Search this site
Embedded Files

กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน

สารบัญ

📖

154:  

🍃🍃🍃


Q: การที่เรารู้เวทนาแล้วรับรู้ตามความจริงที่เป็นอยู่ และปล่อยวางเวทนานั้นเสีย เป็นการวางอุเบกขาที่สมบูรณ์แล้วไหมครับ

การปล่อยวางเวทนาที่เรารับรู้นั้นเป็นกระบวนการของอนิจจัง  ทุกขัง อนัตตาได้สมบูรณ์แล้วหรือไม่ครับ

🍃🍃🍃


A: อุเบกขาที่เกิดในจิตจริงๆมีต่างระดับกันค่ะ ในระดับต้นๆ เป็นการตั้งใจให้จิตเป็นอุเบกขาในชีวิตประจำวัน คือมีเจตนาจะวางอุเบกขาเพื่อสร้างกุศล แม้ยังไม่ได้วางอุเบกขา ก็มีกุศลอยู่ในตัวค่ะ เป็นกุศลขั้นเจตนา

🍃

ต่อมา เมื่อเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ที่ชวนให้เกิดความชอบใจ หรือความไม่ชอบใจ (ทั้งในขณะปฏิบัติอยู่ หรือในชีวิตประจำวัน) 

แล้วจิตเตือนตนเองให้ปล่อยวาง ให้มีอุเบกขา โดยสั่งตนเองกดข่มความชอบความชังนั้นไว้ 

เมื่อใดที่ใจวางได้ก็จะเป็นกุศลด้านอุเบกขา แต่ระดับนี้มักจะไม่วางได้อย่างสนิทใจจริงๆ ยังเป็นการต่อสู้ด้วยความพยายาม 

มีการใช้ขันติความอดทนอดกลั้นเข้ามาช่วยอย่างมาก ใจยังไม่เย็นสนิท ไม่นิ่งสนิท ไม่วางสนิท 

แต่ก็ได้กุศลด้านขันติ

🍃

ในที่สุดแม้ใจวางลงได้ ก็เป็นการวางลงได้ชั่วคราว ชั่วขณะหนึ่งๆ 

ไม่ใช่เป็นอุเบกขาที่เข้าถึงในจิตจริง

ยังคงต้องต่อสู้ต่อไป เมื่อเผชิญกับการท้าทายขณะต่อๆไป

🍃

ในการตามรู้เวทนาขณะปฏิบัตินั้น ถ้าเป็นเวทนากลางๆ ใจเราก็เป็นกลางๆ รับรู้ไปตามนั้น ก็ถือว่าเป็นอุเบกขาเช่นกัน 

🍃

แต่แม้ตรงนี้ ก็มีความต่างกันในจิต 

อุเบกขาของผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติ หรือปฏิบัติแต่ยังอยู่ในขั้นความคิด จะเป็นความรู้สึกเฉยๆ 

ที่ไม่มีปฏิกิริยาอะไร เพราะไม่มีอะไรให้มีปฏิกิริยา 

แม้รับรู้ความรู้สึกบนร่างกายอยู่ ก็ไม่ได้ชอบหรือชังอะไร เพราะความรู้สึกบนร่างกายเป็นความรู้สึกปกติไม่มีอยู่ ใจจึงปกติ 

อันนี้ก็เป็นอุเบกขา แต่ไม่เป็นอุเบกขาบารมี 

🍃

ต่างกับผู้ที่กำลังปฏิบัติอย่างถูกต้อง 

ที่เมื่อรับรู้เวทนา (หรือรู้นาม รูปตัวใด) (ด้วยสติ) 

ได้รับรู้อย่างที่มันเป็นจริงๆ (ด้วยสัมปชัญญะ)

เข้าไปรู้ถึงมันจริงๆ 

เข้าไปรู้สึกถึงนามรูปนั้นๆ จริงๆ 

เข้าไป feel ความมี ความเป็นของมันจริงๆ 

🍃

และรู้ด้วยความสนใจทั้งหมดของใจในแต่ละขณะ (ด้วยสมาธิ) มีจิตที่จดจ่ออยู่กับมันเรื่องเดียวในขณะนั้นๆ

🍃

ณ ขณะหนึ่งๆที่ใจทั้งใจรับรู้ถึงมันจริงๆ ขณะนั้นๆ รู้มันอย่างที่มันเป็นจริงๆ

ไม่มีการประเมินค่า (เน้นนะคะ) ไม่มีการให้ ‘ความหมาย’ หรือ ‘ให้ค่า’ ในสิ่งที่กำลังรับรู้อยู่นั้นเลยว่ามันคืออะไร 

แค่รู้สึกถึงความเป็นมัน ความมีมันอยู่อย่างนั้น

🍃

ไม่ไปสนใจ ว่ามันคือ ความเจ็บ คัน ร้อน เย็น สบาย ละเอียด ดี ไม่ดี (ซึ่งการให้ค่า เป็นตัวการให้จิตลำเอียงหรือมีอคติ มีความชอบ ไม่ชอบ)

🍃

และไม่ไปสนใจว่าเป็นอวัยวะส่วนไหนของร่างกายอยู่ (ซึ่งทำให้จิต ยังมีตัวเราของเราอยู่ ว่านี่เป็นแขนเรา นี่หน้าเรา ศีรษะเรา จิตยังเกาะเกี่ยวอยู่กับสมมติบัญญัติ จึงยังไม่เข้าถึงธรรมจริง)

🍃

และไม่ไป ‘คิด’ ว่ากำลังรู้อะไรอยู่ แค่ตามดู ตามรู้ 

เพราะเมื่อคิด จิตอดจะปรุงต่อไม่ได้ 

เมื่อคิด จิตได้ผละออกจากการรับรู้ ไปทำงานคิด

🍃

ขณะรู้อยู่นั้น จิตต้องไม่มีปฏิกิริยาใดๆต่อมันเกินไปกว่าการรับรู้จริงๆอย่างที่มันเป็น แค่ตามรู้มันอย่างนั้น

🍃

เวลาที่จิตเป็นอุเบกขาจริงๆ จิตจะมีความสงบอย่างยิ่ง มีความเบาอย่างยิ่ง มีความอ่อนละมุนอย่างยิ่ง มีความคล่องแคล่วอย่างยิ่ง ความเหมาะควรต่อการทำงานของจิตอย่างยิ่ง มีความซื่อตรงต่อสิ่งต่างอย่างยิ่ง 

เช่นนี้ จึงเป็นอุเบกขาบารมี 

🍃

และเมื่อขณะหนึ่งๆที่เป็นเช่นนั้นได้จริง ‘ขณะนั้นเท่านั้น’ ที่จิตจะมีความสมบูรณ์อยู่ของอุเบกขา 

🍃

ขณะถัดไปถ้าจิตเป็นเช่นนั้นได้อีก ก็เกิดอุเบกขาที่สมบูรณ์ได้อีกหนึ่งขณะ

ขณะถัดไปถ้าจิตเป็นเช่นนั้นได้อีก ก็เกิดอุเบกขาที่สมบูรณ์ได้อีกหนึ่งขณะ

ขณะถัดไปถ้าจิตเป็นเช่นนั้นได้อีก ก็เกิดอุเบกขาที่สมบูรณ์ได้อีกหนึ่งขณะ

เช่นนี้เรื่อยไป ทีละขณะ

🍃

เมื่อทำทีละขณะ ทีละขณะ ทีละขณะให้ต่อเนื่องกันไปได้ไม่ขาดสายนานๆเข้าไม่หยุดหย่อน อุเบกขาจะพัฒนาจนกล้าขึ้นในจิตบุคคลนั้นๆ เรื่อยๆ

🍃

ยิ่งพัฒนาไปมากเท่าไหร่ จิตบุคคลนั้นก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทีละน้อยละน้อย 

บุคคลนั้นจะมีพื้นจิตที่เป็นอุเบกขามากขึ้นในกาลต่างๆ มีได้อย่างเป็นอัตโนมัติขึ้น โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก ไม่ต้องคอยเตือนตนเองบ่อยๆเหมือนเคย 

เพราะจิตจากภายใน ได้ค่อยๆเปลี่ยนไป เปลี่ยนไป เปลี่ยนไป

🍃

จิตที่เป็นเช่นนี้เป็นพื้นไปนานๆเข้า ไม่ว่าจะเผชิญความท้าทายต่างๆ ความต่างๆไปของชีวิต จิตก็ไม่หวั่นไหวง่ายอีก จิตมีความสงบเย็นเป็นฐานใหม่ของจิต มีความสุขจากภายในเป็นพื้น 

🍃

เมื่อเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ปัญญาญาณ(แห่งการพ้นทุกข์) จะค่อยๆพัฒนาขึ้นเองเรื่อยๆจากภายใน บุคคลนั้นได้เข้าถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของสรรพสิ่งอย่างล้ำลึกขึ้นเป็นลำดับ

🍃

ผู้ปฏิบัติที่วางได้จริง วางได้สนิทขึ้นเรื่อยๆต่อสิ่งต่างๆ

ใจจะปล่อยความเกี่ยวพันกับสิ่งต่างๆออกไปทีละน้อย ทีละน้อย 

และปล่อยจากความเกี่ยวพันกับตัวตนของตนขึ้นเรื่อยๆ

มีอะไรมากระทบตน ก็มักไม่มีปฏิกิริยาใดอย่างเป็นธรรมชาติ

🍃

ใจไม่แบกไม่หามอีก

ใจไม่ถือสาหาความอะไรอีก

เรื่องความสุขทุกข์ส่วนของตนในโลก ก็หมดค่าลงไปเรื่อยๆ เพราะใจถึงความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งจริง

🍃

การใช้ชีวิตที่เหลือจะเป็นค่อยๆเปลี่ยนไป จากใช้ชีวิตเพื่อตนเอง กลายเป็นใช้ชีวิตเพื่อยังประโยชน์สุขให้ผู้อื่นเท่านั้น (เพราะจิตได้ถึงแก่นแห่งความไม่เป็นสาระของนาม รูป ทั้งปวงในวัฏฏสงสาร)

🍃🍃🍃


——————

Q: ได้เห็นคำๆหนึ่งในคำตอบของอาจารย์(ปัญญาญาณ) รู้สึกตื้นตันมีพลังเป็นที่สุด กราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงเจ้าค่ะ

—————


A: ที่เน้นตรงคำว่าญาณ ในปัญญาญาณ 

เพราะภาษาไทยใช้คำว่าปัญญาในลักษณะทั่วไป และในศาสตร์ทางโลก จึงใช้ปัญญาในความหมายของ intellect มากกว่า ปัญญาแบบนี้ซึ่งต่างจากปัญญาที่บรมศาสดาทรงหมายถึง


ส่วนปัญญาที่ใช้คำว่า wisdom ในภาษาอังกฤษก็เข้าใกล้มาหน่อย แต่ก็ยังไม่ถึงปัญญาในความหมายจริง ที่เป็นญาณในทางพุทธ


ปัญญาที่พระพุทธองค์ทรงให้เรามุ่งไปให้ถึงนั้น เป็นปัญญาที่เลยขั้นสมมติไป 

คือเราจะไปต่อค่ะ…

เราไม่หยุดแค่ที่การทำความเข้าใจ ความเข้าถึงเหตุผลเบื้องลึก ความคิดตีความ การจินตนาถึงเนื้อหา


ซึ่งปัญญาในความหมายว่าญาณที่ทรงตรัสสอนนั้น ได้มาได้ทางเดียวค่ะ จากการได้วิปัสสนา และได้ญาณของวิปัสสนามาเป็นลำดับไปมี 16 ขั้น


จึงเป็นการเข้าถึงที่ต่างจากปัญญาทั่วๆไปอย่างสิ้นเชิง 

เป็นการเข้าถึงความจริงแท้ อันเป็นกฏธรรมชาติของสรรพสิ่งที่มีลักษณะเดียวกัน คือ ไตรลักษณ์ 


ตัวเราจะมีจิตมั่นอยู่ในความจริงที่เป็นไตรลักษณ์นี้จากภายใน โดยไม่ต้องบอกตัวเองว่า อนิจจัง อนิจจัง 

จิตมันเปลี่ยนไปเอง มันเห็นด้วยตัวเอง และเมื่อเห็นจริงๆเท่านั้น มันจึงวางลงเอง ไม่ต้องไปพยายามวางอะไรลงไปอีก


การเข้าถึงด้วยปัญญาที่เรียกว่า ญาณ นี้บางทีมีการใช้คำว่าประจักษ์แจ้ง หรือการแทงตลอด 


เวลาปัญญาชนิดนี้เกิด หรือเมื่อญาณเกิด ความสว่างจากการรู้แจ้งจะค่อยๆเข้าไปแทนที่ความยึดมั่นในสิ่งสมมติทั้งปวงในจิตเรา


โดยจะค่อยๆแทนที่เป็นขั้นๆไป ทีละน้อย ทีละน้อย จากการหมั่นเพียรปฏิบัติให้ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง


เวลาปัญญาเช่นนี้เกิดในเรา จะเกิดแบบซึมลึก เราอาจไม่ได้รู้ตัวชัดเจนต่างจากเวลาเราที่เข้าใจโจทย์เลขสักข้อ แล้วเราร้อง อ๋อ เข้าใจแล้ว


ปัญญาตัวนี้ เราจะไม่ อ๋อ ค่ะ เพราะมันคิดเองให้ถึงไม่ได้


ปัญญาตัวนี้เมื่อเกิดแล้ว จะเข้าไปทำกลไกภายในจิตของเราอย่างอัศจรรย์ 

ทำให้เราค่อยๆเห็นความจริงที่แท้ของสรรสิ่งที่ไม่มีแก่นสารอยู่จริง(เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) 


เราจะเห็นความจริงด้วยการหยั่งรู้จากภายใน เห็นถึงสรรพสิ่งต่างๆรอบตัวที่เราเคยยึดมั่นเป็นจริงเป็นจัง ว่าแท้จริงแล้วมันเป็นสมมติ


การเห็นจริงด้วยปัญญานี้จะเป็นการเห็นอย่างล้างบางความเห็นผิดแบบเก่าออกทั้งหมด 

แต่มันจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป ขึ้นกับว่าเราพากเพียรปฏิบัติแค่ไหน ปฏิบัติถูกหรือไม่ ปฏิบัติด้วยความเข้าใจหรือไม่ และปฏิบัติอย่างได้ผลหรือไม่ 


เมื่อปัญญาประเภทนี้เกิดมากๆเข้า เราจะแยกสมมติออกจากความจริงแท้ได้มากขึ้น 

เราจะมีความเปลี่ยนแปลงจากภายในมากขึ้นๆ 

อุปนิสัยเปลี่ยน การใช้ชีวิตเปลี่ยน อาชีพเปลี่ยน การมองโลกเปลี่ยน ความสามารถเปลี่ยน ฯลฯ


และนี่ก็คือการก้าวย่างไปสู่ความสุขที่เป็นบรมสุขในที่สุด

🍃🍃🍃🍃🍃


หมายเหตุ: ไตรลักษณ์ = ลักษณะสามของสรรพสิ่ง สรรพสิ่งย่อมมีลักษณะ ไม่เที่ยง-อนิจจัง คงทนไม่ได้-ทุกขัง ไม่เป็นตัวตน-อนัตตา



6 ก.ค. 64

Website รวมข้อมูลข่าวสาร สำหรับศิษย์เก่า แนวทางท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

Google Sites
Report abuse
Page details
Page updated
Google Sites
Report abuse