Search this site
Embedded Files

กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน

สารบัญ

📖

125 : เรียนอาจารย์ เมื่อเราเป็นนักปฏิบัติ ระงับอารมณ์โกรธและฝึกจิตเพียรอดทนทุกสภาวะ แต่คงไม่มากพอ

เพราะในชีวิตจริง เมื่อต้องเผชิญกับคนเห็นแก่ตัวเอารัดเอาเปรียบ โดยเราไม่โต้ตอบ หรือคนในครอบครัวยอมผู้อื่นเพื่อหวังเงินเลี้ยงชีพซึ่งก็ไม่จำเป็นขนาดนั้น เราจะมีวิธีสงบจิต สงบใจนิ่ง ไม่พูดไม่ทำอะไรให้บัวช้ำ ..

แต่ใจสั่นรุ่มร้อน จะมีวิธีคิดอย่างไร ที่ทำใจนิ่งเป็นน้ำใสเย็นได้คะ

🌿🌸🌿

 แบ่งเป็นประเด็นตามที่ถามนะคะ:

ประเด็นแรก 


💬ที่ว่า “…เมื่อเราเป็นนักปฏิบัติ ระงับอารมณ์โกรธและฝึกจิตเพียรอดทนทุกสภาวะ แต่คงไม่มากพอ…”💬

🌿

สิ่งที่เราทุกคนสั่งสมมา มันหยั่งรากลึกมากๆ

จิตของเราถูกพันธนาการไว้อย่างเหนียวแน่น และหนาทึบ

ด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน

🌿

การที่เราเกิดมานานแสนนาน นานมากอย่างยิ่ง นับชาติไม่ถ้วนนั้น

การสั่งสมกรรม และ การพอกพูนกิเลสของเราแต่ละคน จึงมากมายอย่างยิ่งตามไปด้วย

ยิ่งพอกพูนกิเลสตัวใดไว้มาก ก็ยิ่งสั่งสมจนเป็นอุปนิสัยนั้นๆมากขึ้น

🌿

ที่น่ากลัวคือ ตราบใดที่ยังมีชีวิต ยังต้องเกิดอยู่ เราแทบจะไม่มีวันหยุดยั้งการสั่งสมเหล่านี้ได้เลย 

🌿

ดังนั้น ทุกวันที่เราดำรงชีวิตปุถุชนอย่างไร้สติอยู่ ยังมีชีวิตตามกระแส มีภพชาติอยู่ที่เกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร

คือ ความเสี่ยงอย่างที่สุด

🌿

ดังนั้นแม้ว่าเราจะปฏิบัติธรรมมากันแล้ว

ต่อให้หลายปี หลายสิบปี

ต่อให้ทั้งชีวิต หลายชีวิต

ไม่ได้เป็นการการันตี ว่าเราจะอดทนอดกลั้นที่จะไม่ก่ออกุศลในจิตได้

🌿

เพราะของเก่าที่ทำไม่ดีมันมาก

ของใหม่ที่ดียังไม่เพียงพอ 

แถมของใหม่ที่ไม่ดีก็ยังไม่ได้หยุดสร้าง

🌿

ถ้าเราอุดรูรั่วในเรือได้จริง (เช่น ด้วยศีลบริสุทธิ์) จากนั้นก็หมั่นเพียรวักน้ำที่ท่วมปริ่มในนาวาชีวิตของเราออกไปทุกเวลา (เช่น ด้วยการสร้างกุศล ปฏิบัติธรรม ทำจิตให้ผ่องแผ้วจากความรุ่มร้อน)

ในที่สุดเรือก็ลอยลำ มุ่งไปสู่พระนิพพานความดับทุกข์ได้จริง

🌿

ถ้าเราไม่อุดรูรั่ว น้ำก็ยังคงเข้าเรือ เรือย่อมหนักขึ้นด้วยน้ำเก่าและน้ำใหม่ ทำให้การพยายามวักน้ำออกเหนื่อยยากแสนสาหัสต้องใช้กำลังและเวลายาวนาน ยิ่งถ้าเจาะรูใหม่ๆเพิ่มขึ้น ในเรือมีน้ำเข้าตลอด ความทุกข์ย่อมยิ่งสาหัส การเอาทุกข์ออกยิ่งยากเข็ญ

🌿

ถ้าเราอุดรูรั่ว แต่ไม่หมั่นวักน้ำออกเรือ เรือก็ยังหนักด้วยน้ำเก่าแช่เช่นนั้น ไม่ไปไหน เหมือนคนมีกรรมเก่ามามาก ชาตินี้อาจถือศีลดีงาม หรือบวชเป็นพระเป็นชี แต่ไม่หมั่นวักน้ำปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียร เรือก็หนักด้วยน้ำเก่า เพราะไม่หมั่นวักออก ก็ย่อมแล่นไม่ไป จอดชุ่มแช่อยู่

🌿

นี่คือเหตุที่

ทำไมเราทั้งหลายปฏิบัติธรรมมาก็ไม่น้อย ความดีอื่นๆก็สร้างมาไม่น้อย 

แต่…

ยังมีชีวิตย่ำแย่ 

ยังต้องอยู่ท่ามกลางกระแสที่เร่าร้อนจากคนรอบตัวทั้งหลาย 

ยังหวั่นไหว ยังโกรธ ยังอยาก ยังหงุดหงิด ยัง…

🌿

เพราะรากเหง้าที่เป็นอกุศลในจิตเราแต่ละคนมันยังอยู่

และก็ยัง active อยู่

ที่เราขัดเกลาจิตตนเอง ด้วยการปฏิบัติ และด้วยการบ่มเพาะกุศลด้านต่างๆ

เป็น การตัด ถอน ฟัน เลาะ ริด ต้นไม้ที่มีรากใหญ่หยั่งลึกนี้ ด้วยเครื่องมือต่างๆ

แต่ตราบใดที่ยังไม่สามารถขุดถอนทั้งต้นทั้งรากออกมาหมดได้

ต้นไม้พิษย่อมยังอยู่ 

ยังผลิกิ่ง แตกใบ ออกดอก ออกผลชั่วร้ายได้อยู่ทุกเวลา


🌿🌸🌿


💬ที่ว่า “…ในชีวิตจริง เมื่อต้องเผชิญกับคนเห็นแก่ตัวเอารัดเอาเปรียบ โดยเราไม่โต้ตอบ หรือคนในครอบครัวยอมผู้อื่นเพื่อหวังเงินเลี้ยงชีพซึ่งก็ไม่จำเป็นขนาดนั้น…”💬

🌸

คนรอบตัวเรา ก็เป็นเหมือนเรา

เกิดมานาน สั่งสมนิสัยของเขามานาน เป็นพัฒนาการมาจากสังขารทั้งหลายของแต่ละคน

🌸

การที่เราต้องเผชิญกับคนแบบไหน เกิดจากหลายเหตุปัจจัย สมมติเรื่องการถูกเอารัดเอาเปรียบ อาจมาจากเหตุปัจจัย เช่น 

-เกิดจากกรรมตรงๆที่ไปเอารัดเอาเปรียบคนบางคนที่ทำให้กลายมาเป็นเจ้ากรรมนายเวรเรา 

-เกิดจากกรรมที่เรา ‘มัก’ ทำประจำ อันเนื่องมาจากอุปนิสัยชนิดนั้นๆของเรา เมื่อนิสัยเราเป็นเช่นนี้ เราก็ทำเช่นนี้จนเป็นความเคยชินกับคนรอบตัวเป็นประจำ เราก็มักพบคนรอบตัวที่ทำเช่นนี้กับเรา

-เกิดจากความอกตัญญู หรือการเนรคุณ 

-เราปฏิบัติธรรมมานาน และสร้างกุศล สร้างบารมีต่อเนื่องมานาน อย่างได้ผล ภพชาติร่นน้อยลง การกลับมาเกิดในวัฏฏสงสารน้อยครั้งลง กรรมทั้งดีไม่ดีเลยมาเร่ง มารวมส่งผลให้มากขึ้น แรงขึ้น

เป็นต้น

มีหลากหลายเหตุปัจจัย

สังขารแต่ละคนมีความซับซ้อนมาก…

🌸

คนที่เพียรสร้างบารมี เช่น เพื่อการบรรลุธรรม หรือสูงขึ้นมากๆ เช่น  เพื่อการเป็นพระอัครสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ย่อมเผชิญการเบียดเบียนรูปแบบต่างๆ จากรอบข้างอย่างมาก เพื่อใช้ความทุกข์มาฝึกพัฒนาความก้าวหน้าของจิต

🌸

คนเราย่อมหลีกพ้นจากความทุกข์ของโลกธรรม 8 เหล่านี้ไปไม่ได้เลย

อยู่ที่ว่า เมื่อวิบากมันมาส่งผล เราจะฉลาดใช้มันไหม

จะใช้มันสร้างบารมี

หรือจะหลงลืมสติพอกพูนแลกิเลสสังขาร ก่อเป็นกรรมให้ยืดเยื้อต่อไป


🌿🌸🌿

🌿🌸🌿


💬ที่ว่า”…เราจะมีวิธีสงบจิต สงบใจนิ่ง ไม่พูดไม่ทำอะไรให้บัวช้ำ 

แต่ใจสั่นรุ่มร้อน จะมีวิธีคิดอย่างไร ที่ทำใจนิ่งเป็นน้ำใสเย็นได้…”💬

🌿

ถามเรื่องสงบจิต สงบใจนิ่ง ไม่พูดไม่ทำอะไรที่ไม่ดีงาม…

ต้องตอบว่าจิตที่เปลี่ยนไปเพราะธรรมะเท่านั้นที่จะรั้งเราได้

ยิ่งถ้าธรรมะในตัวยิ่งแก่กล้ามากในจิต จิตยิ่งวางเฉย สงบนิ่งได้มาก

ถ้าจิตเปลี่ยนไปจนกลายเป็นความละวางเองเป็นธรรมชาติได้ ก็ไม่ต้องใช้ความพยายาม เพราะมันไม่แบก ไม่ถือสาอะไร

🌿

เมื่อ “ตัวตน” เรามี เราแบกทุกคำพูด ทุกการกระทำ ทุกความทุกข์

ถ้าตัวตนน้อย ก็แบกน้อย รู้สึกต่อการสะเทือนน้อย 

ถ้า “ตัวตน” เราหมดไปสิ้นเชิง เราจะไม่รู้สึกอะไรอีกเลย 

นี่คือสงบนิ่งอย่างถาวร 

🌿

ที่เรามีปฏิกิริยา ก็เพราะเรายังมี “ตัวเรา” หนาแน่น

เราจึงหวั่นไหวที่ “ตัวเรา” ถูกอย่างนั้น ถูกอย่างนี้

อะไรๆก็คนนั้นทำอย่างนั้นกับ “เรา” 

คนนี้พูดแบบนี้กับ “เรา”

อะไรๆก็เอาเราเป็นศูนย์กลางไปหมด

เพราะเรายังมีตัวเราที่ใหญ่อย่างยิ่งนั่นเอง

🌿

ให้สังเกตตัวเรานะคะ

ถ้าเราสะดุ้งสะเทือนง่าย แตะไม่ได้เลย ยิ่งพองขนง่ายเท่าไหร่ แสดงว่า”ตัวตน”เราสูงมากอย่างยิ่งเท่านั้น

🌿

ดังนั้นต้องหมั่นปฏิบัติ เพื่อลดละตัวตนค่ะ จึงจะสงบสนิทจริงๆ

ทะยอยทำไป มีพลาดบ้างก็ “เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง” ค่ะ

🌿

ส่วนที่ว่าใจสั่น รุ่มร้อนนั้น

อันนี้เป็นปกติ เวลาจิตเกิดกิเลสค่ะ 

🌿

เวลากรรมส่งผล ถ้าเราสะเทือนเพราะมัน 

ก็เพราะกิเลสในตัวพลุ่งพล่านขึ้นมา เมื่อเราถูกกระทบ

🌿

การที่เรารู้สึกชัด แสดงว่าความไวของเราต่อเวทนาต่างๆพัฒนาขึ้น ถ้ารู้สึกถึงเวทนาได้ว่าใจกำลังเร่าร้อน สั่น หรือเริ่มคิดร้ายๆ นี่

ก็เพราะเราเริ่มไวขึ้นจากการปฏิบัติ 

มีสติไวขึ้นต่อเวทนาบนร่างกาย

🌿

ขณะนั้นที่เรา”กำลัง”รู้สึกตัว 

ขณะนั้น เรากำลัง”มีสติ”เห็นเวทนา 

เห็นจิตตนเองอยู่ค่ะ 

ตอนนั้นจิตกำลังเกิด “เบรค” อัตโนมัติ

พอเป็นดังนี้ พอรู้ตัวเป๊ะ ให้รีบวางใจลง อย่าเผลอไผลไปคิดตามครรลองของสิ่งกระทบต่อ

ไม่งั้นจะโกรธ ผิดหวัง เสียใจ ฯลฯ สร้างสังขารต่อ

ให้ทำใจให้สงบ หายใจให้ชัดเจนหลายๆครั้ง หรือไล่ดูเวทนาบนกายส่วนต่างๆ จนใจเบาลง

🌿

ส่วนที่ถามว่าจะมีวิธีคิดอย่างไร ให้ใจนิ่ง ใสเหมือนน้ำ

ความคิดของเรา คือ ‘สังกัปปะ’ คิดดีเป็นสัมมาสังกัปปะ คิดร้ายเป็นมิจฉาสังกัปปะ

เราต้องเดินตาม มรรคมีองค์ 8 ไปเรื่อยๆอย่างมุ่งมั่นนี่แหละค่ะ 

คือ ฝึกให้มี “สัมมา”กับทุกอย่าง 

หมั่นสกัดไม่ให้มี “มิจฉา” กับทุกอย่าง

การฝึก ก็ต้องทำทุกวิธีที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำเลยค่ะ

(เช่น กุศลในบุญกิริยาวัตถุ 10 ซึ่งเป็น ทาน ศีล ภาวนา; ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ คือมรรคมีองค์ 8; โพธิปักขิยธรรม 37  เป็นต้น ซึ่งธรรมทั้งหมดเหล่านี้คาบเกี่ยวทับซ้อนกัน เพียงแต่แยกแยะต่างรูปแบบกัน) 

🌿

กุศลนี่ทำอย่างใดอย่างหนึ่งกำลังไม่พอนะคะ เพราะสิ่งเร้าที่พาเราลงเหวมันมากมายอยู่รอบตัว และตลอดเวลา

เราจึงประมาทไม่ได้เลย

เราก็ต้องหมั่นสร้างปราการรอบตัวที่เข้มแข็ง จากการทำทุกๆกุศลที่เราจะทำได้

แล้วทั้งปวงนี้จะกล่อมเกลาขัดล้างจิตเราไปเรื่อยๆ อย่างมีผล

จิตก็จะแปรรูปเป็นจิตที่สูงขึ้น สงบขึ้น สะอาดขึ้น ใสขึ้น นิ่งขึ้น

เป็นลำดับ

จวบจนใสสนิท สงบเย็น พ้นทุกข์ทั้งปวงในที่สุด

🌿🌸🌿

14/7/63

Website รวมข้อมูลข่าวสาร สำหรับศิษย์เก่า แนวทางท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

Google Sites
Report abuse
Page details
Page updated
Google Sites
Report abuse