ชื่อพรรณไม้ กระบก รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-001
ลักษณะวิสัยกระบก
ลำต้นกระบก
ใบกระบก
ผิวลำต้นกระบก
ลักษณะวิสัยเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่สูง 16 เมตร ทรงพุ่มกว้าง 11 เมตร เรือนยอด รูปร่ม ถิ่นอาศัย พืชบก ลำต้น เหนือดิน ตั้งตรงเองได้ เปลือกลำต้นสีน้ำตาลเทาลักษณะลำต้น เรียบ เปลา โคนต้นมักเป็นพอน ไม่มียาง ใบเดี่ยว สีเขียว ขนาดของแผ่นใบ กว้าง 2-9 เซนติเมตร ยาว 8-20 เซนติเมตร ใบ เรียงสลับ รูปไข่ ปลายเรียวแหลม โคนใบ มน ขอบใบ เรียบ มีหูใบม้วนหุ้มยอด ดอกช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบ กลีบเลี้ยง โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก สีเขียว กลีบดอกแยกจากกัน มีจำนวน 5 กลีบ สีขาวอมเขียวอ่อน เกสรเพศผู้ 10 อัน ติดกับขอบนอกของฐานรองดอก เกสรเพศเมีย 1 อัน รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ผลเดี่ยวแบบผลสด สด ผลอ่อน สีเขียว ผลสุกสีเหลือง ผล รูปไข่หรือรูปรี กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 4-5 เซนติเมตร มีนวลเล็กน้อย มีเนื้อสีส้ม มีเมล็ด 1 เมล็ด แข็ง รูปไข่ เมล็ดค่อนข้างแบน เนื้อในเมล็ดสีขาว และ มีน้ำมัน
เนื้อในเมล็ดกระบก นำมาคั่วสุกมีรสมัน รับประทานได้ เมล็ดนำมาสกัดน้ำมันใช้ประกอบอาหาร ทำ สบู่ และเทียนไข ผลสุก เป็นอาหารสัตว์ป่า นอกจากนี้เปลือกต้นยังนำมาผสมลำต้นเหมือดโลด ใบหวดหม่อน ลำต้นเม่าหลวง และเปลือกต้นมะรุม ตำพอกแก้ปวด ใบ ตำผสมกับเลือดควายใช้ย้อมแห
ชื่อพรรณไม้ ชิงชัน รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-002
ลักษณะวิสัยชิงชัน
ใบชิงชัน
ผิวลำต้นชิงชัน
ลำต้นชิงชัน
ไม้ต้น ขนาดใหญ่ เรือนยอดรูปร่ม ถิ่นอาศัย พืชบก ลำต้น เหนือดิน ตั้งตรงเองได้ เปลือกลำต้นสีน้ำตาลเทา แตกเป็นสะเก็ด ไม่มียาง ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ สีเขียว ใบย่อย 11 –17 แผ่นใบย่อยรูปรี กว้าง 1 – 4 เซนติเมตร ยาว 4 – 8 เซนติเมตร ใบ เรียงสลับบนแกนกลาง โคนและปลายมน ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านล่างสีจางกว่าด้านบน ดอกเป็นดอกช่อแยกแขนง ออกบริเวณปลาบยอด กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยก ๕ แฉกสีเขียว ดอกขนาดเล็ก กลีบดอกแบบถั่ว มี ๕ กลีบ สีขาวแกมม่วง เกสรเพศผู้แยกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 5 อัน เกสร เกสรเพศเมีย 1 อัน รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ผลเป็น ผลเดี่ยว ผลแห้งแก่แล้วไม่แตก ลักษณะเป็นฝักแบน ๆ รูปหอกหัวท้ายแหลม กว้าง 3 – 3.5 เซนติเมตร ยาว 8 – 17 เซนติเมตร เมล็ด เป็นรูปไตสีน้ำตาลมี 1 เมล็ด ในแต่ละฝัก
การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น
อาหาร เนื้อในเมล็ด -
ยารักษาโรค เปลือกต้น ใช้ต้มชำระล้างและสมานแผลเรื้อรัง แก่น ผสมยาบำรุงธาตุ
ก่อสร้าง เครื่องเรือน เครื่องใช้ เนื้อไม้ ใช้ทำเครื่องเรือน ไม้พื้น เสา ด้ามเครื่องมือ
ยาฆ่าเมลง ยาปราบศัตรูพืช -
ความเชื่อเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนา –
อื่น ๆ (เช่น การเป็นพิษ อันตราย )-
ที่มาของข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลชื่อ นางเพ็ญศรี ช้างสัมฤทธิ์ อายุ 65 ปี
ที่อยู่ 23 หมู่ 1 ต.พรหมณี อ.เมือง จ. นครนายก
วันที่บันทึกข้อมูล 11 พฤศจิกายน 2566 สถานที่บันทึก บ้านคุณยายเพ็ญศรี
ชื่อพรรณไม้ ตะเคียนทอง รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-003
ลักษะวิสัยตะเคียนทอง
ใบตะเคียนทอง
ผิวลำต้นตะเคียนทอง
ผลตะเคียนทอง
ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เรือนยอด เป็นพุ่มกลมสูง 16 เมตร ความกว้างทรงพุ่ม 10 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีน้ำตาลดำแตกเป็นร่องลึก มียางสีเหลืองซึมออกมา ใบ เป็นใบเดี่ยว สีเขียว กว้าง 3-7 เซนติเมตร ยาว 8-16 เซนติเมตร ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลมยาวคล้ายหาง โคนใบสอบเรียว ขอบใบเรียบ หูใบเป็นรูปสามเหลี่ยม หลังใบมีต่อมอยู่ตามง่ามแขนงเส้นใบ ดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงที่ซอกใบและปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงสีเขียวขนาดเล็กมากมี 5 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบ ปลายกลีบหยักส่วนล่างบิดและเชื่อมติดกันรูปกงล้อ ดอกสีเหลืองแกมน้ำตาล มีขนนุ่ม เกสรตัวผู้มี 15 อัน อับเรณูมียอดแหลม เกสรตัวเมียมีรังไข่เหนือวงกลีบ เรียวเล็ก ความยาวเท่ากับรังไข่ เมื่อหลุดจะร่วงทั้งชั้นรวมทั้งเกสรตัวผู้ติดไปด้วย มีกลิ่นหอมผลเดี่ยว เป็นผลแห้งไม่แตก รูปกลมเกลี้ยง ปลายมนเป็นติ่ง มีปีกรูปใบพาย ยาว 1 คู่ ส่วนโคนเรียว มีเส้นตามยาว 9-11 เส้น ปีกสั้น 3 ปีก ซ้อนกัน ยาวน้อยกว่า 0.5 เซนติเมตร ปีกซ้อนกัน แต่หุ้มส่วนกลางผลไม่มิด ผลสีเขียวอ่อน เมื่อสุกสีน้ำตาลเข้ม เมล็ดค่อนข้างกลมสีน้ำตาล 1 เมล็ดต่อผล
การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น
อาหาร เนื้อในเมล็ด -
ยารักษา เปลือกต้น แก้ปวดฟัน รักษาแผลสด สมานแผล แก้บิดมูกเลือด
ก่อสร้าง เครื่องเรือน เครื่องใช้
เนื้อไม้ ใช้ทำบ้านเรือน เสา ด้ามเครื่องมือกสิกรรม พื้นกระดาน ไม้ฟืน
ใบ ใช้ฟอกหนัง
ชัน ใช้ทำน้ำมันชักเงาเนื้อไม้
ยาฆ่าเมลง ยาปราบศัตรูพืช -
ความเชื่อเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนา –
อื่น ๆ (เช่น การเป็นพิษ อันตราย )-
ที่มาของข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลชื่อ นายภัทร ตรีธัญญา อายุ 60 ปี
ที่อยู่ บ้านพัก รร.ปิยชาติพัฒนาฯ ต.พรหมณี อ.เมือง จ. นครนายก
วันที่บันทึกข้อมูล 10 พฤศจิกายน 2566 สถานที่บันทึก รร.ปิยชาติพัฒนาฯ
ชื่อพรรณไม้ ตะแบกนา รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-004
ไม้ต้น เรือนยอด เป็นรูปไข่ สูง 16 เมตร ความกว้างทรงพุ่ม 5 เมตร เปลือกเรียบผิวเป็นมัน สีเทาหรือเทาขาว เปลือกต้นเรียบ มีรอยแผลเปลือกล่อนตลอดลำต้น ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอก กว้าง 7 เซนติเมตร ยาว 18 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่งและที่ปลายกิ่ง ยาว 30 เซนติเมตร ก้านช่อดอกและดอกตูมมีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม กลีบเลี้ยงรูปถ้วย ด้านนอกมีสันตามยาว 10-12 สัน ปลายกลีบแยกเป็น 6 แฉก กลีบดอกสีชมพูอ่อนหรือม่วงอ่อน จำนวน 6 กลีบ ทรงกลม ออกสลับกับกลีบเลี้ยง โคนคอดเรียวเป็นก้านสั้นๆ กลีบดอกบางยับย่น เกสรเพศผู้จำนวนมาก ผลแห้งแก่แล้วแตกกลางพู รูปรี หรือรูปไข่ กว้าง 1 – 1.5 เซนติเมตร ยาว 1.2 – 2 เซนติเมตร เปลือกเกลี้ยงแข็ง มีกลีบเลี้ยงติดตรงจุกผล เมื่อสุกสีน้ำตาล เมล็ดสีน้ำตาลอมเหลือง แบน มีปีก จำนวนมาก ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เรือนยอด เป็นพุ่มกลมสูง 16 เมตร ความกว้างทรงพุ่ม 10 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีน้ำตาลดำแตกเป็นร่องลึก มียางสีเหลืองซึมออกมา ใบ เป็นใบเดี่ยว สีเขียว กว้าง 3-7 เซนติเมตร ยาว 8-16 เซนติเมตร ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลมยาวคล้ายหาง โคนใบสอบเรียว ขอบใบเรียบ หูใบเป็นรูปสามเหลี่ยม หลังใบมีต่อมอยู่ตามง่ามแขนงเส้นใบ ดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงที่ซอกใบและปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงสีเขียวขนาดเล็กมากมี 5 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบ ปลายกลีบหยักส่วนล่างบิดและเชื่อมติดกันรูปกงล้อ ดอกสีเหลืองแกมน้ำตาล มีขนนุ่ม เกสรตัวผู้มี 15 อัน อับเรณูมียอดแหลม เกสรตัวเมียมีรังไข่เหนือวงกลีบ เรียวเล็ก ความยาวเท่ากับรังไข่ เมื่อหลุดจะร่วงทั้งชั้นรวมทั้งเกสรตัวผู้ติดไปด้วย มีกลิ่นหอมผลเดี่ยว เป็นผลแห้งไม่แตก รูปกลมเกลี้ยง ปลายมนเป็นติ่ง มีปีกรูปใบพาย ยาว 1 คู่ ส่วนโคนเรียว มีเส้นตามยาว 9-11 เส้น ปีกสั้น 3 ปีก ซ้อนกัน ยาวน้อยกว่า 0.5 เซนติเมตร ปีกซ้อนกัน แต่หุ้มส่วนกลางผลไม่มิด ผลสีเขียวอ่อน เมื่อสุกสีน้ำตาลเข้ม เมล็ดค่อนข้างกลมสีน้ำตาล 1 เมล็ดต่อผล
ใบตะแบกนา
ลักษณะวิสัยตะแบกนา
ลำต้นตะแบกนา
ผิวลำต้นตะแบกนา
การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น
อาหาร เนื้อในเมล็ด -
ยารักษา เปลือกต้น แก้ปวดฟัน รักษาแผลสด สมานแผล แก้บิดมูกเลือด
ก่อสร้าง เครื่องเรือน เครื่องใช้
เนื้อไม้ ใช้ทำบ้านเรือน เสา ด้ามเครื่องมือกสิกรรม พื้นกระดาน ไม้ฟืน
ใบ ใช้ฟอกหนัง
ชัน ใช้ทำน้ำมันชักเงาเนื้อไม้
ยาฆ่าเมลง ยาปราบศัตรูพืช -
ความเชื่อเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนา –
อื่น ๆ (เช่น การเป็นพิษ อันตราย )-
ที่มาของข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลชื่อ นายภัทร ตรีธัญญา อายุ 60 ปี
ที่อยู่ บ้านพัก รร.ปิยชาติพัฒนาฯ ต.พรหมณี อ.เมือง จ. นครนายก
วันที่บันทึกข้อมูล 10 พฤศจิกายน 2566 สถานที่บันทึก รร.ปิยชาติพัฒนาฯ
ชื่อพรรณไม้ ตะแบกนา รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-005
มีเปลือกหนาแต่เปราะ ผิวต้นมีสะเก็ดเล็ก ๆ สีขาวปนน้ำตาลกรีดดูจะมียางสีขาวลำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขามากลักษณะเป็นชั้น ๆ เปลือกชั้นในสีน้ำตาล มีน้ำยางสีขาว ใบเป็นกลุ่มบริเวณปลายกิ่งช่อหนึ่งมีใบประมาณ 5–7 ใบ ก้านใบสั้น แผ่นใบรูปรีแกมรูปขอบขนานถึงรูปหอกแกมรูปขอบขนาน หรือรูปมนแกมรูปบรรทัด ปลายใบเป็นติ่งเล็กน้อย ใบด้านบนมีสีเขียวเข้ม ด้านล่างมีสีขาวนวล ถ้าเด็ดก้านใบจะมียางสีขาว ลักษณะใบยาวรีปลายใบมนโคนใบแหลม ขนาดใบยาวประมาณ 10–12 เซนติเมตร ออกดอกสีเขียวอ่อนเป็นช่อตามปลายกิ่ง ปากท่อของกลีบดอกมีขนยาวปุกปุย ดอกมีกลิ่นฉุนรุนแรง สูดดมเพียงเล็กน้อยจะรู้สึกกลิ่นหอม หากสูดดมมากจะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ช่วงค่ำจะส่งกลิ่นแรงกว่าเวลาอื่น ๆ ดอกเป็นกลุ่มคล้ายดอกเข็มช่อหนึ่งจะมีกลุ่มดอกประมาณ 7 กลุ่ม ดอกมีสีขาวอมเหลือง ปกติจะออกดอกในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ผลเป็นฝักยาว ฝักคู่หรือเดี่ยว ลักษณะเป็นเส้น ๆ กลมเรียวยาวประมาณ 20–30 เซนติเมตร
เมื่อแก่จะแตก มีขุยสีขาวคล้ายฝ้ายปลิวไปตามลมได้ในฝักมีเมล็ดเล็ก ๆ ติดอยู่กับขุยนั้น
เปลือกของลำต้นมีรสขม สามารถนำมาทำเป็นยาที่ช่วยในการเจริญอาหาร ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน และแก้หวัด แก้ไอ บรรเทาอาการหลอดลมอักเสบ
เปลือกของลำต้น ช่วยรักษาโรคบิด ท้องร่วง ท้องเดินเรื้อรัง โรคลำไส้และลำไส้ติดเชื้อ
เปลือกของลำต้น ต้มน้ำอาบ ลดอาการผดผื่นคัน
ยางจากลำต้น ใช้หยอดหูแก้อาการปวดหู และใช้อุดฟันเพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน
ใบอ่อน นำมาต้มเพื่อดื่มรักษาโรคลักปิดลักเปิด
ใบ และยาง ชาวอินเดียใช้รักษาแผล แผลเปื่อย แผลตุ่มหนอง และอาการปวดข้อ
ชื่อพรรณไม้ ทิ้งถ่อน รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-006
ทิ้งถ่อน เป็นไม้ยืนต้นที่มักจะพบขึ้นตามป่าหญ้า ป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณและป่าทุ่งตอนลุ่มในภาคกลางทั่วไปหรือในพื้นที่ต่ำน้ำท่วมถึง สามารถพบได้ทางตอนใต้ของจีน พม่า ลาวและกัมพูชา ในประเทศไทยพบทุกภาคแต่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้มักจะขึ้นเป็นกลุ่มแบบห่าง ๆ กันบนภูเขา
ลำต้น : ลำต้นแตกกิ่งก้านต่ำและโปร่ง ลำต้นเปลาตรง ทรงพุ่มเป็นเรือนยอด ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนปกคลุมเล็กน้อย ต้นแก่เป็นสีเทาถึงสีน้ำตาล
เปลือกต้น : เปลือกต้นมีรอยด่างเป็นสีน้ำตาลกระจาย
ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นออกเรียงสลับกัน เหนือโคนก้านมีต่อมเป็นรูปกลมนูน ก้านใบมีขนปกคลุมเล็กน้อย มีใบย่อยประมาณ 5 – 12 คู่ ลักษณะของใบเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน รูปไข่กลับ รูปขอบขนานหรือรูปวงรี ปลายใบมนหรือเว้าเล็กน้อย โคนใบมนหรือเบี้ยว ขอบใบเรียบ แผ่นใบมีขนทั้งสองด้าน ท้องใบมีขนสั้นปกคลุม
ดอก : ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นตามซอกใบและที่ปลายกิ่งโดยช่อดอกจะเกิดเป็นกลุ่มบนก้านช่อรวม กลุ่มละประมาณ 2 – 5 ช่อ ในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยประมาณ 15 – 25 ดอก ดอกย่อยไม่มีก้านดอกหรือมีแต่สั้นมาก ดอกเป็นสีขาวมีกลีบดอก 5 กลีบ เกสรขาวแกมสีเหลืองอ่อนติดกันเป็นหลอด มีผิวเรียบ ปลายแยกเป็น 5 แฉก มีลักษณะเป็นรูปไข่ปลายแหลม ปลายกลีบดอกมีขนเล็ก ๆ ดอกมีเพศผู้จำนวนมาก ก้านชูอับเรณูเป็นสีเหลืองอ่อน ปลายก้านเป็นสีเขียวอ่อน อับเรณูมีสีขาว กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบติดกันเป็นรูปถ้วย มีสีเขียวและมีผิวเรียบ ขอบถ้วยแยกเป็นแฉก 5 แฉก ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมยาว ดอกมีเกสรเพศผู้เป็นเส้นสีขาว
ผล : ออกผลเป็นฝักแบน ฝักเมื่อแห้งแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
เมล็ด : ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 6 – 12 เมล็ด เมล็ดเป็นสีน้ำตาลและมีลักษณะแบนรูปวงรี
1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ใบอ่อน ยอดอ่อนและดอกอ่อนนำมาลวกหรือต้มทานเป็นผักร่วมกับน้ำพริก
2. ใช้ในการเกษตร เป็นยาฉีดฆ่าตัวสัตว์พวกหนอนและแมลงด้วยการนำใบมาเผาไฟผสมกับน้ำใบยาสูบและน้ำปูนขาว นิยมปลูกในแปลงวนเกษตรและปลูกตามสวนหรือริมถนน
3. ใช้ในอุตสาหกรรมผ้าหรือหนัง เปลือกต้นนำมาฟอกหนังหรือใช้ในการย้อมผ้าได้
4. ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เนื้อไม้มีความเหนียว แข็งแรงและชักเงาดีจึงนำมาใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือน ทำเฟอร์นิเจอร์ ใช้ในงานแกะสลัก ทำเครื่องมือกสิกรรมต่าง ๆ
ทิ้งถ่อน เป็นต้นที่มีรสร้อนและมีสรรพคุณหลากหลายต่อร่างกาย นอกจากนั้นยังเป็นต้นที่มีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังพบได้ง่ายตามท้องถนนทั่วไปในกรุงเทพมหานคร เป็นต้นที่มักจะนำใบอ่อน ยอดอ่อนและดอกอ่อนมาลวกหรือต้มเพื่อรับประทาน ทิ้งถ่อนมีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะเปลือกต้น มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ แก้ลมในร่างกาย ดีต่อระบบขับถ่ายและแก้ท้องอืดท้องเฟ้อได้ เป็นต้นที่แก้อาการพื้นฐานทั่วไปและเหมาะสำหรับคนที่ระบบขับถ่ายหรือลมในร่างกายมีปัญหาเป็นอย่างมาก
ชื่อพรรณไม้ ไทยย้อยใบแหลม รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-007
เป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ลำต้นมีความสูงประมาณ 10-20 เมตร สามารถสูงได้ถึง 30 เมตร ตามธรรมชาติ ลำต้นตรงแตกกิ่งก้านเป็นพุ่มทึบ มีรากอากาศห้อยลงมาตามกิ่งก้านและลำต้น
ใบ - ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรี รูปใบหอกหรือรูปไข่แกมวงรี ปลายใบเรียวแหลม ใบมีขนาดยาว 6-13 เซนติเมตร ผิวเป็นมัน
ดอก - ดอกช่อ เกิดภายในฐานรองดอกที่มีรูปร่างกลมคล้ายผล ออกเป็นคู่ที่ซอกใบ แยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน มีสีเหลืองหรือน้ำตาล ออกดอกในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน
ผล - ผลแบบมะเดื่อ ทรงกลมขนาด 5-8 มิลลิเมตร ออกเป็นคู่หรือเดี่ยวตามซอกใบ ผลสุกสีส้มแดงเข้ม เมล็ดเล็กๆจำนวนมาก ออกผลในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน
ประโยชน์
ตำรายาไทยใช้ รากอากาศ ขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ (โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ มีปัสสาวะขุ่นข้น เหลืองหรือแดง มักมีอาการแน่นท้อง กินอาหารไม่ได้) ปัสสาวะพิการ (อาการปัสสาวะปวด หรือกะปริบกะปรอย หรือขุ่นข้น สีเหลืองเข้ม หรือมีเลือด) แก้กษัย (อาการป่วยที่เกิดจากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม โลหิตจาง ปวดเมื่อย)
ผลของต้นไทรยังเป็นอาหารของนกหลายชนิดอีกด้วย
ชื่อพรรณไม้ นนทรี รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-008
ลำต้นสูงราว 10 - 15 เมตร เปลือกสีเทาค่อนข้างเรียบ อาจแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆ ตามกิ่งหรือก้านอ่อนมี ขนละเอียดสีน้ำตาลแดงปกคลุม ทรง พุ่มมีเรือนยอดแผ่กว้าง ใบประกอบรูปขนนก 2 ชั้นเรียงสลับ ใบย่อยออกตรงข้ามกันเป็นคู่ แผ่นใบย่อยรูปขอบขนาน กว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตร ยาว 1- 1.5 เซนติเมตร เป็นต้นไม้ที่มักผลัดใบเมื่ออากาศแห้งแล้ง ดอกออกเป็นช่อขนาดใหญ่ ตามง่ามใบหรือปลายกิ่ง มีกิ่งแขนงในช่อดอก ช่อดอกยาวประมาณ 30 เซนติเมตร กว้างประมาณ 20 เซนติเมตร ดอกสีเหลืองสด อยู่ค่อน ข้างติดกันแน่นในช่อดอก
ดอกย่อยประกอบด้วยกลีบดอกสีเหลือง 5 กลีบ ลักษณะกลีบค่อนข้างย่น ช่อดอกตั้งขึ้น ปกติออกดอกทั้งต้นช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม แต่อาจขยายเวลาได้ตามลักษณะดินฟ้าอากาศ ในแต่ละปี และลักษณะพันธุกรรมของแต่ละต้น ซึ่งมีความผันแปรมาก เนื่องจากนนทรีแทบทุกต้นปลูกจากเมล็ด นนทรีอยู่ในวงศ์ Caesalpini-oideae ซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่ว จึงมีผลเป็นฝัก มีฝักแบนรูปหอก โคนและปลายสอบแหลม
กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ยาว 5 - 12 เซนติเมตร แต่ละฝักมีเมล็ด 1- 4 เมล็ด เรียงเป็นข้อไปตามความยาวของฝักนนทรี เป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิด ในอินเดียภาคตะวันออกและภาคใต้รวมถึงประเทศศรีลังกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมไทย) ไปถึงประเทศ ฟิลิปปินส์ และทวีปออสเตรเลียด้านเหนือ นนทรีจึงนับเป็นพืชดั้งเดิมของไทยชนิดหนึ่ง พบอยู่ตามธรรมชาติใน ป่าภาคตะวันตกและป่าในภาคใต้
ประโยชน์ของนนทรี
ในทางสมุนไพร ตำราแพทย์แผนไทยใช้เปลือกของลำต้นนนทรีซึ่งมีรสฝาด กินกล่อมเสมหะและ เลือด แก้บิด แก้ท้องร่วง ขับลมผาย นอกจากนั้นยังใช้สมานแผลสดด้วย
ไม้นนทรีมีสีน้ำตาลอมชมพู ใช้ก่อสร้างบ้านเรือนได้ดี เช่น ทำพื้น ฝา รอด ตง อกไก่ เครื่องเรือน หีบ คันไถ พานท้ายปืน เป็นต้น
นนทรีเป็นต้นไม้ที่ค่อนข้างโตเร็ว ปลูกง่าย แข็งแรง ทนทาน เหมาะ สำหรับปลูกประดับอาคารสถานที่ หรือสองข้างถนนหนทาง ให้ร่มเงาและป้องกันลมได้ดี รูปทรงและดอก งดงาม ใช้เป็นร่มเงาในสวนกาแฟ ได้ดีมาก เพราะเป็นต้นไม้ตระกูล ถั่ว ช่วยบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ขึ้นด้วย
ชื่อพรรณไม้ ประดู่บ้าน รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-009
ประดู่บ้าน จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 20-25 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นทรงพุ่มกว้าง (กว้างกว่าประดู่ป่า) ปลายกิ่งห้อยลง ส่วนเปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลเทา เป็นร่องลึกแต่ไม่มีน้ำยางสีแดงไหลออกมาเหมือนประดู่ป่า ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ แต่ละช่อจะมีใบย่อยประมาณ 7-11ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปมนรี หรือ รูปไข่ค่อนข้างมน ปลายใบแหลม โคนใบมนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-12 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว ก้านใบอ่อนมีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย โคนก้านใบมีหูใบ 2 อัน เป็นเส้นยาว ดอกออกเป็นแบบช่อกระจะ โดยจะออกบริเวณซอกใบใกล้กับที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลืองแกมแสด มี 5 กลีบ ลักษณะคล้ายรูปผีเสื้อแต่จะออกดอกยากกว่าประดู่ป่า และ ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน ส่วนเกสรเพศเมียมี 1 อัน ดอกมีกลิ่นหอมแรง จะบาน และร่วงพร้อมกันทั้งต้น ส่วนโคนก้านมีใบประดับ 1-2 อัน เป็นรูปรี กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ ติดกันเป็นถ้วยสีเขียว ปลายแยกเป็นแฉก 2 แฉก ผลเป็นผลแห้งลักษณะของผลเป็นรูปกลม หรือ รี มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-7 เซนติเมตร ที่ขอบมีปีกบาง แผ่นปีกบิด และเป็นคลื่นเล็กน้อย นูนตรงกลางลาดไปยังปีก โดยบริเวณปีกยาวประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร ตรงกลางนูนป่องเป็นที่อยู่ของเมล็ด โดยภายในจะมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด
แก้อาการไอ
แก้ระคายคอ
ใช้สระผม
ใช้พอก ฝี
ใช่พอกพอกแผล
แก้ผดผื่นคัน
ใช้สมานบาดแผล
แก้ท้องเสีย
แก้บิด
ช่วยบำรุงร่างกาย
แก้ปากเปื่อย
แก้ปากเป็นแผล
แก้คุดทะราด
แก้เสมหะ
แก้เลือดกำเดาไหล
แก้ไข้
ใช้บำรุงเลือด
ช่วยบำรุงกำลัง
ช่วยขับปัสสาวะ
ชื่อพรรณไม้ ประดู่ป่า รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0010
ค้นประดู่ป่า
ดอกประดู่ป่า
ใบประดู่ป่า
เมล็ดประดู่ป่า
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15-30 เมตร ลำต้นเปลาตรง โคนต้นอาจเป็นพูเล็กๆ บ้าง เปลือกสีน้ำตาลดำแตกเป็นระแหงทั่วไป เปลือกในมีน้ำเลี้ยงสีแดง ตามกิ่งและก้านอ่อนมีขนนุมทั่วไป กิ่งแก่เกลี้ยง เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหรือเป็นรูปร่ม ปลายกิ่งห้อยลู่ลง ใบ เป็นช่อยาว 12-20 ซม. เรียงสลับกัน ช่อหนึ่งๆ มีใบย่อยติดเยื้องๆ กันอยู่ 4-10 ใบ ใบย่อยรูปป้อมมน รูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปหอก กว้าง 2.5-5.0 ซม. ยาว 5-15 ซม. โคนใบมนกว้างๆ หรือป้าน ค่อยๆ สอบไปทางปลายใบ ปลายสุดเป็นติ่งแหลม หลังใบเกลี้ยงเป็นมัน ส่วนท้องใบมีขนประปราย ขอบใบเรียบ เส้นแขนงใบถี่โค้งไปตามรูปใบเป็นระเบียบ ก้านใบย่อยยาวไม่เกิน 1 ซม. ก้านใบย่อยและก้านช่อใบบวมและมีขนประปราย จะผลัดใบก่อนออกดอก แล้วผลิใบใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ตอนปลายๆ กิ่ง ช่อหนึ่งๆ ยาว 10-20 ซม. เป็นดอกสมบูรณ์เพศโคนกลีบรองกลีบดอกติดกันเป็นกรวยโค้งเล็กน้อย ด้านนอกมีขนนุ่ม ปลายแยกเป็นแฉกทู่ๆ 5 แฉก ใหญ่ 2 แฉก เล็ก 3 แฉก กลีบดอกเป็นรูปช้อนเล็กๆ ปลายกลีบกว้างและเป็นคลื่น โคนกลีบเรียวสอบเป็นก้านกลีบปกและกลีบปลีก 2 กลีบ เป็นลอนขยุกขยิก ส่วนกลีบหุ้ม 2 กลีบรูปมน เกสรผู้มี 10 อัน รังไข่มีก้านชูรังไข่ ภายในมีไข่อ่อน 2 หน่วย หลอดท่อรังไข่โค้งและจะกลายเป็นจะงอยติดอยู่ที่ขอบครีบของผลในเวลาต่อมา ผล เป็นแผ่นกลมคล้ายจานบิน ตรงกลางนูนแล้วลาดออกเป็นครีบบางๆ โดยรอบ กว้างประมาณ 5-7 ซม.
ออกดอกเดือน มีนาคม - เมษายน
ประโยชน์ : เนื้อไม้ สีแดงอมเหลืองถึงสีแดงอย่างสีอิฐแก่ มีเส้นแก่กว่าสีพื้น บางทีมีลวดลายสวยงาม เสี้ยนสนเป็นริ้ว เนื้อละเอียดปานกลาง แข็ง แข็งแรงและทนทาน ไสกบตบแต่งและชักเงาได้ดี ใช้ทำบ้านเรือน พื้น เสา รอด และสิ่งที่รองรับน้ำหนักมากๆ ทำกระบะรถ เกวียน ลูกกลิ้ง ด้ามเครื่องมือ ปุ่มของไม้ ประดู่มีลวดลายสวยงามและมีราคาสูง ใช้ทำเครื่องเรือน เปลือก ให้สีน้ำตาล แก่น ให้สีแดงคล้ำ ใช้ย้อมผ้า แก่นมีรสขมหวาน แก้คุดทะราด แก้เสมหะ โลหิตกำเดา แก้ไข้ ใช้ปุ่มต้มเอาควันรมทวารให้หัวริดสีดวงฝ่อแห้ง
ชื่อพรรณไม้ ผูก รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0011
ชื่อพรรณไม้ พะยอม รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0012
ลักษณะโดยทั่วไป ต้นพะยอม คือไม้ต้นผลัดใบ ที่มีทรงพุ่มสวย รูปไข่หรือกรวยคว่ำ หากอยู่ในที่โล่งแจ้งและไม่มีพรรณไม้ใหญ่อยู่ใกล้เคียง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตัดแต่งกิ่งออกเลยตลอดอายุการปลูก มีความสูงประมาณ 15 – 30 เมตร ลำต้นเปลือกสีเทาเข้มแตกเป็นร่องตามยาว
ส่วนใบของต้นพะยอม เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปรีหรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน กว้าง 3 – 7.5 เซนติเมตร ยาว 8 – 15 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือเป็นติ่งสั้น โคนใบมน ใต้ใบมีขนนุ่ม เห็นเส้นใบชัดเจน
ขณะที่ดอกของต้นพะยอมจะเป็นช่อแยกแขนงออกที่ปลายกิ่ง โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น 5 กลีบ เรียงเวียนแบบกังหัน กลีบดอกเชื่อมติดกันและร่วงง่าย กลีบเลี้ยงขยายขนาดเป็นปีกและติดทนนานจนเป็นผล ดอกมีสีขาว และ ดอกสีเหลืองอ่อน บานพร้อมกันหรือทยอยบานทั้งช่อ ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วงเย็น ออกดอกเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ ซึ่งดอกพะยอม เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ จากการที่ได้รับการชื่นชมว่าคือ ไม้ต้นที่ชวนให้สบายตาและน่าชมเวลาเดินผ่าน
สำหรับผล จะมีรูปกระสวย มีปีกยาว 3 ปีก สั้น 2 ปีก ห่อหุ้มผลไว้ภายใน กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงเจริญไปเป็นปลีกยาว 3 ปีกสั้น 2 ปีกคล้ายผลยาง
ชื่อพรรณไม้ พะยูง รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0013
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ผลัดใบช่วงสั้นๆ ลำต้นสูง 15-30 เมตร ทรงพุ่มรูปไข่หรือแผ่กว้าง โปร่ง เปลือกต้นสีเทาเรียบ แตกไม่เป็นระเบียบ และหลุดร่อนเป็นแผ่น เปลือกในสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อไม้มีสีแดงอมม่วงถึงแดงเลือดหมูแก่ เนื้อละเอียด แข็งแรงทนทาน ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ใบย่อย 7-9 ใบ รูปไข่หรือรูปใบหอก กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 4-7 เซนติเมตร ปลายใบแหลมเป็นติ่งหู โคนใบมนกว้าง ขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบบางแต่ค่อนข้างเหนียว คล้ายแผ่นหนัง แผ่นใบด้านบนสีเขียวเข้ม แผ่นใบด้านล่างสีเขียวนวล แกนกลางใบประกอบยาว 10-15 เซนติเมตร เส้นแขนงใบข้างละ 5-7 เส้น ก้านใบย่อยยาว 3-6 เซนติเมตร ดอกช่อแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายยอดหรือซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อดอกตั้งขึ้น ยาว 10-20 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ขอบหยักซี่ฟันตื้นๆ 5 จัก มีขนสั้น กลีบดอกรูปดอกถั่ว สีขาวนวล มีกลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบดอกยาว 0.8-1 เซนติเมตร ดอกบานเต็มที่กว้าง 5-8 มิลลิเมตร กลีบดอก 5 กลีบ เกสรเพศผู้ 10 อัน เชื่อมติดกันเป็น 2 มัด ดอกร่วงพร้อมกัน ภายใน 2-3 วัน ผลเป็นฝักแห้งไม่แตกออก ฝักจะร่วงหล่นโดยที่เมล็ดยังอยู่ในฝัก ฝักรูปขอบขนาน แบนบาง เกลี้ยง กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาว 4-5 เซนติเมตร ตรงกลางมีกระเปาะหุ้มเมล็ด เมล็ดรูปไต สีน้ำตาลเข้ม 1-4 เมล็ด ต่อฝัก ผิวเมล็ดค่อนข้างมัน กว้างประมาณ 4 มม. ยาว 7 มม. ออกดอกราวเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ติดผลราวเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน พบตามป่าเบญจพรรณชื้น ป่าดิบแล้ง ที่ความสูง 100-200 เมตร จากระดับน้ำทะเล เนื้อไม้มีสีสันและลวดลายสวยงามจนถือได้ว่าเป็นไม้ที่มีราคาแพงที่สุดชนิดหนึ่งในตลาดโลก เนื้อไม้พะยูงมีความละเอียดเหนียว แข็งทนทานและชักเงาได้ดี มีน้ำมันในตัวจึงมักใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องใช้ต่าง ๆ มีชื่อเป็นมงคล เชื่อว่าปลูกไว้จะช่วยพยุงให้โชคดีมีชัย
สรรพคุณ
ยาพื้นบ้านอีสานใช้ เปลือกต้นหรือแก่น ผสมแก่นสนสามใบ แก่นแสมสาร และแก่นขี้เหล็ก ต้มน้ำดื่ม แก้มะเร็ง เปลือกต้นหรือแก่น ผสมลำต้นหวาย ต้มน้ำดื่ม แก้เบาหวาน
ตำรายาไทย ราก ใช้รับประทานแก้พิษไข้เซื่องซึม เปลือก ต้มเอาน้ำอมแก้ปากเปื่อย ปากแตกระแหง ยางสด ใช้ทาแก้เท้าเปื่อย
ชื่อพรรณไม้ พิกุล รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0014
ลักษณะทั่วไป
ไม้ต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 8-15 ม. เรือนยอดแน่นทึบ เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา มีรอยแตกระแหงตามแนวยาว
ใบ - ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปรี รูปไข่กว้าง 2 - 6 ซม. ยาว 7 - 15 ซม.ปลายใบแหลมเป็นติ่งขอบใบเป็นคลื่น
ดอก - ดอกเดี่ยว อยู่รวมกันเป็นกระจุกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ กลีบเลี้ยง 8 กลีบ เรียงซ้อนกัน 2 ชั้น กลีบดอกประมาณ 24 กลีบ เรียงซ้อนกันโคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเล็กน้อย ดอกสีขาว เมื่อใกล้โรยสีเหลืองอมน้ำตาล ดอกบานวันเดียวแล้วร่วง มีกลิ่นหอม ออกดอกตลอดปี
ผล - ผลสีเหลือง รสหวานอมฝาด
ประโยชน์
ปลูกเป็นไม้ประดับและให้ร่มเงา ลำต้นใช้ในการก่อสร้าง ทำโครงเรือเดินทะเล เครื่องมือการเกษตร
เปลือกต้น ต้มอมกลั้วคอ แก้เหงือกอักเสบ
เนื้อไม้ที่ราลงมีสีน้ำตาลเข้มประขาว มีกลิ่นหอม เรียกว่า ขอนดอก ใช้บำรุง ตับ ปอด หัวใจ และบำรุงครรภ์
ดอก มีกลิ่นหอมจัดอยู่ในพิกัดเกสรทั้งห้า เข้ายาหอม บำรุงหัวใจ แก้เจ็บคอ น้ำมันหอมระเหยจากดอกใช้ทาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
ผลสุก ใช้รับประทานได้
เมล็ด ตำให้ละเอียดทำเป็นยาเม็ดสำหรับสวนเวลาท้องผูก
ชื่อพรรณไม้ มะขามป้อม รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0015
ผิวลำต้นมะขามป้อม
ลำต้นมะขามป้อม
ลักษณะวิสัยมะขามป้อม
ใบมะขามป้อม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้ต้น ขนาดกลาง สูงประมาณ 8 - 12 เมตร เปลือกค่อนข้างเรียบ เกลี้ยง สีเทาอมน้ำตาลอ่อน ลอกออกเป็นแผ่นได้ กิ่งก้านแข็ง เหนียว เนื้อไม้มีสีแดงอมน้ำตาล เรือนยอดเป็นพุ่มคล้ายร่ม ปลายกิ่งมักลู่ลง
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงชิดกันและติดเรียงสลับตามกิ่งก้านที่เรียวยาว ลักษณะใบรูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบเฉียงและสอบเรียว ขนาดใบเล็ก แผ่นใบสีเขี้ยวเข้ม บาง ก้านใบสั้นมาก
ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ออกช่อดอกตามง่ามใบ ช่อดอกสั้น มีดอกย่อยประมาณ 5 - 6 ดอก ดอกย่อยมีขนาดเล็ก สีขาวหรือสีเหลืองนวล กลีบดอก 5 - 6 กลีบ เป็นดอกสมมาตรตามรัศมี มีกลิ่นหอม
ผล ลักษณะผลรูปทรงกลม เกลี้ยง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียวอ่อน มีเนื้อหนา รสฝาด เปรี้ยว ขม และอมหวาน ผลแก่สีเขียวอมเหลือง มีรอยแยกแบ่งออกเป็น 6 ซีก
เมล็ด เปลือกหุ้มเมล็ดแข็งสีน้ำตาล มีสันตามยาว 6 สัน ภายในมี 6 เมล็ด
ประโยชน์ทางยา
ใบ
รสฝาดขม ใช้ต้มน้ำอาบลดไข้, ต้มดื่มเป็นยาแก้ตัวบวมน้ำ, ใบสดโขลกให้ละเอียดใช้พอกหรือทาบริเวณที่เป็นแผลผื่นคัน มีน้ำหนองน้ำเหลือง และผิวหนังอักเสบ
เปลือกต้น
รสฝาดขม เปลือกต้นแห้งบดเป็นผงละเอียดใช้โรยแก้บาดแผลเลือดออก แผลฟกช้ำ หรือนำมาต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคบิดสมานแผล
ผลหรือลูก
รสเปรี้ยวฝาดขม ใช้ร่วมกับผลสมอไทย ผลสมอเทศ ผลสมอพิเภก แก้ไข้ แก้ลม แก้โรคตา บำรุงธาตุ
ผลอ่อน
รสเปรี้ยวหวานฝาดขม บำรุงเนื้อหนังให้สมบูรณ์ กัดเสมหะในคอ ทำให้เสียงไพเราะ
ผลแก่
รสเปรี้ยวฝาดขม ลดไข้ ขับปัสสาวะ แก้ไอ แก้เสมหะ ทำให้ชุมคอ ระบายท้อง บำรุงหัวใจ ฟอกโลหิต แก้ลม แก้ลักปิดลักเปิด
ผลแห้ง
รสเปรี้ยวฝาดขม ชงน้ำร้อนดื่มแก้กระหายน้ำ แก้ไอ, ใช้หยอดตารักษาเยื่อตาอักเสบ บำรุงหัวใจ ระบายท้อง
ดอก
รสหอมเย็น เข้าเครื่องยาเป็นยาเย็น และยาระบาย
เมล็ด
เมล็ดสดหรือแห้งโขลกเป็นผงละเอียดชงกับน้ำร้องดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้โรคตาต่างๆ โรคเกี่ยวกับน้ำดี โรคเบาหวาน โรคหลอดลมอักเสบ คลื่นไส้ อาเจียน
เปลือกต้น
เป็นยาสมานแผล
ราก
แก้ไข้ เป็นยาเย็น ฟอกโลหิต
ชื่อพรรณไม้ มะค่าแต้ รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0016
» ลักษณะวิสัยมะค่าแต้ :
เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 10-20 เมตร ลำต้นแตกกิ่งออกทางด้านกว้าง ทำให้มีทรงพุ่มกว้าง เปลือกต้นสีน้ำตาลหรือเทา มีกาบต้นหนา แตกเป็นร่องและหลุดออกเป็นแผ่น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายใบคู่ ใบรูปไข่ โคนใบมน ปลายใบตัดหรือมน ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ ใบมีความกว้างประมาณ 4-7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร ดอกเป็นดอกช่อแตกแขนง ช่อดอกออกตามซอกใบและปลายกิ่ง มีลักษณะตั้งขึ้น ก้านเกสรตัวผู้มีสีชมพู ผลเป็นผลแบนกลม บางชนิดมีหนามปกคลุมเปลือกผล หรือ มีต่อมน้ำยางเหนียวที่เปลือกผล เมล็ดทรงกลมรีเล็กน้อย เปลือกหนาแข็ง
» สรรพคุณ มะค่าแต้ :
แก่นใช้เข้าตำรับยาบำรุงกำลัง
ชื่อพรรณไม้ มะม่วง รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0017
ลักษณะทั่วไป
ต้น : ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ สูงประมาณ 10 - 40 เมตร เรือนยอดโปร่ง เมื่อลำต้นแก่จะมีขนาดใหญ่ขึ้น
เปลือกต้นเรียบสี น้ำตาลปนเทาอ่อน ๆ
ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน ใบรูปยาวรีคล้ายรูปหอก ขนาดกว้าง 3 - 10 ซม. ยาว 16 - 45 ซม. โคนใบสอบหรือมนปลายใบเป็นติ่งแหลม
ค่อนข้างยาว เนื้อใบหนาเกลี้ยงเป็นมัน ใบอ่อนจะออกสีม่วงอ่อน
ดอก : ลักษณะเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อแบบพานิเคิล (panicle) สีขาวนวลหรือสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมออกเป็นช่อใหญ่ ๆ
ตามปลายกิ่ง ดอกประกอบด้วยดอกสมบูรณ์เพศ หรือดอกกระเทย กลีบดอกและกลีบ รองกลีบดอกมีอย่างละ 4 - 5 กลีบ
ผล : เป็นผลเดียว ลักษณะแตกต่างกันตามพันธุ์ ผลอ่อนมีน้ำยางมาก ผลยังไม่สุกมีเปลือกสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีส้ม
กลิ่นหอมภายในผลมีเมล็ดเดียว
ประโยชน์
1. การนำมาใช้เป็นอาหาร ใบอ่อน รับประทานเป็นผักสดแกล้มกับอาหารประเภทลาบ ยำ , ส่วนผล ผลดิบอ่อนใช้ใส่ในน้ำพริก
หรือทำมะม่วงแก้ว มะม่วงแฃ่อิ่ม มะม่วงดอง มะม่วงกวน เป็นต้น สำหรับผลสุกบริโภคแบบผลไม้สด หรือนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
2. สรรพคุณทางสมุนไพร เนื้อและเมล็ด ใช้รักษาโรคบิด ท้องร่วง เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ
3. ใบแก่ ใช้ทำสีย้อมสีเหลือง , ลำต้นและเนื้อไม้ ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้าง เครื่องมือเครื่องใช้อื่น ๆ
ชื่อพรรณไม้ ลั่นทม รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0018
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :ไม้พุ่ม สูง 3-6 เมตร ทุกส่วนมียางสีขาว ใบ ใบเดี่ยวออกเวียนสลับถี่ บริเวณปลายกิ่ง รูปใบหอกหรือใบหอกกลับ กว้าง 5-10 เซนติเมตร ยาว 12-30 เซนติเมตร ปลายและโคนแหลม ดอก มีหลายสีตั้งแต่สีขาว สีส้ม ชมพูเข้ม จนถึงแดงเข้ม กลางดอกสีเหลือง หรือมีแถบสีเหลือง ด้านนอกมักมีสีชมพู มีกลิ่นหอมออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอกโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ซ้อนเหลื่อมกัน ปลายกลีบแหลมหรือมีติ่งแหลม เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร เกสรตัวผู้ 5 อัน สั้น ผล เป็นฝักคู่ รูปยาวรี กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 25 เซนติเมตร เมล็ด จำนวนมาก แบน มีปีก
มีถิ่นกำเนิดแถบอเมริกากลาง ออกดอกตลอดปี
ประโยชน์ : เปลือกราก เป็นยาถ่ายอย่างแรง เปลือกต้น มีสารจำพวก iridoid คือ fulvoplumierin ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ในหลอดทดลอง
ชื่อพรรณไม้ ราชพฤกษ์ รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0019
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลักษณะทั่วไป ไม้ต้น ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5 – 15 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดเป็นรูปไข่แกมรูปร่ม ลำต้นค่อนข้างเปลา ตรง เปลือกนอกสีเทาอมน้ำตาล เรียบ หรือแตกล่อนเป็นสะเก็ด เปลือกในสีชมพู – สีแดง หรือสีส้ม เนื้อไม้สีแดงแกมเหลือง
ลักษณะใบ ใบประกอบขนนกชั้นเดียว เรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่ หรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง 4 – 8 เซนติเมตร ยาว 7 – 15 เซนติเมตร โคนใบมน ขอบใบเรียบ ปลายใบเรียวแหลม เนื้อใบเกลี้ยงค่อนข้าง หูใบค่อนข้างเล็ก หลุดร่วงได้ง่าย
ลักษณะดอก ช่อกระจะ ขนาดใหญ่ ออกที่กิ่ง หรือซอกใบ ดอกย่อยสีเหลืองหรือสีเหลืองอมเขียวอ่อน กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ รูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร มักหลุดร่วงง่าย กลีบดอกรูปไข่กลับ มี 5 กลีบ ยาวกว่ากลีบเลี้ยงประมาณ 2 – 3 เท่า เกสรเพศผู้โค้งงอน มี 10 อัน สั้น – ยาวแตกต่างกัน
ลักษณะผล ผลแห้งฝักหักข้อ รูปทรงกระบอกยาว แขวนห้อยลงจากกิ่ง เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 – 2.5 เซนติเมตร ยาว 20 – 60 เซนติเมตร ผิวเกลี้ยงไม่มีขน ฝักอ่อนสีเขียวเมื่อแก่จัดเปลี่ยนเป็นสีดำ เมล็ดสีน้ำตาล เป็นมัน รูปมน แบน กว้าง 5 มิลลิเมตร ยาว 8 มิลลิเมตร
ระยะการออกดอกติดผล
ออกดอกระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนพฤษภาคม ฝักแก่ประมาณเดือนตุลาคม – เดือนธันวาคม
เขตการกระจายพันธุ์
พบตามป่าเบญจพรรณแล้ง ที่มีความสูง 50 – 500 เมตร จากระดับน้ำทะเล พบมากทางภาคเหนือ แต่มีการนำไปปลูกทั่วประเทศหลังจากเป็นไม้ประจำชาติ
การใช้ประโยชน์
เนื้อไม้: ใช้ทำเสา เครื่องมือต่างๆ เครื่องดนตรี แก่นคูนมียางฝาด ใช้เคี้ยวกับหมากแทนสีเสียด
ราก: ฝนทารักษาโรคกลาก และเป็นยาระบาย
ใบ: ต้มรับประทานเป็นยาระบาย ฆ่าพยาธิ
ดอก: แก้ไข้ เป็นยาระบาย รักษาแผลเรื้อรัง
เนื้อในฝัก: ใช้เป็นยาระบาย ช่วยบรรเทาการแน่นหน้าอก ฟอกหรือชำระน้ำดี แก้ลม
ชื่อพรรณไม้ ยางนา รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0020
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ยางเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ 40 เมตร ลำต้นตรง เปลือกเรียบสีเทาปนขาว โคนต้นเป็นพูพอน เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ทึบ ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกแบบสลับ รูปไข่แกมรูปหอก กว้าง 8-15 ซม. ยาว 20-35 ซม. ปลายแหลม โคนใบมน เนื้อใบหนา ดอกสีชมพู ออกดอกเป็นช่อสั้นๆ ตามซอกใบและปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันเป็น รูปถ้วย และมีครีบตามยาว 5 ครีบ ปลายแยกเป็น 5 แฉก มีกลีบ 5 กลีบ ปลายกลีบบิดเบี้ยวแบบกังหัน เกสรตัวผู้ จำนวนมาก ผล รูปทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5-3 ซม. มีครีบยาว 5 ครีบ มีปีกยาว 2 ปีก สั้น 3 ปีก ปีกยาวมี เส้นตามยาว 3 เส้น เกิดตามป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
ต้นยางนาขึ้นเป็นหมู่ในป่าดิบและตามที่ราบชุ่มชื้นใกล้แม่น้ำลำธารทั่วไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 200 – 600 เมตร ออกดอกเดือนมีนาคม – พฤษภาคม เป็นผล เมษายน – มิถุนายน ขยายพันธุ์โดยเมล็ด
ประโยชน์ : ยางเป็นไม้หวงห้าม นิยมนำมาใช้ในการก่อสร้าง คนอีสานใช้น้ำมันจากต้นยางทำขี้กะบอง (ขี้ใต้จุดไฟ) ในทางสมุนไพรน้ำมันจากต้น ใช้ใส่แผล แก้โรคเรื้อน หนองใน น้ำมันผสมกับชันใช้ทาไม้ เครื่องจักรสาน ยาเรือ และใช้เดินเครื่องยนต์แทนน้ำมันขี้โล้ ไม้แปรรูปใช้ทำฝาบ้านเรือน เครื่องเรือน เรือขุดและเรือขนาดย่อม แจว พาย กรรเชียง ใช้ทำไม้อัด
ชื่อพรรณไม้ มะหวด รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0021
ผลมะหวด
ผิวลำต้นมะหวด
ลักษณะวิสัยมะหวด
ลำต้นมะหวด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่มผลัดใบ หรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 15 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล แตกเป็นร่องตามยาว กิ่งก้านมีขนละเอียด เมื่อยังอ่อนอยู่มีขนสั้นๆ กิ่งแขนงรูปทรงกระบอกเป็นร่อง ทรงพุ่มกลมหรือรูปไข่ ใบเป็นใบประกอบแบบนนกปลายคู่ เรียงเวียนสลับ แกนกลางใบประกอบยาว 10-30 เซนติเมตร ใบย่อย มี 3-6 คู่ รูปไข่ถึงรูปไข่กลับ กว้าง 2-11 เซนติเมตร ยาว 3-30 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ผิวใบมีขนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน แผ่นใบบางแต่ค่อนข้างเหนียว และย่นเป็นลอน สีเขียวเข้ม ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่า ใบอ่อนสีน้ำตาลอมเขียว ดอก สีขาวถึงสีเหลืองอ่อนๆ ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงตั้ง จากปลายยอดหรือซอกใบใกล้ปลายยอด ยาวถึง 50 เซนติเมตร ดอกย่อยขนาดเล็ก สีขาว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แยกเพศ เส้นผ่าศูนย์กลางดอก 0.8-1 เซนติเมตร กลีบดอกสีขาว กลีบดอก 4-5 กลีบ เกลี้ยงหรือมีขนนุ่ม โคนกลีบแคบ มีขนและมีเกล็ดเล็กๆ 1 เกล็ด ที่มีสันนูน 2 สัน เกสรเพศผู้ 8 อัน ก้านเกสรมีขนสีน้ำตาลอ่อน ก้านเกสรตัวเมียยาว ไม่มีขน กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปครึ่งวงกลม กลีบนอก 2 กลีบ เล็กกว่ากลีบใน มีขนด้านนอก ผลสดแบบมีเนื้อ รูปรีเว้าเป็นพู ผิวเกลี้ยง กว้าง 0.5-1 เซนติเมตร ยาว 1.5-2 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแดงจนแก่จัดสีม่วงดำ มี 2 พู ผิวเกลี้ยง เปลือกและเนื้อบาง เมล็ดสีน้ำตาลดำ เป็นมัน มี 1 เมล็ด รูปทรงรีแกมขอบขนาน พบตามป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้ง ที่ความสูงตั้งแต่ระดับทะเลปานกลางถึง 300-1,200 เมตร ออกดอกราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ติดผลราวเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม
สรรพคุณ
ตำรายาไทย ราก รสเมาเบื่อสุขุม รักษาอาการไข้ ตำพอกศีรษะแก้อาการไข้ปวดศีรษะ ตำพอกรักษาผิวหนังผื่นคัน แก้พิษฝีภายใน ขับพยาธิ วัณโรค แก้พิษร้อน แก้กระษัยเส้นเอ็น ต้มน้ำดื่ม แก้เบื่อเมา รากผสมกับสมุนไพรอื่น ต้มน้ำดื่ม แก้ซาง (โรคของเด็กเล็ก มีอาการเบื่ออาหาร ซึม มีเม็ดขึ้นในปากและคอ ลิ้นเป็นฝ้า) เปลือกต้น บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ แก้บิด สมานแผล ใบ แก้ไข้ ผสมกับสมุนไพรอื่น ต้มน้าดื่มแก้ซาง ใบอ่อน รับประทานเป็นผักได้ ชาวบ้านใช้ใบรองพื้นและคลุมข้าวที่จะใช้ทำขนมจีนเพื่อกันบูด ผล บำรุงกำลัง แก้ท้องร่วง ผลสุก มีรสจืดฝาด ถึงหวาน รับประทานเป็นผลไม้ แก้ท้องร่วง เมล็ด รสฝาด ต้มดื่มแก้ไข้ซาง แก้ไอกรน แก้ไอหอบในเด็ก แก้ไอเรื้อรัง บำรุงเส้นเอ็น
ชื่อพรรณไม้ สัก รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0022
ใบสักเอามาจากพื้นที่อื่น
ผิวลำต้นสัก
ลักษณะวิสัยสัก
ลำต้นสัก
ลักษณะทั่วไป :
ไม้ต้นขนาดใหญ่ ลำต้นตั้งตรงสูงได้ถึง 30 เมตร ผลัดใบในฤดูร้อน เปลือกเรียบหรือแตกเป็นร่องตื่นเล็ก ๆ สีเทา โคนต้นมักเป็นพูต่ำ ๆ ใบ เป็นใบเดียว ต้นเล็กจะมีใบใหญ่มาก โคนใบมน ปลายใบแหลม ยาวประมาณ 25-30 ซม. กว้างเกือบเทาความยาวเนื้อใบสากคาย สีเขียวเข้ม ด้านหลังใบสีอ่อนกว่า ถ้าขยี้ใบสดจะมีสีแดงช้ำ และเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ดอก เป็นช่อใหญ่หลวม ๆ ตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กสีขาวนวล ร่วงง่ายเกสรผู้ 5 อัน ผล แห้ง เป็นกระเปาะค่อนข้างกลม วัดเส้นผ่านศูนย์ประมาณ 2 ซม.เปลือกแข็งภายในโปร่งมีเมล็ด 1-3 เมล็ด
ประโยชน์ :
ไม้สักให้เนื้อไม้ทนทาน สวยงาม ใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือน ต่อเรือ รถ แกะสลัก เครื่องมือกสิกรรม ลักษณะเนื้อไม้สีเหลืองถึงสีน้ำตาลมักมีเส้นสีแก่แทรกเลื่อยไสกบตกแต่งชักเงาได้ง่ายและดีมาก แมลงไม่ชอบกัดแทะ
ชื่อพรรณไม้ อินทนิลน้ำ รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0023
ลักษณะของอินทนิลน้ำ
เป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เจริญเติบโตเร็วหากปลูกในที่เหมาะสม ต้นมีความสูงประมาณ 5-20 เมตร ลำต้นเล็กและมักคดงอ แต่พอใหญ่ขึ้นจะเปลา ตรง เป็นไม้ผลัดใบแต่ผลิใบใหม่ไว โคนต้นไม้ไม่ค่อยพบพูพอน มักมีกิ่งใหญ่แตกจากลำต้นสูงเหนือจากพื้นดินขึ้นมาไม่มาก จึงมีเรือนยอดที่แผ่กว้าง เป็นพุ่มลักษณะคล้ายรูปร่มและคลุมส่วนโคนต้นเล็กน้อยเท่านั้น (ถ้าเป็นต้นที่ขึ้นตามธรรมชาติในป่ามักจะมีเรือนยอดคลุมลำต้นประมาณ 9/10 ส่วนของความสูงของต้น) ส่วนผิวเปลือกต้นอินทนิลน้ำจะมีสีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน มักจะมีรอยด่าง ๆ เป็นดวงขาว ๆ อยู่ทั่วไป ผิวเปลือกจะค่อนข้างเรียบ ไม่แตกเป็นร่องหรือเป็นรอยแผลเป็น เปลือกมีความหนาประมาณ 1 เซนติเมตร ที่เปลือกในจะออกสีม่วง นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มักพบขึ้นตามที่ราบลุ่มที่ชื้นแฉะทั่วไป รวมไปถึงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำลำห้วย หรือในป่าเบญจพรรณชื้นและป่าดงดิบของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ แต่จะพบได้มากสุดตามป่าดงดิบทางภาคใต้ และยังพบในป่าพรุหรือป่าบึงในของภาคใต้อีกด้วย นอกจากนี้ต้นอินทนิลน้ำยังเป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดระนองและจังหวัดสกลนครอีกด้วย
ใบอินทนิลน้ำมีรสขมฝาดเย็น ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง โดยใช้ใบแก่เต็มที่ประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำดื่มในตอนเช้า (ใบแก่)
ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ในประเทศญี่ปุ่นได้มีการสกัดสารจากใบอินทนิลน้ำด้วยแอลกอฮอล์ นำไปทำให้เข้มข้นจนได้สารสกัด 3 mg./ml. แล้วนำไปทำเป็นยาเม็ดขนาดเม็ดละ 250 mg. ให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและมีภาวะไขมันในเส้นเลือดสูงรับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง นานติดต่อกัน 4 สัปดาห์ พบว่าผู้ป่วยมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดที่ลดลง (ใบ)
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งได้มีการทดลองทั้งในประเทศไทย อินเดีย และฟิลิปปินส์ โดยใช้ส่วนของใบแก่เต็มที่ เมล็ด และเปลือกผลในการทดลอง ซึ่งพบว่ามันมีฤทธิ์เหมือนอินซูลิน (ใบแก่, เมล็ด, เปลือกผล)
เมล็ดช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ (เมล็ด)
ช่วยแก้ไข้ (เปลือก)
รากมีรสขม ช่วยรักษาแผลในช่องปากและคอ (ราก)
ช่วยแก้อาการท้องเสีย (เปลือก)
ใช้เป็นยาสมานท้อง (ราก)
แก่นมีรสขม ใช้ต้มดื่มรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการได้ (ใบ, แก่น)
ส่วนข้อมูลทางเภสัชวิทยาของอินทนิลน้ำ ได้แก่ ช่วยต้านไวรัส ยับยั้งเชื้อรา ช่วยลดอาการอักเสบ
ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด (ใบ, แก่น, เมล็ด) แต่ก่อนจะใช้ใบอินทนิลน้ำมารักษาโรคเบาหวาน ควรให้แพทย์ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหรือตรวจปัสสาวะก่อนว่า มีปริมาณน้ำตาลในเลือดอยู่เท่าใด เมื่อทราบปริมาณที่แน่นอนแล้วให้ปฏิบัติดังนี้
ให้ใช้ใบอินทนิลน้ำตากแห้งจำนวน 10% ของระดับน้ำตาลในเลือดที่ตรวจได้ แล้วนำใบมาบีบให้แตกละเอียดและใส่น้ำดื่มเท่าปริมาณความต้องการที่ใช้ดื่มต่อวัน เทลงในหม้อเคลือบหรือหม้อดิน (ไม่ควรใช้หม้ออลูมิเนียมต้มยา) หลังจากนั้นเคี่ยวจนเดือดประมาณ 15 นาที
แล้วนำน้ำที่ได้จากการเคี่ยวมาชงใส่ภาชนะไว้ดื่มแทนน้ำตลอดวัน ทำแบบนี้ติดต่อกันประมาณ 20-30 วัน แล้วค่อยตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อตรวจแล้วหากระดับน้ำตาลในเลือดลดลงเหลือเท่าใดก็ให้ลดใบอินทนิลน้ำลงตามสูตรเดิม (ใช้ใบปริมาณ 10% ของระดับน้ำตาลในเลือด) แล้วก็นำมาเคี่ยวแทนน้ำดื่มทุก ๆ วันติดต่อกันประมาณ 15 วัน แล้วค่อยไปตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอีกครั้งหนึ่ง
ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงจนอยู่ในระดับปกติ และให้งดใช้อินทนิลน้ำชั่วคราว
แต่ถ้าหากระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นผิดปกติเมื่อใด ก็ให้รับประทานอินทนิลน้ำใหม่ สลับไปจนกว่าจะหายจากโรคเบาหวาน
นิยมปลูกไว้เป็นไม้ริมทางและเป็นไม้ประดับ เนื่องจากมีดอกและใบที่สวยงาม ให้ร่มเงาและเจริญเติบโตเร็ว
ใบอ่อนนำมาตากแดดใช้ชงเป็นชาไว้ดื่มได้ ช่วยแก้เบาหวานและช่วยลดความอ้วนได้อีกด้วย จนได้มีการนำไปแปรรูปเป็นสมุนไพรอินทนิลน้ำแบบสำเร็จรูปในรูปแบบแคปซูลและแบบชงเป็นชา
เนื้อไม้อินทนิลน้ำเป็นไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง เพราะมีเนื้อไม้ที่แข็งแรง เหนียว และทนทาน ตกแต่งขัดเงาได้ง่าย โดยเนื้อไม้นิยมนำมาใช้ในการก่อสร้างต่าง ๆ ใช้ทำกระดาษ พื้น ฝา รอด ตง กระเบื้องไม้มุงหลังคา คานไม้ ไม้กั้น และส่วนประกอบอื่น ๆ และยังใช้ทำเรือใบ เรือแจว เรือเดินทะเล แจวพายเรือ กรรเชียง ไถ รถ ซี่ล้อ ตัวถังเกวียน ไม้นวดข้าว กระเดื่อง ครกสาก บ่อน้ำ ร่องน้ำ กังหันน้ำ หมอนรางรถไฟ ถังไม้ ลูกหีบ หีบศพ เปียโน ฯลฯ
ชื่อพรรณไม้ สุพรรณิการ์ รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0024
ดอกสุพรรณิการ์
ใบสุพรรณิการ์
ลักษณะวิสัยสุพรรณิการ์
ลำต้นสุพรรณิการ์
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น ผลัดใบ สูง 5-10 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา ใบ เดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปฝ่ามือ มี 5 แฉก ปลายแฉกแหลม โคนเว้า ขอบเป็นคลื่น ดอก สีเหลือง ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ทยอยบาน เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-8 เซนติเมตร ผล รูปไข่กลับ กว้าง 2.5-3 เซนติเมตร ยาว 5-7 เซนติเมตร แตกเป็น 3-5 ซีก เมื่อแห้ง เมล็ด สีน้ำตาลมีปุยคล้ายฝ้ายหุ้ม
ถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ มีทั้งชนิดดอกซ้อนและดอกไม่ซ้อน ออกดอกเดือน ธันวาคม - กุมภาพันธ์ ก่อนออกดอกจะทิ้งใบ ขยายพันธุ์โดยเมล็ดและปักชำ
ประโยชน์ : เป็นไม้ประดับ ยางจากต้นให้ผลิตผลเป็น Karaya gum หรือทางการค้าเรียกว่า Crystalgum เป็นก้อนผลึกสีเหลืองอ่อนหรือน้ำตาลอมชมพู ใช้เป็นยาระบาย ใช้เป็นส่วนผสมในน้ำยาเซทผม เป็นยาทาบำรุงผิว ใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้าและการพิมพ์ อุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง ผสมไอศกรีมทำให้ข้น เนื้อไม้ต้มกับแป้งเป็นอาหาร ใบอ่อนใช้สระผม ดอกแห้งและใบแห้งใช้เป็นยาบำรุงกำลัง
ชื่อพรรณไม้ เสลา รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0025
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูง 10-20 เมตร เปลือกขรุขระ หนาประมาณ 1 ซม. จะแตกเป็นร่องๆ ตามยาว มีสีเทาเข้มถึงเทาดำ เปลือกในสีม่วง เรือนยอดเป็นพุ่มรูปทรงกระบอกหรือเป็นพุ่มกลม แน่นทึบ สีเขียวเข้ม โคนกิ่งใหญ่ซึ่งแตกจากลำต้นทำมุมแคบขึ้นข้างบน แต่ปลายกิ่งจะห้อยย้อยลง ซึ่งบางทีทำให้ทรงพุ่มเป็นรูปร่มกลายๆ ใบ เป็นชนิดใบเดี่ยว ออกตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย ทรงใบรูปขอบขนาน กว้าง 4-6 ซม. ยาว 12-24 ซม. เนื้อใบหนา มีขนสีเหลืองนุ่มๆ ทั้งสองด้าน โคนใบมน ส่วนปลายใบหยักคอดเป็นติ่งแหลมสั้นๆ ขอบใบเรียบ ก้านใบยาวไม่เกิน 1 ซม. มีขนประปราย ดอก โต สีม่วงสด เมื่อบานเต็มที่กว้าง 6-8 ซม. จะรวมกันเป็นช่อยาวๆ และค่อนข้างชิดแน่นตามปลายกิ่งและตามง่ามใบตอนใกล้ๆ ปลายกิ่ง โคนกลีบของกลีบฐานดอกจะติดกันเป็นรูปกรวยหงายหรือรูปถ้วย มีขนสีเหลืองนุ่มปกคลุมทางด้านนอก ส่วนด้านในเกลี้ยง มีสันนูนตามยาวแต่ไม่ชัดเจน ปลายกลีบฐานดอกจะหักพับกลับมาทางก้านผล ทั้งกลีบดอกและกลีบ,ฐานดอกมีจำนวนไม่คงที่ มักจะมี 6 , 7 หรือ 8 กลีบ ตามโอกาส กลุ่มเกสรผู้จะแยกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มก้านเกสรสั้น กับกลุ่มก้านเกสรยาว รังไข รูปไข่ มีขนนุ่มๆ คลุม ภายในแบ่งเป็น 5 (- 6) ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อนมาก ผล เป็นชนิดผลแห้ง รูปไข่ มีขนประปราย ยาว 1.5-2 ซม. ผลแก่จะแตกอ้าออกด้านบน 5 (- 6) เสี่ยง เมล็ดเล็ก มีมาก แต่ละเมล็ดจะมีปีกบางๆ และโค้งๆ ติดทางด้านบนหนึ่งปีก
ระยะการออกดอกเป็นผล เสลาใบใหญ่ จะเริ่มผลัดใบตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป เวลาผลัดใบมักจะทิ้งใบหมด ช่อดอกจะเริ่มบานติดต่อกันไป ระหว่างเดือน มีนาคม-เมษายน ผลจะแก่เต็มที่ประมาณเดือนพฤศจิกายน หลังจากนั้นจะแตกออกเพื่อโปรยเมล็ดต่อเนื่องกันไปจนถึงเวลาผลัดใบใหม่ เสลาใบใหญ่เป็นไม้เดิมของป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ และป่าชายหาด ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลางและภาคตะวันตกของประเทศ ที่สูงจากระดับน้ำทะเลระหว่าง 30-40 เมตร การขยายพันธุ์นิยมใช้เมล็ดเพาะ
ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ เนื้อไม้ ใช้ทำเครื่องกลึง เครื่องแกะสลัก ด้ามเครื่องมือ ทำพื้น รอด ตง คาน ได้ดี
ชื่อพรรณไม้ หว้า รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0026
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลักษณะทั่วไป ไม้ต้น เนื้อแข็ง ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ อาจสูงได้ถึง 30 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดโปร่ง เปลือกนอกสีเทาปนน้ำตาล ขรุขระ หรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กน้อย เปลือกในสีน้ำตาลแดง
ลักษณะใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรีหรือรูปขอบขนาน กว้าง 4 – 7 เซนติเมตร ยาว 9 – 14 เซนติเมตร โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมเรียว แผ่นใบหนา ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีอ่อนกว่า ผิวเกลี้ยงเส้นกลางใบนูนเห็นชัด เส้นแขนงใบไม่ชัดเจน มีจุดน้ำมันบริเวณขอบใบ
ลักษณะดอก ช่อแยกแขนง ออกตามกิ่ง ดอกสีขาว หรือสีเหลืองอ่อน ฐานรองดอกรูปถ้วย ไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก โดยจะมีเยื่อหุ้มบางๆ หุ้มดอกยังตูมไว้ เมื่อดอกเจริญเต็มที่ เยื่อบางๆ นี้จะหลุดไป เกสรเพศผู้จำนวนมากติดอยู่รอบขอบของฐานรองดอก เกสรเพศเมีย 1 อันฝังอยู่ตรงกลาง
ลักษณะผล ผลมีเนื้อเมล็ดเดียว รูปไข่ กว้าง 1 – 1.5 เซนติเมตร ยาว 1.5 – 2 เซนติเมตร เนื้อนุ่ม เมื่อสุกมีสีม่วงแดงถึงดำ
ระยะการออกดอกติดผล
ออกดอกเดือนมีนาคม – เดือนเมษายน ติดผลเดือนมิถุนายน – เดือนกรกฎาคม
เขตการกระจายพันธุ์
มีถิ่นกำเนิดมาจากเชียเขตร้อน (ประเทศอินเดีย – มาเลเซีย) พบตามพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ป่าดิบ และป่าผลัดใบทั่วไป
การใช้ประโยชน์
เนื้อไม้: ใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในร่ม
เปลือก: ต้มน้ำดื่มแก้ท้องร่วง อมแก้ปากเปื่อย
ใบ: ยอดอ่อนรับประทานเป็นผักสด
ผล: ผลดิบแก้ท้องเสีย ผลสุกใช้ทำเครื่องดื่ม หรือรับประทานสด
เมล็ด: ลดน้ำตาลในเลือด แก้ท้องเสีย ถอนพิษจากเมล็ดแสลงใจ
แหล่งข้อมูล: สำนักงานหอพรรณไม้ – กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
ชื่อพรรณไม้ อโศกเซนคา เบรียล
รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0027
ใบอโศกเซนคาเบรียล
ผิวลำต้นอโศกเซนคาเบรียล
ลักษณะวิสัยอโศกเซนคาเบรียล
ลำต้นอโศกเซนคาเบรียล
ลักษณะทั่วไป :
ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 10-20 ม. ขนาดทรงพุ่ม 1-2 ม.ไม่ผลัดใบรูปทรงแคบสูง รูปพีระมิด กิ่งก้านลู่ลง เปลือกต้นสีน้ำตาล มีขีดแคบยาวและรอยด่างสีขาวทั่วทั้งลำต้น
ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกแคบ กว้าง 3-5 ซม. ยาว 15-25ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบขอบใบเป็นคลื่นแผ่นใบบางแต่ค่อนข้างเหนียว สีเขียวเข้มเรียบเป็นมัน ก้านใบยาว 0.5-1 ซม.
ดอก สีเขียวอ่อน มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกที่กิ่งแก่ ช่อดอกห้อย ดอกย่อยขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง 3-3.5 ซม. ก้านดอกยาว 2-3 ซม. กลีบเลี้ยง 3 กลีบ รูปสามเหลี่ยม กลีบดอก 6 กลีบ รูปใบหอก ปลายแหลมบิดโค้ง ขอบเป็นคลื่น กลีบเรียงสลับกัน 2 ชั้น กลีบชั้นนอกแคบและสั้นกว่าเล็กน้อย เกสรเพศผู้จำนวนมาก ออกดอก เดือน ม.ค.-มี.ค.
ผล ผลสดแบบผลกลุ่ม รูปไข่กลับ กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 2-2.5 ซม. สีเขียว เรียงอยู่บนแกนตุ้มกลม 5-12 ผล เมื่อสุกสีดำ เมล็ดมีเนื้อเยื่อห่อหุ้มบางๆ เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน 1 เมล็ดต่อผล ติดผลเดือนก.พ.-มิ.ย.
ประโยชน์ :
ดอกมีกลิ่นอ่อน ปลูกเป็นไม้ประดับและเป็นร่มเงา เหมาะที่จะปลูกในพื้นที่แคบ ช่วยบังลม บังสายตาหรือปลูกเป็น แนวขอบเขตพื้นที่ ควบคุมความสูงได้ตามต้องการด้วยการตัดยอด
รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0028
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้ต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10 - 30 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกลม ลำต้นและกิ่งเหนียว ปลายกิ่งห้อยลู่ลง เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อนและแตกสะเก็ดเป็นร่องเล็กๆ เปลือกต้นด้านในมีสีแดงเรื่อๆ แก่นสีน้ำตาลเข้ม กระพี้สีขาว
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ชั้นเดียวออกเรียงสลับ ใบย่อยมีขนาดเล็ก ลักษณะใบรูปขอบขนาน ปลายใบเว้าบุ๋มหรือมน โคนใบมน ออกใบเป็นคู่ๆ เรียงกันตามก้านใบแบบตรงข้ามประมาณ 10 - 18 คู่ แผ่นใบเรียบบางสีเขียว ใบอ่อนสีออกแดงเรื่อๆ หรือชมพู
ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ช่อหนึ่งมีประมาณ 10 - 15 ดอก ออกช่อตามปลายกิ่งและซอกใบ มีกลีบรองกลีบดอก 4 กลีบ สีเหลืองหรือเขียวอ่อน กลีบดอกมี 5 กลีบ สีเหลืองประแต้มสีแดงส้ม
ผล เมื่อดอกร่วงแล้วก็จะติดผลเป็นฝักกลม แบนเล็กน้อย คอดเป็นข้อตามเมล็ด และมีก้าน เปลือกสีเทาอมน้ำตาล ข้างในผลมีเนื้อเยื่อ แรกๆ เป็นสีเหลืองอ่อน และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อผลแก่จัด ซึ่งจะหุ้มเมล็ดอยู่
เมล็ด เมล็ดเป็นรูปค่อนข้างกลมแป้น เปลือกผิวเกลี้ยงมีสีน้ำตาลดำหรือสีน้ำตาลเข้ม
ประโยชน์ทางยา
ใบ
รสเปรี้ยวฝาด ใช้เป็นยาแก้ไอ แก้โรคบิด ฟอกโลหิต ขับลมในลำไส้ รักษาหวัด ขับเหงื่อ เป็นยาถ่าย ยาระบาย แก้ตามัว หยอดตารักษาเยื่อตาอักเสบ, ใบอ่อน นำมาต้มเอาน้ำโกรกศึรษะแก้หวัด คัดจมูก
ผลหรือฝักดิบ
รสเปรี้ยว ช่วยฟอกเลือดและลดความอ้วน เป็นยาระบาย ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย บรรเทาอาการไข้
เนื้อในฝัก
รสเปรี้ยว เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ขับเสมหะ แก้ไอ กระหายน้ำ ฟอกโลหิตสตรีหลังคลอด
เมล็ดใน
รสมัน ขับพยาธิไส้เดือนในลำไส้ แก้ท้องร่วง แก้อาเจียน บำรุงกำลัง
เปลือกเมล็ด
รสฝาด แก้ท้องร่วง แก้บิดลมป่วง สมานแผลที่ปาก คอ ลิ้นและตามร่างกาย รักษาแผลสด
เปลือกต้น
รสฝาดเมาร้อน แก้เหงือกบวม ฆ่าแมลงกินฟัน ฆ่าพยาธิผิวหนัง ต้มหรือฝนกับน้ำปูนใสชะล้างบาดแผลและทารักษาบาดแผลเรื้อรัง
ทั้งต้น
รสฝาดเมา แก้ไข้ตัวร้อน
แก่น
รสฝาดเมา กล่อมเสมหะและโลหิต รักษาฝีในมดลูก เป็นยาชักมดลูกให้เข้าอู่
ราก
รสฝาด แก้ท้องร่วง สมานแผล รักษาเริม และงูสวัด
รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0029
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น ไม่ผลัดใบ สูงประมาณ 15 เมตร เปลือกแตกเป็นร่อง มีสะเก็ดหนา สีดำ เนื้อไม้สีขาว ใบ เดี่ยว รูปไข่กลับ รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนหรือป้อม กว้าง 2-7 ซม. ยาว 3-12 ซม. ปลายใบทู่หรือโค้งมน โคนใบสอบแคบหรือมน ดอก ออกเป็นช่อ ดอกแยกเพศต่างต้น ดอกเพศผู้ เป็นช่อเล็กๆ มีประมาณ 3 ดอก ออกตามซอกใบ กลีบเลี้ยง 4 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย มีขนปกคลุม กลีบดอก เชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 4 กลีบ เกสรเพศผู้ 14-16 อัน ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวๆ ออกตามซอกใบ กลีบเลี้ยง 4 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ มีขนนุ่ม เกสรเพศเมีย รังไข่ป้อม มีขนปกคลุม ภายในแบ่งเป็น 4 ช่อง ผล แบบผลสด มีเนื้อ หลายเมล็ด ทรงกลม ขนาด 1.5-2.5 ซม. ผลอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง กลีบเลี้ยงติดคงทน กางหรือแนบลู่ไปตามผิวผล เมล็ด มี 3-5 เมล็ด รูปไข่แบน สีน้ำตาลเข้ม มีเนื้อฉ่ำน้ำหุ้มอยู่
ตะโกจะออกดอกและติดผลเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน การกระจายพันธุ์ พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าละเมาะ และทุ่งนาทั่วไป ที่ระดับความสูง 40-300 เมตร ต่างประเทศกระจายจากพม่า จนถึงภูมิภาคอินโดจีน
ประโยชน์ : ผลสุกรับประทานได้ มีรสหวานอมฝาด ปลูกเป็นไม้ประดับ ทำไม้ดัด ทำด้ามอุปกรณ์ เฟอร์นิเจอร์ ผลอ่อนทำสีย้อมแห อวน และผ้า
รหัสพรรณไม้ 7-26001-001-0030
ต้นโมกบ้าน
ลักษณะวิสัยโมกบ้าน
ดอกโมกบ้าน
ใบโมกบ้าน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 2-4 เมตร มียางมาก ใบเดี่ยวขนาดเล็กออกตรงกันข้าม แตกตามกิ่งไปในแนวเดียวกันเป็นแผงๆ ดอก มีขนดเล็กออกตามซอกใบเป็นช่อ 3 หรือ 5 ดอก ก้านดอกเรียวเล็ก ทำให้ดอกคว่ำหน้าลง มีทั้งชนิดโมกลาที่มีกลีบชั้นเดียวจำนวน 5 กลีบ และโมกซ้อนที่มีกลีบหลายชั้น เมื่อบานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2 เซนติเมตร ดอกบานวันเดียวแล้วโรย มีผลเป็นฝักยาวเฉพาะชนิดโมกลา
ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ รากเป็นยารักษาโรคผิวหนัง
ลักษณะวิสัย : ไม้พุ่ม
ลักษณะพิเศษของพืช : ไม้ประดับประเภทรำไร
บริเวณที่พบ : บ้านพักผู้อำนวยการ
ลักษณะทั่วไป : ไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลำต้นตั้งตรงมีขนาดเล็กกลม มีข้อถี่ ลำต้นมีสีน้ำตาลอ่อน
ต้น : มีสีน้ำตาลอ่อน
ใบ : ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับแตกออกตามข้อของลำต้นซ้อนกันถี่ ใบรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง 2-10 เซนติเมตร
ยาว 20-50 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแผ่เป็นกาบใบหุ้มลำต้น ขอบใบเรียบแผ่นใบเป็นลอนคลื่นเล็กน้อย
และมีสีสันแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์ เช่นสีเขียวล้วน แดงล้วน เขียวแถบเหลือง หรือเขียวแถบแดง
ดอก : สีขาวอมเหลืองหรือม่วงแดง ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงจากส่วนยอดของลำต้น ช่อละ 5-10 ดอก ดอกย่อยมีขนาดเล็ก
ผล : ผลสดแบบมีเนื้อ ทรงกลม มีขนาดประมาณ 8 มิลลิเมตร ผลสุกสีแดง มีหลายเมล็ด
ประโยชน์ : ใบใช้ขับพิษ แก้ไข้หวัด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่มกึ่งไม้ต้น ขนาดเล็ก สูงประมาณ 5 - 8 เมตร เปลือกสีขาวปนเทาแตกเป็นร่องตามยาว แตกกิ่งก้านเล็กเป็นพุ่มแน่น
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เป็นช่อเรียงเวียนสลับ ช่อหนึ่งมีใบย่อย 3 - 7 ใบ ใบคู่ล่างมักมีขนาดเล็ก ลักษณะรูปใบมีหลายแบบ เช่น รูปไข่ รูปรี รูปข้าวหลามตัดเบี้ยว โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ปลายหยักเป็นแอ่งตื้นๆ เนื้อในมีต่อมน้ำมัน เมื่อส่องกับแสงแดดจะเห็นเป็นจุดใสๆ เป็นพุ่มแน่นทึบสีเขียวเข้มและเป็นมัน ขยี้ดมมีกลิ่นฉุนเผ็ดร้อน
ดอก มีสีขาวบริสุทธิ์ ออกเดี่ยวๆ หรือออกเป็นกระจุก หรือช่อสั้นๆ ช่อละ 2 - 3 ดอก กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบ ร่วงง่าย บานเวลากลางคืน มีกลิ่นหอม
ผล เป็นผลแบบมีเนื้อหลายเมล็ด ลักษณะรูปไข่หรือรูปรี ปลายทู่กว้าง ผลอ่อนสีเขียวพอสุกเป็นสีส้มอมแดง ผิวมีต่อมน้ำมัน
เมล็ด ลักษณะรูปไข่ มีขนหนาและเหนียวหุ้มรอบเมล็ด
ประโยชน์ทางยา
ใบ
รสร้อนเผ็ดขม ขับโลหิตระดูสตรี บำรุงธาตุ แก้จุกเสียดแน่นในท้อง ขับผายลม ใบสดโขลกปั้นใส่ทวารหนักประมาณ 5 นาที ตัวจะร้อนเหมือนเป็นไข้ ขับพยาธิตัวตืด แก้ท้องเสีย
กิ่ง และ ใบ
ใช้รักษาโรคเอดส์
ก้าน และ ใบสด
รสเผ็ดร้อนขม บดแช่แอลกอฮอล์ 1 วัน ใช้ทาหรือเป็นยาฉีดระงับปวด ต้มอมบ้วนปากแก้ปวดฟัน ก้านใช้ทำความสะอาดฟัน
ดอก และ ใบ
ช่วยย่อยอาหาร แก้ไขข้ออักเสบ แก้ไอ เวียนศีรษะ
ราก และ ต้นแห้ง
ต้มเคี่ยวกรองเอาน้ำทาปากมดลูกใช้ช่วยเร่งการคลอดบุตร ขับประจำเดือน
ราก
รสเผ็ดขมสุขุม แก้ปวดสะเอว แก้ผื่นคันที่เกิดจากความชื้น แก้ฝีฝักบัวที่เต้านม แก้ฝีมดลูก แผลคัน พิษแมลงสัตว์กัดต่อย
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น : เป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน ก้านใบแผ่ออกเป็นกาบโอบหุ้มลำต้นแบบสลับโดยรอบ มีรากค้ำยัน
ใบ : ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับแน่น รูปขอบขนานแคบกว้าง 0.6-1.3 ซม. ยาว 30-50 ซม. ปลายใบค่อยๆเรียวเเหลม โคนใบแผ่ออกเป็นกาบใบ ตรงกลางแผ่นใบมีแถบสีเขียวขอบใบสีเหลืองนวล ตามขอบใบและเส้นกลางใบด้านล่างของแผ่นใบมีหนามแหลมเล็กๆ บางครั้งพบหนามด้านบนใกล้ๆปลายใบ
ดอก : ออกเป็นช่ออยู่ที่ปลายยอด ดอกมีขนาดเล็กไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกเพศผู้เป็นช่อสั้นๆ มีกลิ่นหอม มีกาบหุ้มสีนวล ดอกเพศเมียเป็นช่อตั้งตรง 4-6 ดอก กาบเป็นรูปท้องเรือ
ผล : ผล ทรงรูปรี ขนาด 1.5 ซม. ผลอยู่ชิดติดกันแต่ละผลรูปไข่กลับปลายสอบ ภายในมีโพรงอากาศขนาดใหญ่ เมล็ดมีขนาดเล็ก
ประโยชน์ : ปลูกประดับสวนกลางแจ้ง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยได้ไกล 10-15 เมตร พันซุ้มให้ร่มเงาได้ดี ยอดสีเขียวอ่อนสีเขียว เรียบ ไม่มีขนหรือมีน้อยมาก ใบ รูปไข่กลับ กว้าง 4-7 ซม. ยาว 8-16 ซม. ปลายใบแหลมโคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ สีเขียวเข้มเป็นมัน ไม่มีขน ใบหนา ก้านใบยาว 1 ซม. ดอก ออกเป็นช่อดอกตรงข้ามใบ ก้านแบนและโค้งงอเป็นตะขอ ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอม ก้านดอกยาว 1.5-2 ซม. กลีบเลี้ยงรูปไข่ สีเขียว ปลายกระดกขึ้น กลีบดอกเรียงเป็น 2 ชั้น แต่ละกลีบหนา รูปรี ปลายแหลม กลีบชั้นนอกกว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 2.5-4.5 ซม. กลีบชั้นในมีขนาดเล็กกว่า กลีบดอกบานลู่ลง ผล เป็นผลกลุ่ม ก้านช่อผลยาว 1.5-2 ซม. มีผลย่อย 7-15 ผล รูปกลมรี กว้าง 1.5 ซม. ยาว 2 ซม. ปลายผลเป็นติ่ง ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง แต่ละผลมี 1-2 เมล็ด
มักขึ้นอยู่ในที่โล่งแจ้งและดินมีความชุ่มชื้นปานกลาง ออกดอกตลอดปี ผลแก่หลังจากออกดอกบาน 5 เดือน
ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับเลื้อยไต่ซุ้ม และมักเรียกกันว่า "การเวก" มีลักษณะของต้น ใบ ดอก คล้ายคลึงกับการเวก แต่มีดอกดกกว่า หอมแรงกว่า กลีบดอกหนากว่า สีเหลืองเข้มกว่า และกลีบบานลู่ลง มีใบเรียบเป็นมัน ไม่มีขน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ต้น เป็นต้นไม้เปลือกสีน้ำตาล มีรอยแผลใบที่ลำต้น มีเหง้ากึ่งใต้ดิน
ใบ ประกอบแบบขนนก เรียงเวียนสลับหนาแน่นช่วงยอดหรือปลายกิ่ง ใบย่อยด้านล่างมักลดรูปเป็นหนามแหลม ใบย่อยรูปแถบ หนา จำนวนมาก เรียงสลับหรือเกือบตรงข้าม เส้นกลางใบนูนเด่นชัด ไม่มีเส้นแขนงใบย่อย มีเกล็ดหุ้มยอด (cataphyll)
ดอก แยกเพศต่างต้น ใบสร้างอับไมโครสปอร์ (microsporophyll) จำนวนมาก รูปลิ่ม ปลายมักแหลมคล้ายหนาม เรียงเวียนเป็นรูปโคน ตั้งขึ้นที่ยอดลำต้น เรียกว่า male cone หรือ pollen cone ใบสร้างอับเมกาสปอร์ (megasporophyll) ของเพศเมีย เรียงเป็นกลุ่มคล้ายใบกระจุกแบบกุหลาบซ้อน (rosette) ไม่เป็นรูปโคน แต่ละสปอร์โรฟิลมีก้าน ปลายก้านเป็นแฉกแบบขนนกรองรับออวุล ออวุลมี 1-5 เม็ด
เมล็ด ทรงกลมหรือรี ขนาดค่อนข้างใหญ่ มีเนื้อสดหนาด้านนอก ด้านในแข็งเป็นเนื้อไม้ ลักษณะคล้ายผลแบบเมล็ดเดียวแข็ง (drupe) ใบเลี้ยง 2 ใบ ติดกันที่โคน
ประโยชน์:
- ไม้ประดับ
- ใบใช้ ในงานพิธีต่างๆ
- ลำต้นของปรงบางชนิด ทำแป้งสาคู
- เมล็ดของปรงบางชนิด การสกัดยาจาก แต่การนำมาเป็นอาหารและยา ควรจะระมัดระวัง ให้มากเนื่องจากปรงบางชนิดยังมีสารพิษอยู่ด้วย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้พุ่มสูง 1.5 - 2 ม. ลำต้นตรงเป็นรูปบวม ๆ เรือนยอด อาจมียอดเดียวหรือหลายยอด เปลือกนอก เกลี้ยง สีเทา เปลือกในสีขาว ใบ ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับถี่ ๆ ที่ปลายยอด ปลายแหลม สีเขียวเข้ม ก้านเป็นกาบหุ้มซ้อนทับกันรอบลำต้น ดอก ออกเป็นช่อใหญ่ตามซอกใบ กลีบดอก 6 กลีบ ตรงกลางดอกมีจุดสีแดง เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.8 ซม. ดอกสีขาว ผล กลม เล็ก ผลอ่อน มีสีเขียว ผลแก่ สีแดง และม่วงคล้ำ มีเมล็ดเดียว
ระยะเวลาในการออกดอกและเป็นผล ออกดอกระหว่างเดือน กรกฏาคม-สิงหาคม และผลแก่ระหว่างเดือน สิงหาคม-กันยายน การขยายพันธุ์ เพาะกล้าจากเมล็ด หรือแยกกอ
ประโยชน์ : ทรงพุ่มสวย ดอกมีกลิ่นหอม นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ จัดสวนเป็นไม้ประธาน สวนหิน ปลูกเป็นกลุ่ม ส่วนของลำต้นที่เกิดบากแผลนานเข้าเปลี่ยนเป็นเนื้อสีน้ำตาลแดง ใช้เป็นส่วนประกอบในการปรุงน้ำยาอุทัย แก่นที่ราลง - มีสีแดง ใช้เป็นยาเย็น แก้ไข้ทุกชนิด การทดลองในสัตว์ พบว่า สารสกัดด้วยน้ำมีฤทธิ์ลดไข้ แต่ต้องใช้ปริมาณมากกว่าแอสไพริน 10 เท่า และออกฤทธิ์ช้ากว่าแอสไพริน 3 เท่า
ดอกลิ้นกระบือ
ใบลิ้นกระบือ
ลักษณะวิสัยลิ้นกระบือ
ต้นลิ้นกระบือ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 0.5 - 1.5 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับเวียนรอบกิ่ง รูปใบหอก หรือรูปใบหอกแกมรูปไข่ กว้าง 2 - 4.5 ซม. ยาว 4 - 13 ซม. หลังใบสีเขียว ท้องใบสีแดง ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง แยกเพศ ช่อดอกตัวผู้มีดอกย่อยจำนวนมาก ช่อดอกตัวเมีย มีเพียง 2 - 3 ดอก ผลแห้ง แตกได้ มี 3 พู
ประโยชน์ : เป็นไม้ประดับ ในด้านสมุนไพร ใบ ใช้ใบตำกับเหล้าคั้นน้ำ กินเป็นยาขับเลือด และน้ำคาวปลาหลังคลอด การทดลองในสัตว์ พบว่าสารสกัดด้วย แอลกอฮอล์มีฤทธิ์บีบมดลูก
ดอกเฟื่องฟ้า
ใบเฟื่องฟ้า
ลำต้นเฟื่องฟ้า
ลักษณะวิสัยเฟื่องฟ้า
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นประเภทพุ่มกึ่งเลื้อยอายุยืนหลายสิบปี ขนาดตั้งแต่พุ่มเล็กถึงพุ่มใหญ่ มีหนามขึ้นตามลำต้นอยู่เหนือใบ ใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกสลับกับกิ่งหรือเยื้องกัน มีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย มีสีเขียวหรือใบด่าง รูปร่างรีแหลมยาว 3-6 ซม. กว้าง 2.5 ซม. ใบประดับลักษณะคล้ายรูปหัวใจหรือรูปไข่มี 3-5 ใบ มีหลายสี เช่น ม่วง แดง ชมพู ส้ม ฟ้า เหลืองและอื่นๆ ผู้พบเห็นทั่วไปมักเข้าใจว่าใบประดับคือดอก ดอกมีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและไม่สมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อตามซอกใบหรือปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3 ดอก เป็นหลอดยาว 1-2 ซม. ติดอยู่ที่เส้นกลางใบของใบประดับ ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าดอกคือเกสรดอก ดอกเป็นชนิดไม่มีกลีบดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 5-10 อัน การปลูกเลี้ยงในประเทศไทยมักจะเกิดการกลายพันธุ์ โดยเนื้อเยื่อบริเวณตามีการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลทำให้ส่วนต่างๆ เปลี่ยนไป เช่น สีของใบประดับเปลี่ยนไป กลายพันธุ์เป็นใบประดับซ้อน กลายพันธุ์เป็นใบด่าง กลายพันธุ์เป็นดอกกระจุก เป็นต้น
นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดทวีปอเมริกาใต้ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง ปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง เสียบยอด
ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ มีหลากหลายพันธุ์ หลายสี
ต้นช้องนาง
ใบช้องนาง
ลักษณะวิสัยช้องนาง
ดอกช้องนาง
ลักษณะพิเศษของพืช : ไม้ดอกประดับ
ลักษณะทั่วไป : ไม้พุ่มขนาดเล็ก หรือไม้พุ่มรอเลื้อย ลำต้นตั้งตรงมีขนเล็กน้อย แตกกิ่งก้านเป็น พุ่มแน่น กิ่งก้านเป็นเหลี่ยม โค้งงอ
ต้น : ไม้พุ่มกลมเล็ก แตกกิ่งก้านมาก สูงประมาณ 1.5 - 2 เมตร ใบ มีลักษณะคล้ายใบแล้ว ใบรีปลายแหลมยาวประมาณ 5 - 7 ซม.
ใบ : ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบรูปไข่ กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 4-7 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบขอบใบเป็นคลื่น
ผิวใบด้านบนสีเขียวสด ก้านใบสีแดง
ดอก : สีม่วงอมน้ำเงินหรือขาว ออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบที่ปลายกิ่ง ดอกรูปแตร มีใบประดับสีเขียวขนาดใหญ่รูปโค้ง 2 อัน
ขณะที่ดอกตูมใบประดับจะหุ้มดอกเกือบมิด กลีบเลี้ยงสีขาวเป็นเส้น10-14 เส้น โคนกลีบดอกสีเหลือง เชื่อมติดกันเป็นหลอด
ปลายแยก 5 กลีบ ยาว 5 เซนติเมตร ดอกบานเต็มที่กว้าง 3-4 เซนติเมตร
ผล : ผลแห้งแตก รูปสามเหลี่ยมปลายเป็นจงอย ผิวสีน้ำตาล
ประโยชน์ : นิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ปลูกได้ทั้งที่กลางแจ้งและในที่ร่มรำไรให้ดอกสวยงามตลอดปี
ลักษณะทั่วไป : กุหลาบกระเป๋าเปิดเป็นกล้วยไม้ชนิดเดียวในสกุลกุหลาบที่ส่วนปลายปากแคบกว่าหู และทั้ง 2 ส่วนพับขึ้นมาปิดเส้าเกสรไว้ นอกจากนี้ยังพบในลาว กุหลาบกระเป๋าปิดมีลำต้นบิดเป็นเกลียวเล็กน้อย ต้นห้อยย้อยลง มักแตกแขนงเป็นหลายยอด ต้นอาจยาวถึง 1 เมตรครึ่ง ใบยาวประประมาณ 15-25 เซนติเมตร กว้าง 2-3 เซนติเมตร เรียงสลับซ้ายขวา ปลายใบหยักไม่เท่ากัน ใบค่อนข้างบางไม่แข็งทื่อ ขอบใบบิดเล็กน้อย โคนใบหุ้มต้นช่อดอกยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตรและห้อยลง แต่ละช่อมีประมาณ 30 ดอก แต่ละดอกกว้างประมาณ 3 เซนติเมตร กลีบดอกเป็นสีขาว ปลายกลีบเป็นสีม่วงอมแดงอ่อนๆ ส่วนปลายปากเป็นสีม่วง เดือยดอกโค้งงอนขึ้นคล้ายเขาดอกมีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นดอกกุหลาบและบานนานประมาณ 1-2 สัปดาห์ สำหรับกุหลาบกระเป๋าปิดที่พบทางภาคเหนือ จะมีลักษณะแตกต่างออกไปเล็กน้อย คือต้นจะตั้งตรงและบิดน้อยกว่า ใบสั้นกว่าและหนากว่า ก้านส่งช่อดอกแข็งทำให้ช่อดอกโค้งลงเพียงเล็กน้อย
ใบกล้วยไม้สกุลหวาย
ลำต้นกล้วยไม้สกุลหวาย
ลักษณะวิสัย
กล้วยไม้สกุลหวาย
ผิวลำต้นกล้วยไม้สกุลหวาย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:
พืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีลักษณะการเจริญเติบโตแบบซิมโพเดียล คือ เป็นกล้วยไม้ที่มีลำลูกกล้วยเมื่อลำต้นเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว
จะแตกหน่อเป็นลำต้นใหม่และเป็นกอ
ใบ ใบเรียงสลับกันหรือเรียงซ้อนทับกัน ใบเดี่ยว แบนแข็งหนา สีเขียว เส้นใบขนานกันไปตามความยาวของใบ
ดอก ดอกช่อ ออกตามซอกใบ ดอกเรียงสลับ 6-8 คู่ ปลายคี่ กลีบเลี้ยง3 กลีบ สีเดียวกับกลีบดอก แต่สีเข้มกว่าเล็กน้อย กลีบดอก 5 กลีบ มักมี 3 สีภายใน 1 ดอก มีกลีบดอก 1 กลีบเปลี่ยนรูปร่างไปเนื่องจากมีเกสรเพศผู้ และยอดเกสรเพศเมียลดรูปมารวมอยู่ด้วยกัน มีลักษณะเป็นปาก (labellum) มีสีเข้มเด่นชัดกว่ากลีบอื่นๆ
ผล ผลเป็นฝักสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ประดับ ใช้ตกแต่งความสวยงาม
ดอกบัวสาย
ใบบัวสาย
ลักษณะวิสัยบัวสาย
ก้านบัวสาย
ลักษณะของบัวสาย
ต้นบัวสาย บัวสายนั้นมีถิ่นกำเนิดในเขตที่ราบลุ่มของทวีปเอเชีย ซึ่งรวมไปถึงประเทศไทยด้วย จึงเป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยมาเนิ่นนานแล้ว[3] จัดเป็นพืชน้ำอายุหลายปี เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมของไทย มีเหง้าอยู่ใต้ดินรากฝักอยู่ในโคลนเลน ก้านอยู่ใต้น้ำ ส่วนก้านดอกอ่อนมีเปลือกลอกออกได้เป็นสายใย ผิวเกลี้ยงและไม่มีหนาม เจริญเติบโตได้ในดินเหนียวที่มีอินทรียวัตถุสูง และเจริญเติบโตได้ดีในระดับน้ำลึกประมาณ 0.3-1 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เหง้าและเมล็ด
ใบบัวสาย ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบมีลักษณะกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25-30 เซนติเมตร ขอบใบหยักและแหลม ฐานหยักเว้าลึก หูใบเปิด ผิวใบอ่อนวางอยู่บนผิวน้ำ แผ่นใบด้านบนเรียบเป็นมัน มีสีเขียวเหลือบน้ำตาลอ่อนหรือสีแดงเลือดหมู ผิวใบด้านล่างของใบอ่อนเป็นสีม่วง ใบเมื่อแก่จะเป็นสีเขียว ผิวใบด้านล่างของใบแก่เป็นสีน้ำตาลมีขนนุ่ม ๆ เส้นใบใหญ่นูน ส่วนก้านใบมีสีน้ำตาลอมเขียวอ่อน มีลักษณะค่อนข้างเปราะ ข้างในก้านใบเป็นรูอากาศ
ดอกบัวสาย มีอยู่ด้วยกันหลายสีแตกต่างกันไปตามแต่ละชนิด เช่น ชนิดดอกสีชมพู ดอกขาว ดอกแดง ดอกม่วงแดง ดอกเหลือง ดอกเขียว ดอกคราม ดอกน้ำเงิน ฯลฯ[3],[4] ดอกมีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ เป็นสีเขียวเหลือบน้ำตาลแดง ส่วนดอกมีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลมถึงค่อนข้างกลม ดอกมีกลีบดอกจำนวนมากเรียงซ้อนกันอยู่หลายชั้น (19 กลีบ) ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปหอกหลับ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีความกว้างประมาณ 15-20 เซนติเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้สีเหลืองเป็นสีตามกลีบดอก มีจำนวนมาก (60 อัน) มีลักษณะเป็นแผ่นแบนและแต่ละเกสรมีความยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ส่วนอับเรณูเป็นร่องขนานตามยาว รังไข่มีขนาดใหญ่ติดกับชั้นของกลีบดอก ส่วนเกสรตัวเมียจะติดกับรังไข่ด้านบนตามแนวรัศมี และก้านดอกมีสีน้ำตาลอวบกลมส่งดอกลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ (สายบัว) โดยดอกบัวสายจะบานในช่วงเวลาใกล้ค่ำถึงตอนสายของวันรุ่งขึ้นและจะหุบในเวลากลางวัน
ผลบัวสาย ผลสดเรียกว่า "โตนด" มีเนื้อและเมล็ดลักษณะกลมจำนวนมาก เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำอยู่ในเนื้อหุ้ม มีลักษณะเป็นวุ้นใส ๆ
สรรพคุณของบัวสาย
1. ช่วยบำรุงร่างกาย (หัว)
2. ช่วยบำรุงกำลัง (ดอก, เมล็ด)
3. ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (หัว, เมล็ด)
4. ช่วยบำรุงหัวใจ ทำให้สดชื่น (ดอก, หัว)
5. ในประเทศฟิลิปปินส์มีการใช้รักษาโกโนเรีย แต่ไม่ได้ระบุส่วนที่ใช้ไว้ ด้วยการนำมาถูที่หน้าจะช่วยทำให้ง่วงนอน (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
6. ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง (สายบัว)
7. ดอกช่วยแก้ไข้ตัวร้อน (ดอก)
8. ช่วยแก้อาการร้อนใน (ดอก)
9. ก้านบัวสายมีรสจืดและเย็น ช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกาย (ก้านบัว)
10. สายบัวมีเบตาแคโรทีน ซึ่งช่วยป้องกันและต้านโรคมะเร็งในลำไส้ (สายบัว)
11. ช่วยบำรุงครรภ์ของสตรี (ดอก, หัว, เมล็ด)
12. บัวขมจัดอยู่ใน "ตำรับยาพิกัดบัวพิเศษ" อันประกอบไปด้วยบัวขม บัวเผื่อน บัวหลวงขาว บัวหลวงแดง บัวสัตตบงกชขาว และบัวสัตตบงกชแดง ซึ่งเป็นตำรับยาที่ช่วยแก้ไข้อันเกิดเพื่อธาตุทั้งสี่ แก้ไข้ตัวร้อน แก้เสมหะ แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ แก้ลม และ
โลหิต ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ ทำให้สดชื่น (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
13. ดอกบัวขมจัดอยู่ใน "ตำรับยาหอมเทพจิตร" โดยมีดอกบัวขมและสมุนไพรอื่น ๆ อีกหลายชนิดในตำรับ ซึ่งเป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยแก้ลมกองละเอียด (อาการหน้ามืดตาลาย สวิงสวาย) แก้อาการใจสั่น และช่วยบำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น (ช่วยผ่อนคลาย
ความเครียด ทำให้อารมณ์แจ่มใส สบายใจ หรือสุขใจ) (ดอก)
หมายเหตุ : สำหรับวิธีการใช้หัว ให้ใช้หัวบัวสายประมาณ 30 กรัม ใส่น้ำ 1 ลิตร ต้มนานประมาณ 15 นาที แล้วนำมาดื่มก่อนอาหารครั้งละครึ่งถ้วยกาแฟวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น
ประโยชน์ของบัวสาย
1. ก้านดอกและไหลใช้รับประทานได้ โดยนำก้านดอกหรือใบมาลอกผิวหรือเปลือกที่หุ้มอยู่ออกแล้วเด็ดดอกและใบทิ้ง แล้วนำมาใช้รับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น การทำแกง ผัด แกงส้ม แกงกะทิ ฯลฯ นอกจากนี้ยังสามารถ
นำไปใช้ทำขนมได้อีกด้วย
2. บัวสายสามารถใช้วัดความลึกของระดับน้ำบริเวณนั้นได้ เนื่องจากความยาวของก้านใบและก้านดอกจะมีเท่ากับความลึกของแหล่งน้ำ
3. เด็ก ๆ ในชนบทมักชอบเด็ดสายบัวเป็นท่อนสั้น ๆ ที่มีใยบัวติดกันอยู่ ใช้เป็นสร้อยคอหรือสร้อยข้อมือได้
4. ก้านดอกของบัวสายสามารถนำมาสกัดย้อมสีเส้นไหมได้ โดยจะให้สีเทา
5. นอกจากจะใช้รับประทานเป็นผักแล้ว บัวสายยังใช้ปลูกเป็นไม้ประดับสระน้ำได้เป็นอย่างดี เนื่องจากบัวสายมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด มีขนาดและสีของดอกที่แตกต่างกันออกไป อีกทั้งยังมีราคาไม่แพงและดูแลรักษาง่าย
ชื่อพื้นเมือง หมากสง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Areca catechu L.
ชื่อวงศ์ PALMAE
ชื่อสามัญ Betel Nut Palm
ประโยชน์ เมล็ดข้างในนำมารับประทานโดยใช้กับพลู เมล็ดข้างในสามารถนำไปสกัดเป็นสีธรรมชาติได้ กาบของก้านใบนำไปทำเป็นวัสดุตักน้ำ เรียกว่า หมาตักน้ำ
ลักษณะวิสัย
ไม้ต้น ทรงพุ่มรูปร่ม สูง 5.35 เมตร กว้าง 1.65 เมตร พืชบก ลำต้นใต้ดิน ตั้งตรงเองได้ ผิวเรียบ เห็นข้อปล้องชัดเจน ต้นอ่อนสีเขียวปนเทา ต้นแก่สีน้ำตาล ไม่มียาง ใบเดี่ยว ใบอ่อนสีเขียวอ่อน ใบแก่ด้านบนสีเขียว ด้านล่างสีเขียวอ่อน รูปขนนก กว้าง 3 เซนติเมตร ยาว 70 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเป็นฟันเลื่อย ดอกช่อ ออกซอกกิ่ง สีเหลืองขาว กลีบเลี้ยงติดกัน 5 กลีบ สีน้ำตาลแดง กลีบดอกแยกกัน 5 กลีบ สีแดง เกสรเพศผู้ 10 อัน สีเหลือง เกสรเพศเมีย 1 อัน สีเขียว ปลายแยกเป็น 3 แฉก รังไข่เหนือวงกลีบ ไม่มีกลิ่น กลีบดอก 5 กลีบ แยกกัน สีแดง ผลแห้งแตก กลม ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีน้ำตาล เมล็ดอ่อนสีขาว รูปรีมี 1 เมล็ดต่อผล
ใบผักปีกไก่
ลักษณะวิสัยผักปีกไก่
ผิวลำต้นผักปีกไก่
ลำต้นผักปีกไก่
ผักปีกไก่ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Pyrrosia lanceolata) เป็นเฟิร์นอิงอาศัย มีเหง้ารูปใบหอกขนาดเล็ก เกล็ดสีน้ำตาลดำ ยาว 1-8 มิลลิเมตร ใบที่ไม่สร้างสปอร์รูปใบหอกหรือรูปแถบ ปลายมน ยาว 6-15 เซนติเมตร กว้าง 1-1.8 เซนติเมตร ก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร ใบสร้างสปอร์รูปแถบ ปลายแหลม ยาว 15-30 เซนติเมตร กว้าง 1-2 เซนติเมตร ก้านใบยาว 4-7 เซนติเมตร กลุ่มอับสปอร์สีน้ำตาลติดด้านล่างช่วงครึ่งบนของใบ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5 มิลลิเมตร มีขนกระจุกหนาแน่น
ผักปีกไก่เป็นเฟิร์นที่กระจายพันธุ์ในแอฟริกา, อินเดีย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสตราเลเซีย
ทั้งต้นมีสรรพคุณสมานแผลและแก้บิด
ใบข่อย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดกลาง สูงถึง 5-10 เมตร เปลือกสีเทาอมเขียว เปลือกในสีขาวหนา ผิวเรียบบาง มักมีขนอยู่โดยทั่วไป มียางขาวข้น แตกกิ่งก้านหนาแน่น ใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปรีหรือรูปไข่กลับ กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 4-8 เซนติเมตร ปลายแหลมและมีติ่งแหลมสั้น โคนสอบแคบ ผิวใบทั้งด้านบนและด้านล่างหนามากและสากคายเหมือนกระดาษทราย ขอบใบหยักฟันเลื่อย ก้านใบสั้นมาก ยาว 1-3 มิลลิเมตร หูใบรูปหอก ยาว 2-5 มิลลิเมตร มีขนราบ หลุดร่วงง่าย เส้นใบที่โคนมี 1 คู่ สั้น ไม่มีต่อม ดอก สีเขียวอ่อน มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็กมาก ดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ช่อดอกเพศผู้เป็นกระจุกกลม มี 5-15 ดอก เส้นผ่านศูนย์กลางยาว 6-10 มิลลิเมตร ก้านช่อดอกยาว 3-15 มิลลิเมตร มีขนเล็กน้อย หรือเกลี้ยง มีใบประดับเล็กๆ 1-2 ใบ ที่โคนก้านใบ บางครั้งพบมีอีก 1 ใบ บนก้าน และมีใบประดับเล็กๆ อีก 2-3 ใบ ที่ปลายก้าน ดอกเพศผู้มีก้านสั้น กลิ่นหอม มีส่วนต่างๆจำนวน 4 วงกลีบรวม ยาว 1 มิลลิเมตร มีขนเล็กน้อย เกสรเพศผู้สีขาว ดอกเพศเมียออกเดี่ยว มีก้านยาว กลีบดอกสีเขียวปนเหลือง มีก้านดอกเล็ก ยาว 1-4 มิลลิเมตร มีขนเล็กน้อย ใบประดับมี 2 ใบ รูปไข่ ปลายแหลม ยาว 1-2 มิลลิเมตร แนบไปกับวงกลีบรวม วงกลีบรวมยาว 2 มิลลิเมตร รูปไข่แหลม มีขนเล็กน้อย ก้านเกสรเพศเมียยาว 1 มิลลิเมตร และยาวขึ้นถึง 6-12 มิลลิเมตร เกลี้ยง ผล สด รูปกลม หรือรูปไข่ ขนาดประมาณ 0.8 เซนติเมตร มีเมล็ดเดียว ผลแก่สีเหลืองหรือส้ม ฉ่ำน้ำ เมื่อแรกรวมอยู่กับวงกลีบรวมที่ใหญ่ขึ้น ยาว 5-8 มิลลิเมตร ต่อไปเมื่อแก่จะโผล่จากวงกลีบรวม และวงกลีบรวมจะงอพับ มีกลีบเลี้ยงสีเขียวหุ้ม ปลายผลมีก้านเกสรตัวเมียคล้ายเส้นด้ายติดอยู่ ก้านผลยาว 7-27 มิลลิเมตร เมล็ดกลม กว้าง 4-5 มิลลิเมตร สีขาวแกมเทา พบตามที่ลุ่ม ป่าเบญจพรรณทั่วไป และป่าละเมาะ ออกดอกช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม เส้นใยใช้ทำกระดาษข่อย
สรรพคุณ
ตำรายาไทย ใช้ กิ่งสด ขนาดเล็กนำมาทุบใช้สีฟัน ทำให้เหงือกและฟันทน เปลือกต้น รสเมาฝาดขม นำมาต้มใส่เกลือให้เค็มใช้รักษาโรครำมะนาด แก้โรคฟัน รักษาฟันให้แข็งแรง แก้ปวดฟัน ดับพิษในกระดูกในเส้น แก้พยาธิผิวหนัง เรื้อน มะเร็ง ดับพิษทั้งปวง หุงเป็นน้ำมันทาหัวริดสีดวง ปรุงเป็นยาแก้ท้องร่วง เปลือกใช้มวนสูบรักษาริดสีดวงจมูก เปลือกต้นต้มกับน้ำใช้ชะล้างบาดแผล และโรคผิวหนัง ราก รสเมาฝาดขม ปรุงเป็นยารักษาแผลเรื้อรัง แก้โรคคอตีบ เป็นส่วนผสมในยารักษากระดูก ปวดเส้นประสาทและปวดเอว ฆ่าพยาธิ เปลือกราก รสเมาขมบำรุงหัวใจ พบมีสารบำรุงหัวใจ ใบ รสเมาเฝื่อน น้ำต้มแก้โรคบิด ใบข่อยคั่วชงน้ำดื่มก่อนมีประจำเดือน สำหรับสตรีที่มักมีอาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน จะบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ใบคั่วกินแก้โรคไต ขับน้ำนม แก้บิด ใช้ภายนอกแก้โรคริดสีดวงทวาร ตำผสมข้าวสารคั้นเอาน้ำดื่มครึ่งถ้วยชา ทำให้อาเจียนถอนพิษยาเบื่อยาเมา หรืออาหารแสลง ชงกับน้ำร้อนดื่มระบายท้อง แก้ปวดท้องขณะมีประจำเดือน แก้ปวดเมื่อย บำรุงธาตุ ยาระบายอ่อนๆ ขับผายลม แก้ท้องอืดเฟ้อ ทั้งต้น ต้มใส่เกลือ แก้ฟันผุ กระพี้ รสเมาฝาดขม แก้พยาธิ แก้มะเร็ง ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้ผื่นคน เยื่อหุ้มกระพี้ รสเมาฝาดเย็น ขูดเอามาใช้ทำยาสูบแก้ริดสีดวงจมูก ผล รสเมาหวานร้อน บำรุงธาตุ แก้ลม แก้กระษัย ขับลมจุกเสียด เป็นยาอายุวัฒนะ เมล็ด รสเมามันร้อน เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุเจริญอาหาร ขับผายลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้โลหิตและลม ขับลมในลำไส้
ตำรายานครราชสีมา ใช้ ใบ แก้ท้องเสียโดยนำใบ 1 กำมือ ตำให้แหลกผสมกับน้ำประมาณครึ่งแก้วดื่ม เปลือกต้น แก้รำมะนาด โดยนำเปลือกผสมกับเกลือทะเลอย่างละเท่าๆกัน ต้มให้เกลือละลาย อมเช้า-เย็น หลังอาหารและก่อนนอน
ตำราเภสัชกรรมล้านนา ใช้ ใบ เปลือก ราก และเมล็ด รักษาอาการไอ ขับเสมหะ แก้เจ็บคอ รักษาเหงือก แก้ปวดฟัน
ประเทศพม่า ใช้ เปลือกต้นแก้ท้องร่วง แก้ปวดฟัน ช่วยให้ฟันแข็งแรง ต้มน้ำกินแก้ไข้ แก้บิด แก้ท้องเสีย และแก้มะเร็ง เป็นยาอายุวัฒนะ
เป็นไม้เลื้อยขึ้นเป็นซุ้มใหญ่ ดอกสีเหลืองๆ มีลักษณะคล้ายกับดอกกระดังงาไทย แต่กลีบแข็งกว่า เล็กกว่า และกลีบกางโค้งคล้ายก้ามปู ส่งกลิ่นหอมแต่เช้าตรู่และจะค่อยๆ ลดน้อยลงเรื่อยๆ จนหมดกลิ่นในตอนเที่ยงวัน
สายหยุดมีถิ่นกำเนิดในเอเซีย อยู่ในวงศ์เดียวกับกระดังงา การะเวก นมแมว และลำดวน ในวรรณคดีบางครั้งใช้ชื่อ สาวหยุด พันธุ์ไม้ชนิดนี้มีใบดก ใบอ่อนสีนวลอมเขียวหรืออมแดง ใบแก่สีเขียวเข้ม ผิวใบค่อนข้างมัน ขอบเป็นคลื่นเล็กน้อย ดอกออกตามซอกใบและห้อยลง ดอกบานใหม่สีเขียวอมเหลือง วันต่อมาเป็นสีเหลืองทองจนถึงสีเหลืองอมน้ำตาล กลีบผอมยาว บิดเล็กน้อย ดอกออกตลอดปี ปลูกเลี้ยงค่อนข้างง่าย ขยายพันธุ์โดยใช้กิ่งตอน หรือเพาะจากเมล็ด
การใช้ประโยชน์
ดอก ใช้สกัดน้ำมันหอมระเหย
ราก ต้มน้ำดื่ม แก้ปวดเมื่อย แก้ท้องเดิน
ต้นและราก เข้ายาหอม รักษาอาการติดยาเสพติด