Search this site
Embedded Files

กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน

สารบัญ

📖

Q: รบกวนขอคำแนะนำหน่อยค่ะ

เคยไปนั่ง 10 วันเมื่อเดือน 9 ปลายปีที่แล้วเป็นครั้งแรก 


ช่วง 2 วันแรกหนูมีเข้าไปถามอาจารย์ว่า หนูนั่งดูลมหายใจแล้ว มีปฏิกิริยาที่หน้าผาก หน้าผากจะมีผิวหนาๆ เกิดขึ้น (เป็นความรู้สึก ถ้าสัมผัสหน้าผาก ก็เป็นหน้าผากตามปกติ) แล้วหนูก็ผ่อนคลายร่างกาย น่าจะเกิดจากหนูตั้งใจนั่งเกินไป แล้วหน้าผากหนาๆ ก็หายไป ตอนนั้นอาจารย์บอกว่าหนูรู้วิธีแก้ด้วยตัวเอง


หลังจาก 10 วัน ก็ได้กลับมานั่งเองที่บ้าน นั่งได้บ้าง ไม่ได้บ้าง (ต้องใช้ความพยายามอย่างมากค่ะ ส่วนใหญ่จะนั่งได้แค่ 15 นาที และไม่สามารถทำวิปัสสนาได้ (รู้สึกว่าสมาธิของหนูยังไม่คมพอ พักหลังๆ หนูเลยนั่งดูลมหายใจมากกว่า) และหน้าผากก็จะหนาแทบทุกครั้งจนอาทิตย์ที่ผ่านมาได้นั่งถี่ขึ้น หลังจากนั้นก็ทำงานตามปกติ 


จนกระทั่งมีอยู่วันนึง หนูนั่งทำงานแล้วหน้าผากก็หนาขึ้นมาอีก (โดยปกติหน้าผากหนาๆ จะเกิดขึ้นตอนนั่งสมาธิเท่านั้น) ทำให้หนูคิดว่า คงเครียดกับการทำงานเกินไป 


หนูเลยคิดได้ว่า จะต้องมีวินัยในการนั่งสมาธิ ดูลมหายใจให้มากขึ้น หนูก็พยายามนั่ง ใช้เวลาสั้นบ้าง ยาวบ้าง จนมาถึงวันนี้ความรู้สึกที่หน้าผากหนาๆ ยังมีอยู่ตลอดเวลาถึงแม้จะไม่ได้นั่งสมาธิก็ตาม


รบกวนขอคำแนะนำด้วยนะคะ อาจารย์ ขอบคุณมากค่ะ 🥰


Q: รบกวนขอคำแนะนำหน่อยค่ะ

เคยไปนั่ง 10 วันเมื่อเดือน 9 ปลายปีที่แล้วเป็นครั้งแรก 


ช่วง 2 วันแรกหนูมีเข้าไปถามอาจารย์ว่า หนูนั่งดูลมหายใจแล้ว มีปฏิกิริยาที่หน้าผาก หน้าผากจะมีผิวหนาๆ เกิดขึ้น (เป็นความรู้สึก ถ้าสัมผัสหน้าผาก ก็เป็นหน้าผากตามปกติ) แล้วหนูก็ผ่อนคลายร่างกาย น่าจะเกิดจากหนูตั้งใจนั่งเกินไป แล้วหน้าผากหนาๆ ก็หายไป ตอนนั้นอาจารย์บอกว่าหนูรู้วิธีแก้ด้วยตัวเอง


หลังจาก 10 วัน ก็ได้กลับมานั่งเองที่บ้าน นั่งได้บ้าง ไม่ได้บ้าง (ต้องใช้ความพยายามอย่างมากค่ะ ส่วนใหญ่จะนั่งได้แค่ 15 นาที และไม่สามารถทำวิปัสสนาได้ (รู้สึกว่าสมาธิของหนูยังไม่คมพอ พักหลังๆ หนูเลยนั่งดูลมหายใจมากกว่า) และหน้าผากก็จะหนาแทบทุกครั้งจนอาทิตย์ที่ผ่านมาได้นั่งถี่ขึ้น หลังจากนั้นก็ทำงานตามปกติ 


จนกระทั่งมีอยู่วันนึง หนูนั่งทำงานแล้วหน้าผากก็หนาขึ้นมาอีก (โดยปกติหน้าผากหนาๆ จะเกิดขึ้นตอนนั่งสมาธิเท่านั้น) ทำให้หนูคิดว่า คงเครียดกับการทำงานเกินไป 


หนูเลยคิดได้ว่า จะต้องมีวินัยในการนั่งสมาธิ ดูลมหายใจให้มากขึ้น หนูก็พยายามนั่ง ใช้เวลาสั้นบ้าง ยาวบ้าง จนมาถึงวันนี้ความรู้สึกที่หน้าผากหนาๆ ยังมีอยู่ตลอดเวลาถึงแม้จะไม่ได้นั่งสมาธิก็ตาม


รบกวนขอคำแนะนำด้วยนะคะ อาจารย์ ขอบคุณมากค่ะ 🥰



A: สวัสดีค่ะ …

🌿

ที่เล่ามา เป็นเวทนาชนิดหนึ่งที่เกิดทางกายค่ะ ถ้าเกิดครั้งแรก และเราวางเฉยอยู่ไม่ใส่ใจ เวทนานั้นๆก็จะหมดวาระของมันไปเอง

🌿

แต่ถ้าเมื่อเกิดนานหน่อย หรือชัดหน่อย 

และ ‘เราเริ่มให้ความสนใจ’ 

จากนั้น…

เราจะตีความ… 

เราจะปรุงแต่ง…

🌿

ธรรมชาติของจิตคนเราย่อมปรุงแต่งทุกอย่างไปได้สารพัดต่อไป

เช่น อาการนี้เกิดจากเหตุโน่น นี่ นั่น 

เช่น อาการนี้มันเป็นนี่ เป็นนั่น 

เช่น นี่คือโรคนี้ โรคนั้น 

เช่น มันเกิดคู่กับเรื่องนี้ เรื่องนั้น 

สารพันที่เราจะพัฒนาต่อๆไป และเชื่อมโยงต่อไปๆในจิต

เช่น เชื่อมโยงว่ามันเกิดในเวลาที่เรากำลังดูลมหายใจ

เช่น มันเกิดเช่นนี้ แสดงว่า เราคงทำสมาธิได้ไม่ดี 

🌿

การปรุงแต่งนี้ทำให้เกิดสิ่งต่อไปอีกมาก 

เช่น อาการนี้จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้น จากแค่ความรู้สึกที่ไม่ชัดบริเวณหน้าผาก ค่อยๆชัดขึ้น จากนั้นก็ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างขึ้น จากนั้นจิตก็จะหาคำอธิบายที่เหมาะสม(จากในคลังความทรงจำของเรา) มาให้ความจำกัดความว่าเป็นความตึง ความเกร็ง ความร้อน ความสั่น ฯ จากนั้นจิตก็จะปรุงแต่งต่อเป็นมโนภาพในใจเรา (ซึ่งก็มาจากความทรงจำในใจเช่นกัน) ออกมาเป็นภาพต่างๆ เช่นเป็นก้อน เป็นแถบ เป็นแผ่น เป็นปื้น ฯ ต่อไปก็อาจจะเป็น animation คือเคลื่อนไหวไปได้ เหล่านี้เป็นธรรมดาที่เกิดขึ้นเสมอๆเป็นประจำ 

โดยเฉพาะผู้ที่กำลังปฏิบัติธรรม ที่จดจ่อสนใจกับสิ่งต่างๆที่เกิดกับตนเองอยู่

🌿

นอกจากนั้น เมื่ออาการหนึ่งที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง และเราไปให้ความสนใจมัน(เกินคุณค่าของมัน) อาการนี้ก็จะมักเกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ เพราะเราเองที่คอยจ้องจับมัน คอยมองหามัน จิตเราจะเลยไปรอจับมันที่บริเวณนั้น 

พอมีอาการ แม้เพียงนิดเดียว ที่บริเวณนั้นขึ้นมาอีก ซึ่งอาจจะไม่ใช่อาการเดิมด้วยซ้ำ จิตที่ปรุงแต่งไปแล้วอย่างดีของเรา ก็สามารถเอาความรู้สึกที่เราเชื่อไปแล้วนั้นมาผสมผสานเข้าไปเป็นความรู้สึกที่ชัดขึ้นไปอีก 

ผลคือเราทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเอง

ผลอีกข้อคือ เราทำให้มันเกิดอีก เกิดอีก เกิดอีก เพราะใจเรามักแอบไปดูตรงนั้นเพื่อดูว่ามันมีอีกไหม เมื่อมีอะไรแม้เล็กน้อยขึ้นมาตรงนั้นก็สามารถขยายความตามจิตที่ปรุงของเราได้

🌿

นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกๆส่วนบนร่างกาย 

🌿

ดังนั้น ขอให้วางความสนใจตรงนี้ไปเลยค่ะ

เพราะมันไม่มีอะไรที่พิเศษ หรือแปลกไป มันเป็นเพียงเวทนาที่มีเหตุให้เกิดขึ้น และในที่สุดมันก็จะดับไป

🌿

เมื่อใดที่จิตปล่อยวางได้จริงๆ ไม่สนใจไยดีอย่างแท้จริง มีอุเบกขาจริง เวทนานั้นๆก็จะไม่มีความหมายอะไรต่อเราอีก มันจะเกิด หรือจะอยู่ หรือจะหายไป เราก็วางเฉยไป เหมือนเราไม่เคยสนใจมันมาก่อน 

🌿

การรู้ตามความเป็นจริง ว่ามันก็เป็นแค่อาการหนึ่ง ที่ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็เปลี่ยนไป คือสิ่งที่เราผู้ปฏิบัติต้องหมั่นระวังเฝ้าดูจิตตนเองเสมอ เพราะเวทนาต่างๆที่เกิด มักถูกกิเลสในจิตเราลากเข้าไปผสมโรง กลับมาหลอกล่อเรา ทำให้เราหลงออกไปนอกทางได้เสมอๆ

🌿

ดังนั้นเวทนานี้จึง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตามดูลมหายใจค่ะ เป็นเวทนาปกติธรรมดาที่ไม่เที่ยง และเพราะไม่เท่าทันจึงถูกสังขารปรุงแต่งจนชัดเจน

🌿

ส่วนที่ห่วงว่าสมาธิไม่ดีนั้น เป็นปกติของทุกคนที่ยังไม่ได้ฌานจิต 

🌿

สมาธิแบ่งเป็นหลายระดับ ในทางโลก ผู้ที่จดจ่อกับสิ่งหนึ่งได้นานๆ ถือเป็นคนที่มีสมาธิดี

คนบางคนที่สามารถอ่านหนังสือได้นานๆ หรือทำงานอย่างหนึ่งๆด้วยจิตจดจ่อได้นานๆ หรือคนที่ใจเย็น หนักแน่น 

ย่อมมีสมาธิดีกว่า คนที่เบื่อง่าย คนที่ขาดความอดทน คนที่ลุกลี้ลุกลน คนลนลานเร่งรีบ คนที่ทำอะไรไม่ได้นาน คนที่จับจด หรือทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (multitasks)  แม้คนที่ชอบดูหนังประเภทที่เปลี่ยน scene เร็ว

สมาธิจึงเป็นสิ่งที่ดีมาก แม้ในทางโลก ซึ่งยุคปัจจุบัน สภาพแวดล้อมกับtechnology ทำให้คนมีสมาธิสั้นลงๆ

🌿

ในทางธรรม สมาธิมีค่ามาก และเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาจิตให้มีศักยภาพสูงสุด

🌿

สมาธิเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน 

และต้องหมั่นฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจังทุกโอกาส

🌿

ดังนั้น ในคอร์สปฏิบัติตามแนวทางเรา แม้มุ่งเน้นที่วิปัสสนาหรือพัฒนาปัญญาตามความเป็นจริง แต่เราก็ให้ความสำคัญกับสมาธิเป็นอย่างมาก จึงได้ให้เวลาถึง 1 ใน 3 ของเวลาปฏิบัติทั้งหมดกับการฝึกสมาธิ

🌿

เพราะเมื่อสมาธิดี จิตจึงจะมีคุณภาพสูง 

ยิ่งสมาธิดีมากเท่าไหร่ จิตยิ่งมีคุณสมบัติยอดเยี่ยมขึ้นเท่านั้น

🌿

สมาธิเป็นฐานของการพัฒนาจิตให้มีทั้งพลังและปัญญา

🌿

แต่สมาธิจะดีขึ้นได้นั้น นอกจากฝึกฝนเพ่งจิตให้เป็นหนึ่งเดียวต่อเนื่องยาวนานแล้ว สมาธิยังทำได้ง่ายขึ้นเมื่อจิตมีความบริสุทธิ์มากขึ้น

เพราะสมาธิจะต่อเนื่องได้นานได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีตัวก่อกวน พวกความฟุ้งซ่าน ความหงุดหงิด ความง่วงซึม ความอยาก ความโกรธ ความลังเล ฯลฯ (ที่เรียกว่านิวรณ์ )

🌿

จิตที่บริสุทธิ์จากกิเลส ย่อมไม่มีนิวรณ์ (นิวรณ์เกิดจากกิเลสในจิต) 

🌿

ดังนั้น เมื่อปฏิบัติวิปัสสนาให้มากๆ เราจะทำลายกิเลสลงไปเรื่อยๆ 

ยิ่งกิเลสน้อยลง จิตก็สงบง่ายขึ้น สมาธิก็พัฒนาได้เร็วขึ้น และล้ำลึกขึ้น

🌿

ทั้งสมาธิ และปัญญา ต้องพัฒนาไปด้วยกันอย่างชาญฉลาด

🌿

การฝึกสมาธิ หรือดูลมหายใจอย่างเดียว เพราะเห็นว่าสมาธิยังไม่ดีพอ จึงไม่ทำวิปัสสนา จึงไม่ใช่ทาง 

เพราะสมาธิระดับสั้นๆก็สามารถทำวิปัสสนาได้แล้ว จึงควรทำวิปัสสนาไปด้วยเสมอ เพื่อละกิเลสเป็นงานหลัก

แน่นอนสมาธิยิ่งลึก ยิ่งแนบแน่น การทำวิปัสสนาก็ยิ่งก้าวหน้า

🌿

แต่สมาธิให้พัฒนาถึงขั้นแนบแน่นที่สุดนั้น ต้องใช้เวลานานมาก (บางคนทุ่มเททั้งชีวิตก็ยังไปไม่ถึง) 

ดังนั้น ถ้ามัวแต่รอให้สมาธิดีพอก่อน เราจะไม่ได้พัฒนาปัญญาอันเป็นหัวใจสำคัญที่สุดแห่งจิตไป… เราจะไม่สามารถก้าวข้ามความทุกข์ในโลกได้ไป… เราจะเสียสิ่งที่สำคัญท่ีสุดในการพัฒนาจิตของเราไป… เราจะเสียเวลาของชีวิตไปอย่างไร้คุณค่า…

🌿

ดังนั้น สมาธินั้น ฝึกทำให้มากได้ ย่อมดียิ่ง แต่ก็ต้องฝึกวิปัสสนาไปให้มากยิ่งกว่าค่ะ…

🌿


31/01/64

Website รวมข้อมูลข่าวสาร สำหรับศิษย์เก่า แนวทางท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

Google Sites
Report abuse
Page details
Page updated
Google Sites
Report abuse