กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน
132 : ขยายความเนื้อหาในบทความ “พระพุทธเจ้าทรงประสบความทุกข์ความลำบากไม่ยิ่งหย่อนกว่าใคร”
🍀🌱🍃🌼🍃🌱🌿
ขออนุญาติขยายความเนื้อหาในบทความที่ส่งมาข้างต้นนี้นิดนะคะ (ภาพบทความอยู่ล่างสุดในหน้านี้)
เรื่องที่ว่า “พระพุทธเจ้าทรงประสบความทุกข์ความลำบากไม่ยิ่งหย่อนกว่าใคร” จากบทความที่แนบมาอีกครั้งข้างล่างนี้ เพราะทุกข์ที่ปุถุชนเห็นว่าทุกข์นั้น ไม่ใช่ทุกข์ของพระพุทธเองค์ค่ะ คนละตัวกัน
#######
วัตถุประสงค์ของผู้เขียนมีเป้าหมายที่ดีงาม ให้เราที่มีความทุกข์ต่างๆนาๆในชีวิต สามารถอดทนอดกลั้นด้วยใช้ขันติธรรม และปล่อยวางด้วยใช้อุเบกขาธรรมให้ได้ ให้อยู่กับทุกข์อย่างใจไม่ทุกข์ให้เป็น ถือเป็นความตั้งใจที่ดีงาม จึงขอโมทนาในกุศลจิตนี้
กระนั้นก็ดี ขอขยายความในเรื่องนี้นะคะ
เราไม่อาจใช้ความคิดหรือสายตาแบบปุถุชนของเรากับพระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ และพระบรมศาสดาได้เลยค่ะ ความแตกต่างในการมอง “ “ทุกข์” ของเรากับของท่านนั้น ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
เราปุถุชน ผู้มีอัตตาตัวตน มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน หนาแน่น ย่อมไม่เข้าถึงวิสัยแห่งพระอรหันตสัมมามัมพุทธเจ้าได้
🌿🌱🌼🍀 🍃🌼🌿 🌱🌼
พระอรหันต์ทุกพระองค์นั้น ย่อม “สิ้นทุกข์” แล้วโดยสิ้นเชิงค่ะ
คำว่าสิ้นทุกข์นั้น เกิดจากหมดสิ้นซึ่งกิเลสทั้งปวง จึงอยู่อย่างเป็นสุขเป็นปกติ ผู้ที่วางขันธ์(กายและจิต) ลงได้ย่อมหมดทุกข์จากการมีขันธ์ เหมือนของที่สลัดทิ้งแล้ว เห็นว่าเป็นขยะเป็นของเน่าเสีย ย่อมไม่เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้นอีก
เมื่อเข้าถึงพระนิพพานเป็นพระอรหันต์ แต่ยังไม่ดับขันธ์สิ้นชีวิตไป ยังมีขันธ์ คือกายและจิตอยู่ (สอุปาทิเสสนิพพาน) นั้น ร่างกายย่อมเป็นไปตามธรรมชาติของมัน ที่มีความชรา ความเจ็บป่วย เป็นต้น
และเมื่อยังอยู่ร่วมกับปุถุชนบนโลก ย่อมถูกปุถุชนผู้ไม่รู้กระทำการเบียดเบียนต่างๆได้
แต่จิตของพระอรหันต์นั้นไม่ใช่จิตอย่างเราๆที่เราจะนำมาเทียบ ท่านไม่ได้ทุกข์ หรือต้องทนทุกข์ เพราะการเบียดเบียนนั้น
ท่านไม่ได้เห็นเป็นความทุกข์ที่ต้อง “ทน” อย่างที่เราเห็น
🌿🌱🌼🍀 🍃🌼🌿 🌱🌼
🎋 พระอรหันต์นั้น ไม่ต้องอดกลั้น เพราะท่านไม่มีโทสะเหลือ (จึงไม่ถือสา เมื่อวางแล้วทิ้งแล้ว ย่อมไม่มีสิ่งใดต้องทนต้องทน)
🎋 พระอรหันต์นั้น ไม่เสียใจเพราะญาติที่รักไม่เข้าใจ เพราะท่านไม่มีโลภะเหลือ (จึงไม่มีความกังวลห่วงใย)
🎋 พระอรหันต์นั้น ไม่ทุกข์ เพราะความเจ็บไข้ การอดนอน อดอาหารประณีต การถูกบีบคั้นทางกายใจต่างๆ เพราะท่านไม่มีความมีตัวตน ไม่มีตัณหา ไม่มีราคะ ไม่มีโมหะ ไม่มีอวิชชา (เมื่อหมดความเป็นตัวตน ไม่ว่าสิ่งใดมากระทบก็ไม่สามารถยังความทุกข์ให้ได้)
🎋 พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมไม่เห็นการสั่งสอนเวไนยสัตว์ มนุษย์ เทวดาทั้งหลาย ตลอดพระชนม์ชีพ ว่าเป็นความทุกข์ เพราะนี่คือปณิธานของการบำเพ็ญบารมีมานับชาติไม่ถ้วนของพระองค์ ที่จะนำหมู่สัตว์สู่ความเกษม ผู้ที่ทำการตามปณิธานตนย่อมไม่เห็นว่าการนั้นๆคือความทุกข์
🌿🌱🌼🍀 🍃🌼🌿 🌱🌼
พระอรหันต์ไม่มีทุกข์ แม้ต้องถูกตัดแขนขา ตัดองคาพยพไป
พระอรหันต์ไม่มีทุกข์ แม้ผู้คนจะเบียดเบียนประทุษร้ายด้วยกาย หรือวาจา
ท่านเป็นสุข สงบยิ่งอยู่ภายในเสมอ
เพราะท่านวางได้แล้วอย่างสิ้นเชิง
ท่านจึงไม่เห็น ‘สังขารทุกข์’ ว่าเป็นทุกข์
เห็นแต่ ‘สังสารวัฏฏทุกข์’ เท่านั้นที่เป็นความทุกข์
🌿🌱🌼🍀 🍃🌼🌿 🌱🌼
กรณีของพระบรมศาสดานั้น หากมองจากมุมในบทความนี้ เป็นการมองจากมุมของเราในฐานะปุถุชน ซึ่งย่อมขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงโพธิจิตที่มุ่งการพ้นทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของสังสารวัฏฏ์ และมุ่งให้สรรพสัตว์พ้นทุกข์เช่นเดียวกันนั้นด้วย
ความทุกข์ทางกายและใจ (ที่ว่า ท่านต้องนอนน้อยตื่นมาก ต้องคอยเผยแพร่ธรรม เหล่าประยูรญาติไม่ยอมรับ ถูกเทวทัตทำร้าย เจ็บป่วย เป็นต้น) ที่กล่าวถึงในบทความนี้ เป็นความทุกข์ที่ปุถุชน”เท่านั้น” ที่รู้สึกว่าเป็นทุกข์ เพราะมองจากมุมของกามทุกข์กามสุข
การมองเช่นนี้ ทำให้คิดไปว่าพระพุทธองค์ต้องทนความทุกข์ ต้องใช้ขันติ อดทนอดกลั้น ใช้ความคิดแบบเราๆปุถุชนที่เห็นว่าเป็นความทุกข์กายทุกข์ใจ
แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้หาใช่ความทุกข์สำหรับพระอรหันต์ทุกองค์แม้แต่น้อย หากแต่เป็นเพียงธรรมดา เป็นธรรมชาติของการขันธ์ห้าเท่านั้น
นี่จึงไม่ใช่ทุกข์ของพระพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ ท่านไม่ได้ทุกข์ ท่านไม่ต้องอดทนอดกลั้น ท่านไม่ต้องพยายามวางวางอุเบกขาเพื่อทนต่อสิ่งเหล่านี้ แม้แต่น้อย
🌿🌱🌼🍀 🍃🌼🌿 🌱🌼
เปรียบเหมือนคนมีกำลังมหาศาล กับคนกำลังน้อยไม่มีเรี่ยวแรง การยกของมีน้ำหนักสำหรับคนมีกำลังมาก ก็อาจยกได้เหมือนการยกมือโบกไปมา ไม่ได้รู้สึกทุกข์เพราะการโบกมือนั้น ขณะที่คนกำลังน้อยที่ยกของเท่ากันกลับรู้สึกทรมาน เป็นทุกข์เพราะความหนักนั้น ต้องใช้แรงทั้งหมดที่มี
เปรียบเหมือนคนหนุ่มสาวแข็งแรง กับคนชราคนป่วยไข้ คนหนุ่มสาวย่อมเดินเหิน วิ่งไปมาได้อย่างแคล่วคล่อง การเดินหรือวิ่งไม่ได้เป็นความทุกข์ของเขา แต่สำหรับคนชราหรือคนป่วย แม้จะยืนให้ได้ก็เป็นความทุกข์แล้ว เป็นต้น
พระพุทธองค์ผู้มีกำลังมาก คือมีบารมีมาก ย่อมไม่ทุกข์ไปกับสิ่งต่างๆที่ปุถุชนเห็นว่าทุกข์
เพราะพระองค์ไม่ถือ ไม่แบกสิ่งใดไว้อีกแล้ว ทรงวางหมดสิ้นแล้ว
จึงไม่มีสิ่งใดถ่วงใจให้ท่านกังวลห่วงใย ต้องรู้สึกขึ้นๆลงๆตามการกระทบอีก
เมื่อไม่หวั่นไหว ก็ไม่ต้องอดทนอดกลั้น
สิ่งที่มากระทบเหล่านั้นเป็นเพียงธรรมดาของสังขารที่ยังอยู่ในโลกต้องพบเจอเท่านั้น
🌿🌱🌼🍀 🍃🌼🌿 🌱🌼
พระโพธิสัตว์ปรารภ ย่อมต่างจากปุถุชนปรารภ จึงยากที่เราผู้มีกิเลสจะประเมินตามความคิดของเราได้โดยง่าย
สิ่งที่ปุถุชนปรารภทุกข์ ทุกข์หนอ นั้น สำหรับพระโพธิสัตว์คือการบ่มเพาะ เป็นการเก็บสะสม เป็นการก้าวเดินไปข้างหน้า ตามปณิธานความมุ่งหมาย เป็นการสร้างบารมี ฯลฯ
จึงถือเป็นความสุขอย่างยิ่งที่ได้ทำความดี การถูกเบียดเบียน การสูญเสียต่างคือโอกาสในการสร้างความดีขั้นสูงๆขึ้นไป เป็นการบำเพ็ญเพียร
ในสายตาของผู้บำเพ็ญบารมี สิ่งเหล่านี้คือความสุขความน่ายินดีอย่างยิ่ง เป็นโอกาสทอง ที่จะได้เก็บเล็กผสมน้อย ได้สั่งสมสิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงเพื่อเป้าหมายที่สูงสุด
🌿🌱🌼🍀 🍃🌼🌿 🌱🌼
จิตพระโพธิสัตว์ที่ต่างจากจิตอย่างเราๆ ก็เพราะมีปณิธานเพื่อหมู่สัตว์ ดังนั้น การประสบกับสิ่งที่ปุถุชนเห็นว่าเป็นความทุกข์นั้น สำหรับท่านเหล่านั้น คือโอกาสในการสร้างบารมี
พระโพธิสัตว์ย่อมเป็นสุขที่ได้ให้ ได้สละ ได้เกื้อกูล ได้อุทิศชีวิต อุทิศขันธ์ของท่านอย่างเต็มใจทุกๆชาติ เพื่อความพ้นทุกข์แห่งตน และความเกษมแห่งหมู่สัตว์
และความปรารถนาที่จะสละนั้นยิ่งเข้มข้นลุ่มลึกขึ้นเป็นลำดับ เมื่อบารมีใกล้จะเต็มเปี่ยม ใกล้ถึงความเป็นพระพุทธเจ้า
🌿🌱🌼🍀 🍃🌼🌿 🌱🌼
ความหมดสิ้นเนื้อประดาตัว คือความทุกข์อย่างยิ่งของปุถุชน
การสละละทิ้งทรัพย์สมบัติเพื่อออกบวช คือความสุขอย่างยิ่งของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้น
การได้ส้องเสพวัตถุได้จับจ่ายใช้สอยเพื่อปรนเปรอตนด้วยกามสุขคือความสุขอย่างยิ่งของปุถุชน
การต้องคอยรักษาทรัพย์บ้านเรือนเงินทอง แบกภาระแห่งความกังวล เพื่อดูแลทรัพย์เป็นความทุกข์อย่างยิ่งของผู้บำเพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้น
🌿🌱🌼🍀 🍃🌼🌿 🌱🌼
ความสุขของพระโพธิสัตว์ พระอริยะ พระบรมศาสดา จากการได้สละนั้นเราอาจนึกไปไม่ถึงทั้งหมด
แต่เราอาจพอนึกได้ในกรณีตัวเราเอง ที่ได้ลิ้มรสของความสุข ความปีติปราโมทย์ ความปลื้ม เวลาที่เราได้ทำบุญที่ดีๆ ได้สร้างกุศลที่ดีงาม ได้ให้ทรัพย์ของเราเพื่อความดีงามหรือความสุขของผู้อื่น ได้สละเวลาของเราทำความดีต่างๆ
จิตที่มีปีติโสมนัสจากการทำความดีย่อมเป็นสุข
เป็นความสุขทั้งๆที่เรากำลังเสียทรัพย์ของเราอยู่
สุขทั้ๆที่เราได้ให้เวลาในการเสพสุขส่วนตัวของเรา ไปกับกระทำความดีงามเหล่านั้นอยู่
ทำนองเดียวกัน ความสุขที่ได้ทำความดีของผู้สร้างบารมีขั้นสูง ผู้มีปณิธานเพื่อความสุขของผู้อื่นเป็นที่หมายนั้น
ย่อมเป็นสุขอย่างยิ่งที่ได้โอกาสทำความดี
แม้ต้องเสียทรัพย์ เสียอวัยวะ จนถึงเสียร่างกายหรือชีวิตไป
ผู้บำเพ็ญเพียร พระโพธิสัตว์ พระอริยบุคคล พระบรมศาสดา ย่อมไม่มองทุกข์สุข เหมือนเราปุถุชนค่ะ
🌿🌱🌼🍀 🍃🌼🌿 🌱🌼
การแสวงหาในโลกนี้ มีสองอย่าง คือ
การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ (อนริยปริเยสนา) กับ
การแสวงหาที่ประเสริฐ (อริยปริเยสนา)
การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ คือ ตนเองมีความเกิด (ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความเศร้าหมอง)เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่ทำให้มีความเกิด(แก่ เจ็บ ตาย โศก เศร้าหมอง)อยู่นั่นเอง
สิ่งที่มีความเกิด(แก่ เจ็บ ตาย โศก เศร้าหมอง)เป็นธรรมดาเหล่านั้นเป็นของหนัก; แต่ปุถุชนในโลกนี้พากันจมติดอยู่ พากันมัวเมาอยู่ พากันสยบอยู่ในของหนักเหล่านั้น…
การแสวงหาที่ประเสริฐ คือ ตนเองมีความเกิด(แก่ เจ็บ ตาย โศก เศร้าหมอง)เป็นธรรมดา ก็รู้จักโทษทุกข์ภัยสิ่งที่มีความเกิด(แก่ เจ็บ ตาย โศก เศร้าหมอง)นั้น จึงแสวงหานิพพานอันเป็นธรรมไม่เกิด (อชาต) ไม่แก่ (อชร) ไม่เจ็บไข้ (อพฺยาธิ) ไม่ตาย (อมต) ไม่โศก (อโสก) ไม่เศร้าหมอง(อสํกิลิฏฐ) แสวงหาซึ่งธรรมอันเกษม ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
🌿🌱🌼🍀 🍃🌼🌿 🌱🌼
ปุถุชน เพราะกิเลสหนาปัญญาน้อย ย่อมแสวงหากามสุข ย่อมพึงพอใจในการเสพ การยึด วัตถุกามต่างๆ รวมทั้งร่างกายนี้ ที่มีแต่เสื่อม สลาย พังภินท์ไป ทุกๆขณะ ไม่เที่ยง เป็นของชั่วคราว
ดังนั้นปุถุชน จึงมองความทุกข์ด้วยดวงตาของผู้มีอัตตาตัวตน ผู้มีกิเลส ผู้ไม่เห็นทุกข์ที่แท้
พระโพธิสัตว์ ย่อมไม่ยินดีในการแสวงหาเพื่อตัวตน แต่เป็นสุขที่จะสละทุกอย่าง รวมทั้งตนเพื่อการสิ้นทุกข์อย่างหมดจด ความทุกข์ของการถูกเบียดเบียนต่างๆที่ปุถุชนเห็นว่าเป็นทุกข์ จึงไม่ใช่ความทุกข์ของผู้มีปัญญาและวางสิ่งเหล่านั้นลงได้แล้ว
🌿🌱🌼🍀 🍃🌼🌿 🌱🌼
16/9/63