กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน
128 : การที่คนเรามาเจอกัน มาเป็นแฟนกัน มารักกัน คงเป็นบุญเป็นกรรม ที่ทำร่วมกันมาตั้งแต่ในอดีตใช่ไหม
🍃🌿🌼🌱🌿🍃
คนรอบตัวเราที่ใกล้ตัวเราทุกคน ล้วนมีบุญกรรมร่วมกันมา
ไม่ว่าพ่อแม่เรา พี่น้องเรา เพื่อนสนิทเรา คู่ของเรา ลูกของเรา ศัตรูของเรา ฯลฯ
🌱
ในความเป็นจริง พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้ว่า เราทุกคนต่างเคยรู้จัก เคยพบกันมาทั้งนั้น เพราะเราต่างก็เกิดมานานมาก นับชาติไม่ถ้วน นานเป็นกัปเป็นกัลป์นับไม่ได้
คนที่เราเคยรู้จัก เคยพบเจอ จึงครอบคลุมสรรพชีวิตทั้งหมดในสามโลก (กามโลก เทวโลก พรหมโลก) และรวมถึงผู้ที่นิพพานพ้นโลกไปแล้วก็ตาม
🍃
แต่เพราะเราทุกคนต่างมีกรรมไปเกิดในที่ต่างๆกัน ในแต่ละชาติ
การที่เราอาจไม่ได้พบคนที่เราเคยรู้จักในชาติก่อนในชาตินี้อีก
ก็เพราะเรากับเขาเหล่านั้นในชาตินี้ต่างเกิดต่างภูมิกัน หรือมีเหตุปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ไม่พบกันในชาตินี้
🌿
คนที่เคยเป็นคู่เรา เป็นบุพการีเรา เป็นลูกเรา เป็นเพื่อนเรา เป็นญาติเรา ฯลฯ เมื่อชาติก่อนนั้น
ชาตินี้บางคนอาจกำลังไปเกิดในภูมิเดียรัจฉาน บางคนอาจไปเกิดในภูมิเทวดาชาตินี้ บางคนเป็นเปรตอยู่ในชาตินี้ บางคนเป็นพรหม(เช่น พระสงฆ์ครูอาจารย์ที่เราอาจเคยเป็นศิษย์เมื่อชาติก่อนๆ) บางคนชาตินี้อาจเกิดเป็นคนต่างชาติต่างเผ่าพันธุ์ หรือบางคนอาจยังอยู่ในภูมินรก เป็นต้น
🍃
คนที่เราเจอในชาตินี้ เป็นการจัดการของบุญกรรมที่เราทำมา และที่เขาทำมา แต่จะเป็นมาจากเมื่อชาติใดนั้น เราย่อมไม่รู้ได้
และเราจะเจอกันได้ ต่างก็ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ด้วยกันในชาติเดียวกันนี้ด้วย ที่มีเหตุปัจจัยที่ลงตัวอื่นๆ ที่ให้ต้องมาเจอกัน
🎋
โดยเราอาจเจอกับบางคนตั้งแต่เกิด บางคนเราอาจเจอกันในช่วงหนึ่งๆของชีวิต และพรากกันไป
เมื่อเจอกันแล้ว เราก็อาจอยู่ใกล้ชิดกันช่วงหนึ่ง เพื่อมาใช้กรรมดี กรรมไม่ดีต่อกัน และเมื่อมาอยู่ร่วมกันย่อมสร้างกรรมใหม่ต่อกัน หรือสร้างกรรมใหม่ร่วมกัน
🌱
ถ้าไม่สร้างกรรมดี กรรมไม่ดี ’ใหม่’ ต่อกันไว้ให้เจอกันอีก
หรือ ถ้าต่างคนต่างเดินคนละเส้นทางในทางบุญทางบาปชาตินี้
เช่น คนหนึ่งเดินทางมุ่งนิพพาน อีกคนเดินทางมุ่งเพลิดเพลินในโลก หรือเบียดเบียนผู้อื่นเพื่อเสพสุขส่วนตน เส้นทางเดินที่ในวันหน้าชาติหน้ามีแต่จะห่างกันออกไป จะไม่มาบรรจบกัน
ในที่สุดก็จะต้องหมดความเชื่อมโยงระหว่างกันไป เพราะศีลต่างกัน ธรรมต่างกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ โอกาสที่จะเวียนมาพบกันอีกในภพหน้าย่อมเป็นไปได้ยาก
หรืออาจเจอกันในรูป คนหนึ่งต้องทำกุศลโปรดสัตว์ให้อีกคนหนึ่งพ้นจากทุกข์ (เช่น พระสารีบุตรที่เป็นพระอรหันต์ โปรดเปรตมารดาในอดีตชาติให้พ้นจากความเป็นเปรต)
🍃🌿
ส่วนการอยู่ร่วมกัน คบหากัน จะไปได้ดี ได้ไม่ดี หรือมีทั้งดีและไม่ดีทั้งสองอย่างนั้น ก็ขึ้นกับสิ่งที่เราเคยทำมา สิ่งที่เขาเคยทำมา
ทั้งที่ทำต่อกันและกัน และทำต่อคนอื่นๆด้วย
🌱
ถ้าคนสองคน เคยมีสิ่งดีๆกันมา ชาตินี้ก็มักจะดีต่อกัน
ถ้าเคยทำร้ายกันมาชาตินี้ก็จะไม่ค่อยลงรอยกัน หรือมาเบียดเบียนกัน มาทำให้เสียทรัพย์ เสียสุขภาพ เสียใจ เสียชีวิต
🎋
ถ้าเคยทำดี เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ก็จะชวนกันไปทางสูง ทางดี
จะมักทำสิ่งดีๆร่วมกัน
เมื่อมาอยู่ร่วมกันแล้ว ชีวิตจะยิ่งดีขึ้น เจริญขึ้น ทั้งทางโลก ทางธรรม
ทางตรงข้าม ถ้าเป็นปาปมิตรต่อกัน เมื่อมาคบกัน อยู่ร่วมกันก็ยิ่งลากกันลงต่ำ พากันเสื่อม
🌿🌱
สิ่งที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกชั้นคือ
แม้เราไม่เคยทำไม่ดีกับคนๆนี้ แต่เราทำไม่ดีกับคนอื่น สร้างกรรมต่อคนอื่น
เท่ากับเราได้สร้างกรรมไม่ดี ที่เราเองต้องรับมันในวันหน้าแล้ว
คนๆนี้ที่ทำร้ายเราชาตินี้ อาจไม่ใช่คนที่เราเคยทำร้าย หรือทำกรรมกับเขาโดยตรง
แต่ที่เขาก็มาทำร้ายเราได้ในชาตินี้
มาจากกรรมเก่าเราเอง(ที่เคยไปทำกับใครไม่รู้) ชักนำให้เขาคนนี้ต้องมาเป็น ‘พาหนะ’ ของกรรมเก่าเรา มาทำร้ายเรา มาทำให้กรรมเก่านั้นของเรามาส่งผลกับเราในชาตินี้
ส่วนตัวเขาคนนั้น ทำหน้าที่เป็นเพียง ‘เครื่องมือ’ ของกรรมเก่าของเราเอง ที่มาตอบสนองเรา
ดังนั้นเราจึงไม่พึงโทษ โกรธ เกลียดใครที่ทำร้ายเรา
เพราะการที่เราต้องรับกรรม ต้องเป็นทุกข์จากคนๆหนึ่งนั้น
ไม่ได้แปลว่าคนๆนั้นต้องเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราเสมอไป
🌿
แต่ตัวเรานั้นเป็นเจ้ากรรมนายเวรของตัวเอง
และเป็นเจ้ากรรมให้ตัวเองทุกครั้งที่เราประกอบกรรมเลว
🌱
ส่วนเขาคนนั้นที่มาทำร้ายเรานั้น ที่เขาทำมันก็เกิดจากกิเลสของเขาเอง จากเหตุปัจจัยของเขา เมื่อเขาเลือกที่จะทำร้ายเรา(เพราะพ่ายต่อกิเลสของตน) ขณะนั้น เขาก็กำลังสร้างกรรมใหม่ให้ตัวเอง ให้ต้องวนมารับในวันหน้าในวัฏฏชีวิตของเขาไป
🍃
จนกว่าเราต่างจะมีปัญญา พาตนพ้นทุกข์นั่นแหละ
จนกว่าเราจะหยุดก่อเวรให้ตนเองได้
เราจึงจะพ้นทุกข์
(เน้นว่า ‘พ้นทุกข์’ ได้นะคะ
ไม่จำเป็นว่าต้อง ‘พ้นกรรม’ ได้เสมอไป)
🍃🎋🌿🌱🌼🍃🌱
10/8/63