Search this site
Embedded Files

กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน

สารบัญ

📖

163 : ศีล

Q: มีความสงสัยเรื่องศีลครับเนื่องจากศีลที่เราๆอ่านกันในอินเตอร์​เน็ต​หรือจากหนังสือทำให้เรามีความเข้าใจในระดับสุตมยปัญญาและจินตามยปัญญาเท่านั้นผมอยากทราบถึงระดับภาวนามยปัญญาที่อาจารย์สอนวิปัสสนาในแนวทางท่านโกเอ็นก้าเขาประพฤติปฏิบัติกันเพราะผู้ที่มีจิตมุ่งหวังต่อความหลุดพ้นไปจากสังสารวัฏทั้งหลายเหล่านี้บุคคลเหล่านี้ย่อมต้องประพฤติตนให้ศีลบริสุทธิ์​ 




ก่อนที่ศีลจะบริสุทธิ์จริงๆนั้นย่อมต้องมีความเข้าใจในระดับภาวนามยปัญญาเป็นอย่างมาก​อยากทราบว่าเค้ามองเรื่องนี้แตกต่างจากคนทั่วไปที่ไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้ในระดับภาวนามยปัญญาอย่างไร(อันนี้ขอยกเว้นอริยะบุคคลนะครับเพราะระดับนี้ศีลสะอาดอย่างถางที่สุดแล้ว)​ 




ผมมีคำถามเพิ่มเติมครับเรื่องศีลข้อ2

ข้อ1ในกรณีที่เราเจอทรัพย์สิน​ของคนๆหนึ่งที่เราทราบดีว่าเขาตายไปแล้ว(ไม่ได้ฆ่าเพื่อเอาทรัพย์มานะ)​เราเอาทรัพย์สิน​นั้นมา​ สำหรับผู้ที่เคยปฏิบัติวิปัสสนามาบ้างแล้วย่อมต้องมีทั้งอกุศลจิตและกุศลจิตผลุดโผล่ขึ้นมาขณะทำกรรมนั้นๆเราจะผิดศีลข้อนี้มั้ยครับ​ มันมีปัญหาอยู่อย่างนึงคือจากที่เคยดูรายการผีต่างๆมีบุคคลไปเอาทรัพย์สิน​ของผู้ตายมาผู้ตายนั้นคนทั่วไปมักเรียกว่าผีแต่ผีไม่เข้าใจเลยว่าอยู่ภพไหนกันแน่(อบายภูมิ​ อันมีนรก เปรตวิสัย อสุรกายภูมิ และกำเนิดเดรัจฉาน​   อีกส่วนนึงคือภพภูมิเทวดา)​ที่ยกเทวดามาด้วยก็เพราะเทวดาก็แปลงกายเป็นผีมาหลอกได้ด้วยเหตุผลต่างๆ​ เมื่อบุคคลไปเอาทรัพย์สิน​ของผู้ตายมาบางครั้งมีสิ่งที่เรียกว่าผีมีการมาทวงคืนทรัพย์สิน​นั้นๆให้เอาไปคืนที่บ้างหรือไม่ก็มาเอาชีวิตไปเลยคือฆ่าให้ตายเลยบางครั้งก็ไม่มีการมาทวงคืนเรื่องนี้จึงเข้าใจได้ยากว่าสรุปแล้วผิดศีลไหม




ข้อ2.ในกรณีที่เรารู้ว่าเจ้าของทรัพย์สิน​นั้นยังไม่ตายแต่เขาไม่สามารถที่จะมาเอาทรัพย์​นั้นได้อีกต่อไปไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆเช่นเดิมครับ เมื่อเป็นผู้ที่เคยปฏิบัติวิปัสสนามาบ้างแล้ว ย่อมมีทั้งอกุศล​จิตและกุศลจิตผุดขึ้นมาขณะทำกรรมนั้นๆแบบนี้จะผิดศีลมั้ยครับ




ทั้งสองข้อนี้ เราทั้งรู้จักเจ้าของทรัพย์​นั้นมาก่อนซึ่งคุ้นเคยกันอยู่

กับ ไม่รู้จักเจ้าของทรัพย์​นั้นมาก่อนเลย




ขออาจารย์​ตอบแยกเป็นพุทธสถาน รวมถึงธรรมสถาน กับทรัพย์​ของบุคคลทั่วไปหน่อยนะครับ




ถามยาวเลยครับอาจารย์โปรดเมตตาตอบหน่อยนะครับนึกย้อนไปตั้งแต่วัยเด็กทั้งตอนรู้จักศีลและไม่เคยรู้จักศีลก็ย่อมต้องเคยเจอทรัพย์​บนพื้นบ้างหล่ะหรือที่อื่นบ้างหล่ะก็คงผิดบ้างหล่ะ




การกระทำทั้งหลายที่ทำลงไปแล้วนั้นล้วนเกิดมาจากอวิชชา​ล้วนทั้งสิ้น

หากเข้าใจในระดับภาวนามยปัญญาแบบลึกจริงๆก็คงจะทำผิดพลาดน้อยที่สุดจนถึงไม่ผิดเลย

🍃🍃🍃🍃🍃




A: อธิบายบางประเด็นก่อนนะคะ ก่อนตอบคำถามสองข้อ

🍃

ศีล เรียกในบาลีว่าวิรตี แปลว่า การงด การเว้น การวิรัติ 

มีการเว้นทุจริต ทางกาย กับเว้นทุจริตทางวาจา 

ทางกาย อธิบาย ตามองค์มรรค คือ สัมมากัมมันตะ กับ สัมมาอาชีวะ

ทางวาจา คือ สัมมาวาจา

🍃

=สัมมากัมมันตะ  คือ ประพฤติผิดทางกาย คือ ศีลข้อ 1, 2, 3, 5 ที่เป็นกายทุจริต 

=สัมมาวาจา คือ ประพฤติผิดทางวาจา คือ ศีลข้อ 4 มีวจีทุจริต 4 พูดเท็จ  ส่อเสียด พูดหยาบ พูดเพ้อเจ้อ

=สัมมาอาชีวะ คือ การงานต่างๆที่มีการประพฤติทางกายและทางวาจา เช่น อาชีพที่ต้องพูดเท็จ พูดเพ้อเจ้อเพื่อหาเลี้ยงชีพ หารายได้จากการเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ไม่ซื่อต่อตรงผู้อื่นต่างๆ

🍃🍃🍃




ศีล เป็นกุศล แต่ผู้ที่ได้ชื่อว่ามีกุศลศีลเกิดในจิต มีสองแบบค่ะ 

🌼 คือตอนตั้งเจตนา ตั้งเจตนาด้วยการสมาทานศีลก็ดี ตั้งเจตนาด้วยใจตนเองว่าจะรักษาศีลก็ดี จิตขณะนั้นเกิดกุศลตั้งใจจะเว้นจากบาป 

ส่วนความเป็นกุศลในจิต มีกุศลมากน้อย อยู่ที่กำลังของจิตที่อยู่ในกุศลขณะนั้น ว่ามีเจตนาแบบฉาบฉวยหรือลึกซึ้ง




🌼 อีกตอน คือตอนเว้น ค่ะ คือเมื่อประสบเหตุการณ์เฉพาะหน้า ก็เว้นเสีย อันนี้กุศลมักมีกำลัง เพราะจิตคิดจะเว้นจากบาปได้ ขณะที่เว้น นั่นเองที่จิตเป็นกุศล

🍃🍃🍃




ดังนั้นการที่ การที่คนเราบอกว่า เราเป็นคนมีศีลตลอดเวลานั้น จริงๆแล้ว ในจิตปุถุชน ไม่ได้เกิดกุศลตัวนี้อยู่ตลอดเวลา 

แต่จิตจะเกิดกุศลศีลนี้ เฉพาะสองกรณี คือ ตอนตั้งเจตนาเว้นจากบาป  กับขณะกำลังเว้นจากบาป จากกายทุจริตและวจีทุจริต ดังที่กล่าวมาข้างต้น

🍃

ต่างจากพระอริยะ ที่จะมีการวิรัติขั้นสูงสุด คือ ตัดขาดจากบาปทั้งปวง ตัดขาดจากการผิดศีลโดยถาวร 

จิตที่บริสุทธิ์จากกิเลสย่อมไม่ต้องเว้นจากบาป เพราะจิตมีปกติที่ไม่สามารถทำบาปอีกเลย

🍃

ส่วนผู้ปฏิบัติ จะมีกุศลในศีลดีกว่าปุถุชนผู้ไม่ปฏิบัติ เพราะมีสติ 

จึงรู้ตัวที่จะวิรัติจากบาปได้มากกว่า บ่อยกว่า และมีการตั้งเจตนาระลึกอยู่ในการเว้นจากบาปได้มากกว่า 

แต่ก็ยังสามารถล่วงศีล ทำร้ายสัตว์เล็ก มด ยุง ปลวก แมลงสาป หรือ กระทำวจีทุจริตพูดเป็นพิษกับตนและผู้อื่น

🍃🍃🍃🍃🍃




ดังนั้นถ้าจะพูดถึงขั้นของศีล โดยยกเอาปัญญามาเทียบเคียงอย่างที่ถามมา ว่าเป็นขั้นสุตต ขั้นจินต ขั้นภาวนา

🍃

ก็อาจอธิบายได้ ว่าขั้นสุตต นั้นเมื่อเราได้ฟังมาได้เรียนมาว่า การกระทำนั้นนี้เป็นบาป เราเชื่อ เราก็ตั้งเจตนาว่าจะไม่ทำบาปนั้น และเมื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายให้ต้องทำบาป เราก็อาจเว้นได้บ้าง เว้นไม่ได้บ้าง 

จึงยังเป็นศีลที่ไม่แข็งแรง

🍃

ขั้นจินตก็เช่นกัน เราขบคิดเองแล้ว เห็นด้วยว่าการเบียดเบียนผู้อื่นด้วยการล่วงศีลนั้นไม่ดี เราก็ตั้งเจตนา และวิรัติเสียเมื่อเจอสถานการณ์ที่ชวนให้ผิดศีล

แต่ก็ทำนองเดียวกัน ยังเป็นขั้นที่ไม่แข็งแรง

🍃

ส่วนในขั้นภาวนานั้น ยิ่งเราภาวนาไปเรื่อยๆ จิตเราค่อยๆบริสุทธิ์ขึ้น กิเลสค่อยๆลดลง 

เมื่อจิตที่บริสุทธิ์ขึ้น จิตจะไม่จมอยู่ในบาปอกุศลบ่อยๆ เหมือนคนไม่เคยภาวนา 

ทั้งจิตยังมีการรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ คือ มีสติมากขึ้น การเว้นจากบาปจึงทำได้ดีขึ้น เป็นปกติในนิสัยขึ้น ศีลบริสุทธิ์ขึ้น ตามคุณธรรมที่ได้จากการภาวนา

อีกอย่างปัญญาที่พัฒนาขึ้นแล้ว ทำให้จิตมีความคิดอ่านที่แยบยลในกุศลขึ้น มีการโยนิโสมนสิการที่เข้มแข็งขึ้น

🍃🍃🍃

ในขั้นภาวนา ไม่ใช่เพราะเราเข้าใจในศีลมากขึ้น จึงละได้มากขึ้น ความเข้าใจยังเป็นจินตปัญญาอยู่ 

แต่ที่ละได้มากขึ้น เพราะจิตที่ภาวนาแล้ว ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงจากภายในเป็นลำดับ ยิ่งภาวนามากขึ้น จิตก็ยิ่งผ่องใสขึ้นจากกิเลส 

แต่เพราะกิเลสยังมีในหมู่นักภาวนา ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่ละกิเลสขั้น สมุทเฉทประหารจากการบรรลุมรรคผล ยังผิดศีลได้เสมอค่ะ 

กิเลสทำให้ผิดศีล

🍃🍃🍃🍃🍃




กล่าวถึงคำถามสองข้อ ตอบรวมกันได้ค่ะ

🍃

ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์ของผู้ตายแล้ว หรือของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ใช้ทรัพย์นั้นไม่ได้ ก็ถือว่าไม่ใช่ทรัพย์ของเราค่ะ เราไม่ได้มีความชอบธรรมในทรัพย์นั้นแต่อย่างใด เว้นแต่เขาจะยกให้ หรือเราเป็นผู้สืบทอดโดยชอบธรรมเท่านั้น

🍃

ถ้าไม่มีผู้ชอบธรรมรับช่วงต่อทรัพย์นั้น ก็ถือเป็นของแผ่นดินค่ะ เรานำไปใช้ไม่ได้

การอยากได้ในทรัพย์นั้นเป็นโลภะกิเลสในจิตเรา การเอาทรัพย์นั้นไปใช้เป็นอทินนาทานค่ะ

🍃

ถ้าเรานักปฏิบัติ ที่ลึกซึ้งในจิตว่า สรรพสิ่งไม่เที่ยง ทรัพย์นั้นก็ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน มีแต่เสื่อมสบายไป เราก็จะไม่อยากได้ใคร่ดีกับสิ่งสมมติภายนอกเหล่านี้ 

🍃

แต่จิตเราทุกคนที่เป็นปุถุชน ย่อมยังมีโลภะกิเลสเหลืออยู่มากนัก ต่อให้เป็นนักภาวนา

ตราบใดที่ยังไม่ถึงมรรคผล ก็ย่อมยากที่จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ตลอดเวลา 

เพียงแต่ ‘ค่าตัว’ ที่จะทำให้เราผิดศีลจะต่างกันตามความกิเลสของเราแต่ละคนเท่านั้น เช่น บางคนมีค่าตัวต่ำขั้นติดลบ มีโลภะมาก มีจิตหยาบ ก็คิดแต่จะปล้น จะขโมย จะโกงเสมอ 

บางคนค่าตัวอยู่ที่หลักสิบบาทร้อยบาทก็ซื้อตัวได้ 

บางคนหลักแสนหลักล้านก็จะหวั่นไหวยอมล่วงศีล

บางคนกลัวสูญเสียอำนาจ ตำแหน่งงาน ก็ยอมล่วงศีล ให้เหตุผลกับตนเองว่าตน ถูกบังคับ

ส่วนคนที่ค่าตัวสูงมากที่ยังเป็นปุถุชน ก็คือพระนิยตโพธิสัตว์นั้น ซึ่งจะไม่ยอมล่วงศีล แม้ชีวิตก็ยอมแลกได้

🍃

สิ่งที่เป็นสาธารณะ ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราหามาเช่นกัน เราไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งนั้น เช่น ต้นไม้บนถนนสาธารณะ ดอกไม้ในวัด ในศูนย์ปฏิบัติ ล้วนแต่มีเจ้าของ

แม้เราจะอ้างว่าเราเสียภาษีอากรให้รัฐบาล เราก็ยังคงไม่ใช้เจ้าของ เพราะเป็นของที่ต้องใช้ร่วมกัน ไม่ใช่ของเราคนเดียวที่จะยึดเอามาส่วนตัว 

🍃🍃🍃

การเก็บตกทรัพย์ได้ ทรัพย์นั้นก็ไม่ใช่ของเรา พึงทำทุกวิถีทางเพื่อหาเจ้าของ หาไม่ได้ ก็นำไปประกาศหาวิธีต่างๆ เพราะเขาย่อมเสียใจ เสียดายทรัพย์นั้น หมดทางแล้ว ก็อาจฝากไว้ที่สถานีตำรวจ แต่ถ้าไม่ไว้ใจตำรวจ ไม่มีทางคืนเจ้าของถึงที่สุดแล้ว ก็ให้นำไปทำสาธาณประโยชน์ต่างๆ ตั้งจิตยกกุศลให้เจ้าของไป 

ยังไงก็ไม่พึงยึดเอามาไว้เอง ได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน

🍃🍃🍃🍃🍃

3 ก.ย. 64


Website รวมข้อมูลข่าวสาร สำหรับศิษย์เก่า แนวทางท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

Google Sites
Report abuse
Page details
Page updated
Google Sites
Report abuse