บทที่ 1 บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
จากการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนสินปุนคุณวิชญ์ ในปีการศึกษาที่ผ่านๆ มา พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนค่อนข้างต่ำ โดยเฉลี่ยทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้รวม (GPAX) อยู่ในระดับ 2.2 และสรุปสาเหตุ มี 4 ประการ คือ 1) นักเรียนไม่สามารถสร้างองค์ความรู้ จากเนื้อหา/สาระการเรียนรู้ ได้ด้วยตนเอง 2) นักเรียนขาดทักษะกระบวนการคิด 3) นักเรียนขาดความกระตือรือร้น ในการเรียน 4) การสอนของครูไม่มีความน่าสนใจ
โรงเรียนสินปุนคุณวิชญ์ จึงได้ศึกษา ผลการวิจัย นวัตกรรม วิธีการหรือเทคนิคต่างๆ ที่ช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว พบว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสร้างแผนผังความคิด (Mind Mapping) เป็นวิธีการที่เหมาะสมในการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดของนักเรียน และส่งเสริมให้นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยธัญญา ผลอนันต์ ( 2543:1 ) ได้เสนอไว้ว่า Mind map คือเทคนิคการจดบันทึกที่ พัฒนาขึ้นจาก ความรู้เรื่องสมองและความทรงจำของมนุษย์ แผนผังความคิดเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนรู้รวบรวม บันทึก และสรุปความรู้ ความคิด โดยเริ่มจากความคิดหลักหรือหัวเรื่องแล้วแยกออกไปเป็นความคิดรองและความคิดย่อยๆ อย่างเป็นระบบ เป็นการทำงานร่วมกันของสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวา
โรงเรียนสินปุนคุณวิชญ์ จึงนำวิธีการสร้างแผนผังความคิด (Mind Mapping) มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ในทุกสาระการเรียนรู้ ทุกรายวิชา เพื่อให้นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้จากการเรียนได้ด้วยตนเอง พัฒนาทักษะกระบวนการคิดของนักเรียน และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วัตถุประสงค์
1. เพื่อให้นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง
2. เพื่อพัฒนา ทักษะกระบวนการคิดของนักเรียน
3. เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น
กลุ่มเป้าหมาย
นักเรียนโรงเรียนสินปุนคุณวิชญ์ ในปีการศึกษา 2562
บทที่ 2 หลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
โรงเรียนสินปุนคุณวิชญ์ ได้ศึกษาหลักการ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructionism)
2. การพัฒนาทักษะและกระบวนการคิด
3. การสร้างแผนผังความคิด (Mind mapping)
4. การใช้กิจกรรมแผนผังความคิด (Mind Mapping ) ประกอบการเรียนการสอน
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง Constructionism เป็นทฤษฎีทางการศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดย Professor Seymour Papertแห่ง M.I.T. (Massachusette Institute of Technology) ทฤษฎีคอนสตรัคชั่นนิสซึ่ม (Constructionism) หรือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
ประสบการณ์ใหม่/ความรู้ใหม่ + ประสบการณ์เดิม/ความรู้เดิม = องค์ความรู้ใหม่
โดยมีหลักการต่างๆที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ดังนี้
1. หลักการที่ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ตามทฤษฎี Constructionism คือ การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยให้ผู้เรียนลงมือประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองหรือได้ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอกที่มีความหมาย
2. หลักการที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยครูควรพยายามจัดบรรยากาศการเรียนการสอน ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมการเรียนด้วยตนเองโดยมีทางเลือกในการเรียนรู้ที่หลากหลาย
3. หลักการเรียนรู้จากประสบการณ์และสิ่งแวดล้อม หลักการนี้เน้นให้เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ร่วมกัน (Social value) ทำให้ผู้เรียนปรับตัวได้ง่ายและทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ
4. หลักการที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือการรู้จักแสวงหาคำตอบจากแหล่งความรู้ต่างๆ ด้วยตนเองเป็นผลให้เกิดพฤติกรรมที่ฝังแน่นเมื่อ ผู้เรียน “เรียนรู้ว่า จะเรียนรู้ได้อย่างไร (Learn how to Learn)”
กล่าวโดยสรุป หลักการเรียนการสอนตามทฤษฎี Constructionism เป็นการเรียนการสอนที่ผู้เรียนเรียนรู้จากการสร้างงาน ผู้เรียนได้ดำเนินกิจกรรมการเรียนด้วยตนเองโดยการลงมือปฏิบัติหรือสร้างงานที่ตนเองสนใจในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้สัมผัสและแลกเปลี่ยนความรู้กับสมาชิกในกลุ่ม ผู้เรียนจะสร้างองค์ความรู้ขึ้นด้วยตนเองจากการปฏิบัติงานที่มีความหมายต่อตนเอง
การจัดการเรียนการสอนเพื่อนพัฒนากระบวนการคิด เป็นการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่เน้นกระบวนการมากกว่าเนื้อหาสาระวิชา ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิดประกอบด้วยองค์ความรู้ที่ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์แก่ผู้เรียน 3 ด้านคือ
1. ด้านความรู้ (Knowledge : K) แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
(1) เนื้อหาสาระของวิชานักคิด
(2) ความรู้บูรณาการ
2. ด้านกระบวนการ (Process : P) คือ กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิดที่เน้นการฝึกปฏิบัติจริง ได้สร้างผู้เรียน ให้เกิดทักษะชีวิตพื้นฐาน 7 ประการ ได้แก่
(1) ทักษะการรู้จักตนเอง
(2) ทักษะการคิด การตัดสินใจและการแก้ปัญหา
(3) ทักษะการแสวงหาข้อมูล ข่าวสาร ความรู้
(4) ทักษะการปรับตัว
(5) ทักษะการสื่อสารและสร้างสัมพันธภาพ
(6) ทักษะการวางแผน และการจัดการ
(7) ทักษะการทำงานเป็นทีม
3. เจตคติ (Attitude : A) คือ คุณลักษณะที่ปลูกฝังของรายวิชา ได้แก่ ใจกว้าง ขยัน ใฝ่เรียนใฝ่รู้ กระตือรือร้นช่างคิดผสมผสาน ขยัน ต่อสู้ อดทน เป็นธรรม มั่นใจตนเอง ช่างวิเคราะห์ กล้าคิด กล้าเสี่ยง มีน้ำใจ น่ารัก น่าคบ เป็นต้น
จากองค์ความรู้ของการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิดดังกล่าว ได้เป็นแนวทางให้ครูผู้สอนดำเนินการจัดการเรียนการสอน โดยการจัดประสบการณ์ สภาพการณ์หรือสิ่งเร้ามากระตุ้นให้ผู้เรียนได้เกิดการคิดตามองค์ประกอบของความคิดอันประกอบด้วย เครื่องมือช่วยคิด ทักษะการคิด คุณสมบัติที่เอื้อต่อการคิดเพื่อให้ผู้เรียนมีด้านความรู้ (Knowledge : K) กระบวนการ (Process : P) และเจตคติ (Attitude : A) มีการแก้ปัญหาอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ มีการตัดสินใจอย่างไตร่ตรอง รอบคอบ และพร้อมในการปรับตัวเพื่อเข้าสู่โลกอนาคตซึ่งเป็นเป้าหมายของหลักสูตร
ความหมาย
คำว่า “แผนผังความคิด ( Mind Mapping ) นั้นได้มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้
บูซาน (Buzan,1997 : 59) ได้ให้ความหมายของแผนที่ความคิด (Mind Mapping ) ไว้ว่า เป็นแผนผังหรือแผนภาพที่แสดงออกของการคิดรอบทิศทาง ซึ่งเป็นลักษณะการทำงานที่เป็นธรรมชาติของสมองมนุษย์ และเป็นเทคนิคการแสดงออกด้วยภาพที่มีพลังนำไปสู่กุญแจสากลที่จะใช้ไขประตูไปสู่ศักยภาพของสมอง แผนที่ความคิดนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกแง่มุมของชีวิต ซึ่งทำให้การเรียนรู้ได้รับการพัฒนาและเกิดความชัดเจนขึ้นจะนำไปสู่การพัฒนาการกระทำต่างๆ ของมนุษย์
ทิศนา แขมมณี ( 2545 : 387)ได้ให้ความหมายของแผนผังความคิดไว้ว่า แผนผังความคิดเป็นผังที่แสดงความสัมพันธ์ของสาระ หรือความคิดต่างๆ โดยใช้ เส้น คำ ระยะห่างจากจุดศูนย์กลาง สี เครื่องหมาย รูปทรงเรขาคณิต และภาพแสดงความหมาย
สรุปได้ว่า แผนผังความคิด เป็นการแสดงโครงสร้างของการคิด กระบวนการคิด ความสัมพันธ์ของกระบวนการคิดตั้งต้นจนจบ เป็นแผนผังหรือแผนภาพที่แสดงความสัมพันธ์ของสาระหรือความคิดต่างๆ จากความคิดหลักไปสู่ความคิดรองและความคิดย่อย ให้เห็นเป็นโครงสร้างในภาพรวม โดยใช้เส้น คำ สี เครื่องหมายสัญลักษณ์และภาพแสดงความหมายและความเชื่อมโยงของความคิดหรือสาระนั้นๆ ทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ของความคิดได้ชัดเจน
การใช้กิจกรรมแผนผังความคิด (Mind Mapping ) ประกอบการเรียนการสอน
มีนักการศึกษาได้กล่าวถึง การใช้แผนผังความคิดในการสอนไว้ดังนี้
Flood and Lapp (1999:110) กล่าวว่า แผนผังความคิด เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนที่มีปัญหาทางการอ่านมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความคิดหลัก และความคิดรองในเรื่องที่อ่าน ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ตรงความเจตนาของผู้เขียน อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาทางการอ่านภาษาอังกฤษไว้ 5 ขั้นตอน ดังนี้
1. เตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียน โดยการระดมความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่จะอ่านหรือหัวข้อนั้นๆ
2. ครูนำเสนอแผนผังความคิด โดยอาจะเป็นแผนผังความคิดที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อเรื่องเพียงบางส่วน รวมถึงการใช้สี ลูกศร สัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อเป็นการชี้นำให้ผู้เรียนเข้าใจบทอ่าน หรืออาจะเป็นผังความคิดโล่งๆ ที่ให้ผู้เรียนเติมข้อมูลลงไปเอง ซึ่งทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระดับความสามารถทางภาษาของผู้เรียน
3. ครูอธิบายถึงลักษณะโครงสร้างหรือรูปแบบของแผนผังความคิดที่ใช้ รวมถึงการจัดวางโครงสร้างของบทอ่านให้กับผู้เรียน
4. ครูและผู้เรียนช่วยกันวิเคราะห์เนื้อเรื่อง และเติมข้อความลงในแผนผังความคิดให้สมบูรณ์
5. หลังจากการทำแผนผังความคิดเสร็จแล้ว ครูอาจใช้แผนผังความคิดที่สร้างขึ้น นำไปสู่การเรียนรู้ทักษะอื่นๆ เช่นการพูด หรือการเขียน เป็นต้น
แผนผังความคิดสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเรียน ช่วยพัฒนาความเข้าใจการอ่านและความสามารถในการจำเรื่องราวได้แม่นยำขึ้น ช่วยเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่เข้าด้วยกัน
แวนด้า นอร์ธและโทนี บูซาน( Vanda North; & Tony Buzan.1991/2541 : 43-48; อ้างถึง ใน พรพันธ์ อิสระ. 2545 :11 ) ได้เสนอแนะขั้นตอนการใช้แผนที่ความคิด (Mind Mapping ) ในการเรียนการสอนไว้ดังนี้
1. กำหนดคำถามให้คิด เช่น เมื่อผู้สอนพูดถึงน้ำ ผู้เรียนคิดถึงอะไร
2. ระดมสมองเพื่อหาสิ่งที่ผู้เรียนคิด จะเป็นการนำความรู้ที่มีอยู่ออกมาใช้ ให้ผู้เรียนมีอิสระในการคิด คือปล่อยให้ความคิดเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ไหลออกมาจากสมอง
3. เขียนความคิดรวบยอดหลังไว้ตรงกลางของกระดาษตัวบรรจงใหญ่ ความคิดที่สำคัญน้อยลงไปอยู่บริเวณรอง คือ แตกสาขาออกไปเขียนคำบนเส้น ที่ยาวเท่าตัวหนังสือ โดยเขียนเหนือเส้น
4. ลากเส้นเชื่อมโยงในแต่ละความคิด เส้นสาขาหลักเรียวไม่แข็งทื่อ เส้นแต่ละเส้นต้องเชื่อมต่อ จากเส้นอื่นๆ
5. ใช้สีที่ช่วยจดจำ เพลินตา กระตุ้นสมองซีกขวา
ใช้เครื่องหมาย รูปภาพ ลูกศร ช่วยให้เห็นว่าแนวคิดต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงอย่างไร และทำให้เกิดการโดดเด่น จากการศึกษาพบว่า การทำแผนที่ความคิดนั้น (Mind Mapping) สามารถทำได้หลายระดับ
สรุปได้ว่า แผนผังความคิดสามารถนำมาใช้ได้อย่างหลากหลายในการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนเรียน ระหว่างเรียน หรือใช้ในการสรุปบทเรียนหลังจากสอนเสร็จ โดยการนำแผนผังความคิดมาในการเรียนการสอนนั้นจะช่วยให้ครูประเมินความรู้ ทัศนคติ และประสบการณ์ของผู้เรียนที่มีเกี่ยวกับบทเรียนนั้นๆ นอกจากนี้ แผนผังความคิดยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความคิดของตนเองได้
บทที่ 3 วิธีการและขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 สร้างกรอบแนวคิดในการพัฒนา
ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ขั้นตอนที่ 3 กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้
ขั้นตอนที่ 4 กำหนดคุณลักษณะนวัตกรรมการเรียนรู้
ขั้นตอนที่ 5 สำรวจทรัพยากรการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้
ขั้นตอนที่ 6 ออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้
ขั้นตอนที่ 7 วางแผนและดำเนินการพัฒนาการเรียนรู้
ขั้นตอนที่ 8 ตรวจสอบ ทดลองและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้
ขั้นตอนที่ 9 สรุปและประเมินผลการเรียนรู้
บทที่ 4 ผล และสรุป อภิปรายผล
1. นักเรียนสร้าง/สรุป องค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง
2. นักเรียน มีพัฒนาทักษะ กระบวนการคิด
3. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น
จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสร้างแผนผังความคิด (Mind Mapping) เพื่อยกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักเรียนโรงเรียนสินปุนคุณวิชญ์โดยให้ครูผู้สอนทุกคน ใช้เป็นเครื่องมือ/วิธีการ ในการจัดการเรียนรู้ในทุกรายวิชา ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2562 ผลปรากฏว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น โดยเฉลี่ยทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้รวม (GPAX) เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 2.5 นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองเกิดทักษะกระบวนการคิดมีความกระตือรือร้น สนุกสนานในการเรียน และการจัดกิจกรรมการสอนของครูผู้สอน มีความน่าสนใจ
สรุปได้ว่า วิธีการสร้างแผนผังความคิด (Mind Mapping) ประกอบการเรียนการสอน มีผลที่สอดคล้องกับแนวคิดของ Flood and Lapp, แวนด้า นอร์ธ, โทนี บูซาน และสมศักดิ์ สินธุรเวชญ์กล่าวไว้ทุกประการ
ความเป็นมา ของ Mind Mapping
โทนีบูซาน (Tony Buzan) นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ เป็นผู้คิดริเริ่มนำเอาความรู้เรื่องสมองมาปรับใช้กับการเรียนรู้ของเขา (พ.ศ. 2517) โดยพัฒนาจากการจดบันทึกแบบเดิมที่จดบันทึกเป็นตัวอักษรเป็นบรรทัดๆ เป็นแถว ๆ เปลี่ยนมาเป็นบันทึกด้วยคำ ภาพ สัญลักษณ์แบบแผ่รัศมี ออกรอบๆ ศูนย์กลางเหมือนการแตกกิ่งก้านของต้นไม้ การแตกของ เซลล์สมอง โดยใช้สีสัน ต่อมาโทนี บูซาน พบว่า วิธีที่เขาใช้นั้นสามารถนำไปใช้กับกิจกรรมอื่นๆ ทั้งในชีวิตส่วนตัว และชีวิตการงาน เช่น การวางแผน การตัดสินใจ การช่วยจำ การแก้ปัญหา การนำเสนองาน และการเขียนหนังสือ เป็นต้น
การเขียนแผนที่ความคิด (Mind mapping ) เกิดจากการใช้ทักษะทั้งหมดของสมอง เป็นการทำงานร่วมกันของสมองทั้งสองซีก คือ สมองซีกซ้ายและซีกขวา สมองซีกขวาทำหน้าที่สังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ความงาม ศิลปะ จังหวะ สมองซีกซ้ายจะทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ คำ ภาษา สัญลักษณ์ ลำดับความเป็นเหตุเป็นผล ตรรกะ วิทยา
ผลการวิจัยการใช้ Mind mapping ในการจัดการเรียนรู้
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโรงเรียนสินปุนคุณวิชญ์ สรุปได้ว่าการนำแผนผังความคิดมาใช้ในการเรียนการสอน ทำให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น นักเรียนมีความกระตือรือร้น สนุกสนาน กล้าแสดงออก มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน ช่วยในการจดจำคำบรรยาย พัฒนาคุณภาพในการระดมสมองของนักเรียน ทำให้การจดบันทึกมีความชัดเจน นักเรียนมีความคิดเป็นอิสระมากขึ้น รวมทั้งยังช่วยเพิ่มความเข้าใจ นอกจากนี้ยังพบว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังความคิด เป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความสามารถของนักเรียนให้มีการพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ แผนผังความคิดมีประโยชน์มากมาย ทั้งในชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงาน เช่น การวางแผน การช่วยจำ การสรุปบทเรียน เป็นต้น
หลักการทำแผนผังความคิด (Mind Mapping)
วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2545: 182 – 189) ได้กล่าวไว้ว่า
1. เริ่มด้วยภาพที่ตรงกึ่งกลางหน้ากระดาษภาพ ๆ เดียวมีค่ากว่าคำพันคำ และยังช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และยังเพิ่มความจำมากขึ้นด้วย
2. ใช้ภาพให้มากที่สุดใน Mind Mapping ก่อนคำสำคัญหรือรหัส เพื่อเป็นการช่วยในการทำงานของสมอง ดึงดูดสายตา และช่วยในการจำ
3. ควรเขียนคำสำคัญบรรจงตัวใหญ่ ๆ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษให้ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ เมื่อย้อนกลับมาอ่านใหม่จะให้ภาพที่ชัดเจน สะดุดตา อ่านง่าย และก่อผลกระทบต่อความคิดมากกว่า
4. เขียนคำสำคัญเหนือเส้น และแต่ละเส้นต้องเชื่อมต่อกับเส้นอื่น ๆ เพื่อให้แผนผังความคิด (Mind Mapping) มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ
5. คำสำคัญควรมีลักษณะเป็น “หน่วย” โดยคำสำคัญ 1 คำ ต่อเส้น 1 เส้น คำละเส้นเพราะจะช่วยให้คำแต่ละคำเชื่อมโยงกับคำอื่น ๆ ได้อย่างอิสระ เปิดทางให้แผนผังความคิด (Mind Mapping) คล่องตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น
6 ขั้นตอนวิธีในการเขียน Mind Map
1. เตรียมอุปกรณ์การเขียน ได้แก่ กระดาษเปล่าที่ไม่มีเส้นบรรทัด สี ปากกา ดินสอ ยางลบ เป็นต้น
2. วางกระดาษแนวนอนเริ่มวาดจากจุด “กึ่งกลาง” ของกระดาษก่อนเพราะการเริ่มต้นที่จุดกึ่งกลางจะทำให้ สมองของเราเป็นอิสระ
3. รวบรวมความสัมพันธ์ของเนื้อหา จัดจำแนก และวาดแยกตามความสัมพันธ์
4. เขียนข้อความให้สั้น กระชับ ได้ใจความ
5. พยายามเว้นที่ว่างเพื่อให้สามารถขยายได้เมื่อมีการรวบรวมความคิดเพิ่มเติม
6. เพื่อให้สามารถจัดจำแนกกลุ่มความคิดได้ดี ควรใช้สีที่แตกต่างกัน อาจเลือกใช้การวาดภาพเพราะจะช่วยให้จดจำได้ง่ายขึ้น
ประโยชน์ของการใช้แผนผังความคิด
นักการศึกษาได้กล่าวถึงประโยชน์จากแผนผังความคิดไว้ดังนี้
สมศักดิ์ สินธุรเวชญ์ (2544:21) กล่าวถึงประโยชน์ของแผนผังความคิด (Mind Mapping) กับการใช้งานด้านการจัดการเรียนรู้ ดังนี้
1. ด้านผู้เรียน ผู้เรียนสามารถนำแผนผังความคิด (Mind Mapping) มาใช้สำหรับจดบันทึกความรู้ การสรุป การอภิปราย ทบทวนความรู้เดิม การจัดระบบข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เป็นระเบียบตลอดจนการ วางแผนการทำงาน การเสนอผลงาน และการเขียนรายงาน
2. ด้านผู้สอน ครูผู้สอนสามารถนำแผนผังความคิด (Mind Mapping) มาใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนการสร้างหลักสูตร แผนการสอน การประเมินผลการเรียนรู้ การประเมินโครง การการเตรียมบทเรียน การเสนอผลงาน การบันทึกการประชุม การสรุป การอภิปราย ใช้ในการระดมความคิด การตรวจสอบความรู้ของผู้เรียนและให้ผู้เรียนสรุปความเข้าใจจากบทเรียน
และ ไสว ฟักขาว (2544:162) ได้สรุปประโยชน์ของแผนผังความคิดไว้ดังนี้
1. ใช้ในการวิเคราะห์เนื้อหาหรืองานต่าง ๆ
2. ใช้ในการระดมพลังสมอง (Brainstorming)
3. ใช้ในการสรุปหรือสร้างองค์ความรู้
4. ใช้จัดระบบความคิดและช่วยให้จำได้ดี
5. ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เช่น การเขียนเรียงความ การเขียนบทความ
6. ใช้ในการจดโน้ต หรือทำโน้ตสำหรับนำเสนอ
สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการ Mind Mapping มีประโยชน์ทั้งต่อครูผู้สอนและนักเรียน ในทุกกิจกรรมการเรียนรู้ ทั้งก่อนการจัดการเรียนรู้ ระหว่างการจัดการเรียนรู้ และหลังการจัดการเรียนรู้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
เว็บมาสเตอร์ : นายสมชัย ลีสุรพงศ์ ครูชำนาญการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพฯ โรงเรียนสินปุนคุณวิชญ์