กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน
141 : จิต เหงา เศร้า วังเวง หดหู่
🌿🌸🌿
Q1: ทำไมบางครั้งจิตใจถึงเหงาเศร้า วังเวงคะ?
🌿
A: สังขารด้านความเศร้า เหงา วังเวง ที่เราสะสมมานานนับชาติไม่ถ้วน มันได้เหตุปัจจัยที่ทำให้ปรากฏออกมาในจิตค่ะ ความรู้สึกที่ว่ามานี้เป็นสังขารที่เป็นโทสะกิเลส ค่ะ
🌿
พวก โกรธ เกลียด กลุ้ม กลัว เบื่อ เศร้า เหงา เซ็ง อาย เป็นโทสะทั้งนั้นค่ะ
เมื่อจังหวะให้ คือมีเหตุมากระตุ้น (ทางกาย หรือ ใจ) สังขารด้านต่างๆอันเป็นอนุสัยกิเลสของเราเอง ย่อมผุดโผล่ขึ้นมาในจิตให้เห็น ทำให้จิตเร่าร้อน เศร้าหมอง และหวั่นไหวกวัดแกว่งไปตามมัน ทุกข์ตามมัน
🌿
ต้องรู้ทันมันนะคะ อย่าให้จิตไหลตาม อย่าให้มันครอบงำเพราะจะทำให้สังขารชนิดนั้นๆแก่กล้าขึ้น
ไหลตามไปนาน ก็มีทุกข์แช่กับเรานาน
ไหลตามไปลึก ก็สร้างบาดแผลที่ลึกรักษายาก
ไหลตามไปมาก ก็เพิ่มพูนกิเลสนั่นๆขึ้นมาก
🌿
ให้ดูมันไป ว่าความรู้สึกนี้มันจะอยู่นานแค่ไหน
ถ้าดูด้วยใจที่วางเฉยผ่อนคลายได้จริง ดูจนมันหมดสิ้นไป เปลี่ยนเป็นความแช่มชื่นเบิกบานได้ จะกำไรมหาศาลค่ะ
เพราะไม่เพียงเราไม่เพิ่มพูนความชั่วร้ายในจิต แต่ตัวชั่วร้ายที่ฝังอยู่ลึกๆในจิตได้ถูกลากออกมาด้วย
และถ้าดูจนจิตเบิกบาน สงบอยู่ภายในได้ เราก็ได้เพิ่มพูนกุศลต่างๆในจิตขึ้นมา (เช่น เมตตา กรุณา ศรัทธา ปัญญา ฯลฯ) อยู่ที่ว่าจิตเบิกบานด้วยกุศลธรรมตัวใด
🌿
นิสัยคนเราที่เปลี่ยนได้จากกรรมฐาน ก็ตรงนี้แหละค่ะ
เปลี่ยนเมื่อสังขารออกมา แล้วเรา deal กับมันอย่างถูกวิธี
ไม่ว่าจะอยู่ในห้องปฏิบัติ หรือชีวิตประจำวัน
เปลี่ยนเมื่อหยุดเพิ่ม
เมื่อหยุดเพิ่ม ของเก่าก็มีแต่จะไหลออกมา
🌿🌸🌿
🌿🌸🌿
Q2 : บางครั้งเป็นความหดหู่เศร้าหมองขึ้นมามากๆค่ะ
A: นั่นแหละค่ะ
เป็นสังขาร เป็นความหดหู่ของจิตที่เราเคยสั่งสมมาเป็นกัปป์ เป็นกัลป์ช้านาน สะสมทีละเล็กละน้อยจนพอกพูนครอบงำพื้นฐานจิตของคนเรายิ่งสะสมความรู้สึกทำนองนี้ซ้ำๆ เราก็จะเป็นคนมีนิสัยแบบนี้ที่ถาวร จิตจะเศร้าซึม อ่อนไหว เจอเหตุอะไรแม้เล็กน้อย ก็จะมีปฏิกิริยารุนแรงกว่าคนอื่น เป็นบ่อยๆก็จะเปลี่ยนใบหน้า ท่าทาง ประกายตา ฯลฯ ให้เป็นใบหน้าที่เศร้าหมองไม่ผ่องใส ไม่งดงาม อึมครึม ไม่เป็นที่อยากเข้าใกล้ชิดของคนรอบข้าง
🌿
ถ้ายิ่งปล่อยให้มันพอกพูน จิตเราจะกลายเป็น sensitive หวั่นไหวไปกับสิ่งรอบตัวเกินเหตุ กังวลเกินเหตุ ตื่นตระหนกเกินเหตุ ทุกข์ใจง่าย เศร้าใจง่าย จิตตกบ่อย เป็นคนมีปกติเศร้าหมองอยู่เป็นนิจ
🌿
ที่คนเป็นโรคซึมเศร้า หรือโรคทางใจอื่นๆ ก็มาจากการสะสมสังขารแบบนี้มากเข้ามากเข้าในจิตแหละค่ะ
การปล่อยความคิดแบบนี้ให้ครอบงำเราเนืองๆ ย่อมทำลายสุขภาพจิต กัดกร่อนจิต จนจิตอ่อนแอลง อ่อนแอลง อ่อนแอลง จนสูญเสียสภาพที่ปกติไป
เมื่อเป็นมากเข้า ก็ย่อมเสียหายวิปลาสจนยากเยียวยาแก้ไข ในภพนี้ก็มีอนาคตที่ไม่ดี เมื่อตายไปก็ย่อมเกิดในอบายภูมิ
🌿
ถ้ากล่าวถึงสาเหตุ…
เมื่อใดที่เหตุปัจจัยพร้อม หรือมีการกระทบจากสิ่งเร้าต่างๆ สิ่งที่ดำมืดที่หมักหมมในใจเราแต่ละคนมันก็ถูกกระตุ้นผลักดันให้ขึ้นมา
เช่นเดียวกับความรู้สึก ความนึกคิด อื่นๆ ความเหงา หงุดหงิด กลัว เบื่อ หวั่นไหวหวาดกลัว กระสับกระส่าย
แม้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ตื่นเต้น ความใคร่ ความรัก ความอยาก ความหวงแหน ห่วงหาอาวรณ์ ฯลฯ ก็ใช่หมดค่ะ สังขารทั้งนั้น เป็นความไม่บริสุทธิ์ทั้งนั้น
🌿
บางทีมีเหตุใกล้จากภายนอกกระตุ้นให้เกิด
บางทีเกิดเองจากมโนทวาร คือในใจ ที่เรานึกไปถึงเอง
🌿
ผู้ที่จะไม่มีความขึ้นลงของจิตอีกเลยคือพระอรหันต์ เพราะท่านเห็นทุกอย่างเป็นสมมติ ท่านหมดความยึดติดใดๆ
เมื่อหมดสิ้นความมีตัวมีตน ย่อมหมดสิ้นความรู้สึกต่างๆที่เกิดกับตัวตนสมมุตินี้ไปด้วย
🌿🌸🌿
🌿🌸🌿
Q3: คนบางคนที่ใกล้ชิดเรา ที่เราต้องอยู่ใกล้ๆด้วยตลอดเวลา เป็นคนที่ทำให้เรามีอาการเศร้าหมอง หดหู่
A: คนๆนั้นก็ยังเป็นเหตุภายนอก
แต่เหตุแท้ คือเหตุจากกิเลสสังขาร ที่เรามีเองในจิตเรามานานค่ะ
เพราะถ้าเราไม่มีความเศร้าหมองในจิต เราไม่มีสังขารประเภทนี้มากในจิตเรา คนเรานี้ทำให้เราหวั่นไหวไม่ได้ค่ะ จิตที่เข้มแข็งโดยธรรม ย่อมไม่ถูกลากลงต่ำได้เพราะปัจจัยภายนอก คือถ้ามีผลบ้างก็ไม่รุนแรง
🌿
ยิ่งจิตเราบริสุทธิ์ จิตมีกิเลสน้อย จิตมีปัญญารู้เท่าทันถึงความจริงของความไม่เที่ยง ความเป็นสมมติของสรรพสิ่ง จิตจะมองสิ่งต่างๆที่คนตื่นตระหนกหวั่นไหวว่า เป็นความไม่มีแก่นสาร จะไม่ทุกข์ไปกับมัน ไม่ใส่ใจมัน ไม่เห็นมันเป็นประเด็น
จิตจึงเป็นอิสระจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง
🌿
ดังนั้นโดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ใช่เพราะเขาค่ะ ทำให้เราเป็นเช่นนี้
แต่เป็นเพราะเราเอง ที่มีจิตที่ไปยึดมั่นถือมั่นในตัวเรา ตัวเขา
การถูกกระทบจากเขาก็มากระทบถึงตัวเรา เพราะเราผูกความมีตัวตนไว้แน่นหนา
🌿
เราเองเป็นผู้ผูกพันรักยึดติดในตัวเรามาก เราจึงเป็นทุกข์
การที่เราไม่ชอบ ก็เพราะเรามีตัวตนของเราที่เราใส่ใจมาก เมื่อสิ่งที่เราใส่ใจสูงสุดถูกกระทำแบบนั้นนี้ เราก็เลยมีปฏิกิริยามาก
🌿
สมมติถ้าเป็นคนๆนั้น เป็นคนของบ้านอื่น ที่ก็มีพฤติกรรมไม่ดีมากๆแบบนี้เช่นกัน หรืออาจหนักกว่านี้ เราก็คงไม่สนใจ ไม่ทุกข์ร้อน แบบนี้
แม้เห็นความเลวร้ายแบบเดียวกัน ในคนนอกที่ไม่เกี่ยวกับเรา อย่างมากเราก็อาจสงสาร สมเพชเวทนา
แต่เราไม่ทรมานจากทุกข์เร่าร้อน
ทั้งนี้เพราะเราไม่ได้ผูกยึดคนนอกเหล่านั้นเข้ากับตัวเรา
เพราะคนๆนั้นเป็นของคนอื่น เราจึงไม่ทุกข์
🌿
แต่พอเป็น “คน” บ้านเรา มันมี “เรา” เข้ามาเกี่ยวข้อง เราจึงทุกข์มาก
🌿
ตรงนี้ อย่าปล่อยให้ความกังวลครอบงำนะคะ
การที่เราเห็นตนเองชัดเจนว่าเศร้าหมอง เห็นความหดหู่ของตนเองชัดเจน และเห็นทุกครั้ง แสดงถึงการที่จิตเราเห็นจิตตนเอง นี่แสดงว่าได้เป็นผู้มีสติรู้เท่าทันตนเองอยู่ นี่คือดีมากๆแล้ว
เมื่อเห็นจิตเป็นแบบนี้ ก็ให้เฝ้าพัฒนากำลังกุศลของจิตด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้จิตวางจากเขา แม้ความเขายังทำเช่นเดิมอยู่ วางเหมือนเขาเป็น”คน” ของบ้านอื่น
วางลง เพื่อเพิ่มพูนบารมีธรรม
การที่เราเกื้อกูลผู้ที่ประทุษร้ายเราได้ เท่ากับการสร้างกุศลที่สูงมาก
ทำจิตดีงามเช่นนี้มากเข้าๆๆ วันหนึ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปค่ะ ทั้งเราเองก็เปลี่ยน ทั้งวิบากกรรมเราก็เปลี่ยน เป็นบารมีที่คุ้มค่ายิ่งนัก
แม้ชีวิตเช่นนี้จะอยู่ยากเต็มทีก็ตาม
🌿
งานยิ่งยาก แต่เรายิ่งเย็น บารมียิ่งยอดเยี่ยมค่ะ
🌿🌸🌿
21/12/63