กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน
152 : กราบเรียนอาจารย์ค่ะ หนูมีปัญหาอยากจะขอเรียนถามอาจารย์ค่ะ
หนูฟุ้งซ่านค่อนข้างมากเวลาเข้าคอร์ส พอเข้าช่วงปฏิบัติวิปัสสนา พอเริ่มดูเวทนาหนูจะกลับมาที่ลมตลอด สลับกับการไล่ดูเวทนา แบบกลับไปกลับมาค่ะ หนูพยายามจะไม่กลับมาที่ลม แต่ยังไม่สำเร็จค่ะ ขออาจารย์เมตตาแนะนำวิธีปฏิบัติให้หนูหน่อยค่า
หนูพยายามจะไม่กลับไปที่ลมตอนทำวิปัสสนา แต่มันฝืนมากเลยค่ะอาจารย์ คอร์สก่อนๆหนูพยายามใช้ลมหายใจเพื่อเคลื่อนจิตไปรับรู้เวทนา ต่อมาพอดูเวทนา มันก็สลับไปดูลมเองเลยค่ะ
กราบเรียนอาจารย์ค่ะ หนูมีปัญหาอยากจะขอเรียนถามอาจารย์ค่ะ
หนูฟุ้งซ่านค่อนข้างมากเวลาเข้าคอร์ส พอเข้าช่วงปฏิบัติวิปัสสนา พอเริ่มดูเวทนาหนูจะกลับมาที่ลมตลอด สลับกับการไล่ดูเวทนา แบบกลับไปกลับมาค่ะ หนูพยายามจะไม่กลับมาที่ลม แต่ยังไม่สำเร็จค่ะ ขออาจารย์เมตตาแนะนำวิธีปฏิบัติให้หนูหน่อยค่า
หนูพยายามจะไม่กลับไปที่ลมตอนทำวิปัสสนา แต่มันฝืนมากเลยค่ะอาจารย์ คอร์สก่อนๆ หนูพยายามใช้ลมหายใจเพื่อเคลื่อนจิตไปรับรู้เวทนา ต่อมาพอดูเวทนา มันก็สลับไปดูลมเองเลยค่ะ
🍃
Q1: กราบเรียนอาจารย์ค่ะ หนูมีปัญหาอยากจะขอเรียนถามอาจารย์ค่ะ
หนูฟุ้งซ่านค่อนข้างมากเวลาเข้าคอร์ส พอเข้าช่วงปฏิบัติวิปัสสนา พอเริ่มดูเวทนาหนูจะกลับมาที่ลมตลอด สลับกับการไล่ดูเวทนา แบบกลับไปกลับมาค่ะ หนูพยายามจะไม่กลับมาที่ลม แต่ยังไม่สำเร็จค่ะ ขออาจารย์เมตตาแนะนำวิธีปฏิบัติให้หนูหน่อยค่า
🌱🌱🌱
A1: ความฟุ้งซ่านเป็นเรื่องปกติของการปฏิบัติค่ะ ไม่ว่าจะกำลังดูลมหายใจหรือดูเวทนา ความฟุ้งซ่านก็เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะมันอยู่คู่กับตัวเรามาช้านาน
ตัวความฟุ้งซ่านนั้น เป็นอนุสัยกิเลสในจิตเรา ที่จะโผล่ขึ้นมาเป็นเนืองๆขณะปฏิบัติ
•
ตัวนิวรณ์ทั้งหลาย (กามฉันทะ พยาปาทะ อุทธัจจกุกกุจจะ ถีนมิทธะ วิจิกิจฉา) นั้น มันบ่งบอกว่าเรามีกิเลสในใจ
ต้องหมดกิเลส จึงหมดนิวรณ์ค่ะ
ดังนั้นอย่าไปหงุดหงิด ผิดหวัง และไม่พอใจกับความฟุ้งซ่านนะคะ
เพราะการหงุดหงิด ผิดหวัง จะไปเพิ่มพูนสังขารด้านโทสะกิเลส
ให้ยิ่งหมักหมมเป็นอนุสัยกิเลสในตัวเรามากขึ้นไปอีก
นิวรณ์ก็เพิ่มพูนไป พอกพูนไป ไม่มีวันหมดสิ้น
•
เมื่อฟุ้งซ่าน และรู้ตัวว่ากำลังฟุ้งซ่าน ให้ยอมรับว่าจิตเราขณะนี้กำลังฟุ้งอยู่ แต่ละขณะที่รู้ตัวว่าจิตมีความฟุ้งเกิดขึ้น ขณะนั้น ‘สติ’ กำลังทำงานรู้ที่ปัจจุบันขณะนั้นอยู่ และขณะนั้นเองกิเลสตัวความฟุ้งก็ได้ดับไป
ขณะที่ตามรู้เท่าทันจิต ตัวสติที่กำลังรับรู้อาการฟุ้งในจิตนั้น กำลังทำงานเป็นผู้รู้อยู่
ขณะต่อมา ถ้าจิตฟุ้งอีกและมีสติรู้ทันความฟุ้งขณะใหม่นั้นอีก ความฟุ้งก็ดับไปอีกในขณะใหม่นั้น
ดังนั้น ถ้าเรามีสติรู้เท่าทันทุกๆ ขณะติดๆ กันไป นิวรณ์ก็จะดับไปทุกๆ ขณะต่อๆ กันไปเช่นกัน
นี่คือสาเหตุที่ทำไม ความต่อเนื่องของการปฏิบัติจึงสำคัญอย่างที่สุด
•
ทุกครั้งเมื่อมีสติรู้แล้วว่ากำลังฟุ้ง ก็ให้ตั้งใจให้จริงจังขึ้น ตั้งใจกำหนดรู้ให้ทัน ฝึกตามรู้ติดต่อกันอย่าให้ขาด เพื่อพัฒนาจิตให้เข้มแข็งมั่นคงขึ้น (ตั้งใจ แต่ต้องไม่ตึงเกร็ง ไม่เคร่งเครียด แบบเอาเป็นเอาตาย จิตจะเสียศูนย์ ไม่เป็นกลาง)
•
ผู้ที่จะไม่มีความฟุ้งซ่านเลยนั้น มีเพียงสองประเภท
🔅 หนึ่ง คือพระอรหันต์ เพราะเมื่อหมดกิเลส ไม่มีกิเลสหลงเหลืออยู่ในใจอีก ย่อมไม่มีความฟุ้งซ่าน ไม่ง่วงเหงา มึนซึม เบื่อ ฯลฯ ต่างๆ (เพราะนิวรณ์ทั้ง 5 คือกิเลส ได้หมดไป) เมื่อกิเลสได้ถูกกำจัดไปแล้วโดยสิ้นเชิง จิตจะมีสติอยู่เป็นปกติ
🔅 สอง คือผู้ที่อยู่ในอัปปนาสมาธิ หรือผู้ที่ได้ฌาน ขณะที่จิตเป็นอัปปนาสมาธินั้น ย่อมไม่มีความคิดใดๆ แทรกเข้ามาได้เลย ความรับรู้ในเรื่องต่างๆ ก็ไม่มี จิตจะแนบเป็นหนึ่งเดียวอยู่อย่างนั้น จิตจะตั้งมั่นอยู่ที่อารมณ์กรรมฐานอย่างแนบแน่น ซึ่งอาจเป็นลมหายใจ (นิมิตลม) หรือกสิณที่ใช้เพ่ง ขึ้นอยู่ที่ว่าฝึกสมาธิด้วยอะไร
•
ส่วนการทำวิปัสสนา ด้วยการไล่ตามดูเวทนานั้น กิเลสในรูปนิวรณ์ทั้งห้าจะถูกเขย่า ถูกเผาลน ถูกกระตุ้น ให้ผุดโผล่ขึ้นมาเป็นระยะๆ ทำให้ฟุ้งบ้าง ซึมบ้าง ง่วงบ้าง หงุดหงิดบ้าง ฯลฯ ซึ่งก่อกวนผู้ปฏิบัติให้ชะงักจากความก้าวหน้า ผู้ปฏิบัติก็ต้องคอยรู้ให้เท่าทันและขจัดมันไป ทีละขณะ ทีละขณะ
แม้นิวรณ์จะเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการปฎิบัติ แต่เราก็สามารถใช้มันเพื่อฝึกให้จิตตั้งมั่น ให้มีสมาธิ และให้แข็งแกร่งขึ้นได้ ซึ่งเมื่อทำเช่นนั้นไป เท่ากับเป็นการค่อยๆ ขจัดกิเลสในใจออกไปเป็นลำดับ
•
เมื่อใดที่จิตเข้มแข็งขึ้น สะอาดหมดจดจากกิเลสมากขึ้น การถูกกวนใจด้วยนิวรณ์ก็จะลดลงตามลำดับ จิตก็นิ่งขึ้น สงัดขึ้น จนวันหนึ่งมันก็จะหมดลงอย่างสิ้นเชิง
•
หรือถ้าจิตมีความตั้งมั่นเป็นสมาธิมากขึ้น กระบวนการที่กดข่มไม่ให้นิวรณ์โผล่ขึ้นมาเป็นอุปสรรค ก็จะเป็นไปได้ดีขึ้นเป็นลำดับ
•
ดังนั้นการปฏิบัติจะต้องเพิ่มสติ และเพิ่มกำลังความตั้งมั่นของจิต (หรือสมาธิ) ให้มากขึ้น จึงจะทำให้ข่มเอานิวรณ์เหล่านั้นได้อยู่หมัด
คือจิตก็เข้มแข็งขึ้น กิเลสก็อ่อนแอลง
ยิ่งเมื่อปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ จิตที่เข้มแข็งขึ้นจากการปฏิบัติที่ต่อเนื่องเรื่อยๆ จะค่อยๆ เอาชนะอุปสรรค ซึ่งคือนิวรณ์หรือกิเลสได้มากขึ้นเป็นลำดับ (เพราะทั้งข่มมันจากสมาธิ และขุดมันจากวิปัสสนา)
ขณะเดียวกัน การปฏิบัติต่อเนื่อง จะไปทำลายกิเลสในใจให้หมดไปเรื่อยๆ จึงทำให้กิเลสอ่อนกำลังลง นิวรณ์ก็น้อยลงไปๆ
•
กระบวนการปฏิบัติ คือการออกศึกกับตัวกิเลสในจิตของเรานั่นเอง
เราก็ต้องรบกับมันไปอยู่เช่นนั้น จนกว่าเราจะทำลายข้าศึกในใจลงได้หมดอย่างสิ้นเชิง
•
ถ้าเราเป็นแม่ทัพที่เข้มแข็ง เราก็สามารถฆ่าศัตรูได้มากขึ้น การที่จะเป็นนักรบที่เข้มแข็งได้นั้น ก็คือการฝึกไม่ให้จิตเพลี่ยงพล้ำต่อนิวรณ์ทั้งหลาย โดย
☀️ หนึ่ง ใช้สติให้รู้เท่าทันมันอย่างรวดเร็วที่สุด อย่าปล่อยให้มันฟุ้งกระจายออกไปนาน
☀️ สอง เมื่อมีสติรู้เท่าทันแล้ว ให้ตั้งใจให้มั่นคง ว่าจะรักษาความต่อเนื่องของการรู้ตัวนี้ติดๆ กันไม่ขาดตอน
☀️ สาม อย่าปล่อยให้กิเลสตัวอื่นเกิดขึ้นมาครอบงำใจ คือ อย่าไปหงุดหงิดไม่พอใจที่ปฏิบัติแล้วไม่สงบได้ดังใจ
พึงตระหนักรู้ว่าการปฎิบัติธรรมเพื่อให้จิตได้เกิดความสงบอย่างแท้จริงได้นั้น จะต้องผ่านกระบวนการสู้รบปรบมือ จนกิเลสมันราบคาบก่อน
จิตจึงค่อยพบกับความสงบในการปฏิบัติ
•
ก่อนจะถึงตรงนั้น เราจึงต้องต่อสู้กับความพล่านไปของจิตเป็นระยะๆ และต้องคอยสู้เอาชนะมันไปเรื่อยๆ ด้วยการ ‘ข่ม’ (สมาธิ) และ ’ขุด’ (ปัญญา) กิเลสเหล่านั้น จนกว่าจิตเราจะมีกำลัง มีอำนาจเหนือมัน ในขบวนการนี้ ถ้าทำอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง ผู้ปฏิบัติจะต้องเห็นพัฒนาการในจิตตนเอง ที่เปลี่ยนไปอย่างเป็นธรรมชาติ
จิตมีความสงบสุขช่วงสั้นๆ ในขณะปฏิบัติได้บ่อยขึ้น มีความนิ่งต่อเนื่องกันเพิ่มขึ้น จิตใจปล่อยวางผ่อนคลายได้มากขึ้น นิสัยอ่อนโยนขึ้นคลายความแข็งกร้าวร้อนรนลง ใจเย็นขึ้นในภายในโดยไม่ต้องพยายาม เหล่านี้เป็นต้น
และเมื่อความสงบเป็นช่วงๆ เกิดถี่ขึ้นจากการปฏิบัติที่ได้ผลจริง ในที่สุดผู้ปฏิบัติก็จะได้พบความสงบสุขที่ต่อเนื่องยาวนานอย่างแท้จริง
ส่วนที่ถามว่าปฏิบัติแบบสลับระหว่างเวทนากับลมหายใจเพื่อพยายามประคองให้จิตไม่ฟุ้งซ่านนั้น ก็สามารถทำได้ตามสมควร
แต่ไม่แนะนำให้กระโดดไปมาระหว่างลมหายใจกับเวทนาตลอดเวลาในการปฏิบัติ ให้พยายามทำทีละอย่างให้ลึกอย่างต่อเนื่อง จะได้ประโยชน์มากกว่า
•
แต่ถ้ากรณีที่จิตซัดส่ายเกินขนาด ก็สามารถใช้ลมหายใจมาคั่นได้บ้าง
แต่ก็ต้องคั่นอย่างฉลาด อย่าดิ้นรนว้าวุ่นใจอยากให้จิตนิ่ง อย่าคาดหวังว่ามันจะดีขึ้น เพราะจิตที่คาดหวังนั้น ไม่เป็นกลาง ไม่สมดุล
•
พึงทราบว่า การดูลมหายใจโดยมุ่งหวังให้จิตมีสมาธิเพื่อจะไปสงบความฟุ้งนั้น ใช่ว่าจิตจะสามารถสงบจากความฟุ้งซ่านได้ทั้งหมด ยิ่งถ้าผู้ปฏิบัติไม่ได้อัปปนาสมาธิ หรืออุปจารสมาธิ การกลับไปดูลมหายใจเพื่อให้มีสมาธิก็ช่วยได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น บางครั้งจึงไม่จำเป็นต้องสลับไปดูลมหายใจแต่ให้พยายามตั้งใจให้มั่นคงขึ้นในการดูเวทนาให้ต่อเนื่อง
อีกอย่าง ในขณะที่กำลังทำวิปัสสนาอยู่นั้น เราสามารถระงับนิวรณ์ได้เช่นกัน คือให้พยายามมีสมาธิอยู่กับการดูเวทนาทุกๆ ขณะโดยไม่จำเป็นต้องกระโดดไปมาระหว่างดูเวทนากับดูลมหายใจ นิวรณ์ก็ถูกข่มลงและขุดออกไปพร้อมๆ กัน
•
เว้นแต่ ถ้าจิตวุ่นวายจริงๆ จนเอาไม่อยู่ จิตไม่มีความนิ่งแม้แต่น้อย จึงค่อยกลับไปพัฒนาสมาธิอย่างจริงจัง ด้วยใช้ลมหายใจ ประคองจิตให้ยึดมั่นอยู่กับสิ่งๆ เดียวอย่างเป็นเรื่องเป็นราวต่อเนื่องซักระยะหนึ่ง
•
พึงทราบว่าการจะพัฒนาความสามารถของจิตในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ได้เต็มที่ (เช่นสมาธิ อันเกิดจากอานาปานสติ หรือวิปัสสนาอันเกิดจากการดูเวทนา) จะต้องฝึกอย่างเดียวอย่างนั้นให้ต่อเนื่องกันไปนานๆ คือไม่สลับสับเปลี่ยนอารมณ์กรรมฐานไปๆ มาๆ มากจนเกินไป
เช่น ถ้าต้องการพัฒนากำลังสมาธิ ก็ให้ดูลมหายใจอย่างต่อเนื่องติดๆ กันอย่างเดียวไป คือ มีจิตรับรู้อารมณ์เป็นหนึ่งเดียวต่อเนื่องกันไป ถ้าทำได้จนจิตได้อุปจารสมาธิ จิตจะนิ่งมาก ที่ท่านอาจารย์เรียกว่ามีจิตแหลมคม เพราะจิตถูกเหลาถูกขัดเกลาให้แข็งแกร่งในสมาธินั่นเอง (เมื่อมาทำวิปัสสนาด้วยจิตเช่นนั้น ย่อมได้คุณภาพสูงสุด)
•
หรือ ถ้าต้องการพัฒนาวิปัสสนาให้ก้าวหน้าขึ้น ก็ต้องทำวิปัสสนาต่อเนื่องกันไป คือมีจิตรับรู้การเกิดดับต่อเนื่องกันไป จิตที่ต่อเนื่องไปด้วยสติรู้ตัวและสัมปชัญญะรู้ตามความเป็นจริงถึงความไม่เที่ยงฯ
ปัญญาญาณก็จะพัฒนาขึ้นๆ ได้ประจักษ์แจ้งเห็นการดับ (ภังคะ) และญาณขั้นต่อๆ ไป คือ อาทีนวญาณ ภยญาณ นิพพิทาญาณ ไปเรื่อยๆ จนได้มัคคญาณ ผลญาณในที่สุด.
🍃
Q2: หนูพยายามจะไม่กลับไปที่ลมตอนทำวิปัสสนา แต่มันฝืนมากเลยค่ะอาจารย์ คอร์สก่อนๆ หนูพยายามใช้ลมหายใจเพื่อเคลื่อนจิตไปรับรู้เวทนา ต่อมาพอดูเวทนา มันก็สลับไปดูลมเองเลยค่ะ
🌱🌱🌱
A2: มีคนใช้ลมเคลื่อนความสนใจกันมากค่ะ ทำจนติดเลย
จริงๆ ให้แค่ผ่อนคลายกายใจ และเคลื่อนใจไปดูที่ต่างๆ ไม่เกี่ยวข้องกับลมเลยค่ะ
ทำเหมือนเวลาปกติเรานึกถึงส่วนไหนของร่างกาย ตอนนั้นจิตเราก็ไปรู้ตรงนั้นแล้ว
การนึกถึงนั้นก็ไม่ได้ต้องใช้ลมช่วยดันให้ไปรับรู้
ฉันใดก็ฉันนั้นแหละค่ะ แค่นึกถึงใจก็อยู่ที่นั่นแล้ว
•
ดังนั้นเวลาเคลื่อนความสนใจ ก็คิอนึกไปถึงที่ตรงนั้น งานก็จบแล้ว
แต่ความพยายามดันให้ไปรู้สึกให้ได้ ทำให้ใจเสียสมดุลเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติ
ไม่ต้องใช้ความพยายามค่ะ แค่ผ่อนคลายกายใจ และเคลื่อนที่ความสนใจ คือนึกถึงส่วนนั้นๆ เท่านี้เองค่ะ
พอนึกถึง จิตก็อยู่ตรงนั้นแล้ว
และตอนนั้นจิตก็รับรู้บางอย่างที่ตรงนั้นแล้ว ก็ให้รู้มันตามนั้น
เพราะตอนนั้น แท้จริงเราได้สัมผัสกับความรู้สึกที่ตรงนั้นได้แล้ว
ใจที่ตั้งอยู่ตรงส่วนใดๆ ของร่างกายได้ ก็เป็นเพราะใจเกิดการรับรู้ความรู้สึกบางอย่างที่ตรงนั้นแล้วนั่นเอง
การเคลื่อนด้วยความพยายามจึงเป็นงานที่หนัก ใจก็ยิ่งเสียศูนย์
เมื่อมันไม่เคลื่อนแบบที่เราเคยเคลื่อน ก็ไม่เป็นไรนี่คะ ไม่ไปก็หยุดตรงนั้นนิ่งๆ เย็นๆ สงบๆ เบาๆ ไป ดูให้ใจมันเบา อ่อนโยนสมดุลเป็นพอ เมื่อใจวางลง ไม่ไปเร่งไปอะไรกับมันนักหนาได้จริง เราก็ปฏิบัติถูกแล้ว เพราะใจได้อุเบกขา ซึ่งถ้าใจวางสนิทแบบนี้ ใจจะมีคล่องตัวเกิดขึ้น ซึ่งใจแบบนี้ ไม่ว่าจะเคลื่อนหรือจะอยู่นิ่งๆ รับรู้ที่้เดิมอยู่เช่นนั้นต่อไป ก็ไม่ได้ต่างกัน
เพราะใจแบบนั้น คือการที่เรากำลังปฏิบัติอยู่อย่างถูกต้องค่ะ
•
เราต้องการพัฒนาให้จิตเราเป็นเช่นนั้นค่ะ สมดุล เบา สงบ ปล่อยวาง
จะปล่อยวางเมื่อเคลื่อนไปรับรู้ หรือปล่อยวางเมื่อหยุดอยู่ที่หนึ่งที่ใดและรับรู้ มันก็เหมือนกัน
แต่ถ้าพยายามจะต้องเคลื่อนไปให้ได้ตอนที่มันฝืดหน่วงหนัก ก็เท่ากับไปฝืนธรรมชาติของความเป็นไปขณะนั้น
ใจจะไม่เป็นปกติมากขึ้น ไม่ได้สมดุลมากขึ้น
ให้ยอมรับมันตามนั้นและผ่อนคลายตัวเองลง ถ้าจะดันมันให้ได้ สมดุลจิตก็เสียไปเรื่อยๆ ไม่ได้กำลังพัฒนาจิตค่ะ แต่กำลังพยายามเอาชนะมันด้วยจิตที่เสียดุลยภาพต่างหาก ยิ่งทำไปยิ่งหนักและเหนื่อย เหนื่อยหนักทั้งกายทั้งใจ แบบนี้ไม่ถูกค่ะ
•
คิดดูดีๆ นะคะ จิตที่มีสภาพแบบนี้จะใช่สภาพจิตที่เป็นอุเบกขาหรือไม่? ไม่ใช่เลยค่ะ จิตไม่ได้กำลังปล่อยวางอย่างสงบเย็นสมดุล ย่อมไม่ใช่คุณภาพจิตที่เรากำลังบ่มเพาะให้เกิดเลย
•
ให้ระลึกอยู่เสมอว่า เรากำลังมาพัฒนาความเป็นกลางของจิต
พัฒนาความสมดุลของจิต
พัฒนาความสงบในจิต
โดยอาศัยทุกๆ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นตัวฝึก
•
ดังนั้น ไม่ว่าจะเคลื่อนความสนใจอยู่ หรือหยุดดูอยู่ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย จะเคลื่อนช้าหรือเร็ว จะทีละส่วนหรือลื่นไหลหลายๆ ส่วนไปด้วยกัน จะอะไรต่ออะไรก็ไม่ต่างกันเลยค่ะ
เพราะทั้งหลายเหล่านี้เป็นเพียงปรากฏการณ์ (อันเกิดจากสังขารของเรา) ที่เกิดขึ้นมาให้เราได้ใช้มันฝึกใจเราให้เป็นกลางต่อมันเหมือนๆ กันให้ได้เท่านั้นเอง
18/4/2564