ตอบ หากในวันที่ 1 ก.พ. เป็นวันหยุดราชการ และจ้างพนักงานราชการในวันที่ 2 หรือ 3 (วันทำการแรกในเดือน ก.พ.) สามารถเลื่อนค่าตอบแทนประจำปีได้ อ้างอิงตามหนังสือ คพร. ที่ นร 1008.5/45 ลว.15 มี.ค.2553
ตอบ ลักษณะโดยทั่วไปของพนักงานราชการจะเป็นผู้ปฏิบัติงาน ไม่ใช่ผู้บริหาร อย่างไรก็ตาม เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการ ส่วนราชกาชการอาจพิจารณามอบหมายให้ปฏิบัติงานในฐานะหัวหน้ากลุ่มงานได้ ทั้งนี้ การลงนามในหนังสือราชการ หากการลงนามนั้นมีผลทางกฎหมาย พนักงานราชการไม่สามารถลงนามได้ แต่หากเป็นการลงนามเพื่อเสนอผลงานหรือลงนามเพื่อผ่านงานของผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นพนักงานราชการด้วยกัน สามารถกระทำได้ อ้างอิงตามหนังสือ 108 คำถาม พนักงานราชการ 2 คำถามที่ 103 - 104
ผู้ที่ส่วนราชการจะแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการ (มีข้าราชการเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา) จะต้องดำรงตำแหน่ง ดังนี้
1. ประเภททั่วไป ระดับชำนาญงานขึ้นไป
2. ประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการขึ้นไป
3. ประเภทอำนวยการ
อ้างอิงตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1001/ว 23 ลว.18 ก.ย.2552
ตอบ เมื่อคำสั่งมีผลบังคับใช้แล้ว ไม่สามารถยกเลิกได้ หากมีความประสงค์ขอระงับการลาออก ผู้ขอลาออกจะต้องยื่นหนังสือขอระงับต่อผู้บังคับบัญชาก่อนการลาออกมีผลสมบูรณ์ หากยื่นขอระงับภายหลังจากที่การลาออกมีผลสมบูรณ์แล้ว การขอระงับการลาออกก็จะไม่มีผล อ้างอิงตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ สร 0703/789 ลว.26 ส.ค.2531
ตอบ หาก......... ตามหนังสือ ...............
ตอบ จะต้องสิ้นสุดสัญญาจ้างเมื่อสิ้นปีงบประมาณที่พนักงานราชการผู้นั้นมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ข้อ 4
อ้างอิงตามหนังสือ คพร. ที่ นร 1008.5/15 ลว.22 ก.พ.2560
ดังนั้น การทำสัญญาจ้างพนักงานราชการ ผู้ซึ่งมีอายุตัวใกล้ครบ 60 ปี วันสิ้นสุดสัญญาจ้างจะต้องเป็นวันสิ้นปีงบประมาณที่พนักงานราชการผู้นั้นมีอายุตัวครบ 60 ปีบริบูรณ์
ตอบ คะแนนเฉลี่ยของผลการประเมินการปฏิบัติงาน 2 ครั้งติดต่อกัน จะเป็นปีงบประมาณเดียวกันหรือข้ามปีงบประมาณก็ได้ ส่วนราชการจะต้องทำการตรวจสอบและดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติงานและหาคะแนนเฉลี่ยทุกรอบการประเมิน มิใช่เฉพาะรอบการประเมิน ณ เดือนตุลาคมของแต่ละปีงบประมาณเท่านั้น อ้างอิงตามหนังสือ คพร. ที่ นร 1008.5/26 ลว.26 ส.ค.2558 ข้อ 4
ตอบ พนักงานราชการชาย สามารถลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตรได้ โดยจะต้องเป็นภริยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย(ก่อนวันที่ยื่นใบลา)
การลาที่ได้รับค่าตอบแทนระหว่างลา = ยื่นใบลาและได้รับการอนุมัติภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ภริยาคลอดบุตร โดยให้สิทธิลาครั้งหนึ่งติดต่อกันได้
ไม่เกิน 15 วันทำการ และมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนระหว่างลาไม่เกิน 15 วันทำการ
การลาที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนระหว่างลา = ยื่นใบลาและได้รับการอนุมัติพ้นจาก 30 วัน แต่ไม่เกิน 90 วันนับตั้งแต่วันที่ภริยาคลอดบุตร โดยให้สิทธิลาครั้งหนึ่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 15 วันทำการ ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนระหวา่งลา
อ้างอิงตามประกาศ คพร. เรื่อง สิทธิประโยชน์ของพนักงานราชการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2566
ตอบ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาเลื่อนค่าตอบแทนประจำปีของพนักงานราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2554 โดยข้อ 8 (6) กำหนดว่า รอบปีที่แล้วมาต้องไม่ลาหรือมาทำงานสายเกินจำนวนครั้งที่ส่วนราชการกำหนด โดยคำนึงถึงลักษณะงานและสภาพท้องที่อันเป็นที่ตั้งของแต่ละส่วนราชการหรือหน่วยงานซึ่งอนุโลมตามที่ถือปฏิบัติกับข้าราชการหรือลูกจ้างประจำในตำแหน่งที่มีลักษณะงานเช่นเดียวกันก็ได้ และข้อ 8 (7) กำหนดว่า รอบปีที่แล้วมาต้องมีเวลาปฏิบัติราชการ 12 เดือน โดยมีวันลาไม่เกิน 40 วันทำการ (ลาป่วยและลากิจส่วนตัว)
อ้างอิงตามหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ สธ 0201.034/ว 119 ลว.29 เม.ย.2554
ตัวอย่าง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(เฉพาะส่วนกลาง) กำหนดให้ข้าราชการที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน ในครึ่งปีที่แล้วมาต้องไม่ลาป่วย ลากิจ หรือลาอย่างหนึ่งอย่างใดหรือรวมกันแล้วเกิน 10 ครั้ง หรือ ในครึ่งปีที่แล้วมาต้องไม่มาทำงานสายเกิน 18 ครั้ง หรือ ในครึ่งปีที่แล้วมาต้องไม่ลาป่วย ลากิจ หรือลาอย่างหนึ่งอย่างใดหรือรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 23 วันทำการ
ดังนั้น พนักงานราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (เฉพาะส่วนกลาง) จะต้องนำหลักเกณฑ์ของข้าราชการมาใช้โดยอนุโลม ดังนี้
1. ลาป่วยและลากิจรวมกันไม่เกิน 20 ครั้ง(อ้างอิงของ ขรก.โดยอนุโลม) หรือ 40 วันทำการ(อ้างอิง ว 119) (สำหรับ 1 ปีงบประมาณ)
2. มาทำงานสายไม่เกิน 36 ครั้ง(อ้างอิงของ ขรก.โดยอนุโลม) (สำหรับ 1 ปีงบประมาณ)
หน่วยงานส่วนภูมิภาค จะต้องกำหนดกำหนดจำนวนครั้งของการลาป่วย+ลากิจ และการมาทำงานสาย ตามข้อ 8 (6) ก่อน แล้วจึงนำไปใช้เป็นคุณสมบัติของพนักงานราชการที่จะมีสิทธิได้รับการประเมินเลื่อนค่าตอบแทนประจำปี
ตอบ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (คพร.) ได้มีประกาศ คพร. เรื่อง ค่าตอบแทนของพนักงานราชการ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2565 ซึ่งกำหนดขั้นต่ำขั้นสูงของค่าตอบแทนแต่ละกลุ่มงานไว้ โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับค่าของงานที่ต้องปฏิบัติในแต่ละกลุ่มงาน และหลักการของระบบพนักงานราชการที่มุ่งเน้นการจ้างงานรูปแบบไม่ถาวร รวมทั้งการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่พนักงานราชการตามหลักสมรรถะและผลงานที่ส่งมอบของแต่ละกลุ่มงาน โดยคำนึงถึงค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป ค่าตอบแทนของเอกชน อัตราเงินเดือนของข้าราชการ ตลอดจนนโยบายการบริหารงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านบุคคลของภาครัฐในระยะยาว ขณะนี้ คพร. จึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบค่าตอบแทนของพนักงานราชการผู้ได้รับค่าตอบแทนถึงขั้นสูงของบัญชีค่าตอบแทนตามกลุ่มงานแต่อย่างใด และยังไม่มีระเบียบการให้ได้รับค่าตอบแทนพิเศษเหมือนข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ส.ค. 2566)
อ้างอิงตามประกาศ คพร. เรื่อง ค่าตอบแทนของพนักงานราชการ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2565
ตอบ การจ้างพนักงานราชการ เป็นการจ้างตามภารกิจและความจำเป็นของหน่วยงาน โดยมีการทำสัญญาและลงนามร่วมกันระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้ถูกจ้าง ดังนั้น พนักงานราชการจะต้องปฏิบัติงานในหน่วยงานที่เป็นคู่สัญญาเท่านั้น ไม่สามารถขอย้าย ขอโอน ได้เหมือนข้าราชการ
อ้างอิงตามประกาศ คพร. เรื่อง การกำหนดลักษณะงานและคุณสมบัติเฉพาะของกลุ่มงานฯ พ.ศ.2554 ส่วนที่ 1 ข้อ 3
อ้างอิงตามหนังสือ คพร. ที่ นร 1008.5/26 ลว.26 ส.ค.2558 เรื่อง ซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติของระบบพนักงานราชการ
ตอบ จะต้องเป็นพนักงานราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้รับการจ้างให้ปฏิบัติงานจนถึงวันก่อนได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญในส่วนราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (ลาออกจากพนักงานราชการและได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในวันเดียวกัน) โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. กรณีพนักงานราชการประเภทกลุ่มงานบริหารทั่วไปและวิชาชีพเฉพาะ หากได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ให้ได้รับเงินเดือนตามคุณวุฒิที่ ก.พ. กำหนด เป็นอัตราเงินเดือนเริ่มต้น แล้วบวกกับผลรวมของจำนวนเงินที่ได้เลื่อนขณะเป็นพนักงานราชการ
ในตำแหน่งนั้น
2. กรณีพนักงานราชการประเภทกลุ่มงานบริการและเทคนิค หากได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน ให้ได้รับเงินเดือนตามคุณวุฒิที่ ก.พ. กำหนด เป็นอัตราเงินเดือนเริ่มต้น แล้วบวกกับผลรวมของจำนวนเงินที่ได้เลื่อนขณะเป็นพนักงานราชการในตำแหน่งนั้น
3. ให้พนักงานราชการที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งได้รับวุฒิเพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้น มีสิทธิได้รับการพิจารณาให้ได้รับเงินเดือนตามคุณวุฒิที่เพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้นเสมือนหนึ่งได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่วันที่ได้รับการจ้างเป็นพนักงานราชการ โดยให้นำเวลาดำรงตำแหน่งขณะเป็นพนักงานราชการซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใช้วุฒิในระดับเดียวกันกับวุฒิที่ใช้บรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญมานับรวมได้ ทั้งนี้ คุณวุฒิที่เพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้นนั้นต้องเป็นคุณวุฒิตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งในมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง
4. พนักงานราชการผู้ใดที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญในระหว่างรอบการประเมินผลการปฏิบัติราชการรอบการประเมินใด ก็ให้นำผลการปฏิบัติงานขณะเป็นพนักงานราชการของผู้นั้นในรอบการประเมินนั้น มาใช้เป็นผลการปฏิบัติราชการเพื่อพิจารณาเลื่อนเงินเดือนในรอบการประเมินนั้นได้เป็นกรณีพิเศษ และในกรณีที่ผู้นั้นมีระยะเวลาการปฏิบัติราชการในรอบการประเมินดังกล่าวน้อยกว่า 4 เดือนก็ให้ส่วนราชการพิจารณาเสนอ อ.ก.พ. กระทรวงพิจารณาเพื่อเสนอ ก.พ. พิจารณาให้ความเห็นชอบการสั่งเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษสำหรับรอบการประเมินนั้นได้
5. เพื่อประโยชน์ในการแต่งตั้ง (ย้าย โอน เลื่อน) ให้นำระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในขณะเป็นพนักงานราชการนับถึงวันก่อนบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญมานับรวมได้
6. พนักงานราชการที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตามหลักเกณฑ์และวิธีการข้างต้น จะต้องปฏิบัติราชการในส่วนราชการนั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยห้ามโอนไปส่วนราชการอื่น เว้นแต่กรณีลาออก
อ้างอิงตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1008.1/154 ลว.6 มิ.ย.2556