Search this site
Embedded Files

กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน

สารบัญ

📖

157 อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์

🎋🎋🎋🎋🎋

Q: กราบเรียนถามอาจารย์ค่ะ ที่หนูได้ยินตลอดจากครูบาอาจารย์พระวัดป่าทั้งหลายว่า อุปาทาน ขันธ์ 5 นั้นคือทุกข์ และในธรรมะบรรยายของท่านอาจารย์โกเอ็นก้า หนูจำไม่ได้ว่าวันไหน 

ท่านอาจารย์ก็บอกว่า ธรรมชาติของเราที่ยังไม่ได้รับการฝึก สังขารจะคอยปรุงแต่ง ชอบ ชัง ต่างๆ เราจึงต้องฝึกอุเบกขา เพื่อจะไม่สร้างสังขารต่อ สังขารก็จะอ่อนกำลังลง ตัวรู้ หรือ วิญญาณนี้ก็จะเข้มแข็งขึ้น รู้ไป ไม่ชอบ ไม่ชัง รู้ไปเฉยๆ 

หนูเข้าใจต่อเองว่า เมื่อนั้น เราก็จะคลายความยึดถือ ปรุงแต่ง ต่างๆ ลงได้ เป็นลำดับๆไป หนูเข้าใจถูกไหมคะ


🎋🎋🎋🎋🎋

A: เรื่องอุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์นั้น พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงในปฐมเทศนาหลังทรงตรัสรู้ ในบทธัมมจักกัปปวัตนสูตร มีกล่าวถึงความสุดโต่งสองทางยังให้เกิดทุกข์

กล่าวถึง การเกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากสิ่งที่รักชอบ ประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบแห่งทุกข์ ฯลฯ ว่า คือทุกข์ 

ทุกข์ทั้งหมดนี้รวมลงที่ ขันธ์ 5 

🎋

การมีขันธ์ 5 คือทุกข์

การมีอุปาทาน คือยึด ในขันธ์ 5 คือทุกข์

🎋

ขันธ์ 5 คือ ตัวทุกข์

ขันธ์ 5 มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ 

ย่อลงเป็น รูป กับ นาม

🎋

รูป คือกายนี้ กายนี้เป็นตัวทุกข์อย่างแท้จริง

มีกาย ก็ย่อมมีป่วย มีเจ็บ มีร้อน มีหนาว 

อวัยวะภายใน ภายนอก ของกายนี้ ไม่เคยได้อยู่ดีๆ ไม่คงทน ไม่ถาวร 

มีแต่เสื่อมถอยไปทุกเวลา ไม่มีหยุดยั้ง

เสื่อมไป เพื่อไปสู่การดับสูญของมันในแต่ละชาติ 

แล้วก็เป็นเช่นนี้ ชาติแล้วชาติเล่า ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร 

🎋

การที่เราต้องคอยดูแลประคับประคอง ‘รูป’ หรือกายนี้ 

คอยทำความสะอาด คอยให้อาหาร คอยบำรุง คอยให้ยารักษา คอยกันลมกันแดด คอยหวีสางผม คอยเติมสีสันให้หน้าตา คอยทาผิวพรรณ คอยแต่งองค์ทรงเครื่องให้งามเป็นต่างๆ คอยเฝ้าระวังปกป้องจากสารพัดสิ่งที่ไม่น่าชอบใจเหล่านี้

แท้จริงแล้ว คือ ภาระอันหนักหนา

เราจะดูแลอย่างดีเพียงใด กายนี้ก็ยังคงเสื่อมสลายไป

🎋

แต่เพราะเราเคยชิน ด้วยโมหะ ด้วยอวิชชา ที่ปิดบังเราไว้

เราจึงทำสิ่งเหล่านี้ไปด้วยความหลง เป็นความหลงใหลอย่างที่สุด 

เราหลงใหล หลงรักตัวเองมากที่สุดยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

🎋

เราลืมความจริงว่ากายคือ ‘ตัวทุกข์’ เป็นตัวภาระ 

เราลืมไปว่ากายนี้ไม่เที่ยง ยึดไว้ไม่ได้ 

🎋

ตัวเราที่เรายึดไว้เมื่อขณะที่แล้ว แท้จริงมันได้ก็ดับไปทันทีที่มันเกิดแล้ว มันได้เสื่อมไปแล้ว เปลี่ยนไปแล้ว 

แต่ละขณะคือกายใหม่ ที่ต่างไปจากกายเดิมแล้ว เป็นกายใหม่ทุกๆขณะ 

ความเปลี่ยนแปลงแต่ละขณะนั้น เราอาจไม่สามารถรับรู้ แต่มันเกิดขึ้นตลอดเวลา 

อย่างหยาบๆ วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า เซลล์นับแสนล้านในร่างกาย จะมีตายและมีเกิดใหม่ตลอดเวลา

🎋

เรายึดกายด้วย ‘จิต’ 

จิตที่ยึดเหล่านี้ คือจิตที่ทรงเรียกว่า ‘วิปลาส’ 

วิปลาสจากความเป็นจริงว่าสิ่งนี้ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนให้ยึดจับไว้

การที่จิตไปยึดกายไว้ ก็คือ ทุกข์ 

เพราะกายนี้ไม่ต่างกับท่อนไม้ท่อนหนึ่ง เมื่อกายนี้ไม่มีจิต (ตาย) 

🎋

 โดยสรุป ‘รูป’ หรือ กาย หนึ่งในขันธ์ห้า คือ ทุกข์


🎋🎋🎋


ส่วน ‘นาม’ หรือ ‘จิต’ 

คือ ขันธ์ 4 ตัว มี วิญญาณ สัญญา เวทนา สังขาร

ก็เช่นเดียวกัน เป็นทุกข์ 

🎋

นาม แต่ละตัวมีหน้าที่ต่างกัน วิญญาณทำหน้าที่ รับรู้ 

สัญญาตีความสิ่งที่รู้ เวทนาเสพสิ่งที่รู้ สังขารทำปฏิกิริยาตอบโต้ต่อสิ่งที่รู้

การทำงานรวมกันของจิตนี่เอง ที่ทำให้เราเป็นทุกข์ 

เมื่อมีสิ่งมากระทบ เช่น ตาเห็นภาพ สัญญาจะตีความว่าน่าใคร่หรือน่ารังเกียจ เวทนาคือความสุข ทุกข์ เฉยๆ ต่อสิ่งกระทบนั้น สังขารคือการตอบโต้เป็นความต้องการหรือการผลักไสสิ่งนั้น

🎋

จิตทั้ง 4 ทำงานตลอดเวลาขณะที่ตื่นอยู่ เกิดเป็นบุญ เป็นบาป ด้วยความหลง ความมีอวิชชา

แม้ขณะหลับจิตก็ทำงาน แต่งานที่ทำต่างกัน 

🎋

เราก็ยึดจิตเป็นของเรา จึงคิดเข้าข้างตนเองเสมอ

เห็นตนเองสำคัญที่สุด เห็นตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ เห็นตนเองดีงาม เชื่อในความคิดเห็นของตนเอง หลงใหลในตนเอง 

มีอุปาทานเหนียวแน่นยึดในตนเอง ฯลฯ 

🎋

เมื่อมีสิ่งมากระทบ ใจเราก็จะตอบโต้ เป็นความชอบใจ ไม่ชอบใจ

ซึ่งคือการสร้างกรรมใหม่ ท่านอาจารย์เรียกว่า ‘สังขาร’

🎋

สังขาร มีความหมายต่างกันในแต่ละที่ที่ใช้

ในที่นี้ ท่านอาจารย์พูดถึง ‘สังขาร’ ตัวที่หมายถึง กรรมและวิบาก(ผลของกรรม) ไม่ใช่สังขารขันธ์ ในขันธ์ 5 ที่เป็นส่วนของนาม

🎋

ขบวนการของจิตเรา เป็นอยู่เช่นนี้ตลอดเวลาไม่เคยหยุดเลย 

รับกระทบ-ตีความ-สุข/ทุกข์/เฉย-ตอบโต้

รับกระทบ-ตีความ-สุข/ทุกข์/เฉย-ตอบโต้

รับกระทบ-ตีความ-สุข/ทุกข์/เฉย-ตอบโต้

🎋

เพราะเราถูกขับเคลื่อนด้วยอวิชชา 

ตัว “ความไม่รู้” นี่เอง

🎋

และ นี่ก็คือการสร้างเหตุ ให้เราไม่มีวันจบสิ้นภพชาติ…

เราต้องกลับมาเกิดแล้วเกิดอีก เพราะเรายังคงสร้างสังขารอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน

🎋

การฝึกวิปัสสนา คือการหยุดขบวนการนี้ 

เป็นทางสายเดียว

เป็นวิธีการเดียว

เมื่อเราฝึกจิต ให้เข้าถึงความเป็นจริงของสรรพสิ่งในโลก

คือ ถึงความเป็น อนิจจัง ของสรรพสิ่ง

ถึงความเป็น ทุกขัง

ถึงความเป็น อนัตตา

จิตเราจะวางลง

จิตจะปล่อยลง

จิตเป็นอุเบกขาต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆ

ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นคลอน 

สงบอยู่ 

อุเบกขาที่เกิดด้วยเห็นอนิจจัง จะมีความสงล ความเย็น ความเบา เพราะวางมันลงได้จริงแท้จากส่วนลึกของใจ

อุเบกขาที่เรายังต้องใช้ความพยายามวางให้ลง จะยังไม่สามารถขจัดขบวนการ ‘รับกระทบ-ตีความ-สุข/ทุกข์/เฉย-ตอบโต้’ นี้ได้หมดจดสมบูรณ์

จึงยังหยุดยั้งการก่อตัวของภพชาติไม่ได้อย่างแท้จริง

🎋

เมื่อจิตวางลงอย่างสนิทจริงๆต่อสิ่งกระทบในแต่ละขณะ ขบวนการรับรู้ทางวิญญาณ (ด้วยประสาทการรับรู้) ยังเกิดอยู่ 

แต่ความตีความกลายเป็นเห็นอนิจจังในสิ่งที่กระทบนั้น (เห็นด้วยจิตที่ขัดเกลาแล้วอย่างลึกซึ้ง) 

ต่อให้สิ่งกระทบนั้นทำให้จิตเสพด้วยสุข/ทุกข์/เฉยทางกายใจ ก็เป็นแค่เรื่องของเวทนาเท่านั้น จิตจะไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ จิตในส่วนสังขารวางเฉยด้วยปัญญา 

🎋

จิตที่มีขบวนการนี้เกิดขึ้น คือขบวนการหยุดการเกิดทีละเศษเสี้ยวเล็กๆของภพชาติ 

เพราะเมื่อจิตหยุดสร้าง ‘เหตุ’ ให้เกิด หยุดสร้างสังขาร(กรรม)ใหม่ ก็จะหยุดการเกิดวิบาก(ผลของกรรม) ใหม่ 

ให้ต้องเกิด รูป นาม ขันธ์ 5 ได้หนึ่งขณะนั้น

🎋

เมื่อจิตฝึกให้เป็นเช่นนี้ได้มากๆ ได้ต่อเนื่อง ได้ยาวนาน 

ย่อมค่อยๆลดการก่อภพชาติใหม่ เพราะไม่สร้างเหตุที่เป็นกรรมต่อ

🎋

นอกจากนั้น จิตที่ฝึกให้เป็นเช่นนี้ จะยับยั้งการเกิดกิเลสในขณะหนึ่งนั้นลงอย่างสิ้นเชิง 

เมื่อจิตเป็นเช่นนี้นานเข้าๆ กิเลสถูกหยุดบ่อยๆ ถูกทุบตีบ่อยๆ กิเลสจะค่อยๆหยุดพัฒนาต่อยอด 

ขณะเดียวกันสิ่งที่ตรงข้ามกับกิเลสต่างๆ (สติ ศรัทธา ปัญญา ฯลฯ) จะถูกพัฒนาขึ้นมาแทนที่

คนจึงค่อยๆเปลี่ยนนิสัยจากเร่าร้อน เป็นสุขุมสงบเย็นขึ้น 

จากทุกข์ เป็นสุข

เพราะใจที่ถูกฝึกต่อเนื่องนี่เอง

🎋

การฝึกเช่นนี้ไปจนถึงที่สุด บุคคลนั้นก็จะบรรลุเป็นพระอริยบุคคล

พ้นจากทุกข์ทั้งปวงโดยสิ้นเชิง…

🎋🎋🎋🎋🎋


3 ส.ค. 64

Website รวมข้อมูลข่าวสาร สำหรับศิษย์เก่า แนวทางท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

Google Sites
Report abuse
Page details
Page updated
Google Sites
Report abuse