Search this site
Embedded Files

กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน

สารบัญ

📖

124 : sensation เป็นการทำวิปัสสนา และมีความละเอียดเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าไปถึงข้างในใจที่ลึกขึ้น และเป็นตัวช่วยให้กิเลสที่นอนเนื่องลึกฯ ออกมาใช่ไหม ช่วยอธิบายเรื่องsensations เพิ่มเติมให้ฟังด้วย🌿

🌿🌿🌿

💬A: Sensation มีบทบาทเดียว คือเป็น tool ให้เราใช้ฝึกการปล่อยวางอุเบกขา

จะเป็น sensation แบบไหน 

ก็มีค่าเท่ากัน คือ เป็นแค่ tool หรือเครื่องมือฝึกใจให้เป็นกลาง เพียงเท่านั้น


ไม่ว่า sensation จะละเอียดหรือหยาบ มันก็ทำหน้าที่เดียว 

คือปรากฏขึ้นมาให้เรารับรู้มันเท่านั้น


ส่วนการรับรู้นั้น ก็ให้รู้แค่ว่า

มันมี sensation หนึ่งๆอยู่ขณะนั้นๆเท่านั้น 

เพียงเท่านี้ จึงจะไม่เกิดการปรุงแต่งเพิ่ม


รับรู้เท่านั้นเป็นพอ 

ที่เรียกว่า ‘รู้ สักแต่ว่ารู้’ ‘เห็น สักแต่ว่าเห็น’ ‘ได้ยิน สักแต่ว่าได้ยิน’ ฯลฯ 

หมายถึงไม่ต้องไปนิยามมันว่าเรารู้อะไร หรือมี sensation อะไร (เพราะทั้งหมดนั้นเป็นสมมุติ)

เราแค่รู้ว่า ขณะนี้กำลังมี sensation หนึ่งๆเกิดขึ้นอยู่ โดยไม่ไปสนใจประเภทของ sensation นั้นๆ ว่านี่คือ sensation อะไร ไม่ไปให้ค่าว่านี่เป็น sensation ประเภทไหน sensation นี้เรียกว่าอะไร 🌿


สมมติว่ากำลังรู้สึกเจ็บ หรือกำลังรู้สึกร้อน หรือกำลังรู้สึกอึดอัด 

เราก็เพียงรับรู้ว่ามี sensation ทางกายอย่างหนึ่ง

เราไม่ต้องใส่ใจ ไปเน้นย้ำเข้าไปอีกว่าเรากำลังเจ็บ เรากำลังร้อน เรากำลังอึดอัด

ถ้าวางเช่นนี้ได้ ใจเราก็จะไม่ทุกข์เพราะ sensation ที่ไม่สบายเหล่านั้น 

เราจะไม่ไปไม่ชอบใจกับ sensation เหล่านั้น ใจเราไม่เข้าร่วมบรรเลงด้วย 

กายอาจเป็นทุกข์ แต่ใจกลับไม่ได้ทุกข์ไปด้วย 🌿


📌ทุกข์ต่างๆในชีวิตย่อมเกิดกับเราได้ตลอดเวลา เราห้ามไม่ให้มันเกิดไม่ได้เพราะมันเป็นผลของวิบากเก่าหรือสังขารเก่าที่เราต้องรับ 

แต่…เราสามารถไม่ทุกข์ใจไปกับมันได้📌


เมื่อเราไม่ให้ค่า ไม่ใส่ใจมัน sensation นั้นก็เป็นเพียงแค่ sensation ทางกายชนิดหนึ่งเท่านั้น

ทำเช่นนี้ได้ ใจเราก็จะไม่ไปหวั่นไหวไปปรุงแต่งให้ sensation นั้นเพิ่มทวีคูณ ไม่เพิ่มสังขาร 

การที่ใจกังวลหวั่นไหวกับ sensation ที่ไม่ดีต่างๆ ความเจ็บที่เดิมเป็นที่กายเจ็บเท่านั้น จะกลายเป็นยิ่งเจ็บที่มากขึ้นเพราะใจไปเพิ่มดีกรีความเจ็บให้หนักขึ้น ไปเพิ่มสังขารขึ้น

อย่างที่ทางตะวันตกศึกษาเรื่อง psychosomatic หรือเรื่องใน placebo effect ที่ภาษาไทยแปลว่า ปรากฏการณ์ยาหลอกนั่นแหละ นี่คือผลของใจที่มีต่อกาย🌿


ทางพุทธเน้น ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว 

ถ้าใจวาง กายจะผ่อนคลาย ความทุกข์ทางกายจะลดลง 

ถ้าใจตื่นตระหนกหวาดกลัว กายจะเขม็งตึง ปัญหาที่ไม่มีก็จะมีขึ้นเช่นอึดอัด แน่น หายใจไม่สะดวก หรือถ้ามีอาการบางอย่างอยู่ ใจที่ตึงเครียดจะไปเพิ่มพูนอาการนั้นให้แรงขึ้น🌿


ทำนองเดียวกันกับ sensation ทางกายประเภทละเอียดอ่อน เบาสบาย ลื่นไหล

มันก็แค่ sensation ชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากเหตุปัจจัยในอดีต 

เราก็ไม่ต้องใส่ใจปรุงแต่งว่านี่คือสบาย นี่คือสภาวะธรรมขั้นลึก นี่คือความก้าวหน้า 

เพราะแท้จริงแล้ว นี่แค่ความเป็นอนิจจังของทุกๆ sensation

เดี๋ยวหนักไม่สบาย เดี๋ยวเบาสบาย เดี๋ยวเฉยๆไม่รู้สึกอะไร

สำหรับเราผู้ปฏิบัติ ต้องไปให้ถึงจริงๆให้ได้ว่า ทุก sensation มีค่าเท่ากันจริงๆ 

เพราะที่สุดแล้ว sensation นั้นๆ ก็จะต้องเปลี่ยนไป จบไป ดับไป🌿


พึงทราบว่าทุกครั้งที่ใจเข้าไปขยายความ จะไปเพิ่มค่าให้สภาพการณ์ทางกายนั้นมากขึ้น

และขณะนั้นเอง ใจเรากำลังปรุงแต่ง

เรากำลังเพิ่มสังขาร

เรากำลังเพิ่มกิเลสบางอย่าง

เมื่อกายเจ็บ และใจไม่ชอบ อยากให้ความเจ็บหายไป ใจกำลังเพิ่มโทสะกิเลส

ถ้ากายลื่นไหลสบาย และใจพึงพอใจเข้าใจว่านี่ดีจริง ใจกำลังเพิ่มโลภะกิเลส🌿


sensation

-ไม่ใช่ตัววัดความก้าวหน้า 

-ไม่ใช่ตัวบอกว่าสังขารเราได้ออกไปมากหรือน้อย

-ตัวมันเองไม่ได้ช่วยทำให้กิเลสออกจากใจมากขึ้นหรือน้อยลง 🌿


เพราะตัวมันเอง เป็นแค่ “อารมณ์” ของกรรมฐาน

เป็นแค่วัตถุให้ใจใช้ไป’รู้’ มัน 

เพื่อจะ ’ละ’ มันเสีย เท่านั้น🌿


แต่ปรากฏการณ์ของ sensation ที่ขึ้นมาต่างๆกัน เช่น มีหยาบมีละเอียดนั้น

เป็น ’ผล’ มาจาก กรรม จาก กิเลส จากวิบากเก่าๆ คือ จากเหตุปัจจัยต่างๆ ทำให้เย็น ร้อน เจ็บ แข็ง เบา ละเอียด สารพันความรู้สึก🌿


สรุป sensation ที่หยาบ-ละเอียด 

เป็นตัว ‘ผล’ ของอดีตเหตุ🌿


ส่วนความก้าวหน้าหรือไม่ ลึกซึ้งหรือไม่ 

ไม่ได้ขึ้นกับ sensation

แต่ขึ้นกับการสร้าง’เหตุ’ ใหม่

ว่า มีอุเบกขากับมันได้ไหม 

ถ้าไม่ได้ ก็เพิ่มกรรมใหม่ เพิ่มสังขารใหม่🌿


มองเป็นสองด้าน

ด้านสร้าง ‘เหตุ’

กับด้านรับ ‘ผล’🌿


sensation ที่ปรากฏทั้งหมด เป็น ฝ่าย “ผล” ของเหตุในอดีต🌿


การขจัดสังขาร ด้วยอุเบกขา โดยอาศัย sensation เป็นเครื่องมือ เป็นฝ่าย “เหตุ” เพื่อ”ผล”ในอนาคต🌿

(เพื่อการใช้กรรม เพื่อการพัฒนาปัญญา เพื่อการละ เพื่อนิพพาน)

ต่อเนื่องจากคำถามแรกค่ะ


🌿🌿🌿

Q: เราก็ควรปฏิบัติภาวนาให้เกิดsensation บ่อยๆเนืองๆเพื่อ ขจัดสังขารการปรุงแต่ง กิเลสทั้งหลายให้หมดไป เพื่อการละวางตัวตน มันคือเส้นทางมุ่งสู่นิพพานตามที่เธอบอกใช่ไหมคะ


A: ไม่ปฏิบัติภาวนา

ก็เกิด sensation ของมันเองอยู่แล้ว 

sensation เกิดอยู่ตลอดเวลา 

เกิดทุกขณะจิต


การมีสติรับรู้ และการวางอุเบกขา

คือการเอากิเลสออก

จะมีสติรู้ที่ sensation หรือรู้อย่างอื่นในตัวเราก็ใช้ได้หมด

เป็น รู้รูป หรือ รู้นาม ก็ใช้ได้หมด

ดังนั้นจะรู้ sensation ด้วยการปฏิบัติก็ตาม 

หรือมีสติรู้ นาม รู้รูปในชีวิตประจำวัน และวางเฉย ใช้ได้หมด

รู้ด้วยสติ

รู้ด้วยปัญญาว่าไม่เที่ยง จึงวางอุเบกขาลงเพราะรู้ในความจริงนั้น


เดินเข้าใกล้นิพพานขึ้นได้ทุกครั้งที่มีสติ มีปัญญาปล่อยวางได้ ด้วยรู้ตามความเป็นจริงถึงความไม่เที่ยงไม่เป็นแก่นสารสาระของสรรพสิ่ง


Q: รู้sensation ลักษณะคล้ายกระแสเคลื่อนไปทั่วกาย บางครั้งก็ธาตุลมวิ่งทั่วกาย บ้างครั้งก็คล้ายคล้ายคลื่นไฟฟ้า เห็นอย่างไรก็อย่างนั้นใช่ไหม ที่กล่าวไปน่าจะเป็นนามใช่ไหม ส่วนรูป ก็ร่างกายกระเพื่อมภายใน หรือรู้สึกถึงหัวใจเต้น พองยุบพวกนี้ใช่ไหมจ้า 


A: ใช่ค่ะ 

เวทนา หรือ sensation เป็นนาม สิ่งที่เกิดในจิตต่างๆเป็นนาม

ส่วนรูปคือกาย รูปมีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เช่น ลมหายใจเป็นรูป คือ ธาตุลม, การเคลื่อนไหวกาย เดิน ยืน นั่ง นอน และทุกอิริยาบถ เป็นรูป


Q: มันยากตอนที่มีสติรู้ รูป นามในชีวิตประจำวัน รู้ได้ไม่นานแล้วก็หลุด อันนี้ต้องฝึกให้มีสติรู้มากขึ้นในชีวิตประจำวันใช่ไหม


A: ใช่ค่ะ ต้องฝึกให้เป็นได้มากที่สุด

ถ้ารู้และวางได้ตลอดเวลาทุกขณะ คือเป็นพระอรหันต์แล้ว

แต่การหมั่นฝึกฝน ทำให้เราก้าวไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ


18/06/63

Website รวมข้อมูลข่าวสาร สำหรับศิษย์เก่า แนวทางท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

Google Sites
Report abuse
Page details
Page updated
Google Sites
Report abuse