24 มกราคม 2569
"กาบัตร" เพื่อชาติ... เลือกตั้ง-ประชามติ'69 "ความมั่นคง" ต้องมาก่อน!
24 มกราคม 2569
"กาบัตร" เพื่อชาติ... เลือกตั้ง-ประชามติ'69 "ความมั่นคง" ต้องมาก่อน!
หมายเหตุ 1 : บทความต่อไปนี้ ถือเป็น "บทบรรณาธิการ" เพื่อแสดงจุดยืนต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 และการนำเสนอเนื้อหาบางส่วนของบทความนี้ ผู้เขียนได้ยึดแนวทางตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8827/2559 โดยมีเจตนาเพื่อให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติดังกล่าว พร้อมทั้งปกป้องและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญ
หมายเหตุ 2 : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8827/2559 คือ คำพิพากษาในคดีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งเครือผู้จัดการ ถูกพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ฟ้องเพื่อดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการที่นายสนธิกล่าวปราศรัยโดยทำซ้ำคำปราศรัยของแกนนำคนเสื้อแดงรายหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการปราศรัยของตน เพื่อเรียกร้องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีแก่แกนนำคนเสื้อแดงรายดังกล่าว และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง เนื่องจากการกระทำของนายสนธิมีเจตนาปกป้องและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นการทั่วไป ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่จะถึงนี้ ถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่คนไทยจะได้ใช้สิทธิ์กำหนดทิศทางการเมืองในภายหน้า อันถือเป็นการทำหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามมาตรา 50 (7) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน โดยการใช้สิทธิ์ดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะคนไทยจะได้ใช้สิทธิ์ออกเสียง "ประชามติ" เพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปในคราวเดียวกันด้วย โดยคำถามในการออกเสียงประชามติครั้งนี้จะถามว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"
หากกล่าวโดยใช้ภาษาที่เข้าใจได้ง่ายแล้ว กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควร "ฉีก" รัฐธรรมนูญฉบับเดิม เพื่อ "เขียนใหม่" หรือไม่นั่นเอง
ตอนหนึ่งของคำปรารภในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ระบุว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองหลายครั้งที่ผ่านมาของประเทศไทย มีเหตุส่วนหนึ่งมาจาก "การที่มีผู้ไม่นำพาหรือไม่นับถือยำเกรงกฎเกณฑ์การปกครองบ้านเมือง ทุจริตฉ้อฉลหรือบิดเบือนอำนาจ หรือขาดความตระหนักสำนักรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน จนทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นผล"
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อความดังกล่าวเป็น "ความจริง" ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรม "เสื่อมเสีย" ของบรรดา "นักการเมือง" โดยเฉพาะ "การทุจริต" สารพัดรูปแบบ ซึ่งสร้างความเสียหายแก่รัฐเป็นเงินมหาศาล
เช่น การทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (Government-to-Government: G-to-G) ในสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กลายเป็นการระบายข้าวแบบ "จีทูกู" เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง และซ้ำเติมความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าว จนกระทั่งอดีตรัฐมนตรีและพวกถูกศาลพิพากษาจำคุกนานคนละหลายสิบปี ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้ถูกศาลพิพากษาจำคุก 5 ปี ฐานปล่อยให้เกิดการทุจริตดังกล่าว และยังหลบหนีอยู่นอกประเทศไทยในปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบัน จึงมีการกำหนด "คุณสมบัติ" และ "ลักษณะต้องห้าม" ของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ (ซึ่งก็คือบรรดานักการเมืองทั้งหลาย) ไว้อย่างเข้มข้น รวมทั้งมีกลไกในการ "จัดการ" นักการเมืองเหล่านี้อย่างรุนแรงอีกด้วย
ถึงกระนั้น ก็ไม่วายมีนักการเมือง "ท้าทาย" บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบัน สังเกตได้จากกรณีของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. และรองประธานสภาฯ พร้อมเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี ฐาน "แปรญัตติ" โยกงบประมาณเพื่อทำโครงการในพื้นที่ของตน โดยมีเจตนาสร้างความนิยมทางการเมืองให้แก่ตนเองและพรรคเพื่อไทย อันถือเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญฯ และแสดงถึงการมีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ของนักการเมืองรายนี้
สำทับด้วยกรณีอื้อฉาวที่สุดเมื่อกลางปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2568) และเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ คือ บทสนทนาใน "คลิปอังเคิล" ซึ่งแสดงถึงความเห็นแก่ตัวของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีไทย ที่ยอมทำตามความต้องการของฝ่ายกัมพูชา เพียงเพื่อรักษาความนิยมทางการเมืองที่ประชาชนมีต่อตน ซ้ำยังแสดงตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับกองทัพไทยที่ปกปักรักษาอธิปไตยของชาติ และแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์ต่อสาธารณชน จนเธอถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงในที่สุด
สำหรับถ้อยคำของนางสาวแพทองธารในบทสนทนาดังกล่าว มีเนื้อหาดังต่อไปนี้
"ไม่อยากให้ Uncle ไปฟังคนที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับเรา เพราะว่าพอไปฟังฝั่งตรงข้ามอย่างพวกแม่ทัพภาค 2 เป็นคนของฝั่งตรงข้ามหมดเลย...เพราะตอนนี้ทางนั้นเขาอยากจะดูเท่ เขาก็จะพูดอะไรออกมาที่มันไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ...บอกว่าให้ท่านฮุน เซน เห็นใจหลานหน่อย เพราะว่าตอนนี้คนในประเทศไทยเขาไล่เราไปเป็นนายกฯ ที่เขมรหมดแล้ว จริง ๆ แล้ว ถ้าท่านอยากได้อะไร ก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้...จริง ๆ แล้วถ้าท่านจะเอาอะไรจริง ๆ ให้บอกอิ๊งได้เลย ยกหูบอกก็ได้ อันไหนไม่เป็นข่าวก็คือไม่เป็นข่าว อันนั้นที่หลุดไปมันหลุดเพราะสื่อ เพราะไม่ได้คุยกับอิ๊งแค่สองคน มันคุยกันเป็นกลุ่ม มันเลยหลุด แต่ถ้าคุยกับอิ๊งแค่สองคน มันไม่มีหลุดอยู่แล้ว"
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า การที่ "พรรคเพื่อไทย" สนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจมี "วาระซ่อนเร้น" ในการ "ปลดล็อก" เงื่อนไขต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบันกำหนดไว้ เพื่อให้หลายคนในพรรคที่ถูก "ตีตรา" ไปแล้ว ได้กลับมา "โลดแล่น" ในเวทีการเมืองไทย และก่อสารพัดเรื่องทุจริตอย่างที่เคยเป็นมาอีกครั้งหนึ่ง
นอกจากพรรคเพื่อไทยแล้ว "พรรคประชาชน" ก็สนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เช่นเดียวกัน แต่ด้วย "วาระซ่อนเร้น" ที่ต่างออกไป และเลวร้ายยิ่งกว่ากรณีของพรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำ
ข้อเท็จจริงที่คนไทยควรทราบโดยทั่วกัน คือ นับตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่เป็นต้นมา พรรคประชาชนมีแนวนโยบายที่มุ่ง "เซาะกร่อนบ่อนทำลาย" สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมาโดยตลอด ดังจะสังเกตได้จากการที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าของพรรคตัวจริง (De Facto Leader) เคยกล่าวโจมตี "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 ว่าเป็นแนวคิดที่ห้ามไม่ให้ประชาชนยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของตนให้ดีขึ้น ความว่า
"ทันทีหลังทำรัฐประหาร หมวด 7 รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ร่างแล้วก็ผ่านประชามติในสมัยที่สังคมไทยอยู่ใต้อุ้งตีนรัฐประหารเนี่ย มาตรา 83 รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วคือการบอกกับประชาชนว่า คุณอย่าริอาจข้ามชนชั้น มึงเป็นชาวนาก็เป็นชาวนาต่อไป เป็นไพร่ก็เป็นไพร่ต่อไป อย่าริอาจมักใหญ่ใฝ่สูง ความโลภและความอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นเป็นกิเลสตัณหา และเป็นสิ่งชั่วร้ายซึ่งขัดกับศีลธรรมอันดีงามในสังคมไทย"
จากข้อความนี้ ถือได้ว่า นายธนาธรกล่าว "บิดเบือน" สาระสำคัญของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างร้ายแรง เพราะความเป็นจริงแล้ว ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีสาระสำคัญโดยสรุปว่า การมี "สติปัญญา" ในการนำความรู้ทางวิชาการต่าง ๆ ไปใช้อย่างระมัดระวัง ประกอบกับการมี "คุณธรรม" โดยเฉพาะความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทน และความเพียร เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นและพอเพียงต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจบนหลักความ "พอประมาณและมีเหตุผล" รวมทั้งช่วยสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ในตัวที่ดีพอต่อการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง แล้วนำไปสู่ "ความสมดุล" ทั้งในเชิงวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม อันมีนัยถึง "ความสงบสุข" ของชาติในที่สุด
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงไม่ปฏิเสธการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น แต่เป็นแนวคิดที่ช่วยป้องกันหรือบรรเทาผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ จากการพัฒนาตามทฤษฎีของโลกตะวันตก (โดยเฉพาะ Harrod-Domar และ Solow Model) ที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือวัตถุเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการกดขี่ประชาชนดังคำกล่าวหาของนายธนาธรแต่อย่างใด
เมื่อผู้นำตัวจริงของพรรคประชาชนมี "มิจฉาทิฏฐิ" เช่นนี้แล้ว แนวนโยบายและพฤติกรรมของพรรคจึงไม่ผิดไปจากชุดความคิดของนายธนาธรเลยแม้แต่น้อย เช่น การปราศรัยของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อปี พ.ศ. 2566 ที่สนับสนุนให้ "ยกเลิก" ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อันแสดงถึงเจตนาที่ต้องการให้ยกเลิกการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์
แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยห้ามการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว พรรคประชาชนจึงได้สนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยผ่านการออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นนี้ ซึ่งหากเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็จะทำให้ความในมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบัน ที่ระบุว่า "การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้" อันมีนัยถึงการห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 นั้น "หมดความหมาย" ไปในทันที สอดคล้องกับท่าทีของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่สะท้อนเจตนาแอบแฝงว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2
นี่จึงเป็น "จุดอันตราย" เพราะหากมีการแก้ไขหรือเขียนรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 ขึ้นใหม่ ก็อาจนำไปสู่การยกเลิกการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ การก้าวก่ายพระราชอำนาจโดยฝ่ายการเมือง หรือการ "ล้มสถาบันพระมหากษัตริย์" รวมถึง "การแบ่งแยกดินแดน" อันถือเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติในที่สุด
ในอีกแง่มุมหนึ่ง ความพยายามเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ของพรรคประชาชน ก็อาจเป็นไปเพื่อช่วยเหลือพวกพ้องที่ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งแสดงถึงการมี "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ในทำนองเดียวกันกับกรณีของพรรคเพื่อไทย
เช่น นางสาวรักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ และอดีต ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ที่เคยโพสต์ภาพ "พระเมรุมาศ" ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 - 9 (ไม่มีพระเมรุมาศล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 เนื่องจากพระองค์เสด็จสวรรคตและมีการถวายพระเพลิงในต่างประเทศ) พร้อมข้อความว่า "เป็นประเพณีที่ดีงาม ทำให้ได้เห็นสถาปัตยกรรมอันวิจิตร ควรค่าแก่การรักษาสืบไป ให้คนไทยได้ชื่นชมศิลปะชั้นสูงของคนในราชวงศ์ อยากเห็นอะไรแบบนี้เกิดขึ้นอีกบ่อย ๆ ค่ะ" อันแสดงถึงเจตนาอาฆาตมาดร้ายต่อพระชนม์ชีพของพระราชวงศ์อย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น นางสาวรักชนก ยังเคยโพสต์ข้อความกล่าวร้ายพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) เมื่อปี พ.ศ. 2564 ความว่า "ที่พวกเราต้องมาเจอวิกฤตวัคซีนแบบทุกวันนี้ เริ่มต้นก็เพราะรัฐบาลผูกขาดวัคซีนเพื่อหาซีนให้เจ้า สร้างวาทะกรรมของขวัญจากพ่อต่าง ๆ เล่นการเมืองบนวิกฤตชีวิตของประชาชน ผลสุดท้ายคนที่ซวยที่สุดคือประชาชน" และยังเคยแชร์โพสต์ที่มีข้อความว่า "เราไม่เป็นไทจนกว่ากษัตริย์จะถูกแขวนคอด้วยลำไส้ของขุนนางคนสุดท้าย" พร้อมติด Hashtag "ล้มราชวงศ์จักรี" และ "วชิราลงกรณ์เป็นฆาตกร" อันแสดงถึงเจตนาดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้ายล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 10 และพระราชวงศ์อย่างรุนแรง และโจ่งแจ้งชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในบรรดานักการเมืองไทย ทั้งยังเป็นการกล่าวร้ายพระราชวงศ์ด้วยความเท็จอีกด้วย โดยกรณีหลังนี้ ศาลอาญาได้พิพากษาให้จำคุกนางสาวรักชนก 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา
นอกจากประเด็นเกี่ยวกับทัศนคติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว พรรคประชาชนยังมีท่าที "ดูถูกเหยียดหยาม" และต้องการ "ฉุดรั้งกองทัพไทย" มาโดยตลอด โดยเฉพาะการปราศรัยของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อปี พ.ศ. 2566 ความว่า
"80 ปี ประเทศไทย ทหารมีไว้ทำไม ก็จะไปรบกับใคร สมมติมีคนมารุกราน ผมก็ไม่เชื่อว่าคุณจะรบชนะด้วย...ประเทศที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ที่เคยทะเลาะกัน มันไม่ทะเลาะกันแล้ว ทุกวันนี้บางประเทศไม่ต้องมีกองทัพด้วยซ้ำไป ถ้าผู้นำฉลาดพอ มันคือเรื่องกฎกติกาสากล มันคือระเบียบโลก"
หากพิจารณาถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น นับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน เป็นต้นมา ประกอบกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน จะเข้าใจได้ไม่ยากว่า นอกจากเจตนาดูถูกเหยียดหยามกองทัพไทยแล้ว คำปราศรัยเช่นนี้แสดงถึงความไม่ประสีประสาทางการเมือง รวมถึงความฝักใฝ่ต่อแนวคิด "ระเบียบโลกแบบตะวันตก" อย่างแนบแน่นของนายพิธาเองด้วย แม้ว่าเจ้าตัวจะได้กล่าวขอโทษในภายหลังก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกรณีของนายสหัสวัต คุ้มคง ที่เคยโพสต์ข้อความโจมตีกองทัพไทยในขณะเกิดการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ความว่า "รัฐบาลไม่แถลงควยอะไรเลย ปล่อยกองทัพคุมข่าวสาร ข้อมูลทั้งหมด อันนี้เหี้ย อันตราย ห่วยแตก" และยังโพสต์ข้อความที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ความว่า "สิ่งแรกที่ถูกฆ่าในสงครามคือ ความจริง และ ทหารไทย แม่งทำแบบนี้มาตลอด ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่ว่ากองทัพส้นตีนนี่จะไม่ใช้โอกาสนี้ สร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง อย่าเชื่อทุกอย่างที่ออกมาจากกองทัพ"
ทั้งสองข้อความดังกล่าว สะท้อนนัยว่า นายสหัสวัตแสดงตนเป็นฝ่ายตรงข้ามกับกองทัพไทย ก่อนที่เจ้าตัวจะกล่าวขอโทษในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ ขณะที่มีความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงกลางปี พ.ศ. 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ยังได้กล่าวโจมตีพลเอกบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ในขณะนั้นว่า การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหยุดยิงในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการปะทะกันนั้น เป็นการขัดคำสั่งโดยชอบของผู้บังคับบัญชาในยามสงคราม
กรณีนี้ รองศาสตราจารย์ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ได้วิจารณ์ว่า คำสั่งหยุดยิงดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากสุ่มเสี่ยงทำให้ประเทศไทยสูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ทั้งยังสอดคล้องกับท่าทีของนางสาวแพทองธารที่ปรากฏใน "คลิปอังเคิล" อีกด้วย ดังนั้น การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหยุดยิงดังกล่าวจึงถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกประการ
เมื่อ "พรรคประชาชน" และ "พรรคเพื่อไทย" ต่างมี "วาระซ่อนเร้น" ในการสนับสนุนให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยถือผลประโยชน์ส่วนตนเหนือผลประโยชน์ของชาติเช่นนี้แล้ว ผมจึงมีจุดยืน "ไม่สนับสนุน" ให้พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยเข้าไปมีอำนาจนิติบัญญัติและบริหารโดยเด็ดขาด เพราะเชื่อได้ว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ของทั้งสองพรรค จะนำไปสู่การเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ความเสื่อมเสียเกียรติภูมิ ตลอดจนการบั่นทอนความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในที่สุด
และด้วยเหตุข้างต้น ผมจึงมีจุดยืน "ไม่เห็นชอบ" ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย เพราะ "ความมั่นคง" ต้องมาก่อน!
ถ้าประเทศไทยไม่มั่นคง ก็อย่าถามถึงการพัฒนาด้านอื่น ๆ เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ เพราะมันจะไม่เกิดขึ้นเลย!
คำถามต่อมา คือ หากไม่ใช่ขั้ว "ประชาชน-เพื่อไทย" (อาจเรียกว่า "ขั้วส้ม-แดง" ตามสีประจำพรรค) แล้วพรรคการเมืองใดที่พอจะ "ตอบโจทย์" ความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศไทย ท่ามกลางวิกฤตด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 กันเล่า?
จากความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ "บันทึกความเข้าใจ" ทั้งสองฉบับ (MOU 2543 และ MOU 2544) อันมีสาระสำคัญที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบในหลายประเด็นนั้น จะสังเกตได้ว่า ในบรรดา 4 พรรคการเมืองที่มีโอกาสได้คะแนนเสียงมากที่สุด ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ "แทบไม่มี" พรรคการเมืองใดที่แสดงจุดยืนให้ "ยกเลิก" MOU ทั้งสองฉบับเลย
แต่หากพิจารณาการวางตัวของรัฐบาลไทยในปัจจุบัน ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จาก "พรรคภูมิใจไทย" เทียบกับสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะสังเกตได้ถึงการกอบกู้และรักษา "เกียรติภูมิ" ตลอดจน "ผลประโยชน์ของชาติ" มากกว่าสมัยรัฐบาลก่อนหน้า และต่างจากพฤติกรรมของพรรคประชาชนที่วางตัวฝักใฝ่มหาอำนาจตะวันตกอย่างชัดเจน ทั้งในประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา รวมถึงกรณี "ภาษีทรัมป์" ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงลบที่กระทบต่อการส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไปยังสหรัฐอเมริกาด้วย
นอกจากนี้ หากพิจารณาท่าทีของรัฐบาลไทยในยุคที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จาก "พรรคประชาธิปัตย์" เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้ "ยกเลิก MOU 2544" แม้ว่ากระบวนการยกเลิกจะยังไม่แล้วเสร็จ โดยจะต้องเสนอต่อรัฐสภาต่อไปก็ตาม ซึ่งอย่างน้อยก็แสดงถึงความพยายามรักษาผลประโยชน์ของชาติอีกทางหนึ่ง
ข้อสำคัญ คือ ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ (อาจเรียกว่า "ขั้วน้ำเงิน-ฟ้า" ตามสีประจำพรรค) มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านการต่างประเทศเป็นที่ประจักษ์ เช่น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในปัจจุบัน และอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ) จากพรรคภูมิใจไทย และยังมีนายอิสรา สุนทรวัฒน์ (บุตรชายนายแสงชัย สุนทรวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท.) ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมัชชารัฐสภาอาเซียน (ASEAN Inter-Parliament Assembly: AIPA) มาแล้ว
เหนือสิ่งอื่นใด "พรรคภูมิใจไทย" และ "พรรคประชาธิปัตย์" แสดงออกชัดเจนว่า ไม่สนับสนุนการแก้ไขหรือเขียนรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 ขึ้นใหม่ ซึ่งหมายถึงการปกป้องและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ
จากปัจจัยและข้อจำกัดต่าง ๆ ข้างต้น ผมจึง "สนับสนุน" ให้ "พรรคภูมิใจไทย" และ "พรรคประชาธิปัตย์" ได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน และสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกสมัยหนึ่งด้วย เพื่อ "ประคับประคอง" ประเทศไทย ให้สามารถ "ฝ่าวิกฤต" ด้านภูมิรัฐศาสตร์ไปได้ อันเป็นการ "ตอบโจทย์" ความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ
และเพื่อบรรลุเป้าหมายข้างต้น ผมจึงมี "ข้อเสนอเบื้องต้น" สำหรับฝ่ายที่ "ไม่เอาส้ม-แดง" ดังต่อไปนี้
เมื่อพิจารณาผลสำรวจความนิยมทางการเมือง (โดยเฉพาะของ NIDA Poll ซึ่งส่วนตัวมองว่าให้ผลที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่าโพลล์สำนักอื่น) แล้วนั้น สำหรับ "ภูมิภาคอื่น ๆ" (โดยเฉพาะภาคอีสาน) ยกเว้นภาคใต้ ผมขอเสนอให้ "รวมเสียงกัน" เลือก "ส.ส. เขต" จาก "พรรคภูมิใจไทย"
แต่ใน "ภาคใต้" ผมขอเสนอให้รวมเสียงกันเลือก ส.ส. เขต จาก "พรรคประชาธิปัตย์"
นี่คือ "การเลือกเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Vote) เพื่อป้องกัน "มิให้เสียงแตก" ดังเช่นในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2566 โดยเฉพาะในกรณีจังหวัดภูเก็ต
ส่วนในการเลือก "ส.ส. บัญชีรายชื่อ" นั้น ผมขอเสนอให้เลือก "พรรคภูมิใจไทย" หรือ "พรรคประชาธิปัตย์" พรรคใดพรรคหนึ่งในสองพรรคดังกล่าว
ถึงตรงนี้ ผมขอสรุปจุดยืน "เลือกตั้ง-ประชามติ'69" ว่า
ผม "ไม่สนับสนุน" พรรค "ส้ม-แดง" เพราะมีท่าทีสุ่มเสี่ยงเป็นภัยต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ
ด้วยเหตุนี้ ผมจึง "ไม่เห็นชอบ" ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปโดยปริยาย
และผม "สนับสนุน" พรรค "น้ำเงิน-ฟ้า" เพราะฝ่ายนี้เห็นแก่ความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติมากกว่าขั้วตรงข้าม พร้อมทั้งสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกสมัยหนึ่งด้วย!
วีรภัทร ตั๊งวิบูลย์ชัย
24 มกราคม 2569
---------
#คอลัมน์รายสะดวก
#ความมั่นคงต้องมาก่อน
#8กุมภากาไม่เห็นชอบ
#บัตรใบเหลืองกาไม่เห็นชอบ
#คลิปอังเคิล
#เซาะกร่อนบ่อนทำลาย
#ทหารมีไว้ทำไม
#ประชาชน
#เพื่อไทย
#ภูมิใจไทย
#ประชาธิปัตย์
#อนุทินชาญวีรกูล
#สีหศักดิ์พวงเกตุแก้ว
#อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ
#อิสราสุนทรวัฒน์
#เลือกเชิงยุทธศาสตร์
#strategicvote
#เลือกตั้ง69
#ประชามติ69
---------
อ่านเพิ่มเติม
กระแสการเมือง ภาคใต้. (30 พฤศจิกายน 2568). NIDA Poll. https://nidapoll.nida.ac.th/polls/southern-thailand-politics/
กระแสการเมือง ภาคอีสาน. (2 พฤศจิกายน 2568). NIDA Poll. https://nidapoll.nida.ac.th/polls/isan-political-trends/
ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่. (2569). สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง. https://www.ect.go.th/web-upload/1xff0d34e409a13ef56eea54c52a291126/tinymce/104-cd76cdfb2ec18c1c28ed71704b380a75/ออกเสียงประชามติ/ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ(บัตรสีเหลือง).pdf
ขุดคำปราศรัย ตบปาก 'พิธา' มีทหารไว้ทำไม! ประเทศเพื่อนบ้านเขาไม่รบกันแล้ว. (10 มิถุนายน 2568). ไทยโพสต์. https://www.thaipost.net/hi-light/803956/
คำถามถึงแคนดิเดตนายกฯ “สีหศักดิ์” จะเลิก “MOU 43-44” กี่โมง? (10 มกราคม 2569). ผู้จัดการออนไลน์. https://mgronline.com/daily/detail/9690000002657
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๗/๒๕๖๘. (23 กันยายน 2568). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 142 ตอนที่ 63 ก. หน้า 20-58. https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/86663.pdf
จาก “ฟ้าเดียวกัน” สู่ “ก้าวไกล” รุกคืบขยับเส้น บ่อนเซาะสถาบัน. (27 พฤษภาคม 2566). ผู้จัดการออนไลน์. https://mgronline.com/onlinesection/detail/9660000048928
ชำแหละพวกโลกสวยไร้เดียงสา ฝันหวานใช้แผนที่ LiDAR หลงกลเกมกัมพูชาใน MOU 43. (12 ตุลาคม 2568). ผู้จัดการออนไลน์. https://mgronline.com/onlinesection/detail/9680000097618
ดีเบตสองคู่ สองภาพจำ 'ศุภจี-สีหศักดิ์' ดับห้าว 'ศิริกัญญา-โรม'. (17 มกราคม 2569). ไทยโพสต์. https://www.thaipost.net/hi-light/932773/
"เท้ง" ไม่ยกมือหลังถูกถามใครค้านแก้ รธน.หมวด 1 หมวด 2 อ้างไม่ว่าแก้แบบไหนก็เปลี่ยนระบอบปกครองไม่ได้. (17 มกราคม 2569). ผู้จัดการออนไลน์. https://mgronline.com/politics/detail/9690000005411
นพ นรนารถ. (10 กันยายน 2560). เสี่ยเปี๋ยง เพื่อนทักษิณ ร่วมกันคิด ร่วมกันโกง. ผู้จัดการออนไลน์. https://mgronline.com/daily/detail/9600000092850
นักวิชาการดีดปากตัวตึงพรรคส้มบอก 'แม่ทัพกุ้ง' ปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่ใน รธน. (12 พฤศจิกายน 2568). ไทยโพสต์. https://www.thaipost.net/politics-news/894400/
ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง รายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ. (6 มกราคม 2569). สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง. https://www.ect.go.th/web-upload/1xff0d34e409a13ef56eea54c52a291126/202601/m_laws/2054/9455/file_download/d09e097b930beaa5433545993fd936e6.pdf
เปิดรายละเอียดคำวินิจฉัยศาล รธน.ชี้พฤติการณ์ "ก้าวไกล" เสนอแก้ กม.-หาเสียง-ร่วมชุมนุม ล้วนส่อเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลาย. (31 มกราคม 2567). ผู้จัดการออนไลน์. https://mgronline.com/politics/detail/9670000009280
เป็นทางการ! ศาลอาญาสรุปคำพิพากษาคุก 6 ปี 'รักชนก' ผิดม.112-พ.ร.บ.คอมฯ. (13 ธันวาคม 2566). สำนักข่าวอิศรา. https://www.isranews.org/article/isranews/124622-Ratchanokiuu-ed.html
เปรียบเทียบคำพูดให้ร้ายเศรษฐกิจพอเพียงของ 'ธนาธร' กับจำเลยคดีม.112ทำให้รู้ใครอยู่เบื้องหลัง. (23 พฤศจิกายน 2565). ไทยโพสต์. https://www.thaipost.net/x-cite-news/268904/
ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 69. (11 มกราคม 2569). NIDA Poll. https://nidapoll.nida.ac.th/polls/election-2026-early-trends/
ย้อนมติครม.ยุคอภิสิทธิ์ เห็นชอบให้ยกเลิก MOU 2544 ไปแล้ว เตือนรัฐบาลอย่าฝืน. (1 พฤศจิกายน 2567). ไทยโพสต์. https://www.thaipost.net/hi-light/683187/
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย. (6 เมษายน 2560). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก. หน้า 1-90. https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/2103519.pdf
ศาล รธน.สั่ง “พิเชษฐ์” พ้นรอง ปธ.สภาฯ-สส.-ตัดสิทธิ์ 10 ปี ปมโยกงบฯ. (1 สิงหาคม 2568). Thai PBS. https://www.thaipbs.or.th/news/content/354951
สำนึกไม่ทันโพสต์! สส.สหัสวัต จากพรรคประชาชน ขอโทษเหยียดหยามทหาร. (29 กรกฎาคม 2568). ไทยโพสต์. https://www.thaipost.net/x-cite-news/833538/
อภิชัย พันธเสน. (2564). พุทธเศรษฐศาสตร์ (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: อมรินทร์.
อรรถสิทธิ์ พานแก้ว. (2563). คดีจำนำข้าว. สถาบันพระปกเกล้า. https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=คดีจำนำข้าว
---------
The METTAD. (6 มกราคม 2569). ธนาธรไม่รู้โกรธแค้นสถาบันฯมาจากไหน ถึงโจมตีปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง บิดเบือนด้อยค่าว่า เป็นการกดให้จน. Facebook. https://www.facebook.com/reel/1795518991162840/