กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน
131 : เพื่อนบอกว่ามีคนเล่นคุณไสยกันในที่ทำงาน เราจึงต้องห้อยพระหรือพกเบี้ยแก้ ไม่ใช่เพราะยึดติด แม้เราจะปฏิบัตินั่งวิปัสสนา แต่เราไม่สามารถมีสติได้ตลอด การห้อยพระจะมีพุทธคุณช่วยเราเตือนสติเวลาที่เราเผลอ ส่วนตัวคิดว่าไม่จำเป็นต้องห้อย เพราะการห้อยพระทำให้รู้สึกว่าจิตไม่เป็นกลาง คือ มีความกลัวคนจะเล่นของใส่จึงห้อยแล้วก็จะคิดไปว่าปลอดภัย หนูจึงคิดว่าถึงแม้เราไม่สามารถมีสติได้ตลอดทั้งวัน แต่เราก็มีสติเมื่อนึกขึ้นได้บ่อยๆก็ดีอยู่แล้ว อย่างงี้หนูมีสิทธิ์ที่จะโดนไสยศาสตร์ไหมคะ? หนูควรจะห้อยพระไหมคะ?
🍀🌱🍃🌼🍃🌱🌿
เรื่องการสวมพกพาพระ ค่อนข้างเป็นความพอใจและความเชื่อส่วนตัวอยู่มากค่ะ
🍃🌱
ถ้าเราเป็นคนดี มีศีลมีธรรม บำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมเป็นประจำ เราย่อมได้รับการดูแลรักษาจากธรรมะ จากกุศลของเรา ตามกำลังความดีของเรา กระนั้นก็ดี ระดับการพ้นจากความเดือดร้อนทุกข์ภัยต่างๆก็ขึ้นกับเหตุปัจจัยอื่นๆอีกมากมายด้วย ยิ่งจิตมีกำลังกุศลแรง มีความบริสุทธิ์จากกิเลส มีกำลังสติ มีกำลังสมาธิแรงมาก เรายิ่งได้รับการคุ้มครองโดยธรรมะของเรามากขึ้นด้วย
🍃🌱
อย่างไรก็ดี ทุกสิ่งขึ้นกับเหตุปัจจัยต่างๆ ของเรา
เราอาจมีความดีจริง หมั่นฝึกสติจริง แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธผลของกรรมได้ ไม่อาจปฏิเสธผลของเหตุปัจจัยทั้งหลายทั้งมวลได้
🍃🌱
เหตุปัจจัย เช่น อดีตกรรมที่สร้างมามีกำลังแรง สั่งสมมามาก สั่งสมมานาน เมื่อเวลาที่กาลเวลาแห่งการส่งผลมาถึง เราก็ย่อมต้องเสวยวิบากต่างๆนั้น
แต่มากหรือน้อย ขึ้นกับความหนักหนาสาหัสของตัววิบากนั้นๆ และกรรมหรือเหตุปัจจัยใหม่ๆที่เราสร้างว่ามันคานกัน ลดทอนกัน หรือมันเพิ่มกำลังกรรม
และคนเราเมื่อถูกวิบากไม่ดีส่งผล ก็มักไม่รู้เท่าทัน เกิดความทุกข์ใจ เผลอ ปล่อยจิตให้ตกอยู่ในกระแสวังวนของกิเลส คือเกิดความเศร้าหมอง เกิดจิตตก กังวล ไม่พอใจสารพัด
เมื่อจิตตก จิตนี้ย่อมเป็นอกุศล จิตย่อมขาดจากสติ ภยันตรายต่างๆย่อมได้โอกาสส่งผล ทำให้เกิดที่เคราะห์กรรมหนักขึ้นที่เรียกว่า ผีซ้ำด้ำพลอย
🍃🌱
ก็เหมือนกับความทุกข์ภัยเดือดร้อนชนิดอื่นๆที่เกิดขึ้นเสมอๆในชีวิตมนุษย์ เช่น อุบัติเหตุ ถูกปล้น ถูกโกง ถูกทำร้าย ถูกใส่ความ เป็นโรคร้าย ผู้เป็นที่รักมีอันต้องจากไป ฯลฯ เป็นต้น การถูกคุณไสยก็ทำนองเดียวกัน
🍃🌱
สิ่งเหล่านี้เป็นวิบากเนื่องมาจากผลของกรรมอดีตของเราเอง รวมทั้งกรรมร่วมกันของหมู่คณะ ของสังคมคนที่เราอยู่ร่วมในขณะนั้น ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อถึงเวลาการส่งผลของมัน แม้เราจะกำลังทำความดีอยู่ก็ตาม
🍃🌱
ต่อให้เราทำความดีมามากมาย เราปฏิบัติกรรมฐาน เราหมั่นรักษาสติ ก็ใช่ว่าจะหลีกเลี่ยงผลของกรรมได้ทั้งหมดเวลามันถึงเวลาให้ผล
แม้พระอรหันต์ที่ดำรงสติอยู่ไม่ขาด ก็ยังคงต้องรับผลของกรรม หรือแม้พระพุทธองค์ก็ยังมีเศษเสี้ยวของผลกรรมที่ต้องเสวยเช่นกัน
ดังนั้น ประสาอะไรกับปุถุชนที่สติมีๆหายๆ ความดีขึ้นๆลงๆ ที่ย่อมหลีกเลี่ยงกรรมของตนไปไม่ได้ แม้เรามีสติอยู่ กรรมก็ส่งผลได้ค่ะ และการส่งผลของกรรมก็มาหลายรูปแบบ การถูกต้องของไม่ดี คุณไสยต่างๆ ก็เป็นการส่งผลของกรรมด้วยเช่นกัน
🍃🌱
กำลังหนักเบาของผลกรรมที่เราต้องรับนั้นแตกต่างกันไป
กุศลกรรมดีต่างๆย่อมช่วยบรรเทาความหนักหนาของวิบากกรรมลงได้ ทำใหญ่ให้น้อยได้
ยิ่งกุศลขั้นสูงก็ยิ่งลดความรุนแรงของวิบากกรรมได้มาก ทั้งยังสามารถตัดกรรมบางอย่างให้เป็นอโหสิกรรมไปเลย หมดกำลังหรือหมดโอกาสจนไม่สามารถส่งผลได้เลยก็มี เช่น การบรรลุเป็นพระอริยบุคคล กรรมที่ชาติหน้าต่อๆไปต้องตกไปในอบายภูมิก็หมดโอกาสส่งผลโดยสิ้นเชิง เป็นต้น
🍃🌱
เรื่องของไสยศาสตร์ก็ทำนองเดียวกัน ถ้าเราจับพลัดจับผลูต้องมาเดือดร้อนเพราะสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นไปได้มากที่จะเนื่องมาจากเหตุปัจจัยของเราเอง หรือมาจากกรรมในอดีตของเราเอง เราต้องเคยเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับสิ่งเหล่านี้มาก่อน หรือเคยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเพราะสิ่งเหล่านี้มาก่อน
🍃🌱
หากเราได้เคยประทุษร้ายผู้อื่นด้วยสิ่งใดมาก่อน สิ่งนั้นก็เหมือนเป็นของแสลงของเรา สิ่งนั้นมักจะเป็นจุดอ่อนที่กรรมอาศัยในการส่งผลต่อเราได้
เช่น ในอดีตเคยว่าร้ายใคร เราก็มักตกเป็นเหยื่อการนินทาว่าร้ายของคนอื่น ถ้าเคยทำร้ายสัตว์ด้วยมีด ก็มักมีอุบัติเหตุด้านของมีคม หรือถูกทำร้ายด้วยมีด คนที่เคยใช้สิ่งไม่สะอาดอย่างคุณไสยในอดีต ก็มีความเสี่ยงที่จะที่จะทุกข์ร้อนเพราะของจำพวกนี้ได้ เป็นต้น
🍃🌱
ยิ่งถ้าบุคคลนั้นสร้างกรรมสร้างสังขารหนักใหม่ด้านนี้เพิ่มเข้าไปอีก เช่น ชาตินี้ก็ยังสั่งสมกรรมด้านนี้เข้าไปอีก เขาย่อมต้องเผชิญกับความสาหัสสากรรจ์ของผลจากกรรมอย่างเต็มที่ ยากจะหลีกเลี่ยงได้
หรือ ถ้าเขาพอมีกุศลบ้างที่จะมาช่วยบรรเทา หรือตัดทอนความรุนแรงของกรรม แต่เป็นกุศลที่มีนั้นมีกำลังน้อย กำลังกรรมชั่วแรงกว่ากำลังกุศล คือทำดีไว้น้อย ย่อมไม่สามารถต้านกำลังกรรมเลวในอดีตได้ เขาก็ย่อมต้องได้รับความทุกข์ภัยเดือดร้อนนั้น
🍃🌱
การที่สวมพระไว้แล้วจะช่วยไหมนั้น ก็ขึ้นกับเหตุปัจจัยเช่นกัน เช่น ถ้าเป็นคนไม่สร้างกุศลในชีวิต แม้อยู่ใกล้พระเถระผู้ทรงคุณหรือมีพระคล้องตัวอยู่ ก็ไม่สามารถพ้นภัยได้
แต่คนที่ตั้งตนอยู่ในกุศลธรรมเสมอ ถึงไม่มีพระอยู่กับตัว ก็ยังสามารถปกป้องตนเองได้ตามระดับกุศลและระดับกรรมของเขา ตราบใดที่กุศลเขาคุ้มครองเขาได้ ซึ่งถ้าวิบากของกรรมหนักหนาสาหัสกว่า ยังไงก็ต้องชดใช้ค่ะ
🍃🌱
กระนั้นก็ดีการมีพระอยู่กับตัวนั้น มีคุณประโยชน์อยู่ถ้าสวมหรือพกพาด้วยจิตที่เที่ยงตรงตามธรรม เพราะการเห็นพระพุทธเจ้า ย่อมช่วยให้เกิดโสมนัส เป็นพุทธานุสติ ช่วยให้จิตเกิดการน้อมระลึกถึงพระพุทธองค์
เมื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้าได้จริงจังแนบแน่นในจิต จิตจะเกิดสติ เกิดความสงบเย็นลง ไม่ตื่นตระหนกหวั่นหวาด จิตเกิดกุศล จิตคิดเมตตา จิตมีกำลังกุศลขึ้นมา
จิตแบบนี้แม้ประสบเภทภัย จิตก็ไม่หวั่นไหว ไม่สร้างสังขารใหม่ และเป็นจิตที่อาจหาญพร้อมยอมรับทุกข์ได้ พร้อมชดใช้กรรมเก่าได้ด้วยสติ ด้วยกุศลจิต
🍃🌱
การสวมพระยังมีคุณทางการเตือนสติให้เกิดหิริ โอตตัปปะ เตือนใจผู้ที่ห้อยพระให้ไม่กล้าล่วงศีลทางกาย วาจา หรือคิดไม่ดีทางใจ เพราะมีพระห้อยคอเตือนสติอยู่
🍃🌱
โดยสรุป คนดีมีกุศลในจิตเสมอๆ มีสติที่ฝึกดีแล้ว ย่อมเป็นที่พึ่งของตนได้ ไม่ว่าจะสวมพระหรือไม่สวมก็ตาม จะไม่กลัวความทุกข์ ไม่กลัวความตาย
🍃🌱
สรรพสิ่งล้วนขึ้นกับเหตุปัจจัยที่สร้างมาค่ะ ถ้าสร้างเหตุดี สร้างกุศลชนิดต่างๆไว้มากและสร้างอย่างต่อเนื่อง ก็ย่อมรักษาตัวได้มาก
ยิ่งถ้าเหตุปัจจัยด้านดีสามารถมีกำลังเหนือกรรมเก่า เหนือเหตุปัจจัยด้านไม่ดีต่างๆของเรา เราก็สามารถปลอดจากภยันตรายได้ หรือถ้าต้องรับผลของกรรมก็มีการบรรเทาเบาบางลงได้
🍃🌱
หรือคนที่มีปัญญา สั่งสมกุศลต่างๆมาต่อเนื่อง ก็อาจสวมพระได้เช่นกันค่ะ แต่เป็นการสวมด้วยสัมมาทิฏฐิ ด้วยจิตน้อมบูชาระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า สวมเพื่อคอยเตือนใจเตือนสติให้คิด พูด ทำ แต่สิ่งดีงาม สวมเพื่อคอยเตือนใจตนให้สำรวมระวังในศีล ในธรรมเหล่านี้ เป็นต้น
🍃🌱
ส่วนการสวมพวกเครื่องราง หรือของขลัง ของอาคม ที่มีวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับโลกอยู่มากๆย่อมเป็นคนละทางกันกับธรรมะ ไม่สอดคล้องกับผู้ปฏิบัติตนที่ยังชีวิตอยู่เพื่อความหลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร
หากจะสวมใส่พระพุทธ หรือพระอริยสงฆ์ ก็สวมด้วยความเคารพ ด้วยความสักการะ สวมเพื่อเป็นอนุสติเตือนตนให้เป็นคนดีหรือเตือนตนให้ระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย เตือนตนให้มีสติ
🍀🌿🌱🍃🌼🌱🌿🍀
31/08/63