Windows Aero เป็นชุดอินเทอร์เฟซกราฟิกที่ไมโครซอฟท์เปิดตัวครั้งแรกในระบบปฏิบัติการ Windows Vista และต่อมาใช้ใน Windows 7 ด้วย จุดเด่นของ Aero อยู่ที่การทำให้หน้าตาของวินโดวส์ดูทันสมัย โปร่งใส และสวยงาม มีเอฟเฟกต์แสงเงาและกระจกที่แตกต่างจากธีมแบบดั้งเดิมของ Windows รุ่นก่อน ๆ
Aero ย่อมาจากคำว่า Authentic, Energetic, Reflective, Open ซึ่งสะท้อนแนวคิดของไมโครซอฟท์ที่ต้องการให้ผู้ใช้งานสัมผัสประสบการณ์ที่ทั้งจริงแท้ มีพลัง สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดี และเปิดกว้างต่อการใช้งานในหลายมิติ การออกแบบในยุคนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ครั้งใหญ่จาก Windows XP ที่ยังใช้กราฟิกแบบสองมิติที่ค่อนข้างเรียบง่าย
คุณสมบัติเด่นของ Windows Aero คือ Aero Glass ซึ่งทำให้กรอบหน้าต่างมีลักษณะใส โปร่งแสง และมองเห็นพื้นหลังราง ๆ เอฟเฟกต์นี้ทำให้การจัดการหน้าต่างหลาย ๆ อันดูสะดวกและสบายตา ไม่แข็งกระด้างเหมือนเดิม และยังให้ความรู้สึกว่าระบบปฏิบัติการมีความล้ำสมัยขึ้น
อีกฟีเจอร์ที่สำคัญคือ Live Thumbnails เมื่อผู้ใช้เอาเมาส์ไปวางบนไอคอนที่ Taskbar จะปรากฏภาพตัวอย่างขนาดเล็กของหน้าต่างนั้นแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ใช้สามารถรู้ได้ทันทีว่าหน้าต่างนั้นกำลังเปิดอะไรอยู่โดยไม่ต้องสลับไปมาอย่างสิ้นเปลืองเวลา
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Aero Peek ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดูเดสก์ท็อปได้ทันทีโดยเพียงแค่นำเมาส์ไปวางที่มุมขวาล่างของหน้าจอ หน้าต่างที่เปิดอยู่ทั้งหมดจะกลายเป็นโปร่งใสชั่วคราว ทำให้สามารถมองเห็นวอลเปเปอร์หรือไอคอนที่อยู่บนเดสก์ท็อปได้ง่ายดาย
Aero Flip 3D เป็นอีกลูกเล่นหนึ่งที่น่าสนใจมาก โดยใช้ปุ่ม Windows + Tab เพื่อแสดงหน้าต่างทั้งหมดในรูปแบบสามมิติที่ซ้อนกันคล้ายแผ่นกระดาษ ผู้ใช้สามารถเลื่อนดูและเลือกหน้าต่างที่ต้องการได้อย่างสวยงาม ฟีเจอร์นี้ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่หลายคนจำได้เมื่อพูดถึง Windows Vista และ 7
นอกจากความสวยงามแล้ว Aero ยังปรับปรุงเรื่องการจัดการกราฟิกให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพราะใช้ Desktop Window Manager (DWM) เข้ามาช่วยประมวลผล ทำให้เอฟเฟกต์การแสดงผลลื่นไหลและรองรับการ์ดจอที่มีความสามารถด้านสามมิติดีขึ้นกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม Windows Aero ก็มีข้อจำกัด เช่น ต้องการสเปกคอมพิวเตอร์ที่สูงกว่าปกติ โดยเฉพาะการ์ดจอที่รองรับ DirectX 9 และมีหน่วยความจำเพียงพอ ผู้ใช้ที่มีคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ในยุค Vista อาจไม่สามารถเปิด Aero ได้ ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่าระบบกินทรัพยากรเครื่องมากเกินไป
ใน Windows 7 ไมโครซอฟท์ได้ปรับปรุง Aero ให้เสถียรและเบาลง ฟีเจอร์หลายอย่างจึงได้รับความนิยม และผู้ใช้ส่วนใหญ่พอใจมากกว่าใน Vista ตัวอย่างเช่น Aero Snap ที่ช่วยจัดหน้าต่างโดยลากไปชนขอบหน้าจอ และ Aero Shake ที่ให้ผู้ใช้จับหน้าต่างแล้วเขย่าเพื่อย่อหน้าต่างอื่น ๆ ทั้งหมดทันที
Windows Aero จึงไม่ใช่แค่การตกแต่งหน้าตาเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ประสบการณ์ใช้งานดูราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทำงานหลาย ๆ หน้าต่างพร้อมกัน ผู้ใช้สามารถจัดการได้ง่ายกว่าเดิมและดูสวยงามกว่า Windows XP อย่างมาก
แม้ว่า Aero จะเป็นเอกลักษณ์ของ Vista และ 7 แต่เมื่อเข้าสู่ Windows 8 และ 10 ไมโครซอฟท์ได้ลดบทบาท Aero Glass ลงอย่างชัดเจน โดยเปลี่ยนแนวทางการออกแบบไปสู่สไตล์ Modern UI และ Fluent Design ที่เรียบง่ายและเน้นความสว่างใส่แทน ทำให้เอฟเฟกต์โปร่งใสหรูหราลดน้อยลง
ถึงอย่างนั้นหลายคนยังคงคิดถึง Aero เพราะมันให้ความรู้สึกพิเศษในการใช้งาน และทำให้ Windows ยุคนั้นดูแตกต่างไปจากระบบปฏิบัติการอื่น ๆ บางคนถึงกับหาวิธีติดตั้งธีมหรือโปรแกรมเสริมเพื่อทำให้ Windows รุ่นใหม่กลับมามีหน้าตาคล้าย Aero อีกครั้ง
ในเชิงเทคนิค Aero ใช้การเรนเดอร์ผ่าน GPU แทนที่จะพึ่งพา CPU เพียงอย่างเดียว ทำให้การเคลื่อนไหวของหน้าต่าง รอยเงา และเอฟเฟกต์ต่าง ๆ มีความสมจริงมากขึ้น การใช้ทรัพยากรของการ์ดจอช่วยแบ่งเบาภาระของซีพียูได้ดี และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ Aero ดูลื่นตากว่าระบบก่อนหน้า
เมื่อมองย้อนกลับไป Aero เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านยุคสู่การออกแบบที่ใส่ใจความรู้สึกและความสวยงามของผู้ใช้งานมากกว่าเดิม มันเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า Windows ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทำงาน แต่ยังสามารถเป็นประสบการณ์ด้านการออกแบบเชิงศิลป์ได้ด้วย
แม้ว่าจะมีเสียงวิจารณ์ว่า Aero ทำให้เครื่องช้าในบางสเปก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันสร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้จำนวนมาก การได้เห็นหน้าต่างโปร่งใส เอฟเฟกต์สามมิติ และการจัดการแบบใหม่ ๆ ถือเป็นสิ่งที่ทำให้ Windows Vista และ 7 มีเอกลักษณ์จนยังถูกพูดถึงจนทุกวันนี้
ดังนั้น Windows Aero จึงไม่ได้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของระบบปฏิบัติการ แต่เป็นหนึ่งในนวัตกรรมด้านอินเทอร์เฟซที่มีอิทธิพลต่อการออกแบบของ Windows รุ่นถัดมา รวมถึงระบบปฏิบัติการอื่น ๆ ที่หยิบยืมแนวคิดเรื่องความโปร่งใสและเอฟเฟกต์แสงเงามาใช้
Aero จึงเป็นทั้งสัญลักษณ์แห่งความหรูหราและความล้ำสมัยของ Windows ในช่วงปี 2006–2012 และยังคงเป็นความทรงจำที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์หลายคนไม่เคยลืม