Search this site
Embedded Files

กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน

สารบัญ

📖

105 ทำไมเราถึงฝันทุกๆคืนตอนไปปฏิบัติ(30 วัน)คะ? 

และตื่นมาเราจะจำได้ว่าฝันอะไรด้วยค่ะ 

มันมีอะไรเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติของเราไหมคะ?

ซึ่งตามปกติจะนอนไม่ค่อยฝันเลยค่ะ หรือถ้าฝันก็จะจำไม่ได้ด้วยค่ะ

มันเป็นการลอกออกของสังขารวิธีหนึ่งไหมคะ?

🍃🍃🍃

ตอบว่า…

🍃

เวลาที่เราไปปฏิบัติเพื่อเจริญสติ จิตของผู้ปฏิบัติจะตื่นตัว

จิตที่มีสติ ย่อมเป็นจิตที่ตื่นตัว รู้เท่าทันปรากฏการณ์ในจิต

🍃

เมื่อฝึกอยู่ทั้งวันทุกวัน สติย่อมพัฒนายิ่งๆขึ้นในจิตตน 

ผลคือ ทำให้ผู้ปฏิบัติมักนอนไม่หลับ 

ทั้งนี้ เพราะจิตว่องไวรับรู้อยู่ตลอดด้วยสติ จึงตื่นตัว นอนน้อยหรือบางคนไม่นอนเลยก็มี

ผลอีกอย่างของการที่สติตื่นรู้ คือ ฝันมาก ฝันจริงจัง ฝันชัดเจน และมักจดจำความฝันได้ 

🍃

ทั้งนี้ เพราะจิตผู้ปฏิบัติไม่ได้หลับจริง แต่สลับระหว่างการหลับกับการตื่นรู้ เวลาตื่นรู้คือเวลาฝัน เพราะไม่รู้ตัวเต็มที่

ผู้ปฏิบัติที่หลับตอนกลางคืน จิตจะมีสติรู้สลับกับการหลับ การตื่นรู้ของผู้ปฏิบัติจึงออกมาในรูปฝันที่ชัดเจน เพราะจิตที่ฝึกสติอยู่จะมีการรู้ที่ชัดกว่าปกติ 

ที่มักจำความฝันได้ เพราะตอนที่จิตตื่นรู้นั้น จิตประกอบด้วยสติ

ซึ่งต่างกับเวลานอนหลับปกติของผู้ไม่ได้กำลังปฏิบัติ ที่การตื่นรู้ไม่มีสติกำกับ

ความฝันในขณะเข้าคอร์สจึงเหมือนกับการจำเหตุการณ์ได้ มากกว่าเป็นการฝัน

🍃

ส่วนเรื่องราวในฝันนั้นมีเหตุปัจจัยทำให้เกิดต่างๆไป 

สำหรับผู้ปฏิบัติที่ฝัน มักเป็นเพราะสังขารในอดีตลอยขึ้นมา 

การปฏิบัติวิปัสสนา เป็นการเขย่าสังขารให้ลอยขึ้นมาในช่วงกลางวัน พอตกกลางคืนสังขารเหล่านั้นก็ยังลอยขึ้นมาอยู่ 

แต่เพราะผู้ปฏิบัติไม่ได้ตื่นตัวรับรู้ตลอดเวลา จึงออกมาเป็นรูปของการฝัน

🍃🍃🍃


🍂🍂🍂

ถามว่า…

ความฝันเป็นการลอกออกของสังขารวิธีหนึ่งไหมคะ?

🍂🍂🍂


🍃🍃🍃

ตอบว่า…

ไม่เป็นค่ะ ! 

เพราะจิตขณะนั้นไม่ได้ตื่นตัวรับรู้เวทนา (หรือลม) ไม่ได้มีอุเบกขาวางเวทนาเพราะเห็นความไม่เที่ยงฯ ในเวทนานั้น

กล่าวคือ จิตไม่ได้มีสติรู้นามรูป และไม่ได้มีสัมปชัญญะที่รู้จริงถึงความไม่เที่ยง ไม่เป็นตัวตนของนามรูปนั้น 

จึงไม่ได้เป็นการปฏิบัติวิปัสสนา

สังขารจึงไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดเนื่องเพราะความฝัน

🍃

ความฝันเป็นแค่การสะท้อนของสังขารที่ลอยขึ้นมาจากการปฏิบัติตลอดวันเท่านั้น 

🍃🍃🍃


🌼🌼🌼

[[[🌼อธิบายเพิ่มเติมเรื่องความฝัน…

พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึง สาเหตุแห่งความฝันไว้ 4 ประการ คือ             

~ จิตอาวรณ์ จิตผูกพันอยู่กับสิ่งใดมากๆ ก็อาจฝันถึงสิ่งนั้น (เป็นฝันที่ไม่จริง)

~ เทพสังหรณ์ เทวดาแจ้งข่าว อาจเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายก็ได้ (อาจจริงหรือไม่จริงก็ได้ )

~ ธาตุกำเริบ ร่างกายไม่ปกติ  (เป็นฝันที่ไม่จริง)

~ บุพพนิมิต กรรมดีหรือชั่วในอดีต จะปรากฏผลเป็นนิมิตให้ปรากฏ   (เป็นฝันที่จริง เกิดแต่เฉพาะกรณีพิเศษ ไม่ได้เกิดทั่วไปในปุถุชน) 

🌼


คนเราฝันได้เวลาจิตเป็นเช่นไร?

เวลาที่หลับสนิท หลับลึก ย่อมฝันไม่ได้

เวลาสลบไสล หรือหมดสติ ย่อมฝันไม่ได้

จิตที่หลับสนิท คือ ภวังคจิต 

ภวังคจิตไม่อาจรับรู้การกระทบใดๆ ย่อมฝันไม่ได้

ดังนั้น จิตเมื่อเป็นภวังคจิตอยู่ ย่อมฝันไม่ได้ 

เวลานั้นจิตไม่ขึ้นสู่วิถี จึงไม่มีการรับรู้เลย ย่อมฝันไม่ได้

แต่จิตที่ฝันได้ เป็นจิตที่สลับไปมาระหว่างการขึ้นวิถีเพื่อรับรู้สิ่งกระทบ สลับกับการลงภวังค์หลับไหล

🌼

กล่าวคือ จิตที่ฝันได้ เป็นจิตที่ขึ้นจากภวังค์สู่วิถี แต่ขึ้นสู่วิถียังไม่ครบขบวนการรับรู้ทั้งหมดของวิถีนั้น ก็กลับลงภวังค์ไปเลย และก็อาจลงภวังค์ไปหลายขณะได้ จากนั้นก็สลับไปขึ้นวิถีมารับรู้สิ่งกระทบอีก แต่ขึ้นไม่ทันครบขบวนอีก ก็มาลงภวังค์อีก ทำนองนี้

🌼

การที่จิตขึ้นวิถีมากน้อยขณะ มีผลต่อการรู้ตัวมากน้อยของเรา

ถ้าขึ้นวิถีครบถ้วนตลอดขบวน คือ จิตของเราตอนตื่นตัวและรับรู้สิ่งต่างๆรอบตัว

แต่ถ้าขึ้นวิถีแบบไม่เต็มขบวน ยังไม่ทันครบก็สลับกับการลงภวังค์นั้น จะเป็นการรู้ตัวในรูปการฝันก็ได้ ในรูปการกึ่งหลับกึ่งตื่นก็ได้  หรือการที่นั่งปฏิบัติอยู่แต่เหมือนรู้ตัวด้วยและไม่รู้ตัวด้วย (ไม่ได้หลับแต่ก็แช่ๆทรงๆอยู่ไม่ชัดเจน) เหล่านี้เป็นต้น🌼]]]

🌼🌼🌼

18/03/20

Website รวมข้อมูลข่าวสาร สำหรับศิษย์เก่า แนวทางท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

Google Sites
Report abuse
Page details
Page updated
Google Sites
Report abuse