กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน
092 ขออนุญาตส่งการบ้านที่ค้างไว้(เรื่องการตั้งจิตให้ถูกเวลาสร้างทานกุศล)ตอนนี้เลยนะคะ
🍃🍂🍃🍂🍃
สาธุ อนุโมทนาทุกกุศลจิตที่บริสุทธิ์และแรงกล้าของทุกท่านนะคะ
🍃🍂🍃🍂🍃
จึงขออนุญาตส่งการบ้านที่ค้างไว้(เรื่องการตั้งจิตให้ถูกเวลาสร้างทานกุศล)ตอนนี้เลยนะคะ
🍃🍂🍃🍂🍃
เป็นเรื่องที่ท่านเวบู ซายาดอว์ พระอรหันต์แห่งดินแดนพม่า ได้กล่าวย้ำในการสอนธรรมะของท่าน
🍃
[{ท่านแสดงธรรมในทุกที่ ทุกครั้ง ท่านจะต้องย้ำข้อธรรม 7 ข้อเสมอและหนึ่งใน 7 ข้อ เป็นเรื่องของการสร้างทานกุศล}]
🍃
คำกล่าวของท่านในเรื่องนี้ กล่าวว่า
เมื่อใดที่สร้างทานกุศลให้ทำ
1ด้วยจิตที่ตั้งไว้โดยชอบ
2ทำบุญนั้นด้วยเจตนาอันควรยิ่ง
🍃🍂🍃
ที่ว่า”ด้วยจิตที่ตั้งไว้ชอบ”
คือ จิตที่ทำทานต้องเป็นกุศลจิต
คือเป็นจิตที่ประกอบด้วยกุศลชนิดต่างๆ (กุศลเจตสิก)
ยิ่งประกอบด้วยความเป็นกุศลมากเท่าไหร่
ผลของบุญนั้นก็ได้อานิสงส์มากตามไปด้วย
🍃
ขอยกตัวอย่างว่าจิตสามารถประกอบด้วยความเป็นกุศลได้แบบใดบ้างนะคะ เช่น
ให้ด้วยจิตเมตตาอยากให้เขาสุข เขาเจริญ เขาดีงาม
ให้ด้วยจิตกรุณา คืออยากให้เขาพ้นทุกข์
ให้ด้วยจิตศรัทธา
ให้ด้วยจิตตัตรฌัชณัตตตา จิตนิ่งวางเฉยไม่วุ่นวาย หรือเฝ้าสังเกตอยู่กับสิ่งที่ทำโดยไม่วอกแวก
ให้ด้วยสติ
ให้ด้วยจิตปัสสัทธิ คือจิตผ่องใส
ให้ด้วยจิตมีหิริ มีโอตตัปปะ คือ ระมัดระวังไม่ให้เกิดบาปขณะให้ทาน
ให้ด้วยจิตปราศจากโทสะ
ให้ด้วยจิตปราศจากโลภะ
ให้ด้วยปัญญา
เหล่านี้ เป็นต้น
ดังนั้นเมื่อทำความดีหนึ่ง และในจิตประกอบด้วยกุศลนานาชนิดอีกหลายอย่าง บุญนั้นย่อมมีอานิสงส์นานาชนิดประกอบพร้อมไปด้วย
🍃🍂🍃
ส่วนที่ว่าด้วย”เจตนาอันควรยิ่ง”
ถ้าเราได้อ่านหรือฟังธรรมะของท่าน จะเห็นว่าคำสอนท่านไม่มีมุ้งเน้นสร้างบุญเพื่อผลในโลกียสุข หรือสุขแบบโลกๆเลย
เพราะท่านข้ามพ้นไปแล้ว และปรารถนาให้ผู้คนถึงความบรมสุขนั้นเช่นกัน
ดังนั้น ท่านจึงเน้นการเข้าถึงธรรมขั้นสูงสุด
ธรรมเพื่อความบริสุทธิ์
ธรรมเพื่อความพ้นทุกข์
🍃
และการที่จะพ้นทุกข์ได้
ผู้นั้นต้องสามารถวางโลกียสุขได้
🍃
การทำทานของผู้ที่ไม่หวังโลกียสุขนั้น โดยเนื้อแล้วจิตจะมีความบริสุทธิ์ที่สุด
เพราะ ‘ไม่ทำทานด้วยปรารภตนเอง’ หมายถึงไม่ทำทานเพื่อความสุข(แบบโลกๆ เช่น ร่ำรวย ลาภ ยศ สำเร็จ) ความของตนเอง
🍃
แต่ทำทานเพื่อความดีงามขั้นสูงสุด
ทำเพื่อสร้างบารมี
ทำเพื่อเป็นปัจจัยแห่งการพ้นทุกข์
🍃
นี่คือการไม่ปรารภตน แต่ปรารภธรรม
🍃
เพราะเห็นซึ่งโทษของสังสารวัฏฏ์
🍃🍂
🍃🍂🍃🍂🍃
พี่ขออธิบาย เท่านี้นะคะ
นี่คือที่พี่ตีความหมายของ การให้ทานกุศลที่ต้องทำให้ถูก ของท่านพระเถระเวบู ซายาดอว์ค่ะ
🍃🍂🍃🍂🍃
🍂🍃🍂🍃🍂
เห็นเราบริจาคด้วยใจเปี่ยมกุศลแบบนี้ พี่ขอเล่าเพิ่มอีกนิดนะคะ
🍂
คือ เล่าเรื่องการยาตราไปทำบุญที่อินเดียของคณะสัมมาสติยาตรา
ครั้งแรกที่ไปอินเดีย คือกุมภาปี 61
🍂
เริ่มที่เราไปสังเวชนียสถานเพื่อปฏิบัติบูชากัน
เราก็เลยคิดจะไปทำบุญบริจาคให้ศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนา ที่แดนพุทธภูมิด้วย
🍂
เราก็จะไปกันแบบซื่อๆ ไปขอนั่ง Group Sitting ใน mini hall และขอร่วมบริจาค
🍂
ผลคือ...
พวกเราหลายคนเกิดขอฝากพี่ไปร่วมทำบุญด้วย เพราะเขาไม่มีโอกาสไปอินเดีย หรือไปทำบุญหลายแห่ง หลายศูนย์ กันแบบนี้ด้วยตนเอง
ถึงไปก็คงไม่มีโอกาสนั่ง GS ในศูนย์
🍂
พี่ได้ติดต่อแต่ละศูนย์ไปล่วงหน้า ว่าอยากขอรบกวนสถานที่นั่งปฏิบัติ GS แต่ไม่ต้องรบกวนอาจารย์ในศูนย์ เพราะพี่ไปเอง ก็นั่งกันเองพวกเราเล็กๆชิลๆเงียบๆง่ายๆได้
🍂
เงินที่ฝากมาก็มีพวกเราหลายคนในห้องนี้ด้วยแหละ
และมีก็เพื่อนๆคนที่ไปด้วยจากที่อื่น เลยมีเงินพอสมควร
🍂
ครั้งแรกที่ไป เราบริจาคศูนย์หนึ่งๆราว 50,000-70,000 บาท ก็เป็นแสนกว่ารูปีของอินเดีย
🍂
เจ้าหน้าที่คนรับบริจาคในหลายศูนย์มีอาการแตกตื่น (แบบปีตินะคะ ไมใช่แบบ shock cinema ) เพราะตั้งแต่เปิดศูนย์มา พวกเขาไม่เคยเห็นบริจาคเป็นเงินแสนรูปี
🍂
เขาบอกว่า คอร์สที่นั่นกันดาร (เราเห็นศูนย์ก็รู้เลย) คนมาเข้าปฏิบัติก็ยากจนสุดๆ
เข้าแล้วก็ไม่มีเงินจะตอบแทน จึงไม่มีการบริจาค
บางคอร์สการบริจาคเป็น 0 รูปี คือไม่มีเลยสักรูปีเดียว
แต่ละคอร์สจึงขาดทุนเงินบริหารเสมอ
🍂
พี่เลยถามว่าศูนย์อยู่ได้ยังไง เขาว่าก็ต้องยืมศูนย์ใหญ่ๆมาซื้ออาหาร ซื้อน้ำเพื่อใช้สอย แต่ธรรมะต้องเดินต่อไป หยุดไม่ได้ ท่านอาจารย์ฝากไว้
🍂
ศูนย์ที่เราไปอยู่ในดินแดนพุทธภูมิทั้งหมด คือแถวรัฐพิหาร รัฐอุตตรประเทศ และลุมพินี ซึ่งเป็นรัฐแถบยากจนที่สุดแบบสุดๆในอินเดีย จนจริงจังค่ะ
คนได้มาปฏิบัติ มารับธรรมะกันได้นี่ก็สุดยอดมากแล้ว
🍂
ปีถัดไป มีคนขอร้องว่าเขาพลาดปีที่แล้ว อยากไปอินเดียมากๆ จึงเกิดการเดินทางไปอินเดียกันอีก ก็เลยไปศูนย์เหล่านี้ด้วย และไปเพิ่มอีก 2-3 ศูนย์ด้วย
🍂
ครั้งนี้เมื่อเห็นศูนย์เหล่านั้น พี่(เกือบ)แตกตื่นเองเพราะหลายศูนย์ที่ปีที่แล้วเคยโบ๋เบ๋วังเวง เคยขาดแคลนทุกอย่าง ปีถัดไปนี้กลับดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาก
เริ่มมีสถานที่ดีขึ้น สิ่งต่างๆพัฒนาขึ้น แม้ไม่ได้พัฒนามากมายจนสุขสบายเหมือนของบ้านเรา แต่ก็เห็นได้ชัดถึงความเปลี่ยนแปลง
🍂
เขาบอกว่า ทั้งนี้ก็เพราะได้รับเงินก้อนบริจาคของปีที่แล้วของพวกเรา ที่ทำให้เขาสามารถเริ่มพัฒนาศูนย์ได้
ทั้งเรื่องอาหาร ความหนาวเย็น น้ำใช้ อาคารที่พัก ห้องปฏิบัติ ฯลฯ
🍂
พอศูนย์เริ่มดีขึ้น ก็เริ่มมีคนมาเข้าจากที่ต่างๆมากขึ้น รวมทั้งมีชาวต่างชาติบ้าง หรือคนจากรัฐอื่น ซึ่งเป็นคนที่พอมีกำลังทรัพย์
🍂
และก็เหมือนเป็นสิ่งมหัศจรรย์...
คนที่ได้ธรรมะ ได้ความสุข ย่อมอยากให้คนอื่นได้ด้วย
การบริจาคจึงเริ่มต่อ
ยอดเข้ามาทีละน้อย ทุกๆหลักสูตร
ศูนย์จึงเป็นอย่างที่เห็น...
🍂
ปีที่สองที่อินเดียนี้ หรือปี 62
พวกเราฝากกันมาบริจาคมากกว่าปีแรก
เลยบริจาคได้เกินสองแสนรูปีแทบทุกศูนย์ บางแห่งเกือบสามแสนรูปี คราวนั้นเจ้าหน้าที่ที่รับบริจาคหลายศูนย์ก็เลยต้อง’แตกตื่น’ อีกครั้ง
🍂
แม้พี่ไม่ได้ไปอินเดียปีนี้คือ 63 แต่เชื่อว่าต้องเริ่มมีคณะอื่นที่เกิดกุศลจิตทำนองนี้ขึ้น
🍂
พี่กราบเล่าให้พระอาจารย์จรูญฟัง ปกติท่านจัดไปอินเดียทุกปีอยู่แล้ว ปีที่แล้วพี่กราบชวนให้ท่านลองพาคณะท่านไปนั่ง GS ท่านก็ไปนั่ง GS โดยให้ทางเราช่วยประสานงาน การติดต่อให้ เชื่อว่าเมื่อกลุ่มท่านไป ย่อมบริจาคเกื้อกูลศูนย์เหล่านั้นเช่นกัน
🍂
ธรรมะได้แผ่ขยายไปในดินแดนที่แร้นแค้น ทุกข์ตรมที่สุดแห่งหนึ่ง...
ผู้คนเริ่มมีความสุขขึ้น...
ชีวิตพวกเขาเริ่มมีความหวังขึ้น...
ความหวาดหวั่นเพราะความทุกข์ของชีวิตเริ่มเจือจางลง...
ความดีงามเพราะได้สัมผัสธรรมะเริ่มเบ่งบานขึ้นในใจของผู้ที่ไม่น่าจะมีโอกาสเลย...
🍃
ท่านอาจารย์ฝากงานนี้ไว้กับเราทุกคน
🍃
ดังที่พระพุทธองค์ทรงฝากไว้แก่ท่านอาจารย์ผู้เข้าถึงธรรมโดยชอบ
และ...ทรงฝากแก่พุทธบริษัทสี่ผู้ใฝ่ในธรรมทั้งหลาย
🍂
พวกเราทุกคน คนละเล็กละน้อย คนละไม้ละมือ ตามกำลัง ตามสามารถ ก็ได้ร่วมกันต่อเติมให้ความงดงามแห่งธรรมะได้เติบโตแผ่ขยายออกไปแล้ว
🍂
พี่เลยขอแอบเป็นปลื้มจากใจอีกครั้ง
🍂
และ บัดนี้เราก็กำลังร่วมทำกุศลนี้ด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง...
สาธุ สาธุ สาธุ
🍂🍃🍂
ขอให้ธรรมะที่ได้เปล่งประกายในจิตใจผู้คนมากมายเหล่านั้น...
ได้มาส่องสว่างเปล่งประกาย ได้มาพัฒนา ได้เจริญก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งในจิตของพวกเราทุกคนนะคะ
🍃
พี่ขอโมทนาและวันทามิพวกเราทุกคนค่ะ...
🍂🍃🍂🍃🍂
21/02/20