กดที่รูป 📖 เพื่ออ่าน
003 อิทธิบาท ๔
วันนี้วันเข้าพรรษา
🍀🍀🍀🍀
เข้าพรรษานี้มาเจริญอิทธิบาท ๔ ด้วยกันค่ะ
อิทธิบาท 4 เป็นธรรมที่ทำให้อายุยืนยาว
ดั่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสกับพระอานนท์ที่ปาวาลเจดีย์
"...ดูกรอานนท์
เมืองเวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์...
อุเทนเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์...
โคตมกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์...
สัตตัมพเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์...
พหุปุตตกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์...
สารันททเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์...
อิทธิบาท ๔
อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว...
กระทำให้เป็นดุจยาน...
กระทำให้เป็นที่ตั้ง...
ให้คล่องแคล่วแล้ว...
สั่งสมแล้ว...
ปรารภดีแล้ว...
ผู้นั้น เมื่อจำนงอยู่
พึงดำรงอยู่ได้กัลป์หนึ่ง หรือเกินกว่ากัลป์หนึ่ง
ดูกรอานนท์
อิทธิบาท ๔ อันตถาคตเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว...
กระทำให้เป็นดุจยาน...
กระทำให้เป็นที่ตั้ง...
ให้คล่องแคล่วแล้ว...
สั่งสมแล้ว...
ปรารภดีแล้ว...
ตถาคตนั้นเมื่อจำนงอยู่
พึงดำรงอยู่ได้กัลป์หนึ่ง หรือเกินกว่ากัลป์หนึ่ง"
(คือ มีชีวิตอยู่จนเต็มอายุขัย กัลป์ในที่นี้คืออายุกัลป์ เช่น ยุคพุทธกาล อายุกัลป์ของมนุษย์ พึงอยู่ได้ 120 ปี แต่พระบรมศาสดาทรงนิพพานที่ 80 เพราะทรงอาพาธ
คนเราถ้าอยู่ถึงกัลป์หนึ่ง ก็จะตายตามอายุขัย ไม่ตายด้วยเหตุตัดรอนอื่น ดั่งเช่นพระอานนท์ที่นิพพานที่อายุ 120
อายุขัยมนุษย์ในแต่ละยุค ยาวนานต่างกัน)
🌷
วันอาสาฬหบูชา
ได้เกิดพระรัตนตรัยโดยสมบูรณ์ เพราะเกิดพระสงฆ์องค์แรกที่บรรลุอรหัตผล
ท่านบรรลุธรรมหลังจากฟังพระบรมศาสดาแสดงพระธรรมเทศนาเรื่องธรรมจักกัปปวัตนสูตร
ก่อนถึงวันนี้ หลังพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ พระรัตนตรัยยังไม่ครบองค์ มีพระพุทธ และพระธรรมเท่านั้น ยังไม่มีพระอริยสงฆ์
หลังทรงแสดงธรรมบทธัมมจักนี้ พระอัญญาโกณฑัญญะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ จึงเกิดพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา
วันนี้เอง เหล่าเทพไท้เทวาและพรหมาทุกชั้น จึงได้แซ่ซ้องสรรเสริญกันอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น...🌷
4/7/17
อาจารย์คะ หนูขอถามเกี่ยวกับอิทธิบาท 4 คะ อ่านแล้วงงๆจริงๆคะ
ตอบเรื่องอิทธิบาทนะคะ...
Q: กราบท่านอาจารย์ที่เคารพ
ขอความเมตตาอธิบาย สัมปยุต อุทธัจจะ ถีนมิทธะ กามคุณ๕ กราบขอบพระคุณมากค่ะ
A: อันนี้หนูถามความหมายเฉยๆใช่ไหมคะ?
สัมปยุต แปลว่า ประกอบด้วย ประกอบพร้อม
อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน ความกระวนกระวาย
ถีนมิทธะ คือ ถีนะ ความหดหู่
กับมิทธะ คือ ความง่วง ความเซื่องซึม
กามคุณ หมายถึง สิ่งที่น่าปรารถนา สิ่งที่ชวนให้รักใคร่ ชวนให้กำหนัดยินดี
มี 5 คือ รูป(ที่ตาเห็น) เสียง(ที่หูได้ยิน) กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สัมผัสทางกาย) ที่น่ายินดีน่าเพลิดเพลินทั้งหลาย
จิตของผู้ปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติอยู่มักถูกนิวรณ์ต่างๆ กลุ้มรุม ทำให้การปฏิบัติก้าวไปด้วยความยากลำบาก
ผู้ปฏิบัติพึงเจริญอิทธิบาท (=คุณธรรมอันนำไปถึงซึ่งความสำเร็จที่มุ่งหมายไว้) เพื่อยังจิตให้เข้มแข็งและสามารถฝ่าฟันอุปสรรคที่ขวางกั้นความเจริญในธรรมได้สำเร็จ
Q: อาจารย์คะ หนูขอถามเกี่ยวกับอิทธิบาท 4 คะ อ่านแล้วงงๆจริงๆคะ
Q.1 ฉันทะที่ประคองเกินไป ฉันทะที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ คืออะไรคะ หนูไป search ดูความหมายของคำว่า อุทธัจจะ แปลว่า ความฟุ้งซ่าน
ถ้างั้นฉันทะที่ประคองมากไปจะต่างกันอย่างไรกับฉันทะที่ฟุ้งซ่านออกไปในภายนอกอย่างไรคะ
A: อันนี้ถ้าจะตอบให้พิสดาร จะค่อนข้างยาวและต้องใช้การอธิบาย
ขอตอบพอสังเขปนะคะ
คำว่า”ประคองมากไป” หรืออุทธัจจะ ในที่นี้หมายถึง การ’เข่น’ การไม่สงบระงับของจิตด้วยความพยายามที่ไม่สมดุล
จิตของผู้ปฏิบัติที่ตั้งใจเกินไปเป็นจิตที่ซัดส่าย ถึงแม้ว่าเป็นการเฝ้าดูอยู่กับอารมณ์กรรมฐานภายใน แต่กลับเฝ้าดูด้วยความสั่นไหวไม่พอดี
ความมีจิตไม่สงบระงับเช่นนี้คือตัวอุทธัจจะ (ซึ่งคืออาการที่เกิดทั่วไปทุกเวลาที่จิตเผลอขาดสติ)
ส่วนคำว่า”ฟุ้งซ่านออกไปในภายนอก” การฟุ้งในที่นี้ คือการส่งจิตออกไปนอกตัว ไปเพลิดเพลินในกามคุณภายนอก เป็นการคิดเตลิดออกไปไกลนอกตัว นอกอารมณ์กรรมฐาน
Q.2 อยากสอบถามเรื่องอิทธิบาทสี่ในทางปฏิบัติ เวลาที่เรานั่งวิปัสสนา จิตที่เป็นฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาก็คือการตั้งใจเพียรปฏิบัติ รับรู้ทุกเวทนาที่เกิดขึ้นด้วยจิตที่เป็นอุเบกขาใช่หรือเปล่าคะ?
A: ต้องขอตอบแบบสังเขปเช่นกันค่ะ
อิทธิบาทสี่ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) ไม่ใช่ตัวจิตทั้งหมด แต่เป็นทั้งจิต (จิตตะ) และอาการหรือคุณสมบัติของจิต (ฉันทะ วิริยะ วิมังสา)
อิทธิบาท เป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ (โพธิปักขิยธรรม) ที่เราต้องเจริญ เหมือนกับที่เราเจริญสติปัฏฐานสี่ หรือองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ตัวอื่นๆ เช่น พละห้า สัมมัปธานสี่ มรรคมีองค์แปด เป็นต้น
การที่เราปฏิบัติสติปัฏฐานตามแนวทางของเรา คือการรู้ด้วยปัญญาถึงความเป็นอนิจจังหรือความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง โดยการพิจารณาจากภายในตัวเรา ซึ่งประกอบด้วยกายและจิต (ลมหายใจคือกาย เวทนาหรือความรู้สึกคือจิต) เมื่อปัญญาเห็นความไม่เที่ยงนี้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง จิตก็จะมีอุเบกขาอย่างสมบูรณ์ อันนี้คือหลักของวิปัสสนา
ส่วนการใช้อิทธิบาท ขอสมมุติว่ายกเอา’ฉันทะ’ ตัวเดียวมากล่าวถึงในที่นี้นะคะ
ฉันทะ คือ ความพอใจ ความใฝ่ใจ ความฝักใฝ่
เช่น ถ้าผู้ปฏิบัติมีฉันทะในสมาธิ
ก็คือมีความพอใจ มีความใส่ใจในการอบรมสมาธิ - ยิ่งมีฉันทะในสมาธิมาก ความก้าวหน้าของสมาธิก็จะเกิดขึ้นได้มาก
หรือ หากมีฉันทะในการตามรู้เวทนา ด้วยเห็นเป็นของไม่เที่ยง จิตก็จะมีกำลังเพราะความใส่ใจ ความพอใจที่จะติดตามเฝ้าดูความไม่เที่ยงของเวทนานั้นอย่างต่อเนื่อง การเฝ้าขจัดสังขารและกิเลสก็เกิดขึ้นได้มากตามไปด้วย
ตัวอื่นๆในอิทธิบาทก็พิจารณาในทำนองเดียวกัน
ดังนั้นถ้าใช้อิทธิบาทสี่เป็นธรรมะปฏิบัติของบุคคลนั้น ย่อมก้าวหน้าอย่างมีกำลัง และมีผลยิ่ง
15/12/17