มารยาทไทย เป็นศิลปะในการใช้ชีวิตตัวหนึ่ง เป็นกริยามารยาทที่คนไทยได้ สร้างสรรค์ให้เหมาะสมกับลักษณะนิสัยของคนไทยและสภาพแวดล้อมของประเทศไทย เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปว่า มารยาทไทย
เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นอย่างหนึ่งของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอุปนิสัยที่แท้จริงของคนไทยที่มีความนอบน้อม ความเครารพในอาวุโส รวมถึงความ กตัญญูกตเวทีของผู้มีพระคุณ
มารยาทไทย ครอบคลุมถึงกิริยาวาจาต่าง ๆ เช่น การเดิน การยืน การนั่ง การนอน การทำความเคารพ
การรับประทานอาหาร การทักทาย การใช้เครื่องมือสื่อสาร รวมทั้งการ ประพฤติปฏิบัติในพิธีการต่าง ๆ
กิริยาวาจาที่คนไทยเห็นว่าเรียบร้อย ถูกลักษณะนิสัยของคนไทยที่เป็นคนอ่อนโยน มีความสงบเสงี่ยมทั้งกายและวาจา อันแสดงให้เห็นถึงขอบเขตหรือระเบียบแบบ แผนแห่งการประพฤติปฏิบัติแบบไทยที่บรรพบุรุษของเราได้พิจารณากำหนดขึ้นให้เหมาะกับกาลเทศะและกรอบที่สังคมไทยยอมรับและต้องการ ทั้งได้สั่งสมสิ่งดีงามมาหลายยุคสมัยสมควรที่คนไทยควรปฏิบัติและรักษาไว้เป็นมรดกของสังคมไทยต่อไปคำว่า มารยาท เป็นคำมาจากภาษาสันสกฤต ส่วน มรรยาท เป็นคำที่มาจากภาษา บาลี มีความหมายตามรากศัพท์เดิมว่า “คันนา” ซึ่งเป็นแนวคันดินที่ยกสูงขึ้นโดยรอบพื้นที่นาเพื่อให้สามารถควบคุมน้ำทั้งในด้านเก็บกักน้ำหรือ ระบายน้ำออกไปได้ตามความต้องการ มารยาท จึงเปรียบเสมือนกิริยาอาการของคนที่มีขอบเขต หรือปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของสังคม แสดงออกถึงการมีวัฒนธรรมอันดีงามนั่นเอง มรรยาทหรือมารยาท เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายและวาจาที่สะท้อนออกมา จากจิตใจ และแสดงต่อผู้อื่นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เป็นพฤติกรรมที่บุคคลพึงปฏิบัติตน ต่อกันในหมู่คณะ สร้างความพึงพอใจให้กับผู้อื่น และได้รับการยอมรับว่าเป็นค่านิยมที่ดีงามในสังคม จากความหมายข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า มารยาทไทย หมายถึง กิริยาวาจา เรียบร้อย ถูกกาลเทศะตามวัฒนธรรมไทย มารยาทไทยจึงแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมไทยอันดีงาม สวยงาม สุภาพ อ่อนน้อม และอ่อนหวาน ซึ่งได้รับการยกย่องจากนานาชาติว่าไทยมีวัฒนธรรมอัน ดีงามมายาวนานโดยทั่วไปบุคคลจะมีมารยาทดีหรือน้อยขึ้นอยู่กับการฝึกอบรมและการได้รับการ ขัดเกลาตามแบบแผนความประพฤติในการด าเนินชีวิตของแต่ละครอบครัวเป็นหลัก รวมทั้ง สถาบัน การศึกษา และสถาบันทางศาสนาที่มีส่วนเสริมสร้างบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลให้มี มารยาททางสังคมด้วย
การรู้จักการวางตน หมายถึง การปฏิบัติตนตามสถานภาพ และบทบาท หน้าที่ของตนได้อย่างเหมาะสมถูกต้องตามกาลเทศะ โดยให้คุณค่าสำคัญ 6 ประการ ประกอบด้วย การวางตัวอยู่ในหลักศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพ ความเหมาะสม และมีความเป็นกลาง เช่น การละเว้นพฤติกรรมที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อตนเองและผู้อื่น การกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น มีคุณสมบัติที่ก่อให้เกิดความงดงาม เช่น ความอดทน ความสุภาพ ความอ่อนโยน และความสำรวม มีความสามารถด้วยการหมั่นเรียนรู้ ฝึกฝนตนเอง และมีความเที่ยงตรงและเป็นธรรมในการดำเนินชีวิต 1.3.1.2 การรู้จักประมาณตน หมายถึง การยึดหลักธรรมของคนดีในของสังคมไว้ 7 ประการ ได้แก่ รู้จักเหตุผล รู้ความมุ่งมั่น รู้จักตนเองหรือความสามารถของตนเอง รู้จัก ประมาณถึงความพอดี รู้จักกาลเวลาที่เหมาะสม รู้จักสภาพแวดล้อมของตน และรู้จักความแตกต่างของตนเอง เช่น ไม่ทำตัวให้เด่น เรียกร้องความสนใจ หรือสร้างจุดสนใจให้ตนเองอย่าง เหมาะสมกับกาลเทศะ เป็นต้น การรู้จักพูดจา หมายถึง การใช้คำพูดที่สุภาพ พูดในเรื่องที่ดีและมีประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น และใช้ภาษาที่สร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน เช่น ไม่ใช้คำพูดที่ทำให้ผู้อื่นเสียหายหรือเกิดความอับอายในสังคม หรือไม่ใช้เสียงดังข่มขู่ผู้อื่น ซึ่งจะให้ตนเองเสียบุคลิก ที่ดีได้ การควบคุมอารมณ์ หมายถึง การระมัดระวังจิตใจของตนเองให้สงบ สำรวม ไม่ฟุูงซ่าน ไม่แสดงอาการประชดประชัน หรือใช้อารมณ์กระทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ เช่น อารมณ์โกรธและโมโหจนกระทั่งทำร้ายตนเองและผู้อื่น การสำรวมกิริยา หมายถึง การระมัดระวังอาการของตนเองให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมและสำรวมให้สุภาพเรียบร้อย
การยืนกับผู้ใหญ่
ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรยืนตรงหน้าผู้ใหญ่ แต่ควรยืนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ดังนี้คือ ยืนตรง ขาชิดปลายเท้าห่างกันเล็กน้อย มือทั้งสองแนบชิดข้าง ท่าทางสำรวม
การยืนตามลำพัง
ขาทั้งสองข้างชิดกัน หรืออยู่ในท่าพักแขน ปล่อย แนบลำตัวหรือจะประสานไว้ข้างหน้าเล็กน้อย อย่ายืนขากาง แกว่งแขน หันหน้าไปมา ลุกลี้ลุกลน
การยืนตรง การยืนรับคำสั่งและการยืนฟังโอวาทในแถว
ควรยืนตัวตรง หน้าตรง แขนเหยียดตรง ปล่อยมือไว้ข้างลำตัว โดยนิ้วมือทั้งสองข้างแนบชิดติดกัน สำหรับผู้ชายควรยืนส้นเท้าชิด ปลายเท้าแยกพอประมาณ ส่วนผู้หญิงทั้งส้นเท้าและปลายเท้าควรชิดติดกัน การยืนตรงในลักษณะนี้ มักใช้ในการยืนรับคำสั่ง หรือ ยืนฟังโอวาทในแถว
การยืนสนทนากับผู้ใหญ่
ให้ยืนตรง เท้าชิด ค้อมตัวเล็กน้อย มือประสานกัน อยู่ระดับเอว ไม่ก่อความรำคาญหรือเกะกะกีดขวางผู้อื่น ไม่ควรยืนชิดหรือห่างผู้ใหญ่จนเกินไป
การยืนคุยกับเพื่อน การยืนพักผ่อนและการยืนดูมหรสพ
ควรยืนในลักษณะสุภาพ ไม่ก่อความรำคาญหรือเกะกะกีดขวางผู้อื่น เช่น ยืนพูดข้ามศีรษะ หรือยืนบังผู้อื่น
ลักษณะการปฏิบัติมารยาทที่กำหนดให้ ถูกหรือผิด
1. การยืนตรง หน้าตรง ควรประสานมืออยู่ระดับเอว ปลายเท้าแยกพอประมาณ
2. การยืนตรง ควรยืนตรง แขนเหยียดตรง นิ้วมือทั้งสองข้างแยกกันพอประมาณ
3. การยืนตรง ลักษณะของการปฏิบัติคล้ายกับการยืนฟังโอวาทในแถว คือ ยืนตรง หน้าตรง แขนเหยียดตรง ปล่อยมือไว้ข้างลำตัว เท้าชิดกัน
4. การยืนรับคำสั่ง สำหรับชายควรยืนส้นเท้าชิดปลายเท้าแยกพอประมาณ
5. การยืนฟังโอวาทในแถว สำหรับหญิง ส้นเท้าและปลายเท้าควรชิดติดกัน
6. การยืนสนทนากับผู้ใหญ่ ให้ยืนตรง เท้าชิด ค้อมตัวเล็กน้อย
7. การยืนสนทนากับผู้ใหญ่ มือประสานกันอยู่ระดับเอวและควรยืนให้ชิดติดกับผู้ใหญ่
8. การยืนพักผ่อน ควรยืนในลักษณะสุภาพ
9. การยืนดูมหรสพ ไม่ก่อความรำคาญหรือเกะกะกีดขวางผู้อื่น
10. การยืนคุยกับเพื่อน ไม่ควรยืนพูดข้ามศีรษะหรือยืนบังผู้อื่น
เป็นการนั่งที่นิยมกันในหมู่ชาวพุทธ ถือว่าสุภาพเรียบร้อย สวยงามน่าดูน่าชมปฏิบัติกันมาแต่โบราณกาล จนถึงทุกวันนี้ นิยมปฏิบัติประจำทั้งทางโลก และทางธรรม โดยเฉพาะขณะเข้าร่วมประชุม ณ สถานที่ซึ่งต้องนั่งกับพื้น
วิธีนั่งพับเพียบ
1. การนั่งพับเพียบขวา ให้นั่งพับขาขวาปลายเท้าขวาหันไปทางด้านหลัง หงายฝ่าเท้าซ้ายขึ้นวาง ขาขวาทับฝ่าเท้าซ้าย หรือเพียงแค่แตะจรดขาขวาบริเวณหัวเข่า ตั้งกายให้ตรงระวังอย่าให้นิ้วเท้าซ้ายเกินหัวเข่าขวา
2. การนั่งพับเพียบซ้าย ให้นั่งพับขาซ้ายปลายเท้าซ้ายหันไปด้านหลัง หงายฝ่าเท้าขวาขึ้นวาง ขาซ้ายทับฝ่าเท้าขวา หรือเพียงแค่แตะจรดขาขวาบริเวณหัวเข่า ตั้งกายให้ตรง ระวังอย่าให้นิ้วเท้าขวาเกินหัวเข่าออกมาข้างหน้า
วิธีการเปลี่ยนท่านั่งพับเพียบ
ใช้มือทั้งสองยันที่หัวเข่าทั้งสอง หรือยันพื้น ด้านข้างลำตัวหรือด้านหน้า แล้วกระหย่งตัวขึ้นพร้อม กับพลิกเปลี่ยนเท้าพับไปอีกข้างหนึ่ง โดยพลิกเท้า ผลัดเปลี่ยนกันอยู่ด้านหลังไม่นิยมยกมาผลัดเปลี่ยน ทางด้านหน้า
นั่งพับเพียบต่อหน้าผู้ใหญ่
ให้นั่งพับเพียบตัวตรง เก็บปลายเท้าเข้าหาสะโพก มือทั้งสองข้างประสานกัน วางไว้บนหน้าขา ถ้านั่งพับเพียบขาขวาทับขาซ้าย วางมือที่ประสานบนหน้าขาซ้าย ถ้านั่งพับเพียบขาซ้ายทับขาขวา วางมือที่ประสานบนหน้าขาขวา หรือบริเวณหน้าขาจุดใดจุดหนึ่งที่เหมาะสมและสวยงาม อาจนั่งท่าใดท่าหนึ่งตามความเหมาะสม แต่ไม่ควรท้าวแขน สายตาทอดลงเล็กน้อย และไม่จ้องตาผู้ใหญ่จนเสียกิริยา การนั่งลักษณะนี้ใช้ได้ทั้งชายและหญิง วิธีประสานมือให้ปฏิบัติในอาการที่สำรวม อาจใช้อย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้ ใช้มือซ้ายหงายมือขวาคว่ำทับ หรือมือขวาหงายมือซ้ายคว่ำทับ ใช้มือทั้งสองคว่ำทับกัน จะเป็นมือใดทับมือใดก็ได้
การนั่งเก้าอี้ต่อหน้าผู้ใหญ่
จะต้องนั่งโดยที่กิริยาสำรวม หน้าตรง ไม่ก้มหน้า ให้นั่งตัวตรง หลังไม่พิงพนักเก้าอี้ มือทั้งสองประสานกันวางบนหน้าขา
ลักษณะการปฏิบัติมารยาทที่กำหนดให้ ถูกหรือผิด
1. การนับพับเพียบต่อหน้าผู้ใหญ่ ให้นั่งตัวตรงเก็บปลายเท้าไปข้างหลัง
2. การนั่งพับเพียบต่อหน้าผู้ใหญ่ วิธีประสานมือ ให้ปฏิบัติในอาการที่สำรวม โดยใช้มือซ้ายหงายมือขวาคว่ำทับ
3. การนั่งพับเพียบต่อหน้าผู้ใหญ่ วิธีประสานมือให้ปฏิบัติในอาการที่สำรวม โดยมือขวาหงายมือซ้ายคว่ำทับ
4. การนั่งพับเพียบ ต่อหน้าผู้ใหญ่ ถ้านั่งพับเพียบขาซ้ายทับขาขวา วางมือที่ประสานบนหน้าขาซ้าย
5. การนั่งพับเพียบ ต่อหน้าผู้ใหญ่ ถ้านั่งพับเพียบขาขวาทับขาซ้าย วางมือที่ประสานบนหน้าขาขวา
6. การนั่งพับเพียบ ต่อหน้าผู้ใหญ่ มือทั้งสองข้างประสานกันวางไว้บนหน้าขา
7. การนั่งพับเพียบ ต่อหน้าผู้ใหญ่ ไม่ควรท้าวแขนสายตาทอดลงให้มาก เพื่อแสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน
8. การนั่งเก้าอี้ ต่อหน้าผู้ใหญ่ จะต้องนั่งโดยที่กิริยาสำรวม หน้าตรง ก้มหน้า
9. การนั่งเก้าอี้ ต่อหน้าผู้ใหญ่ ให้นั่งตัวตรง หลังไม่พิงพนักเก้าอี้
10. การนั่งเก้าอี้ ต่อหน้าผู้ใหญ่ มือทั้งสองข้างประสานกันวางบนหน้าขา
การเดินนำผู้ใหญ่
การเดินนำ เดินระยะห่างพอสมควร จะอยู่ด้านใดแล้วแต่สถานที่จะอำนวย แต่โดยปกติผู้เดินจะอยู่ทางซ้ายของผู้ใหญ่ เดินลักษณะสำรวม ประสานมือ ใช้มือซ้ายหงายมือขวาคว่ำทับ หรือ ขวาหงายมือซ้ายคว่ำทับ ใช้มือทั้งสองคว่ำทับกัน จะเป็นมือใดทับมือใดก็ได้ หรือสอดนิ้วระหว่างช่องนิ้วของแต่ละมือ คล้ายการพนมมืออย่างหลวม ๆ
การเดินตามผู้ใหญ่
ให้เดินอยู่เบื้องหลังเยื้องไปทางซ้ายของผู้ใหญ่ เดินลักษณะสำรวม ระยะห่างพอสมควร
การเดินสวนผู้ใหญ่
ควรค้อมตัวเมื่อผ่านมาใกล้ ถ้าเป็นทางแคบ ๆ หรือ ตรงบันได ควรหยุดยืนตรงให้ผู้ใหญ่เดินผ่านไปก่อน
การเดินผ่านผู้ใหญ่ขณะผู้ใหญ่ยืน
ไม่ควรเดินลงส้นหรือมีเสียงดัง และต้องผ่านในระยะห่างพอสมควร การเดินผ่านผู้ใหญ่ขณะผู้ใหญ่ยืน ทั้งชายและหญิงให้เดินผ่านในลักษณะสำรวม ปล่อยมือไว้ข้างตัวและค้อมตัวเมื่อใกล้ถึงผู้ใหญ่
การเดินผ่านผู้ใหญ่ขณะผู้ใหญ่นั่งเก้าอี้
ทั้งชายและหญิงให้เดินผ่านในลักษณะสำรวม ปล่อยมือไว้ข้างลำตัว ค้อมตัวพร้อมกับย่อเข่าเมื่อใกล้ถึงผู้ใหญ่นั่งเก้าอี้อยู่ แต่ถ้าเป็นในบ้านอาจจะใช้วิธีเดินเข่าก็ได้
การเดินผ่านผู้ใหญ่ขณะผู้ใหญ่นั่งหรือนอนกับพื้น
ทั้งชายและหญิง ให้เดินผ่านในลักษณะสำรวม เมื่อถึงที่ผู้ใหญ่นั่งอยู่ให้ทรุดตัวลงเดินเข่า เมื่อผ่านผู้ใหญ่ไปแล้ว จึงลุกขึ้นเดินวิธีเดินเข่า ให้คุกเข่าปลายเท้าตั้ง แล้วจึงสืบเข่าออกทีละข้างเหมือนกับการเดิน และค้อมตัวลงเล็กน้อย เมื่อใกล้จะถึงผู้ใหญ่
ลักษณะการปฏิบัติมารยาทที่กำหนดให้ ถูกหรือผิด
1. การเดินผ่านผู้ใหญ่ขณะผู้ใหญ่ยืน ทั้งชายและหญิงให้เดินผ่านในลักษณะสำรวม ปล่อยมือไว้ข้างลำตัวและค้อมตัวเมื่อใกล้ถึงผู้ใหญ่
2. เดินตามผู้ใหญ่ ให้เดินอยู่เบื้องหลังเยื้องไปทางขวาของผู้ใหญ่ เดินลักษณะสำรวมระยะห่างพอสมควร
3. การเดินผ่านผู้ใหญ่ขณะผู้ใหญ่นั่งเก้าอี้ ผู้ชายควรเดินผ่านในลักษณะสำรวม ปล่อยมือไว้ข้างตัว ค้อมตัวพร้อมกับย่อเข่าเมื่อใกล้ถึงผู้ใหญ่นั่งเก้าอี้อยู่
4. การเดินสวนผู้ใหญ่ ควรค้อมตัวเมื่อผ่านมาใกล้ ถ้าเป็นทางแคบ ๆ หรือตรงบันไดควรหยุด ยกมือไหว้และเดินสวนกับผู้ใหญ่ในทันที
5. การเดินผ่านผู้ใหญ่ขณะผู้ใหญ่นั่งหรือนอนกับพื้น ผู้ชายควรเดินผ่านในลักษณะสำรวม เมื่อถึงที่ผู้ใหญ่นั่งอยู่ให้ทรุดตัวลงเดินเข่า เมื่อผ่านผู้ใหญ่ไปแล้วจึงลุกขึ้นเดิน
6. วิธีเดินเข่า ให้คุกเข่าปลายเท้าตั้ง แล้วจึงสืบเข่าออกทีละข้างเหมือนกับการเดิน และค้อมตัวลงเล็กน้อยเมือใกล้จะถึงผู้ใหญ่
7. การเดินนำผู้ใหญ่ ควรเดินนำ เดินระยะห่างพอสมควร โดยปกติผู้เดินจะอยู่ทางขวาของผู้ใหญ่ เดินลักษณะสำรวม มือทั้งสองแนบชิดลำตัว
8. การเดินนำผู้ใหญ่ เดินลักษณะสำรวม ประสานมือใช้มือซ้ายหงาย มือขวาคว่ำทับหรือมือขวาหงายมือซ้ายคว่ำทับ ใช้มือทั้งสองคว่ำทับกัน
9. การเดินผ่านผู้ใหญ่ขณะผู้ใหญ่นั่งเก้าอี้ ผู้หญิงควรเดินในลักษณะสำรวม ปล่อยมือไว้ข้างตัว หยุดยกมือไหว้ เมื่อใกล้ถึงผู้ใหญ่นั่งเก้าอี้อยู่
10. การเดินผ่านผู้ใหญ่ขณะผู้ใหญ่นั่งหรือนอนกับพื้น ผู้หญิงควรเดินผ่านในลักษณะสำรวม เมื่อถึงที่ผู้ใหญ่นั่งอยู่ให้ทรุดตัวลงเดินเข่า เมื่อผ่านผู้ใหญ่ไปแล้วจึงลุกขึ้นเดิน