กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน
ความรุนแรงในพม่า / ผู้ปฏิบัติธรรมพึงสังเกตตนเอง
ประเด็น:
ความรุนแรงในพม่า คำถามจากผู้ที่กำลังอยู่ในพม่า อยู่ในเหตุการณ์ที่ทำให้จิตเศร้าหมองสลดหดหู่
🌱🌱🌱
มุมมอง:
สงครามการเข่นฆ่าภายในชาติพม่านี้ เกิดจากเหตุปัจจัยที่สุกงอมของมัน มีทั้งเหตุใกล้ และเหตุทางลึกอันเกิดจากกรรมเก่าที่ยาวนานของกลุ่มชนในพม่าที่มีการล้มล้างกัน โจมตีกัน เข่นฆ่ากัน แย่งดินแดนชิงความเป็นใหญ่กัน มาหลายยุคสมัย
•
คนที่ถูกกระทำและคลั่งแค้นจนตายไปเหล่านั้น เมื่อกลับมาเกิดอีกย่อมมาเป็นเจ้ากรรมนายเวรต่อกัน ซึ่งเป็นได้ทั้งนายเวรส่วนตัว เจ้ากรรมนายเวรของชุมชน เจ้ากรรมนายเวรของเชื้อชาติเผ่าพันธ์
•
คนที่เคยถูกเบียดเบียนปัจจุบัน ย่อมเป็นผู้เคยกระทำกรรมเบียดเบียนฆ่าหรือทรมานเขามาก่อน
ถ้าเคยทำมาก ก็ต้องรับความทุกข์ครั้งนี้มาก
ถ้าเคยฆ่าก็ย่อมถูกฆ่า เคยเผาบ้านก็ย่อมถูกเผาบ้าน เคยไล่ต้อนอพยพผู้คน ก็ย่อมถูกไล่ต้อนให้พลัดถิ่น ฯลฯ
•
แม้การเกิดในดินแดนที่ร้อนเป็นไฟ หรือการเกิดในช่วงสงคราม ก็ถือว่าเป็นผลของกรรมที่ต้องมาเกิดในดินแดนที่ไม่สงบ หรือในช่วงเวลาที่ไม่สงบ
•
การประสบภัยพิบัติอันเป็นวิบากกรรมต่างๆเหล่านี้ พวกเขาเหล่านั้นย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้น พวกเราก็เช่นกัน เราย่อมหนีวิบากเราไม่พ้น
•
แต่การชดใช้กรรมที่ฉลาดที่สุด คือการที่เราต้องไม่ก่อกรรมใหม่เพิ่มเลย และต้องหมั่นทำความดี รักษาใจไว้ให้ดี มีกุศล สงบนิ่งให้มากที่สุด ทำความดีไปเฝ้ารอคอยไปจนวิบากกรรมนี้มันหมดไปเอง จนการชดใช้ครั้งนี้จบไปอย่างสมควรตามเหตุของมันไปในที่สุด
ถ้าเราเอาไฟต้านไฟ เอาบาปต้านบาป โทสะรวมทั้งเราและเขาจะโหมกระพือ ดุจไฟที่ได้รับเชื้อเพลิง การเผาไหม้ย่อมรุนแรงและยาวนานขึ้น
เผาทั้งตนเองและผู้อื่นรอบตัว
ซ้ำร้ายผู้กระทำทุกคนยังต้องกลับมารับผลของกรรมใหม่ที่เกิดจากโทสะใหม่นี้ต่อเนื่องต่อไปอีกทั้งในภพนี้ และภพต่อๆไปไม่รู้จบ
•
กรรมอดีตที่กำลังส่งผลเป็นวิบากปัจจุบัน ก็ยิ่งพอกพูนขยายตัวด้วยกรรมใหม่ในปัจจุบันที่เรายังสร้างต่อไม่หยุด ทำให้เกิดวิบากร้ายในอนาคต ผลร้ายของกรรมใหม่ผสมกรรมเก่าที่ยังส่งผลไม่สุดทางก็ทวีคูณขึ้น และลากยาวต่อไปอีก ต่อไปอีก
•
เรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้ยืนดูอยู่วงนอก จึงพูดได้ง่ายๆ
ไม่ใช่เพราะเราไม่ได้เจอกับตัวเองจึงพูดได้
•
ความจริงแล้ว คนเราทุกคนแม้อาจไม่เจอความทุกข์นี้
แต่เราก็เจอความทุกข์อื่นแบบของเรา
•
ในโลกนี้ ไม่มีใครไม่เคยเจอความอยุติธรรม หรือสิ่งไม่ดีในชีวิต
เพราะไม่มีใครไม่เคยไม่ทำความผิด
•
เหตุที่ทำไมคนบางคน ต้องไปเกิดที่เอธิโอเปียที่อดอยากยากไร้ที่สุด
ทำไมระเบิดปรมาณูต้องลงที่ฮิโรชิม่า
ทำไมคนต้องไปถูกการสังหารหมู่ที่ต่างๆ เหล่านี้
ต่างมีเหตุของมัน มีปัจจัยของมัน
ผู้ที่รับกรรม ย่อมต้องทุกข์ทรมานทุกคน
ส่วนผู้ที่ทำกรรมย่อมต้องได้รับผลของกรรมทุกคนเมื่อเวลาของเขามาถึง
กรรมเป็นกรรมสิทธิ์ของเราโดยแท้
เราเป็นทายาทของกรรมเราโดยแท้
•
ดังนั้นคนฉลาด คือคนที่กล้ายอมรับว่า ขณะนี้กรรมเรากำลังส่งผล ไม่ว่าจะเป็นวิบากที่เจ็บปวดนานาประการเพียงใด มันก็ของเราทำมากับมือ และมันก็ต้องจบไปในที่สุด ถ้าเราแค่รับมันด้วยสติ ด้วยปัญญา ดูมันเกิดขึ้นและจบไปตามวาระของมันได้ เราจะไม่ทุกข์
•
แต่ถ้าเรายิ่งดิ้นรนผลักไสมัน…เราก็ยิ่งถูกมันรัดแน่นขึ้น
เพราะคนเรามักดิ้นรนก็เพราะจิตเราไม่บริสุทธิ์ ไม่สงบ ดิ้นรนด้วยกิเลสจากภายใน
การดิ้นรนนี้ จึงเป็นการเพิ่มดีกรีความเร่าร้อนที่กำลังดำเนินอยู่ ให้รุนแรงมากขึ้น
•
คนมีปัญญา จะต้องยิ่งเร่งสร้างความดีใหม่ สร้างกรรมดีใหม่ และเร่งทำความดีต่างๆให้มากที่สุด
เราจึงจะสร้างเหตุใหม่ให้การชดใช้กรรมครั้งนี้สิ้นสุดโดยเร็ว และให้เราได้หลุดพ้นจากทุกข์ได้เร็วที่สุด
นี่คือเราในฐานะ ผู้เสวยผลของกรรม ที่เสวยอย่างชาญฉลาด
••
ส่วนเราในฐานะ ผู้อยู่วงนอกเหตุการณ์ในพม่า ที่ตอนนี้ไม่ได้เดือดร้อนเพราะกรรมแบบเดียวกับเขา ก็ต้องเร่งทำความดีเช่นกัน
เพราะวิบากของเราที่ยังไม่มาก็รอส่งผลให้เราอยู่ เราจึงต้องไม่ประมาท
•
การที่เรายื่นมือให้ความช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากในที่ต่างๆเมื่อเรามีโอกาสเนืองๆนั้นเป็นการสั่งสมบารมีของเรา
นี่เป็นโอกาสให้เราได้ทำความดี ให้เราได้ช่วยคนอื่น ชีวิตอื่น
ให้เราได้สร้างเหตุปัจจัยที่ดีงามให้ตัวเราในวันหน้า
•
การช่วยเหลือผู้เป็นทุกข์ คือ ทาน
การปกป้องผู้ถูกทำร้ายก็จัดเป็น ทาน
แต่การคิดร้ายโกรธเคือง จะต่อใครก็ตามนั้นเป็น บาป ต่อให้เขาเลวสุดๆ (เพราะกิเลสของเขา) เราก็ยังเป็น บาป
เพราะเราเท่านั้นที่จะเสียหายเอง
คนที่คิดร้าย มุ่งร้าย คือคนที่ต้องรับความโชคร้ายนั้นๆไป
•
ถ้าตัวเรากำลังรับทุกข์ กำลังรับวิบากอยู่ ตัวเรายิ่งต้องเร่งรักษาศีล และเร่งภาวนา ภาวนามีทั้งสวดมนต์ภาวนาด้วยกำลังจิตที่มั่นคงแลรู้ซึ้งในการสวดนั้น และทั้งการทำสมถะ/วิปัสสนาภาวนาให้จิตบริสุทธิ์ที่สุด
จิตจึงจะมีบุญ มีกุศลพอที่จะช่วยสถานการณ์เลวร้ายครั้งนี้ได้ จากนั้นก็ให้หมั่นแผ่เมตตา และอุทิศกุศลจากบุญที่เราได้สร้างนี้
สิ่งที่ดีๆจึงจะเกิดได้ การบรรเทาความเร่าร้อนจากวิบากทุกข์จึงจะเกิดได้
•
แม้เราไม่ได้กำลังจมอยู่ในกระแสทุกข์ เราก็ต้องทำเช่นเดียวกัน เพื่อไม่ให้ทุกข์โทษภัยจากกรรมเก่าของเราตามเราทัน
และเรายิ่งทำมากขึ้นๆๆ วิบากที่จะมาส่งผลจะลดทอนความรุนแรงลง หรือส่งผลสั้นลง หรือบางวิบาก กลายเป็นอโหสิกรรมไม่สามารถส่งผลได้อีกก็มี
•ขอให้ทำความดีกันให้มากๆ ทำความดีให้เกิดไว้ในใจให้มากๆ
เพื่อเพิ่มพลังกุศลให้อบอวลไปทั้งประเทศ สร้างบรรยากาศแห่งกุศลบารมีให้ปกแผ่ไปในวงกว้าง หมั่นสั่งสมกุศลจิตไว้ให้มีพลังที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อช่วยดึงรั้งทั้งแผ่นดินให้สูงขึ้น
•
ความดี และบารมีธรรมนั้น ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทำทุกวัน และถ้าทำได้ให้ทำวันละหลายครั้งด้วย
ถ้าเป็นไปได้ ให้พยายามทำทุกลมหายใจที่ตื่นอยู่
•
ความดีนั้นจะคุ้มครองทั้งตัวเราและคนใกล้ชิดของเรา และบ้านเมืองของเราตามกำลังจิตของผู้คนทั้งหลาย
นี่คือทางออกเดียวที่เรามี...
•
เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ ต้องถูกกระทำทรมานเป็นต่างๆมากมาย ตัดอวัยวะ ควักนัยตา ฉีกเลือดเนื้อ ตัดพระเศียร ฯลฯ สารพัดในแต่ละชาติ เพื่อขัดขวางและท้าทายการสร้างบารมีของท่าน
•
ท่านไม่เคยหวั่นไหว ไม่เคยโกรธ ไม่เคยก้าวถอยหลัง…
ถ้ามีใครขัดขวางท่านจากการทำความดีในชาตินี้ ท่านก็ยอมรับอย่างสงบ เพราะอย่างมากก็แค่ตายจากชาตินี้ไป และไปทำความดีต่อในชาติหน้าต่อๆไป
ความตายจึงไม่ใช่สิ่งน่ากลัว
แต่การยอมทำความไม่ดี เพื่อรักษาชีวิตเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่า
คนเราพึงพิจารณาเสมอว่า เราจะดีจนตายได้อย่างไร
นี่ต่างหากคือเป้าหมายของชีวิตชั่วคราวนี้ของเราในแต่ละชาติ
•
ดังนั้นบทสรุป สำหรับคนพม่าขณะนี้ คือใช้สถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ มาโยนิโสมนสิการ เพื่อสร้างบารมีธรรมด้านต่างๆ
มีขันติบารมี อดทนอดกลั้น ไม่ให้จิตไปโกรธเกลียดใคร
มีศีลบารมี ไม่ไปประทุษร้ายใครทางกาย ทางวาจา
มีเมตตาบารมี ยื่นมือช่วยเหลือผู้ทุกข์ร้อนและแผ่เมตตาให้ผู้ที่ก่อกรรมเพราะเขากำลังต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้เช่นกันวันใดวันหนึ่ง
มีปัญญาบารมี คือกัมมสกตาปัญญา เข้าใจเรื่องกรรมและผลของกรรม และมีวิปัสสนาปัญญารู้ว่า รูปนามขันธ์ห้านี้ชั่วคราวมีแต่จะแตกดับไป เพื่อไม่ให้ใจสลดหดหู่
เหล่านี้เป็นต้น
แม้ทำได้ยาก แต่เป็นทางเลือกเดียวที่ให้ผลดีฝ่ายเดียวเท่านั้น
และถ้าพร้อมใจกันทำเป็นหมู่ใหญ่ จะเกิดพลัง เกิดบรรยากาศกุศลที่มาช่วยเหลือในที่สุด เอาเย็นไปดับร้อน เอาบุญไปดับบาป.
🌱🌱🌱
บทเสริม☘️
ทำนองเดียวกัน…ผู้ปฏิบัติธรรมพึงสังเกตตนเองในห้องกรรมฐาน
ในขณะปฏิบัติ เมื่อมีประสบการณ์ต่างๆ ทางกาย หรือทางใจ ที่ไม่โสภา ไม่พึงปรารถนา เราก็มักเผลอสติ ไปดิ้นรนต่อต้าน ต้องการให้ความไม่สุขกายสบายใจเหล่านั้นหมดไป
ไม่ต้องการเจ็บ ไม่ต้องการอึดอัด ไม่ต้องการร้อน ไม่ต้องการ… ฯลฯ
เราต้องการจะเอาแต่ความรู้สึกดีๆ สบายๆ ความรู้สึกละเอียดอ่อน ความเบาสบาย ความลื่นไหล ฯลฯ
และยังคิดไปว่า ความรู้สึกดีๆเหล่านั้น คือเรากำลังปฏิบัติได้ดี (ซึ่งไม่ใช่ ) ความพอใจในความรู้สึกดีๆนั้น แท้จริงคือราคะ คือโลภะเพิ่มแล้ว
•
พอไม่ได้ความเบาสบายละเอียดเช่นนั้น ไม่ได้ความสงบ เราก็ไม่สบอารมณ์ พยายามดิ้นรนแสวงหาวิธีที่จะทำให้เป็นอย่างที่ชอบ ที่อยากได้ นั้น ขณะนั้นโทสะพอกพูนขึ้นแล้ว
•
เมื่อเราดิ้นรนหนีความไม่สบาย เราดิ้นรนแสวงหาความสบาย นั่นก็คือเราถูกกิเลสใช้ ให้ออกมาดิ้นรนต่อต้านวิบากหรือสังขารเก่าของเราที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีต่างๆ สังขารที่มาในรูปความไม่สบายกายใจทั้งหลาย
•
การดิ้นรนแสวงหาเวทนาที่เป็นสุขหนีทุกข์เช่นนี้ จึงเป็นการปฏิบัติที่ผิดพลาดและเสียเปล่า นอกจากจะไม่ได้ชดใช้กรรม และไม่ได้ขัดเกลากิเลสแล้ว ยังกำลังขยายพันธุ์กิเลสของเราให้แรงขึ้นพอกพูนขึ้น
เป็นการเพิ่มพูนสังขารใหม่อย่างต่อเนื่อง
•
ตรงกันข้าม ถ้าเราเฉย ผ่อนคลาย ไม่พยายามไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ยอมรับมันอย่างที่มันแสดงออกมา และตามดูมันแสดงออกมา ในที่สุดการแสดงของมันก็ต้องจบลง
…และการแสดงใหม่ก็จะออกมา ต่างๆกันไป
•
การแสดงต่างๆเหล่านี้ จะมีมาเรื่อยๆในขณะปฏิบัติ เพราะเราสั่งสมมันมานาน เราก็แค่ตามดูมันไปเรื่อยๆ เรื่องแล้วเรื่องเล่า ด้วยใจที่สงบเป็นกลาง ใช้มันฝึกใจให้เกิดปัญญา
•
ชีวิตทั่วไปของเราก็เป็นเช่นนี้เช่นกัน มีการแสดงต่างๆเข้ามาตลอดเวลา
แต่ทุกการแสดง จะขมขื่นแค่ไหน จะแฮปปี้เพียงใด มันก็ต้องจบลง.
☘️☘️☘️
13/4/64