กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน
133 : ขอเรียนถาม อจ. ว่า ถ้าพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ ชรามากๆ และบางครั้งเจ็บป่วยด้วย เราควรยื้อหรือควรปล่อยดีคะ? เวลาเราส่งบุญแผ่เมตตาให้ท่านเหล่านั้น เราควรจะอธิษฐานว่าอะไรดีคะ? คือถ้าขอให้แข็งแรง สุขภาพดี อาจเป็นไปไม่ได้ ด้วยสังขารที่แก่ชราตามวัย (80-90ปีหรือมากกว่านั้น) การรักษาอาจทำให้ท่านทุกข์ทรมาน โดยบางท่านอาจพูดไม่ได้แล้ว หรือถ้าขอว่าหากถึงเวลาของท่านแล้วจริงๆ ก็ขอให้จากไปอย่างเจ็บปวดน้อยสุด และไปสงบสู่สุขคติภูมิ แบบนี้จะเป็นการไม่กตัญญูไหมคะ?
🌱🍀🌱🌿🍃🌿
❖ A: ก่อนอื่น ขอแบ่งคำถาม เป็นสองช่วงคำถามและแยกตอบค่ะ
1. 💭ขอเรียนถาม อจ. ว่า ถ้าพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ ชรามากๆ และบางครั้งเจ็บป่วยด้วย เราควรยื้อหรือควรปล่อยดีคะ?💭
❖ A1: เรื่องนี้อยู่ที่เหตุปัจจัยหลายประการ ต้องพิจารณาให้รอบคอบมากๆ ต้องเข้าใจถ่องแท้ถึงเหตุปัจจัยด้านการแพทย์ ด้านความถูกต้องต่อธรรมะ ด้านความต้องการของผู้ป่วยถ้าท่านเลือกได้โดยท่านมีความเข้าใจธรรมะอยู่บ้างโดยเฉพาะถ้าท่านเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่ได้ธรรม ท่านย่อมเลือกการจากไปของจิตสุดท้ายของท่านเอง
🌿
ส่วนคำว่ายื้อนั้น ก็ขึ้นกับว่ายื้ออย่างไร ยื้อถึงขั้นไหน ท่านนั้นกำลังอยู่ในช่วงไหนของชีวิต และผลของการพยายามยื้อนั้นจะเป็นอย่างไรได้บ้าง
เช่น กรณีที่ชรามาก ป่วยมาก แต่ไม่ถึงขั้นสุดท้าย ถ้าได้รับการรักษาพยาบาล จะช่วยให้ดำรงชีวิตต่อได้อีกยาวนาน อยู่ทำความดีในฐานะมนุษย์ชาตินี้ต่อได้ ก็ย่อมมีความเหมาะสมที่จะรักษาพยาบาลให้เต็มที่อย่างเหมาะสม แต่ถ้าการรักษาพยาบาล กลายเป็นการเข้าไปทำลายความสงบสุขของทั้งกายและใจ หรือเพิ่มความทรมานเจ็บปวดเพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่เท่านั้น ก็อาจต้องเลือกเอาเฉพาะการรักษาที่มีผลต่อกายใจในทางบวกไปพร้อมๆกัน มากกว่ายื้อให้อยู่เพียงเพื่อให้อยู่มีลมหายใจแต่ร่างกายเจ็บปวดจิตใจเร่าร้อน เช่น รักษาแบบตามอาการ palliative care ไป เพื่อให้จิตสงบลง และกายไม่ทุรนทุรายเพราะความเจ็บปวดทรมาน ให้ค่อยๆจากไปอย่างสงบที่สุด
🌿
เราเข้าไปในในใจของท่านไม่ได้ ยิ่งถ้าสื่อสารกันไม่ได้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในจิตท่านช่วงสุดท้ายของชีวิต (อาจเนิ่นนานเป็นปี) เป็นขบวนการของกรรม กิเลส วิบาก ส่วนตัว คือเป็นเหตุปัจจัยส่วนตัวที่ท่านต้องเผชิญเองโดยขึ้นกับว่าท่านได้ใช้ชีวิตมาตลอดชาตินี้เช่นไรมาบ้าง มีกุศลจิตมากน้อยที่มาช่วยท่านเพียงใด มีสัมมาทิฏฐิหรือไม่อย่างไร มีบาปที่ได้ทำทางกาย วาจา ใจอย่างไรแค่ไหน สิ่งเหล่านี้จะมารอส่งผลให้ท่านไปเกิดตามกำลังของมัน เราเข้าไปแก้ไขให้ไม่ได้
🌿
สิ่งที่เราต้องดูแลคือ ทางกาย กับทางใจ
ทางกาย รักษาความสบายทางกายให้มากที่สุด พยายามไม่ให้มีการกระเทือนให้ร่างกายที่เปราะบางนั้น ต้องเจ็บปวดต้องทรมานนานๆ และเจ็บปวดบ่อยๆ
พวกสิ่งที่ต้องฉีดเข้าร่างกายอยู่ตลอด การผ่าตัดบ่อยครั้ง การกระตุ้นแรงๆ การช๊อคต่างๆ ต้องดูให้ละเอียดว่ามันช่วยให้กายดีขึ้นจริงไหม กายสบายขึ้นไหม ความเจ็บป่วยของโรคเทียบการการรักษาแบบนี้ อันไหนมันทุกข์ทรมานกว่ากัน ศึกษาให้ละเอียด
ยิ่งถ้าการหายป่วยจากโรคนี้ยากจะเป็นไปได้ ก็ต้องให้ท่านไม่ทรมาน ไม่ใช่จะให้หายให้ได้ด้วยวิธีการต่างๆ ถ้าการรักษาไม่มีผลช่วยมากที่ทำให้ดีขึ้น เพียงแค่ยื้อให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างกระท่อนกระแท่นไม่สบายตัวตลอดวันเวลา ก็ยิ่งต้องคิดให้ดีว่าเราจะเลือกดูแลท่านด้วยอะไรบ้าง
🌿
ทางใจ รักษาใจให้เกิดความสงบ ความเย็นใจ การระลึกถึงความดีต่างๆที่เคยทำมา การระลึกถึงความสุขต่างๆ สิ่งที่ท่านชอบ(ที่เป็นสิ่งที่ดี) เท่าที่ทำได้ อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ว่าแต่ละคนมีเส้นทางที่เขาต้องพบเอง เราที่อยู่ข้างๆ ทำได้แค่ช่วยแนะนำ ประคับประคองใจท่านจากภายนอก
🌷เราอาจใช้ดนตรีบรรเลงที่ให้ความสงบ ให้ความสดชื่น ให้ความสุข เปิดในเวลาต่างๆกัน ไม่ใช่ต่อเนื่องตลอด จะเฝือ เพลงอาจให้ความรู้สึกที่หลากหลายในแต่ละช่วงของวัน แต่ภาพรวมควรไปในทางสงบสุข ความอ่อนโยนของใจ
🌷นอกนั้นก็อาจเปิดบทสวดมนต์ เช่น บทสั้นๆ ครั้งละไม่นาน วันละ 1-2 ครั้ง กรณีที่คนป่วยไม่คุ้นชิน ไม่ค่อยชอบการสวดมนต์เมื่อยังรู้ตัว กรณีคนชอบฟังเสียงสวดมนต์ ชอบเข้าวัดทำบุญ และชอบสวดมนต์เอง ก็อาจเปิดเจริญพุทธมนต์ทีละ 1-2 ชม บ้าง บทสวดดีๆที่ลึกซึ้ง เช่น ธัมมจักฯ สติปัฏฐานสูตร รัตนสูตร ติกปัฏฐาน ฯลฯ สลับไปมา
บางคนชอบเสียงสวดมนต์ร้องอัปปมัญญาของจีน ทิเบต อินเดีย ก็สามารถใช้สลับได้
🌷ถ้าเป็นผู้เคยปฏิบัติ ที่ยังฟังรู้เรื่อง แต่ตอบสนองไม่ได้ ก็อาจชวนทำสมาธิด้วยกันสั้นๆ อาจทำแบบนำสมาธิ คือมีเสียงกล่าวนำไปด้วยและนั่งไปด้วยกัน
🌷ถ้าเป็นผู้ที่กังวลมาก ก็ให้พูดคุยเรื่องดีๆ ความสุขต่างๆ ความดีงาม เรื่องดีๆบวกๆ ขำๆเบาๆ สนุกๆ น่ายินดี น่าปลื้มใจ ให้ได้ยินได้รับรู้ อย่าเอาความทุกข์ร้อน หรือปัญหาอะไรมาเล่ามาบอก เพราะท่านกำลังหมดเส้นใยผูกพันของชาตินี้แล้ว อย่าให้ท่านติดตัวเป็นความกังวลอะไรไปด้วย
🌷ให้ท่านได้ทำบุญบ่อยๆ ถ้าไปไม่ได้ บอกท่านเราจะไปทำบุญแทนให้ เวลาไปทำบุญก็กลับมาบอกท่านว่าท่านได้ร่วมทำบุญอะไรกับเราบ้าง ได้สร้างอะไรบ้าง ให้อะไรกับใครไปบ้าง คนได้ประโยชน์เป็นใครบ้าง คนพวกนั้นได้รับความสุขจากการให้ครั้งนี้ยังไงบ้าง ให้เล่าละเอียดๆให้ท่านเห็นภาพ ให้ท่านเกิดจิตโสมนัสได้มากๆ ก็จะยิ่งดีมากๆ
🌷ถ้าเรารู้หลักการภาวนา ถ้าเรามีพลังจิตที่ดี ก็ให้แผ่เมตตา แผ่กรุณา แผ่พรหมวิหารทั้งสี่ให้ท่าน
🍃🌱🍀🌱🌿🍃
❖ 2. 💭เวลาเราส่งบุญแผ่เมตตาให้ท่านเหล่านั้น
เราควรจะอธิษฐานว่าอะไรดีคะ? คือถ้าขอให้แข็งแรง สุขภาพดี
อาจเป็นไปไม่ได้ ด้วยสังขารที่แก่ชราตามวัย (80-90ปีหรือมากกว่านั้น) การรักษาอาจทำให้ท่านทุกข์ทรมาน โดยบางท่านอาจพูดไม่ได้แล้ว
หรือถ้าขอว่าหากถึงเวลาของท่านแล้วจริงๆ ก็ขอให้จากไปอย่างเจ็บปวดน้อยสุด และไปสงบสู่สุขคติภูมิ แบบนี้จะเป็นการไม่กตัญญูไหมคะ?💭
❖ A2: ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็ใช้การแผ่เมตตา แผ่ความสุข ความร่มเย็น ความสมบูรณ์ ความสงบใจ ความปิติปราโมย์ ความโสมนัสต่างๆในจิตเรา ให้ท่านได้รู้สึกร่วมสุขใจตามความรู้สึกที่ดีงามนั้นๆในจิตเรา
🌿
จิตที่มีพลังสมาธิเท่านั้นที่จะมีผลจริงจังเข้าไปยังความรู้สึกดีๆอย่างแท้จริงให้เกิดกับท่านได้ แต่ก็ให้หมั่นทำไป ไม่มีผลเสียมีแต่ผลดี
ขอให้ระวังอย่าส่งความกังวลในจิตเราเข้าไปด้วย ก่อนส่งเมตตาให้ทำจิตเราให้ผ่องใสก่อนค่อยแผ่ไปถึงท่าน
🌿
เรื่องการอธิษฐานนั้น ถ้าตามหลักจริงๆการอธิษฐาน คือ สร้างบารมีของผู้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะทำสิ่งใด(ที่ดีงาม)ให้สำเร็จตามกำหนดหนึ่งๆ ไม่ใช่การอธิษฐานอย่างที่เราใช้กัน
กล่าวคือ เป็น resolution ของคนๆหนึ่งที่ตั้งใจว่าจะทำสิ่งที่ดีงาม เช่น ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะไม่ลุกจนกว่าจะนั่งปฏิบัติครบชั่วโมง, จะรักษาศีล 8 ในวันอุโบสถศีล, จะรักษาศีล 5 ตลอดชีวิต, จะไม่นินทากล่าวร้ายใครตลอดพรรษา ฯลฯ เป็นสิ่งที่คนละความหมายกับที่เรามักเข้าใจและใช้กัน
🌿
สำหรับการอธิษฐานที่ถามมานั้น หรือที่คนเรามักใช้นั้น จริงๆเป็นการ ‘ตั้งจิตขอ’ เสียมากกว่า แต่ปัจจุบันก็ได้ใช้คำว่าอธิษฐานในความหมายนี้กันจนคุ้นชินกันไปแล้ว
การ ‘ตั้งจิตขอ ‘เพื่อความสุข เพื่อความดีงาม ของคนอื่นได้ ก็ถือเป็นกุศลจิต คือเป็นเมตตาจิต
การตั้งจิตขอให้คนนั้นได้ความสุขกายสบายใจ ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเขาเหล่านั้นแบบนั้นแบบนี้ ก็เป็นการขอ โดยอาศัยอ้างบุญ อ้างความดีงาม อ้างอานุภาพสิ่งศักดิ์สิทธ์ให้มาช่วยคนๆนั้น กรณีนี้เราก็จะขอแบบไหนก็ได้ ตามที่เราอยากให้เขาได้รับ คำพูดก็เลือกเอาที่สบายใจ เอาอย่างที่ใจคิดต้องการ
แต่จะมีผล ได้ผลหรือไม่นั้นขึ้นกับหลายอย่าง เช่น ถ้าสิ่งที่เราอ้างเพื่อมาตั้งจิตขอนั้นเป็นความสัจจริง (ถือว่าเป็นตั้งสัจจาธิษฐาน), กำลังจิตเรามีพอ, ทุนความดีของเรามีอยู่, ทุนความดีของเขานั้นมีอยู่, สิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถเกื้อกูลได้จริงเพราะมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสม, เหล่านี้เป็นต้น การตั้งจิตขอนั้นก็จะอาจได้ผลจริงได้ หรือได้มากน้อยตามกำลังทั้งหลายข้างต้นที่กล่าวมา
🌿
ส่วนว่าจะขอให้ท่านเป็นไง ก็แล้วแต่สิ่งที่เราปรารถนาดีต่อท่าน ที่อยากให้ท่านได้รับ เอาจิตเราน้อมคิดเอาเองเลย
มีสิ่งหนึ่งที่ส่วนตัวเองนึกน้อมจิตอยู่เสมอ คือ การมีสัมมาทิฏฐิ หรือการมีความเห็นถูกต้อง (ทิฏฐุชุกรรม) เพราะเมื่อจิตตั้งอยู่บนความเห็นที่ถูกที่ควรตามจริงของธรรมชาติ ชีวิตจะไม่หลุดกรอบไปเชื่อในสิ่งที่ไม่ใช่สัจจธรรมของชีวิต
การเป็นคนมีสัมมาทิฏฐินั้นถือว่าสำคัญที่สุด ต้องถึงขั้นพระโสดาบันเท่านั้นคนเราจึงจะมีสัมมาทิฏฐิที่บริบูรณ์
อย่างเราๆถ้าเริ่มต้นชีวิตด้วยความเห็นถูก คือ เชื่อเรื่องกรรมและผลของกรรม เชื่อเรื่องชาติหน้ามีแน่ๆ เชื่อเรื่องบุญบาปมีผลแน่นอน บุญคุณพ่อแม่ต้องทดแทน ฯลฯ เหล่านี้ เราก็อยู่ในศีลในธรรมไปโดยธรรมชาติ เราจะใช้ชีวิตปลอดภัยเป็นสุข และรักษาคนอื่นให้ปลอดภัยเป็นสุข
ที่สำคัญคือ เราจะสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ปัญญาขั้นที่สูงขึ้นๆๆ จนสูงที่สุด หมดจดต่อข้อสงสัย เข้าถึงความจริงของโลกแจ่มชัด เข้าสู่การหลุดพ้นจากความเห็นผิด เป็นพระอริยบุคคลได้
ทั้งนี้ ต้องเริ่มที่สัมมาทิฏฐินี้แหละ สัมมาทิฏฐิ คือ ตัวปัญญานั่นเอง
🌿
ดังนั้นถ้าจะตั้งจิตขอให้พ่อแม่ที่กำลังจะจากไป ก็ควรมีข้อนี้เป็นฐานไว้ และแม้แต่ตัวเราเอง นี่เป็นสิ่งที่ต้องตั้งจิตมั่นให้เราเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ทุกชาติไป ให้ได้เกิดในตระกูลสัมมาทิฏฐิ ให้รายล้อมด้วยผู้มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น
🌿🍃🍀🌿🌱🌿🍃
❖ Q ยังมีบางประเทศที่กฎหมายยินยอมให้แพทย์ทำให้คนไข้เสียชีวิตให้พ้นจากความทรมาน ตามความประสงค์ของคนไข้เองครับ
❖ A เคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเหมือนกันค่ะ
ต่างประเทศมีความเห็นตามแบบของชีวิตเขา เราก็เคารพความคิดเห็นของแต่ละคน
แต่พอมาเข้าใจธรรมะมากขึ้น คือเข้าใจในเรื่องภพชาติ ความที่เราทุกคนมีภพชาติมาแล้วมากมาย และจะต้องลากยาวมีต่อไปชนิดหาที่สุดไม่ได้ตราบใดเราไม่สามารถพ้นจากห้วงสังสารวัฏฏ์ เราจะเข้าใจกฏข้อนี้ชัดเจนกว่าคนที่ไม่เชื่อเรื่องภพชาติ ที่มองแค่ชาตินี้ และก็เชื่อถึงพระเจ้ากับนรกสวรรค์หลังการตายว่าสิ้นสุดเพียงเท่านั้น
เหมือนคนสูงด้วยวัยวุฒิและภูมิวุฒิที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลผ่านโลกมานาน เคยเดินทางผ่านไปทุกชาติพูดได้หลายภาษา และมาคุยเรื่องชีวิตกับเด็กน้อยวัยสองสามขวบที่แม้พูดยังไม่ชัดนั่นแหละค่ะ จึงยากที่พระพุทธองค์จอมปราชญ์จะอธิบายให้ชาวตะวันตกเห็นถึงความสลับซับซ้อนของบุญ บาป กรรม วิบาก กิเลส
การฆ่าคือการฆ่า จะเป็นการุณยฆาต หรือฆาตกรรมก็ดี
จะฆาตกรรมโดยเจตนาหรือโดยไม่เจตนาก็ดี
จะประหารเพื่อปกป้องชีวิตหรือปกป้องประเทศก็ดี
ก็ถือเป็นการทำลายชีวิตให้ต้องตกไป
ในส่วนของบาปว่ามากน้อย, ส่วนของเจตนาว่ามีไม่มี, ส่วนของการทำเพื่อความปลอดภัยและประโยชน์สุขของผู้อยู่ในความคุ้มครอง, ส่วนที่ต้องประหารโจรบาป, ต่างๆเหล่านี้ ก็มีผลบาปตามเหตุปัจจัยของมันค่ะ
บาปของการคร่าชีวิต อย่างไรเสียก็เป็นบาป ที่มีผลต่อผู้กระทำเสมอ
ส่วนผลของบาปนั้นแตกต่างกันไปหลากหลายซับซ้อนมากขึ้นกับ
ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ, ปโยคะ(ความพยายามในการฆ่า), คุณธรรมของสิ่งมีชีวิตที่ถูกฆ่า, เจตนาที่ฆ่า, จิตตอนคิดฆ่า กำลังฆ่า ประกอบด้วยกุศลอกุศลอะไรอยู่บ้าง เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้จะให้ผลของมันตามขบวนการการให้ผลที่ซับซ้อนค่ะ
8/10/63
🌿🍃🍀🌿🌱🌿🍃
❖ A ความตั้งใจดีงามเป็นกุศลแน่นอนค่ะ ความต้องการให้ท่านสงบ เป็นสุข ไปสู่สุคติ เหล่านนี้ย่อมเป็นเจตนาของเราค่ะ
ส่วนในรายละเอียดเพิ่มเติม ให้ดู่ตอบคำถาคุณเจี๊ยบข้างต้นนะคะ
อย่างไรก็ดี ทุกชีวิตทุกสถานการณ์ มีรายละเอียด มีเหตุมีปัจจัยที่แตกต่างกัน หลักใหญ่ๆก็อย่างที่เขียนไปพอสังเขปนะคะ แต่รายละเอียด ต้องลงลึกเป็นรายๆไปเลยค่ะ แต่ละกรณีมีความสลับซับซ้อนที่ต่างๆกัน มีผู้เกี่ยวข้องที่ต่างกัน มีสถานการณ์ที่ต่างกัน
ขอให้ตั้งอยู่บนธรรมะที่ชอบธรรม ระวังเรื่องศีล มีจิตที่เป็นกุศล (กุศลมีหลายแบบ) มีปัญญาที่แยบคายในการวิเคระห์พิจารณา มีปัญญาทางธรรมที่ถูกต้อง และให้ระวังไม่ไปกำหนดความตายของผู้อื่น ทำเช่นนี้ได้เราก็ค่อนข้างเดินไม่ค่อยพลาดค่ะ
🌿
8/10/63
🌿🍃🍀🌿🌱🌿🍃
❖ Q กราบค่ะอาจารย์อ่านเข้าใจง่ายค่ะ รอแต่เจอของจริงล่ะทีนี้จะนึกถึงอาจารย์มากๆ
🌿🌿🌿
❖ A: ถูกต้องค่ะ…สิ่งที่เราเผชิญเองขณะลงมือปฏิบัตินั้น เราต้องเจอเองถึงจะเป็นความสามารถของเราความรู้แท้ของเราเอง ถึงจะเข้าใจมันอย่างแจ่มแจ้งจริงๆ
ปัญญาขั้นนี้ถึงเรียกว่าญาณไงคะ เป็น ปรีชาประจักษ์ หรือ ประจักษแจ้ง
🌿
ขนาดสิ่งที่เราอ่านมา ที่เราฟังมา ที่เราเรียนมา เรายังเข้าใจไม่ชัดเจนและ ไม่ถูกทั้งหมด เพราะการสามารถในการตีความของเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน
คน 20 คนฟังเรื่องเดียวกันยังเข้าใจไม่เหมือนกัน ยังตีความกันไป 20 อย่าง ประสาอะไรกับการ ‘เข้าถึง’ ความจริงแท้ในระดับลึกอย่างแท้จริง
🌿
ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติยังจับอยู่ตรงเวทนาในระดับที่ตนเข้าใจได้ตามภูมิธรรมแต่ละคน จึงไปไม่ถึงคำว่า “ทุกอย่าง” อย่างแท้จริง
ไปไม่ถึง “ทุกประสบการณ์” ที่เกิดขึ้น “ในทุกๆขณะ” อย่างแท้จริง
จึงต้องฝึกฝนไปให้มากๆจนเท่าทัน
🌿
ตัวหลักการ ทำให้เรามีที่ยึด มีวิธีการที่จะฝึกฝนเอง
แต่ถ้าเราไม่ได้หลักที่พระพุทธองค์วางไว้ เราก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
🌿
เหมือนการจะเรียนรู้สิ่งต่างๆในชีวิต เราต้องเริ่มเรียนรู้ จากการอ่าน การฟัง (สุตตะ) จากนั้นก็การทำความเข้าใจ (จินตะ) จากนั้นก็การลงมือปฏิบัติ (ภาวนา)ให้เป็นประสบการณ์จริงของเราขึ้นมาเองจึงจะเข้าถึงอย่างถ่องแท้ขึ้นเป็นลำดับ
🌿
ทั้งนี้ การปฏิบัติ ก็ย่อมมีลองผิดลองถูก เพราะเราต่างตีความคำสอนหรือทฤษฎีที่เรียนมาไม่ถูกต้องทั้งหมดทุกคน เราจึงต้องคอยมีครูหรือตำราแนะนำไม่ให้เลี้ยวผิดทาง เมื่อฟังแล้วทำความเข้าใจแล้วก็ต้องลงมือทำต่อไปด้วยตัวเองไปเรื่อยเป็นขบวนการเช่นนี้
🌿
กล่าวคือ ต้องฝึกฝนเรียนรู้ไปให้มากขึ้น ทำความเข้าใจในภาคหลักการให้มากขึ้น และลงมือปฏิบัติเองให้มากขึ้นไปด้วยกัน ต้องทำควบคู่กันไป ที่ว่าปริยัติ ปฏิบัติ จึงจะถึงปฏิเวธได้
🌿
ท่านอาจารย์ซายาเท็ต ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านอาจารย์อูบาขิ่น ได้มีโอกาสเรียนกรรมฐานตรงกับท่านพระเถราจารย์เลดี ซายาดอว์เพียงไม่กี่สัปดาห์ จากนั้นท่านกลับหมู่บ้านและไปปฏิบัติต่อเอง ทุกครั้งที่ท่านซายาเท็ตมีข้อติดขัดสงสัยจากการปฏิบัติ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของผู้ปฏิบัติ แต่ท่านไม่สามารถเดินทางกลับไปถามท่านอาจารย์ของท่านได้ ท่านได้อาศัยอ่านจากตำราที่ท่านพระเถระเลดีเขียนไว้ให้เป็นครู คอยอ่านเพื่อตรวจสอบขั้นตอนและผลการปฏิบัติด้วยวิธีนี้มาตลอด จนท่านได้ธรรมะขั้นสูงขึ้นเป็นลำดับ จนที่สุดเป็นที่ทราบกันในพม่าว่าท่านซายาเท็ตได้เป็นพระอริยบุคคลขั้นพระอนาคามี
🌿
ภูมิธรรมของเราแต่ละคนจะพัฒนาได้ ไม่ใช่ปฏิบัติดุ่มๆทื่อๆไป คือตั้งหน้าตั้งตาทำ(แบบทำไปเดี๋ยวก็รู้เองแหละ)เท่านั้น ต้องปฏิบัติอย่างถูกต้องด้วย เราอาจคิดว่าเรา ’รู้เองแหละ’แล้ว แต่นั่นอาจเป็นการรู้ในแบบของเราคนเดียว ซึ่งที่เราคิดว่ารู้นั้นอาจไม่ได้ถูกต้อง เพราะเราไม่รู้ว่าจะตรวจสอบจากอะไรในตัวเราได้ เราไม่ได้มีภูมิในตัวเราพอที่จะตอบตนเองได้
ผู้ที่จะรู้ได้ด้วยตนเองจริงๆ มีแต่พระบรมศาสดาเท่านั้น เพราะท่านผ่านมาแล้วทั้งหมดจนไม่มีอะไรที่ท่านจะไม่รู้ได้อีก
🌿
สำหรับเราๆ จึงต้องอาศัยพระพุทธองค์ ถึงจะก้าวไปอย่างถูกทางจริงๆ อาศัยท่านโดยผ่านทางความรู้ความเข้าใจภาคทฤษฎีที่เป็นหลักต่างๆ(ทั้งในพระสูตร พระวินัยและพระอภิธรรม) ที่ทรงตรัสสอนให้เราไว้ และอาศัยผ่านทางครูอาจารย์ผู้ถึงธรรมแล้ว และได้สืบสานธรรมะนั้นต่อกันมาอย่างถูกต้อง
🌿
การปฏิบัติเกิดได้เพราะมีทฤษฎีที่ผู้รู้จริงท่านเมตตาวางไว้ให้ ถ้าไม่มีหลักไม่มีทฤษฎี เราย่อมไม่สามารถจะเริ่มเรียนรู้ได้เลยด้วยซ้ำ
🌿
ถ้าเราเดินเป๋ไปจากเส้นทางที่ถูกแม้ครึ่งนิ้วในก้าวแรก ก้าวถัดๆไปที่ไปทิศทางนั้นก็จะยิ่งออกห่างจากความถูกต้องไปไกล จากระยะห่างแค่ครึ่งนิ้วจะกลายเป็นศอกเป็นวา ยิ่งเดินไป ก็ยิ่งออกนอกทางไปไกล ดังนั้นการตรวจสอบเช็คตนเองกับความเข้าใจในหลักการ(ทฤษฎี)หรือ ถามไถ่จากครูอาจารย์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก
🌿
การสอนจากครูสู่ครูจนถึงเรานั้น คำสอนของท่านก็คือตัวหลัก ตัวทฤษฎี ท่านไม่ได้สอนปฏิบัติ แต่ท่านสอน”หลักในการปฏิบัติ”
เพราะท่านจะมาปฏิบัติแทนเราไม่ได้
เราต้องปฏิบัติเอง การปฏิบัติจึงเป็นเรื่องเฉพาะตนของแต่ละคน ที่ต้องลงมาทำเองเท่านั้น
🌿
การลงมือปฏิบัติ คือการเรียนรู้ขั้นสูงสุด
ที่เราทุกคนต้องเรียนเอง ความรู้ที่สืบทอดมา ความรู้ความเข้าใจทั้งหมดนั้นแม้ทรงจำไว้ แม้เข้าใจดี ก็ยังไม่ใช่ความรู้ของเราเอง จนกว่าเราจะลงมือปฏิบัติจนมันเป็นประสบการณ์ของเราเองเท่านั้น จึงจะเป็นความรู้ของเรา
การเรียนรู้ที่สมบูรณ์ เราเท่านั้นที่ต้องลงมือทำ
🌿
กระนั้นก็ดี ถ้าเราลงมือทำไปนิดหน่อย ความรู้ที่เป็นของเราก็นิดหน่อย ไม่แม่นยำ ไม่เกิดความชำนาญ
ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านใดๆ ย่อมมาจากการสั่งสม ปสก ด้านนั้นๆ การฝึกปรือจนเกิดความช่ำชอง การทำมาก ทำบ่อย มีผิดพลาด แก้ไข ผิดอีก แก้อีก ปรับไป เปลี่ยนไป แก้ไขไป พัฒนาไป ก็ย่อมเก่งกล้าขึ้น
🌿
เมื่อปฏิบัติมากขึ้น ทำมากขึ้น ความรู้กลายเป็นความรู้ของเราจริงๆ เราจะเริ่มรู้ชัดเจนขึ้นทีละน้อยว่า อันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่ อันเนื่องมาจากเคยผิดแล้วแก้ไขมาตลอด การที่เราผิดและแก้ไขนี้ ก็ต้องกลับไปอ่านทบทวนไปศึกษาพึ่งพาทฤษฎีหรือตัวหลัก หรือฟัง หรือถามจากครู เพื่อกลับมาตรวจสอบความเข้าใจตนเอง ไปๆมาๆเช่นนี้ระหว่างทฤษฎีกับปฏิบัติ จึงจะก้าวหน้าได้จริง ได้ลึกซึ้ง และได้ถูกต้องขึ้นเรื่อยๆ
🌿
ดังนั้น เมื่อลงมือ ขอให้เข้าใจหลักการไว้ในใจ ว่าทุกอย่างที่เห็นคือสิ่งที่มาฝึกจิตเรา ดูให้เป็น เพราะถึงตอนนั้นเราเผชิญคนเดียวแล้ว เดินทางคนเดียว ก้าวไปแต่ละก้าวด้วยตนเอง จะลากใครมาเดินเป็นเพื่อนด้วยไม่ได้เลย เมื่อเผชิญสิ่งใดๆในจิต เราจะเห็นได้เองว่าต้องทำอย่างไร ถ้าเราเข้าใจในหลักอย่างถูกต้อง
🌿
แต่บ่อยครั้งสิ่งที่เราคิดไว้ในใจตามหลักการเราคิดว่าหมายถึงแบบนี้ แบบนั้น พอเวลาเราลงมือปฏิบัติ สิ่งที่เราพบมันมาในหลากหลายรูปแบบ ไม่ตรงกับจินตนาการที่เราคิดเอาไว้ คือเป็นอะไรที่เราไม่คาดคิด ทั้งไม่ตรงกับความเข้าใจ ตามสัญญาเดิมๆของเรา เราจึงไปไม่เป็น เราจึงจับไม่ได้ทัน เราจึงตกเป็นเหยื่อมันไป ถูกมันหลอกไป จนกว่าเราจะชำนาญขึ้น เท่าทันขึ้น เราจะรู้เท่าทันกิเลสในจิตมากขึ้น และจะค่อยๆเข้าใจว่ามันคือทุกอย่างที่เกิดขึ้น หรือ ทุกอย่างที่เราประสบ คือเวทนาทั้งนั้น คือทุกข์ทั้งนั้น ที่เราต้องรู้ …และต้องละ🌼🌿
9/10/63