ประวัติวัด (โดยสังเขป)
วัดสระบัวราษฎร์ประดิษฐ์: สายธารแห่งศรัทธาจากอดีตสู่ปัจจุบัน
เรื่องเล่าความเรียงตามลำดับกาลแห่งพุทธสถานท้องถิ่น
ณ แผ่นดินอีสานซึ่งเคยต้อนรับการอพยพของชนชั้นปกครองจากเวียงจันทน์ สืบสายราชวงศ์ล้านช้าง วางรากเหง้าทั้งการเมือง การปกครอง และพระศาสนา จวบจนกลายเป็นเมืองกระมาลาไสยในเวลาต่อมา ความเจริญทางธรรมได้ฝังรากอยู่ในชีวิตของผู้คนท้องถิ่นนั้นอย่างลึกซึ้ง และหนึ่งในหลักฐานสำคัญทางจิตวิญญาณที่ยังคงยืนหยัดอยู่จนถึงปัจจุบัน คือ วัดสระบัวราษฎร์ประดิษฐ์ อันเปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์และคุณค่าแห่งศรัทธา
วัดแห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็น ธรณีสงฆ์เก่า ที่ยังมิได้จดทะเบียนเป็นวัดอย่างเป็นทางการ แต่ก็ถือเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชุมชนมาแต่โบราณ กระทั่งถึงปี พุทธศักราช ๒๔๓๘ พระราษฎรบริหาร (ทอง) อดีตเจ้าเมืองกระมาลาไสย จึงได้มีการจัดตั้งวัดขึ้นอย่างเป็นทางการ กลายเป็นวัดในพระพุทธศาสนา ตามระเบียบราชการคณะสงฆ์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งเริ่มให้ความสำคัญกับการขึ้นทะเบียนวัดอย่างมีระบบ
หลังการก่อตั้งได้ไม่นาน วัดก็ได้รับการบูรณะครั้งสำคัญในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ โดยสองบุคคลผู้มีหัวใจแน่วแน่ในพระพุทธศาสนา คือ นายดำ สุขบรม และ นายทอง สายทอง ผู้เห็นถึงความเสื่อมโทรมของวัดในเวลานั้น จึงได้ร่วมแรงร่วมใจกันบูรณปฏิสังขรณ์วัดให้กลับมามีชีวิตชีวา เป็นที่พึ่งทางใจแก่ประชาชนดังเช่นในอดีต
การฟื้นฟูวัดมิได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เมื่อเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งร้อยปี วัดได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๐ เป็นการยืนยันสถานภาพของวัดในทางนิติศาสตร์สงฆ์อย่างชัดเจน มีเขตวิสุงคามสีมากว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๒๐ เมตร โดยมีเนื้อที่ภายในเขตวัดประมาณ ๓ ไร่ ซึ่งถือว่ามีขนาดเหมาะสมแก่กิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและการประกอบศาสนพิธี
ในปีเดียวกันนั้นเอง ได้มีเหตุการณ์อีกหนึ่งประการซึ่งสะท้อนถึงความต่อเนื่องแห่งศรัทธาของชาวบ้าน นั่นคือ การที่ คุณยายเคน เสนานาค ได้บริจาคที่ดินเพิ่มเติมอีกประมาณ ๑ งาน ณ ฝั่ง ตะวันตกเฉียงเหนือ ของวัด ถือเป็นน้ำใจอันบริสุทธิ์ที่ช่วยขยายเขตวัดให้สามารถรองรับกิจกรรมทางธรรมได้มากยิ่งขึ้น
ปีถัดมา พุทธศักราช ๒๕๓๑ ได้เกิดการจัดสร้าง ศาลาการเปรียญ โดย ร.ต.อ.ทองใบ ผ่านจังหาร ผู้มีใจรักในพระศาสนา ได้รวบรวมปัจจัยจากญาติพี่น้องในชุมชนบ้านสระบัว และผู้มีจิตศรัทธาจากกรุงเทพมหานคร จนสามารถสร้างศาลาแห่งนี้แล้วเสร็จในเวลาไม่นาน กลายเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของพระสงฆ์และญาติโยมในพื้นที่โดยแท้จริง
ครั้นถึงยุคสมัยปัจจุบัน พุทธศักราช ๒๕๖๕ พระครูสังฆรักษ์ธนา ฉนฺทกาโม เจ้าอาวาสวัดสระบัวราษฎร์ประดิษฐ์ ได้สืบสานภารกิจบูรณะพัฒนา โดยรวบรวมปัจจัยจากศรัทธาญาติโยม สร้างอาคารต่าง ๆ อันจำเป็นต่อการดำเนินกิจของสงฆ์ ได้แก่ ห้องน้ำ จำนวน ๕ ห้อง กุฏิสงฆ์ ๓ หลัง กุฏิรับรอง ๑ หลัง โรงครัว ๑ หลัง และยังได้ ซ่อมแซมศาลาการเปรียญ ที่เคยสร้างขึ้นในอดีตให้กลับมาแข็งแรงมั่นคงอีกครา
วัดสระบัวราษฎร์ประดิษฐ์จึงมิใช่เพียงสถานที่ทางกายภาพ หากเป็นสถานที่ที่สะท้อนถึง ความต่อเนื่องของศรัทธาและวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านยุคผ่านสมัย จากบรรพชนผู้สถาปนาเมืองกระมาลาไสยอย่างพระราษฎรบริหาร (ทอง) จนถึงชาวบ้านธรรมดาผู้พร้อมใจกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในแต่ละช่วงเวลา
ด้วยเหตุดังกล่าว วัดแห่งนี้จึงเป็นมากกว่าสิ่งปลูกสร้าง แต่คืออนุสรณ์แห่งความดี ความเสียสละ และความร่วมแรงร่วมใจของผู้คนในท้องถิ่น เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้วันเวลาจะผันผ่านไปเพียงใด หากหัวใจยังเปี่ยมด้วยศรัทธา สิ่งดีงามย่อมคงอยู่ตราบนานเท่านาน — เฉกเช่นวัดสระบัวราษฎร์ประดิษฐ์ ที่ยังคงยืนหยัดดั่งดอกบัวในสายธารแห่งเวลา...
การบริหารและการปกครอง
ลำดับเจ้าอาวาสตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนี้
ไม่ทราบรายนาม
พระอธิการสิงห์ สุวณฺโณ ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ - ๒๕๑๘
พระมหาวิชาญ วชิรญาโณ ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ - ๒๕๓๐
พระอธิการเพ็ง จนฺทโก ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ - ๒๕๔๑
พระมหาสำราญ (ไม่ทราบฉายา) ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ - ๒๕๔๕
(ไม่มีผู้ปกครองวัด)
พระอธิการแสวง จารุวณฺโณ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ - ๒๕๕๗
(ไม่มีผู้ปกครองวัด)
พระพรชัย ปภากโร (รักษาการเจ้าอาวาส) ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๕
พระอธิการธนา ฉนฺทกาโม ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ – ๒๕๖๖
พระครูสังฆรักษ์ธนา ฉนฺทกาโม ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ถึงปัจจุบัน