กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน
110 เวลาปฏิบัติธรรมในคอร์ส ไม่ควรออกกำลังกาย(ในห้อง) ในลักษณะที่แรงและเร็วๆ เช่นแกว่งแขน หมุนแขน หรือ เตะขาขึ้นลงเร็วๆหรือกระโดด...
แต่ควรใช้การเดินเท่านั้น หรือ ควรออกกำลังกายแบบยืดเส้นสาย แบบไทเก๊ก โยคะ ...แทน
จริงไหมคะ?
ถ้าจริง เป็นเพราะอะไรคะ?
เรื่องการออกกำลังกายในคอร์ส ท่านอาจารย์ไม่ได้ห้ามออกกำลังแต่ท่านให้เดิน
🍃
การเดินออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์เองก็ทำตลอดเวลาท่านปฏิบัติเอง
แต่ถ้าจะต้องออกท่าทาง ยืดเส้นยืดสายท่านแนะนำให้ออกในห้องนอนตนเองค่ะ
ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ดึงความสนใจของผู้ปฏิบัติท่านอื่นๆ
🍃
เวลาคนเรากำลังสงบจิต และพยายามมีสติอยู่กับตนเอง ถ้ามีคนมาวิ่งไปมา มาทำท่ายกมือยกไม้ ออกกำลังด้วยท่าทางต่างๆ อย่างเร็ว เราก็จะหันไปดู ไปสนใจ ทำให้จิตต้องส่งออกนอก ไม่หันมาดูตนเอง สติก็จะเสียไป ความสงบก็จะเสียไป
🍃
ยิ่งหลักสูตรยาว จิตจะลงลึกมาก การวิเวกในจิตยิ่งสำคัญมากๆ
ถ้ามีสิ่งที่เคลื่อนไหวเร็วๆตรงหน้า จะทำให้ผู้ปฏิบัติที่กำลังเพียรพยายามอยู่ เสียความต่อเนื่องของสติ และสมาธิไป
🍃
ในคอร์สยาวจึงยิ่งต้องรักษาความเงียบให้สนิทที่สุด
ความเงียบในทีนี้ คือการสำรวมอินทรีย์ทั้งหมดของเรา
ทั้งเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น
🍃
การออกกำลังในห้อง ก็ไม่ควรมีเสียงออกมาให้คนอื่นข้างๆได้ยิน
🍃
ถ้าเราปฏิบัติลึกลงขึ้น แม้เราเองจะไม่ค่อยอยากออกกำลังแบบแกว่งไกวมาก เพราะจิตเราจะสงบนิ่งอยู่ กายก็พลอยสงบนิ่งลง
🍃
การทำโยคะเพื่อออกกำลัง หรือการยืดกล้ามเนื้อในร่างกายย่อมทำได้ในห้องตนเอง เพื่อคลายความตึงของร่างกายที่นั่งนานๆ แต่ต้องไม่ไปควบคุมลมหายใจ
แต่ถ้าเป็นไทเก๊ก หรือ ชี่กง ถ้ามีการควบคุมการหายใจ ก็ไม่เหมาะ เพราะมันสวนทางกัน
🍃
ยิ่งถ้าปฏิบัติเพื่อให้ได้สมาธิขั้นสูงขึ้นๆ ความสงัดแห่งกายและจิตเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด จิตจะสงบระงับจนเป็นอุปจารสมาธิ และเลื่อนขั้นต่อๆไปได้นั้น ต้องอาศัยความสงบอย่างที่สุด
🍃
การฝึกจิตให้เป็นสมาธิให้ได้ผลที่สุด กายและจิตต้องเงียบสนิท จึงจะรักษาสมาธิให้ต่อเนื่องกันได้ยาวนาน
🍃
จิตที่ไม่มีสมาธิ ย่อมไม่มีกำลัง
เมื่อไม่มีสมาธิ มาทำวิปัสสนาย่อมไม่มีกำลังความต่อเนื่อง ผลที่ได้จึงน้อยมากเมื่อเทียบกับจิตที่มีสมาธิ และสามารถปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง ขุดลอกสังขารได้อย่างต่อเนื่องและลึกกว่า
🍃
ดังนั้นทุกอย่างที่ท่านอาจารย์แนะนำไว้ เรื่องความเงียบก็ดี เรื่องการออกกำลังก็ดี เรื่องอาหารมังก็ดี เรื่องทานอาหารแต่น้อยก็ดี เรื่องการไม่ถูกต้องตัวกันขณะปฏิบัติในคอร์สก็ดี ฯลฯ เป็นขบวนการเพื่อการพัฒนาจิตให้ก้าวหน้าได้เต็มที่ ให้เราปฏิบัติได้ผลอย่างแท้จริง
(แต่ทั้งนี้ท่านอาจารย์ไม่ได้ทำเพื่อให้เรายึดเป็นกฏแบบหน้ามืดตามัวยึดถือเอาอย่างไม่ลืมหูลืมตาโดยไม่เข้าใจที่มาเช่นกัน เพราะถ้าเรายึดมั่นสิ่งใดเกินไปอย่างไม่เข้าใจถ่องแท้ จะกลายเป็นการสุดโต่งแข็งตึงเกินไปได้ ซึ่งก็ไม่ใช่อุเบกขา ไม่ใช่ทางสายกลาง เราเดินตามท่าน เดินตามพระบรมศาสดา ก็ต้องเดินตามให้เหมือนจริง ให้ถูกต้องจริง คือมีจิตที่สงบเย็นผ่อนคลาย ใจจึงเป็นสุขสงบได้จริง)
25/03/20