน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจีนกับสหรัฐอเมริกามีการเผชิญหน้ากันระดับหนึ่ง ขณะที่จีนกับญี่ปุ่นมีความขัดแย้งกันเด่นชัดในหลายเรื่อง โดยเฉพาะหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก และจีนก็มีปัญหากับอาเซียนบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย กรณีการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ สำหรับไทยแล้วทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีนต่างมีความสำคัญทั้งหมด ดังนั้น การถ่วงดุลอำนาจมีความหมายยิ่งต่ออนาคตทางการทูตของไทย ไทยต้องเข้าใจนโยบาย Pivot towards Asia ของสหรัฐอเมริกา China Dream ของประธานาธิบดี ลี จิ้นผิง Abenomics ของนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ รวมถึง Look East Policy ของอินเดีย เพื่อกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยให้ไทยวางตัวทันกับความเปลี่ยนแปลงที่อ่อนไหวของการเมืองระหว่างประเทศ และปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ