Search this site
Embedded Files

กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน

สารบัญ

📖

069

🍂🍃🍂🍃🍂

Q: ตอนไล่ดูเวทนามาถึงสะบักซึ่งเป็นบริเวณที่ปวดเรื้อรังมานาน รู้สึกแน่นตึง พยายามจะไล่ทะลุผ่านไปหัวไหล่ กลับรู้สึกเหมือนเส้นเลือดในสมองมันเต้นตุบๆ จนต้องข้ามสะบักไปหัวไหล่เลย อาการจึงปกติค่ะ

เป็นเพราะจะเอาชนะเขาหรือเปล่าคะ?


A: ทำนองนั้นค่ะ

ความรู้สึกเจ็บปวดแน่นตึงเป็นผลจากวิบากกรรมได้ด้วย หรือผลจากกิเลสเศร้าหมองด้านโทสะที่สะสมอยู่ที่ถูกเขย่าขึ้นมาจากการปฏิบัติก็ได้ 


ดังนั้นเราต้องรับความทุกข์นั้นให้เป็น จึงจะเป็นการทั้งชดใช้กรรมและทั้งขจัดกิเลส

โดยการมีสติ รับรู้ความแน่นตึงนั้นด้วยจิตที่วางเฉย ด้วยจิตที่เป็นอุเบกขา เป็นกลาง ความทุกข์นั้นๆจึงจะลดกำลังลง 

เมื่อใจไม่ได้ปรุงแต่งความเจ็บเพิ่มขึ้น ความทุกข์ก็จะเหลือแค่ทุกข์ทางกาย ความรุนแรงจะลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ 

ยิ่งถ้าใจหมดความสนใจใส่ใจกับทุกข์ทางกายได้อย่างสนิท ความเจ็บจะไม่ใช่ความเจ็บอีกต่อไป

เมื่อใดใจไม่ได้มีความไม่พอใจ (อันเป็นโทสะกิเลส) เราก็จะไม่ไปเพิ่มความทรมาน และไม่เพิ่มสังขาร เพิ่มโทสะ เพิ่มทุกข์ใหม่ ส่วนของเก่าก็ถูกขจัดไปด้วย


ดังนั้น เมื่อเจอความรู้สึกนี้ สิ่งแรก ต้องวางจิตไม่ไปเชื่อว่ามันเป็นปัญหาเรื้อรังของเราหรือไม่ 

รู้แค่ว่าเกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่งตรงบริเวณนี้ 

ไม่ต้องประเมินตีความว่าเป็นความรู้สึกแบบไหนจะยิ่งดี เพื่อไม่ให้สัญญาตีความ จะได้ไม่เกิดความชอบ ความชังต่อความรู้สึกนั้น

จากนั้น ให้ยอมรับมันตามที่มันเป็น

แล้วค่อยเคลื่อนความสนใจไปที่อื่นต่อเลย 

อย่าใช้ความพยายามไล่ให้ทะลุผ่านหัวไหล่ เพราะความพยายามเป็นการไปกดดันมัน

ไปเข่นมันจากธรรมชาติที่เป็นอยู่ 

จิตขณะนั้นจึงเสียสมดุล

เวทนาก็จะยิ่งไม่สบายมากขึ้น

ให้ยอมรับมันตามที่มันเป็น และไม่ต้องสนใจที่จะเปลี่ยนแปลงมัน

แค่”รู้” และก็เลื่อนไปรู้ที่อื่นต่อได้เลย


🍂🍃🍂🍃🍂

Q: ขณะไล่ดูส่วนขา ท้องเกิดร้องเสียงดังขึ้นมาจนตกใจเอง แบบนี้ควรหันมาพิจารณาท้องร้องเป็นอนิจจังก่อน แล้วค่อยกลับไปขาต่อ หรือไม่ตัองสนใจท้องดูขาต่อไปเลยดีคะ


A: ไม่ต้องหันมาพิจารณาท้องค่ะ ปล่อยมันร้องไป แต่รับรู้ได้ แล้วก็ทำงานต่อไปเลย


🍂🍃🍂🍃🍂

Q: ปฏิบัติคราวนี้มีฟุ้งสลับเป็นพักใหญ่ๆ แต่ไม่ได้ฟุ้งทำนองแบบเพ้อเจ้อนินทา เป็นฟุ้งเรื่องปัญหาชีวิตและการงาน และสามารถคิดหาวิธีแก้ปมต่างๆเหล่านั้นได้

เหมือนได้นั่งคิดวิธีแก้ปัญหาแล้วแก้ได้ไปทีละเรื่องๆ รู้สึกโปร่งโล่งเลย

เหมือนได้แกะปมออกไปทีละเปลาะๆ 


A: การฟุ้ง ถ้าฟุ้งเฉยๆ เป็นอุทธัจจะนิวรณ์ คือตัวโมหะกิเลส แต่ถ้าฟุ้งเรื่องนินทาเป็นพยาปาทะ คือโทสะกิเลส ถ้าฟุ้งเรื่องการกินอร่อยๆเป็นกามฉันทะนิวรณ์เป็นโลภะกิเลส เหล่านี้เป็นต้น

ดังนั้นเมื่อจิตเริ่ม”คิด” จิตมักหยุดปฏิบัติ และจะไปคิดต่อยอดได้เรื่อยเป็นการเพิ่มโลภะ โทสะ โมหะต่อๆๆกันไป จึงควรระงับความฟุ้งไม่ให้ลากยาวออกไป

ส่วนฟุ้งเรื่องที่เป็นกุศล เช่น การงานชอบ หรืองานบุญที่อยากทำ หรือเรื่องธรรมะ แม้จิตจะอยู่ฝ่ายกุศล แต่ความสูงของกุศลจากความคิดดีๆไม่สูงเทียบเท่าความสมบูรณ์ของจิตที่บริสุทธิ์จากกิเลส ซึ่งก็คือเวลาที่จิตรู้ “นามรูป”ด้วยสติค่ะ


จิตที่มีสมาธิจริงๆจะบริสุทธิ์จากกิเลส จึงมีกำลังและความสามารถในคิดการงานต่างๆได้ปรุโปร่ง, idea ก็กระฉูด 

แต่ให้ระวังอย่าให้ความเพียรในการปฏิบัติเพื่อขจัดกิเลส (นิวรณ์) ต้องย่อหย่อนเสียหายไปเพราะจิตไปมัวสนุกกับความคิด


🍂🍃🍂🍃🍂


10/4/19

Website รวมข้อมูลข่าวสาร สำหรับศิษย์เก่า แนวทางท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

Google Sites
Report abuse
Page details
Page updated
Google Sites
Report abuse