กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน
116 ผมมีข้อสงสัยมานานแล้วครับ เกี่ยวกับพระเจ้า หรือเทพเจ้าต่างๆในลัทธิความเชื่ออื่น พอดีได้เสิร์ชเจอข้อมูลในพระสูตร ได้กล่าวถึง "เทพนิกายผู้มีอายุยืน" ซึ่งมีผู้คนเข้าไปนับถือ หากเชื่อมโยงเรื่องสวรรค์ชั้นต่างๆที่มีในพระสูตร สรุปได้ไหมครับว่า
1. พระเจ้าหรือเทพเจ้าลัทธิอื่นเหล่านั้นก็น่าจะมีจริง เป็นเทพเป็นพรหมแต่มิได้นับถือพุทธศาสนา
2. สิ่งที่เทพ พรหมเหล่านั้นสั่งสอน ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ มิได้มีมรรคเป็นองค์แปด จึงสอนให้ศรัทธาในตนเพื่อมาเป็นเทพบริวารตัวเอง มิได้สอนหนทางหลุดพ้น
3. การที่เทพหรือพรหมเหล่านั้น ไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เพราะความเป็น "เทพนิกายผู้มีอายุยืน" ด้วยหรือเปล่าครับ
4. ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นในพุทธประวัติคือท้าวผกาพรหมที่มีมิจฉาทิฏฐิ คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ หรือ เคสหนึ่งที่ ภิกษุรูปหนึ่งขึ้นไปเที่ยวถามพรหม ถามเทพ เรื่องมหาภูติทั้ง 4 แต่ไม่มีใครตอบได้ ทั้งๆที่เคลมว่าตัวเองเป็นพระผู้สร้าง
🍃🌼🍃
A: ตามคำสอนแนวทางพุทธศาสนา ไม่ได้ปฏิเสธการมีเทพ แต่เราเรียกขานต่างจากศาสนาอื่น และเราก็ให้ความสำคัญต่างจากศาสนาอื่น
🌼
เรามีอธิบายถึงภพภูมิ 31 ในสังสารวัฏ คือ อบายภูมิ 4, มนุษยภูมิ 1, เทวดา(เสพกาม) 6, รูปพรหม 16, อรูปพรหม 4
🌼
ในภพภูมิที่เหนือจากมนุษย์ขึ้นไป คือเทวดาและพรหมซึ่งมีอายุยาวนานมากตามลำดับขั้นของภพนั้นๆ พรหมยิ่งมีอายุยืนนานขึ้น แม้โลกจะแตกไปหลายใบ พรหมชั้นสูงๆก็ยังดำรงชีวิตอยู่
🌼
เราไม่เพียงไม่ปฏิเสธการมีอยู่ของเทพและพรหม เรายังมีการอธิบายไว้มากมายถึงที่มาที่ไป ผลบุญ ความสามารถ อายุขัย และชื่อเสียงของเทพ พรหมไว้ไม่น้อย
🌼
ทั้งในตำรา พระพุทธองค์ก็แนะให้ทำเทวตาพลีอย่างเหมาะสม คือการทำกุศลต่อเทวดาและพรหม หรือ’การให้’ ที่เหมาะสมกับเทวดาและพรหม
🌼
เราพลีให้เทวดาตามหลักพุทธศาสนา คือ ทำประโยชน์ให้ เฉกเช่นเราทำความดีให้กับเพื่อนมนุษย์ ให้กับสรรพชีวิตอื่นในสังสารวัฏฏ์
แต่เราจะไม่ยึดเทวดาหรือพรหมเป็น “สรณะ”
🌼
เราต่างจากศาสนาเทวนิยมทั้งหลายที่กราบไหว้เทพ หรือเขาเรียกว่าพระเจ้าว่าเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งที่จะเสกบันดาลสุขทุกข์ให้ได้
เรารับรองว่าเทพมี
แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ร่วมทุกข์ในสังสารวัฏกับเรา
คือยังต้องเกิด ต้องตาย มีทุกข์ มีภัย เช่นกัน
เราจึงไม่นับเป็นที่พึ่งสูงสุด
🌼
เพราะสรณะ หรือที่พึ่งอันประเสริฐของเรามีเพียง พระพุทธ พระธรรม พระ (อริย)สงฆ์ เท่านั้น
🌼
เราไม่พึ่งพาเทวดา ว่าจะทำให้เราพ้นทุกข์
เราไม่พึ่งพาเทวดา ว่าจะทำให้ร่ำรวย มีโชคลาภ
เราไม่พึ่งพาเทวดา ว่าจะทำให้ปลอดภัย
เราไม่พึ่งพาเทวดา ว่าจะทำให้เราหายป่วย
ฯลฯ
🌼
หลักธรรมะสอนให้เห็นเรื่อง กรรม/ผลของกรรม
เรื่องกระแสเหตุปัจจัย (ปฏิจจสมุปบาท)
เราจึงไม่ไปพึ่งพาสิ่งภายนอก ที่จะมาบันดาลอะไรเราได้โน่นได้นี่ที่ดีๆ หรือพ้นจากโน่นจากนี่ที่แย่ๆ
เพราะพวกเขาทำไม่ได้
เทวดา พรหม ไม่สามารถเปลี่ยนกรรมเราให้เราได้
เว้นว่าบุญเราจะมีพอ และมีเหตุปัจจัยเหมาะสม การช่วยของเทวดาก็มีผลได้ แต่ถ้าเรามีกรรมขวางอยู่ เทวดาก็ไม่สามารถช่วยเราได้
ไม่ต่างจากมนุษย์บางคนที่ทำไมช่วยเราได้ บางคนทำไมช่วยไม่ได้ บางคนทำไมทำร้ายเราได้เป็นเพราะเรามีบุญมีบาปของเรา และมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสมทำให้คนเหล่านั้นทำสิ่งที่มีผลต่อเราได้
ดังนั้นการนั่งอ้อนวอนร้องขอขอเทวดา จึงไม่ใช่หนทางของชาวพุทธ
แต่เป็นความเชื่อใน almighty ของพระเจ้าในศาสนาอื่น
🌼
หลักธรรมะสอนให้เราพึ่งการทำความดี การสร้างเหตุปัจจัยให้ดี
ให้เราพึ่งตนเอง ทำตนเองให้พ้นทุกข์
พ้นจากวัฏสงสาร
พบความสุขอันบรม
🌼
ถ้าเราสร้างเหตุดีไว้มากมาย
แน่นอน กฎธรรมชาติย่อมหยิบยื่นความสุขรูปแบบต่างๆมาให้
เมื่อสร้างแต่เหตุดีๆ ผลดี และความเกี่ยวข้องอื่นๆย่อมสะเทือนไปในที่ต่างๆด้วย
ทำนองว่าเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว
คือสร้างเหตุดี นอกจากเกิดผลดีตรงๆหลายทางด้วยแล้ว
ยังเป็น ‘ปัจจัย’ ไปสร้างสิ่งดีๆอื่นๆเกี่ยวเนื่องต่อไปอีกมากด้วย
และเพราะเหตุนี้ คนดีๆหลายคนจึงเหมือนมักมีมือที่มองไม่เห็นมาเกื้อหนุนสิ่งดีๆให้บ่อยครั้ง
🌼
มีคนถามว่า พระเจ้าทั้งหลายในความเชื่ออื่นๆ มีตัวตนไหม
ถ้าให้ตอบก็ขอตอบกลางๆว่า ทั้งมีและไม่มี
ที่มีคือ ในเมื่อเรารู้ว่าเทวดามีตัวตนจริงเพราะมีภพภูมิของเทวดาและพรหมอยู่ดังนั้น พระเจ้าทั้งหลาย ก็เป็น ผู้ที่อยู่ในภพภูมิเทวดาหรือพรหมนั่นแหละ
🌼
ส่วนที่ว่าไม่มี ก็คือไม่มีในฐานะพระเจ้านั้นๆที่แท้จริง
เพราะที่จะเป็นพระเจ้าตามชื่อเรียกขานที่มนุษย์เรียกนั้น ไม่เสมอไป
และก็ไม่เสมอไปด้วยว่าเป็นผู้นั้นจะพระเจ้าผู้เดียวตลอดไป
เหมือนกับมนุษย์ที่เปลี่ยนตำแหน่งงานตามวาระ
ตัวอย่าง คือพระอินทร์ที่ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในพุทธศาสนา ก็ไม่ได้เป็นองค์เดียวกันตลอดทุกยุค องค์ปัจจุบันเป็นพระอินทร์องค์เดียวกับสมัยพุทธกาลซึ่งเป็นพระโสดาบัน
วันใดวันหนึ่งที่ท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์ และนิพพานไป
ท่านก็จะไม่ได้ครองตำแหน่งพระอินทร์อีก ก็จะมีผู้ที่สร้างบารมีที่เหมาะสมท่านอื่นๆมาทำหน้าที่นี้แทน
🌼
กรณีที่เทพหรือพรหมที่ไม่ได้เป็นพระอริยบุคคล ก็จะดำรงตำแหน่งหนึ่งๆตามช่วงชีวิตของตนเช่นกัน แต่การจากตำแหน่งไป เป็นอาจเพราะสาเหตุอื่น ไม่ใช่เพราะบรรลุนิพพานก็ได้
เทวดา พรหม ทุกองค์ต้องมีเกิด มีตาย (แต่ชีวิตจะนานกว่ามนุษย์มาก) ถ้าเทวดาทำบาป หรือบุญที่ทำมาหมดไป ย่อมต้องตายจากภพเทวดาไปเกิดเป็นอย่างอื่นในภพอื่น
ดังนั้นพระเจ้าในศาสนาต่างๆ ก็เป็นตำแหน่งของเทวดาที่ ไม่ใช่ผู้ใดผู้หนึ่งตลอดกาลเช่นกัน
ในหลายความเชื่อ พระเจ้าเกิดจากความศรัทธาและการแต่งตั้งของมนุษย์ที่สร้างพระเจ้าขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ในยุคต่างๆ
🌼
อดีตในสมัยอารยธรรมยังไม่เจริญ เกิดมีพระเจ้าดูแลสายฟ้า พระเจ้าดูแลภูเขา พระเจ้าดูแลแม่น้ำ พระเจ้าดูแลก้อนหิน สารพัดพระเจ้าในยุคพหุเทวนิยม
ต่อมาอารยธรรมพัฒนาขึ้น การปกครองเพื่อมีอำนาจสิทธิ์ขาดเกิดขึ้นเพื่อรวมศรัทธาคนจึงต้องตั้งตนว่าสามารถสื่อสารกับพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้ จนได้กลายเป็นพระเจ้าผู้สร้างขึ้นมา
สร้างตั้งแต่ก้อนหินไปถึงมนุษยชาติ สุขทุกข์ของมนุษย์ล้วนอยู่ในมือพระเจ้าองค์นี้
ส่วนเทพเจ้าหิน ดิน น้ำทั้งหลายก็หมดบทบาทกลายเป็นไม่มีตัวตนไป
มนุษย์ยังให้ความสำคัญ ตั้งฐานันดรความเป็นผู้บันดาลให้พระเจ้าเสร็จสรรพ
🌼
พระเจ้าจึงเกิดขึ้นในใจมนุษย์บางพวกอย่างจริงจังขึ้นมา
พอมนุษย์เชื่อมากเข้าบูชามากเข้า ก็ย่อมมีผู้ที่อยู่ในทิพยภูมิ หรือเทวดาที่อยู่ในภพอื่นเข้ามารับหน้าที่เป็นพระเจ้าเหล่านั้นขึ้นมาตามไปด้วย
ทั้งนี้เพราะมีเทวดา(ที่ดีแต่อาจไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ)ก็มีมากเป็นอเนกอนันต์ พวกเขาก็อาจเข้ามารับตำแหน่งเป็นพระเจ้าในความเชื่อต่างๆให้ เป็นเทพเจ้าต่างๆ ขึ้นมาจริงๆให้
ในความซับซ้อนสิ่งมีชีวิตในภพภูมิต่างๆนี้ จึงเป็นไปได้มากว่าไม่ได้มีพระเจ้าองค์เดียว ของแม้ศาสนาเดียว แต่อาจมีพระเจ้าตามลัทธินิกายความเชื่อของคน
🌼
ทั้งนี้ ไม่พึงลบหลู่คุณความดีของผู้ใดทั้งสิ้น เพราะผู้ที่จะอยู่ในสวรรค์ หรือได้เกิดเป็นเทวดา ย่อมเพราะทำความดีงามมา เราจึงพึงเคารพในความดีและในบุญกุศลของทุกชีวิตเสมอ
เพียงแต่เราที่มีธรรมะเป็นหลักชีวิต ย่อมไม่ยึดถือบูชาเทวดาในฐานะที่พึ่งอันสูงสุดดังเช่นที่เราบูชาพระรัตนไตร
🌼
และในการบูชาพระรัตนตรัยของเรา ก็พึงทำอย่างถูกต้องเช่นกัน ไม่ใช่ยึดด้วยการวิงวอนร้องขอ แต่ด้วยความตัญญูรู้คุณ ด้วยความเคารพอย่างสูงสุดถึงพระคุณอันยิ่ง และด้วยการดำเนินปฏิปทาชีวิตที่ถูกต้อง เดินตามทางที่ถูกที่ควรทั้งชีวิตทุกชาติไปจนถึงที่สุดแห่งทุกข์
ในแต่ละก้าวของเราควรก้าวไปเพื่อประกอบแต่กรรมดี เพื่อสร้างเหตุปัจจัยดี ตลอดเส้นทาง
🍃🌼🍃
2/5/20