<< กลับหน้าหลัก
<< กลับหน้าหลัก
หลักการออกแบบองค์ประกอบศิลป์
หลักองค์ประกอบศิลป์ (Composition) หมายถึงอะไร
หลักองค์ประกอบศิลป์ (Composition) หมายถึง การนำทัศนธาตุของศิลปะ ซึ่งประกอบไปด้วย
จุด เส้น รูปร่าง รูปทรง ขนาดสัดส่วน แสงเงา สี บริเวณว่าง พื้นผิว มาจัดภาพหรือองค์ประกอบ
รวมเข้าด้วยกันและให้ประสานสัมพันธ์กัน เพื่อให้เกิดคุณค่าทางความงาม
หลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ มีดังนี้
เอกภาพ (Unity) ดุลยภาพ (Balance) จุดเด่น (Dominance) ความกลมกลืน (Harmony)
ความขัดแย้ง (Contrast) ภาพการออกแบบองค์ประกอบศิลป์
1. เอกภาพ (Unity) หมายถึง การจัดทัศนธาตุของศิลปะให้มีความประสานกลมกลืน มีความสัมพันธ์
เกี่ยวข้องกันเป็นกลุ่มก้อนไม่กระจัดกระจาย และแสดงออกให้เห็นได้ถึงความพอดีของความงาม
วิธีการสร้างเอกภาพ การสร้างเอกภาพทำได้ ด้วยการนำรูปร่างรูปทรงมาจัดให้มีความสัมพันธ์กัน
ทำได้หลายวิธี เช่น วิธีสัมผัส วิธีทับซ้อน และวิธีจัดกลุ่ม
วิธีสัมผัส คือ การนำรูปร่าง รูปทรง มาสัมผัสกันในลักษณะต่าง ๆ เพื่อให้เกิดเอกภาพ ได้แก่
1. ด้านสัมผัสด้าน เป็นการสัมผัสโดยการนำด้านต่อด้านมาจัดวางติดกัน
2. มุมสัมผัสด้าน เป็นการสัมผัสโดยการนำด้านมาชนกับมุม
3. มุมสัมผัสมุม เป็นการสัมผัสโดยการนำมุมกับมุมมาชนกัน
วิธีซ้อน คือ การนำรูปร่าง รูปทรง มาวางทับซ้อนกันในลักษณะต่าง ๆ เพื่อให้เกิดเอกภาพ ได้แก่
1. การทับซ้อนบางส่วน เป็นการนำรูปร่าง รูปทรง มาวางทับซ้อนกันเพียงบางส่วนให้เลื่อมกัน
2. การทับซ้อนทั้งหมด เป็นการนำรูปร่างรูปทรง มาวางทับลงบนอีกรูปทรงหนึ่ง แบบเต็มส่วนไม่ให้เหลื่อมกัน
3.การทับซ้อนคาบเกี่ยว เป็นการนำรูปร่าง รูปทรง มาวางเสียบกันเหมือนฝังอยู่ในอีกรูปหนึ่ง
4. การทับซ้อนรูปโซ่ เป็นการนำรูปร่าง รูปทรง มาวางคล้องเกี่ยวกันเป็นลูกโซ่
5.การทับซ้อนสานกัน เป็นการนำรูปร่าง รูปทรงมาวางไขว้กันแบบสาน
6. การทับซ้อนหลายชั้นเรียงลำดับ เป็นการนำรูปร่างรูปทรง มาวางทับกันหลายชั้นทำให้เกิดมิติ มองดู
มีระยะใกล้ – ไกลและมีความตื้นลึก
วิธีจัดกลุ่ม คือ การนำรูปร่าง รูปทรงมาจัดวางใกล้กัน จนเกิดความสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
1. รูปร่าง - รูปทรงสองรูปนำมาวางใกล้กัน จะเกิดแรงดึงดูดกันและสัมพันธ์กัน มีผลต่อสายตาและ
ความรู้สึกที่จะนำมารวมเป็นหน่วยเดียวกัน ทำให้เกิดเอกภาพ
2. รูปร่างสองรูปจัดวางห่างกัน แรงดึงดูดจะหมดไป ความรู้สึกที่จะนำมารวมเป็นหน่วยเดียวกันจะไม่มี
แต่จะมีความรู้สึกแบ่งแยกรูปร่าง รูปทรงสองรูปออกจากกัน ทำให้ขาด เอกภาพ
3. รูปร่าง รูปทรงสามสิ่งมาจัดวางในลักษณะกรอบสามเหลี่ยม แม้จะจัดวางห่างกันแต่จะรู้สึกว่าของสาม
สิ่งนั้นมีแรงดึงดูดและพยายามรวามเป็นหน่วยเดียวกัน
2. ดุลยภาพ (Balance) หรือ ความสมดุล หมายถึง การนำทัศนธาตุต่างๆทางศิลปะ เช่น จุด เส้น
รูปร่าง รูปทรงขนาดสัดส่วน แสงเงา สี บริเวณว่าง พื้นผิว มาจัดองค์ประกอบศิลป์ให้มีความพอดี
เหมาะสมเกิดน้ำหนักการจัดวางซ้ายขวา ทั้งสองข้างเท่ากันความสมดุล แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
2.1.ความสมดุลแบบสองข้างเท่ากัน (Symmetrical Balance) คือ การนำทัศนธาตุทางศิลปะมาจัด
องค์ประกอบศิลป์ให้น้ำหนักทั้งสองข้างเท่ากันหรือเหมือนกันซึ่งส่วนมากจะปรากฏในผลงานจิตรกรรมไทย
ประติมากรรมไทย สถาปัตยกรรมไทยและงานศิลปะสมัยใหม่ที่ต้องการให้ดูแล้วรู้สึกสงบนิ่ง มั่นคง และ
เลื่อมใสศรัทธา
2.2.ความสมดุลแบบสองข้างไม่เท่ากัน (Asymmetrical Balance) คือ การนำทัศนธาตุทางศิลปะมาจัด
องค์ประกอบศิลป์จัดวางที่ไม่เท่ากันหรือไม่เหมือนกันทั้งสองข้าง แต่มองดูแล้วให้ความรู้สึกว่าเท่ากันจากน้ำหนัก
โดยส่วนรวม ความสมดุลในลักษณะนี้ นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง เพราะสามารถให้อารมณ์ ความรู้สึกเคลื่อนไหว
และให้คุณค่าทางความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นอิสระแปลกใหม่
3. จุดเด่น (Dominance) จุดเด่นหรือจุดสนใจ หมายถึง ส่วนสำคัญที่ปรากฏชัดสะดุดตาในผลงาน
ศิลปะ จุดเด่นเกิดจากการเน้น (Emphasis) ที่ดี ตำแหน่งของจุดเด่น นิยมจัดวางไว้ในระยะหน้า (Foreground)
หรือระยะกลาง (Middle Ground) แต่ไม่ควรวางไว้ตรงกลางพอดี เพราะจะทำให้ภาพเกิดความรู้สึกนิ่ง
ไม่เกิดการเคลื่อนไหว จุดเด่นที่ดีควรมีเพียงจุดเดียวและมีพื้นที่ประมาณ 20 – 30 % ของพื้นที่ทั้งหมด
วิธีการเน้นจุดเด่น
1. เน้นด้วยรูปร่าง รูปทรง หรือขนาด เป็นการนำรูปร่างรูปทรงทีมีลักษณะแตกต่างกันมาจัดรวมกัน
จะทำให้เกิดความเด่นชัดขึ้นในรูปทรงที่ต้องการเน้น หรือใช้ขนาดที่แตกต่างกัน ขนาดที่ใหญ่กว่า ย่อมเห็นได้ง่าย
และเด่นชัดกว่าขนาดเล็ก
2. เน้นด้วยค่าน้ำหนักของสี แสงเงา เป็นการนำค่าน้ำหนักของสี แสงเงา ที่มีความแตกต่างกันจาก
น้ำหนักอ่อนสุดไปยังน้ำหนักเข้มสุดสามารถสร้างจุดเด่นได้ เช่น ภาพจิตรกรรม“คนกินมัน”ของ วินเซนท์ แวนโก๊ะ
(Vincent Van Gogh) จิตรกร ชาวดัตซ์ ภาพจิตรกรรม “ความสงบ” ของสุรสิทธิ์ เสาว์คง เป็นต้น
3. เน้นด้วยสี เป็นการใช้สีต่างวรรณะกันจะช่วยเน้นภาพซึ่งกันและกัน เช่น ภาพที่มีสีวรรณะเย็น
สามารถใช้สีวรรณะอุ่นเข้าไปช่วยเน้น เพื่อให้เกิดความขัดแย้งจะทำให้เกิดจุดเด่น แต่ต้องให้วรรณะหนึ่งมีปริมาณ
มากกว่าอีกวรรณะหนึ่ง เป็นต้น
4. เน้นด้วยเส้น เป็นการนำ เส้นมาช่วยเน้นให้ภาพเกิดความเด่นชัดขึ้น เช่น การตัดเส้นเน้นภาพในงาน
จิตรกรรมไทย การใช้เส้นนำพาสายตาไปยังจุดเด่นของภาพ เช่น การเขียนภาพทิวทัศน์มีเส้นของถนน ลำน้ำ
นำพาไปสู่จุดเด่น เป็นต้น
4. ความกลมกลืน (Harmony) หมายถึง การนำทัศนธาตุทางศิลปะมาจัดองค์ประกอบศิลป์ให้มีความ
สัมพันธ์กลมกลืนกันสนับสนุนซึ่งกันและกัน เข้ากันได้ดี ไม่ขัดแย้งกัน
วิธีการสร้างความกลมกลืน
1. ความกลมกลืนด้วยเส้น เป็นการใช้เส้นในลักษณะเดียวกัน หรือทิศทางเดียวกันมาจัดรวมกัน จะทำให้
เกิดความกลมกลืนได้
2. ความกลมกลืนด้วยรูปร่าง รูปทรง เป็นการนำรูปร่าง รูปทรงที่มีลักษณะเหมือนกันหรือลักษณะ
ใกล้เคียงกันมาจัดรวมกัน เช่น การใช้รูปทรงกลม วงรี มาจัดองค์ประกอบศิลป์ร่วมกัน จะเกิดความกลมกลืน
กันได้
3. ความกลมกลืนด้วยขนาด เป็นการจัดองค์ประกอบศิลป์ในลักษณะใช้ขนาดของรูปทรง ที่ใกล้เคียงกัน
และลดหลั่นกันมาจัดรวมทำให้ไม่เกิดความรู้สึกแตกต่างจะเกิดความรู้สึกกลมกลืน
4. ความกลมกลืนด้วยทิศทาง ทิศทางที่เหมือนกันย่อมกลมกลืนกัน
5. ความกลมกลืนด้วยค่าน้ำหนักของแสงเงา เป็นการจัดค่าน้ำหนักแสงเงาให้มีความประสานสัมพันธ์
กลมกลืนกัน โดยการไล่ค่าน้ำหนักอ่อนแก่
6. ความกลมกลืนด้วยลักษณะผิว เป็นการจัดองค์ประกอบศิลป์โดยการนำลักษณะผิวหรือพื้นผิวที่
เหมือนกันหรือใกล้เคียงมารวมกัน เพื่อให้เกิดความกลมกลืน
7. ความกลมกลืนด้วยสี เป็นการนำสีที่อยู่ในวรรณะเดียวกัน หรือสีใกล้เคียงกัน มาจัดองค์ประกอบให้
ประสานกลมกลืนกัน
5. ความขัดแย้ง (Contrast) หมายถึง การนำทัศนธาตุมาจัดองค์ประกอบศิลป์ให้เกิดการตัดกัน หรือ
ขัดแย้งกันเพื่อลดความกลมกลืนลงบ้าง เพราะบางทีความกลมกลืนที่มากไปอาจจะดูจืดชืด น่าเบื่อหน่าย
ความขัดแย้งที่พอเหมาะจะช่วยให้งานดูมีชีวิตชีวา น่าสนใจ น่าตื่นเต้น ความขัดแย้งในงานศิลปะ ควรจัด
องค์ประกอบศิลป์ให้มีสัดส่วนขัดแย้งกันบ้าง ประมาณ 10 – 20 % ก็จะช่วยให้งานนั้นเกิดคุณค่าความงามขึ้น
วิธีสร้างความขัดแย้ง
1. ความขัดแย้งด้วยเส้น เป็นการนำเส้นที่มีลักษณะต่างกันมาสร้างความขัดแย้งในงานศิลปะ เช่น การนำ
เส้นซิกแซกกับเส้นแนวนอนมาใช้ร่วมกันในงานออกแบบ วิธีใช้ความขัดแย้ง คือลดปริมาณเส้นชนิดใดชนิดหนึ่ง
ลงประมาณ 20% และอาจใช้ ทัศนธาตุ ทางศิลปะอื่นเข้าช่วยบ้างเล็กน้อย เพื่อความสวยงาม
2. ความขัดแย้งด้วยรูปร่าง รูปทรง เป็นการนำรูปร่างรูปทรง ที่มีลักษณะไม่เหมือนกันหรือลักษณะ
ไม่ใกล้เคียงกันมาจัดรวมกัน เช่น การนำรูปร่างสี่เหลี่ยมกับรูปร่างวงกลม มาจัดองค์ประกอบศิลป์ร่วมกัน
จะเกิดความขัดแย้งแต่การขัดแย้งมากเกินไปจะดูไม่สวยงาม การแก้ไขให้ความขัดแย้งน้อยลงด้วยการทำให้
รูปร่างรูปทรงนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกัน
3. ความขัดแย้งด้วยขนาด เป็นการใช้ขนาดของรูปร่างรูปทรงที่มีขนาดใหญ่และขนาดเล็กแตกต่างกัน
จะทำให้เกิดความขัดแย้ง การแก้ไขจะต้องแก้ด้วยการเพิ่มขนาดให้ใกล้เคียงกัน
4. ความขัดแย้งด้วยทิศทาง เป็นการจัดวางให้ทิศทางของเส้น รูปร่าง รูปทรง แสงเงา ฯลฯ
มีความขัดแย้งกันการแก้ไขจะต้องลดปริมาณความขัดแย้งของทิศทางให้เหลือน้อยลง
5. ความขัดแย้งด้วยสี เป็นการนำสีตรงกันข้ามหรือสีตัดกันมาใช้ร่วมกัน เช่น สีแดง ขัดแย้งกับสีเขียว
การแก้ไขจะต้องลดปริมาณสีหนึ่งสีใดลงให้เหลือประมาณ 20% ของพื้นที่ทั้งหมด หรือใช้สีขาว สีดำ ตัดขั้น
ระหว่างสีทั้งสองและอาจใช้วิธีลดความเข้มของสีใดสีหนึ่งลงด้วย สีขาว สีดำ สีเทา สีตรงข้าม เป็นต้น
6. ความขัดแย้งด้วยพื้นผิว เป็นการนำลักษณะผิวที่แตกต่างกันมาจัดรวมกันในงานศิลปะ เช่น
ลักษณะผิวหยาบขัดแย้งกับลักษณะผิวละเอียด การแก้ไขจะต้องลดปริมาณลักษณะผิวส่วนหนึ่งส่วนใด
ให้น้อยลงหรือเพิ่มลักษณะผิวที่ใกล้เคียงกันหรือเกลี่ยให้ผสมผสานกัน
คุณค่าของการจัดองค์ประกอบศิลป์
สรรพสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดอยู่อย่างโดดเดี่ยว การหลอมรวมองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
จะทำให้เกิดความสมบูรณ์และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดังนั้น การจัดองค์ประกอบศิลป์จึงมีคุณค่าต่อชีวิตมนุษย์
ดังนี้
1. ช่วยในการจัดวางผังเมือง เพื่อจัดระเบียบของเมืองให้มีการใช้พื้นที่อย่างมีแบบแผนมีการแบ่งสัดส่วน
ของพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน และมีความเป็นเอกภาพ และเป็นระเบียบเรียบร้อย
2. ช่วยเสริมสร้างคุณค่าของงานวิจิตรศิลป์ นำหลักองค์ประกอบศิลป์มาช่วยพัฒนางาน ศิลปะด้าน
วิจิตรศิลป์ให้เกิดคุณค่าทางความงามมากขึ้น
3. ช่วยเสริมสร้างคุณค่าของงานประยุกต์ศิลป์นำหลักองค์ประกอบศิลป์มาช่วยพัฒนางานศิลปะด้าน
ประยุกต์ศิลป์ให้เกิดคุณค่าทางประโยชน์ใช้สอย และคุณค่าทางความงามควบคู่กันไปอย่างเหมาะสม ทำให้เป็นที่
สนใจและต้องการของสังคมภายในประเทศและพัฒนาสู่สังคมโลกได้
4. นำหลักองค์ประกอบศิลป์มาช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองในชีวิตประจำวัน เช่น การนำมา
ออกแบบจัดตกแต่งที่อยู่อาศัย สำนักงาน ศาสนสถาน งานนิทรรศการ ขบวนพาเหรด เวทีการแสดงและเวที
ที่ใช้ในงานต่าง ๆ เป็นต้น
5. นำหลักองค์ประกอบศิลป์มาช่วยพัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง ในการแต่งกายการจัดวางอิริยาบถ
ให้ดูดีและมีความสัมพันธ์ไปถึงเรื่องสุขภาพที่ดีด้วย เช่น การนั่ง การหิ้วของ การเล่นกีฬา บางครั้งก็ต้องใช้
หลักของความสมดุล ถ้าไม่ได้จังหวะอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย เป็นต้น
6. การเรียนรู้และเข้าใจในการจัดองค์ประกอบศิลป์ช่วยพัฒนาสุนทรียภาพ ยกระดับจิตใจให้ละเอียดอ่อน
มองโลกในแง่ดี รักความประณีตงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และดำรงชีวิตอย่างมีความสุข
ตัวอย่าง การจัดองค์ประกอบทางด้านศิลปะ