6.1 ตรวจสมรรถภาพการได้ยิน (Audiometry)
เพื่อเฝ้าระวังการสูญเสียการได้ยินของผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการที่มีเสียงดัง
การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน (Audiometry)
เป็นการตรวจเพื่อเฝ้าระวังภาวะสูญเสียการได้ยินจากการสัมผัสเสียงดังโดยการวัดความสามารถในการได้ยินของหูทั้งสองข้างด้วยเครื่องวัดสมรรถภาพการได้ยิน(Audiometer) ที่ปล่อยเสียงบริสุทธิ์ (Puretone) โดยให้ผู้รับการตรวจฟังเสียงผ่านหูฟังเพื่อหาระดับเสียงต่ำสุดที่เริ่มได้ยิน (Hearing threshold level) ในแต่ละความถี่ตั้งแต่500-8000 เฮิรตซ์ ของหูแต่ละข้าง โดยเป็นการวัดเฉพาะการนำเสียงทางอากาศ (Air conduction)
วัตถุประสงค์คัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน
1. เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในผู้ปฏิบัติงานที่เข้าทำงานใหม่
2. เพื่อเป็นการค้นหาปัญหาการสูญเสียสมรรถภาพการได้ยินระยะเริ่มต้นตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ
3. เพื่อติดตามผลการควบคุมป้องกันด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน
ข้อแนะนำในเรื่องช่วงเวลาของการตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน
1. การตรวจก่อนจ้างงาน(Pre-placement) เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน (Baseline audiogram) เป็นการตรวจการได้ยินให้ผู้ปฏิบัติงานที่เข้ารับทำงานใหม่ หรือผู้ปฏิบัติงานที่บรรจุใหม่ของสถานประกอบการที่มีระดับเสียงที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมง ตั้งแต่ 85 เดซิเบลเอขึ้นไป ตามกฎหมายกำหนดนายจ้างต้องจัดให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับการตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยินภายใน 30 วัน
2. การตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยินประจำปี(Annual audiometric examinations) เพื่อตรวจติดตามเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียการได้ยินเนื่องจากเสียงดัง ในสถานประกอบการที่มีระดับเสียงที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมง ตั้งแต่ 85 เดซิเบลเอขึ้นไปตามกฎหมายกำหนด
3. การตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยินก่อนลาออกหรือเปลี่ยนงาน (Exit audiogram) เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงทางด้านสุขภาพ หรือใช้ประโยชน์ในการทำงานที่ใหม่ต่อไป
ข้อห้ามสำหรับการเข้ารับการตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน
1. เพิ่งได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหรือตกแต่งกระดูกโกลนของหูชั้นกลาง รวมทั้งการผ่าตัดของหูชั้นกลางอื่นๆ ภายในระยะเวลา 3 เดือน ก่อนเข้ารับการตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยินโดยข้อห้ามควรได้รับกาพิจารณาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก เป็นรายกรณีไป
2. มีน้ำและหนองไหลจากหู ขณะเข้ารับการตรวจคัดกรอง
3. ปวดหูหรือรู้สึกไม่สบายหู เช่น กำลังติดเชื้อหรืออักเสบที่ใบหูหรือรูหูอย่างรุนแรง เช่น ติดเชื้องูสวัดที่ผิวหนังบริเวณใบหู หรือรูหู เป็นต้น
การเตรียมตัวก่อนตรวจสมรรถภาพการได้ยิน
1. สภาพร่างกายปกติ ไม่เป็นหวัดหรือหูอื้อ
2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสเสียงดังไม่ว่าที่บ้านหรือที่ทำงาน เช่น การฟังวิทยุ ใส่small talk , สถานบันเทิง,เครื่องเสียงในรถยนต์ เป็นต้น ก่อนเข้ารับการตรวจการได้ยินอย่างน้อย 12 ชั่วโมง เพื่อป้องกันหูตึงชั่วคราว ซึ่งอาจทำให้ผลการตรวจผิดพลาด
3. กรณีระหว่างรอตรวจ จำเป็นต้องเข้าไปปฏิบัติงานสัมผัสเสียงดังก่อน ลูกจ้างจะต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่สามารถลดเสียงที่หูของผู้ปฏิบัติงานได้ < 85 เดซิเบล เอ ตลอดระยะเวลาที่สัมผัสเสียงดังและอนุญาตให้เข้าไปปฏิบัติงานไม่เกิน 4 ชั่วโมงแต่กรณีต้องการเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน (baseline data) จะต้องหยุดสัมผัสเสียงอย่างน้อย 12 ชั่วโมง
4. ระหว่างที่นั่งรอตรวจ หลีกเลี่ยงการคุยโทรศัพท์
6.2 การตรวจสมรรถภาพการมองเห็น/สายตาอาชีวอนามัย (Occupational Vision Test)
ผู้ปฏิบัติงานที่ทำงานสัมผัสปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพจำเป็นต้องมีการตรวจสมรรถภาพการมองเห็นเพื่อประเมินความพร้อมก่อนปฏิบัติงานเพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และปฏิบัติงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การตรวจสมรรถภาพการมองเห็น/สายตาอาชีวอนามัย (Occupational vision test)
ผู้ปฏิบัติงานที่ทำงานสัมผัสปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพจำเป็นต้องมีการตรวจสมรรถภาพการมองเห็นเพื่อประเมินความพร้อมก่อนปฏิบัติงาน เพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และปฏิบัติงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่นการขับรถโพล์คลิฟท์ การขับรถโดยสารประจำทาง การประกอบชิ้นงาน การคัดแยกสีเป็นต้น ดังนนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องจัดให้มีการตรวจสมรรถภาพการมองเห็นเพื่อตรวจสอบการใช้สายตาของผู้ปฏิบัติงาน
รายการตรวจสมรรถภาพการมองเห็น
- ความคมชัดในการมองเห็น (Near and distance visual acuity) หรือการทดสอบสายตาสั้น ยาว เอียง
- การตรวจตาบอดสี (Color vision)
- การกะระยะความลึก (Depth perception) หรือการมองเห็นภาพ 3 มิติ
- ความสามารถในการมองเห็นในแนวระนาบทั้งใกล้และไกล (Lateral phorias for near and distance)
- การตรวจลานสายตา (Vision field) หรือการมองเห็นภาพได้กว้างมากน้อยเพียงใด
วัตถุประสงค์ของการตรวจสมรรถภาพการมองเห็น
- เพื่อประเมินความสามารถในการมองเห็นว่าสายตาเหมาะสมกับการทำงานที่ทำหรือไม่
- เพื่อค้นหาปัญหาการมองเห็นในระยะเริ่มต้นของผู้ปฏิบัติงานและใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนเฝ้าระวังป้องกันโรคและอุบัติเหตุจากการทำงาน
การเตรียมตัวเพื่อเข้ารับการตรวจสมรรถภาพการมองเห็น
1. สภาพดวงตาไม่เป็นอุปสรรคต่อการมองเห็น เช่น ตาเจ็บ ตาแดง เป็นต้น
2. สายตาไม่ล้าหรือพร่ามัวจากงานที่กำลังทำอยู่ ควรพักสายตาจากแสงจ้า 8-12 ชั่วโมง ก่อนการตรวจ
3. ผู้ที่สวมแว่นสายตาให้นำแว่นสายตามาด้วย เพื่อทำการตรวจสอบแว่นสายตาที่ใช้อยู่มีความเหมาะสมกับการทำงานหรือไม่
6.3 ตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry)
เพื่อเฝ้าระวังผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการที่สัมผัสกับปัจจัยเสี่ยง เช่น ฝุ่นละออง สารเคมี
สไปโรเมตรีย์ (spirometry) เป็นการตรวจสมรรถภาพปอดอีกวิธีหนึ่ง โดยการวัดปริมาตรของอากาศที่หายใจเข้าและออกจากปอด เครื่องมือที่ใช้วัดเรียกว่า Spirometer มีประโยชน์อย่างยิ่งในกระบวนการวินิจฉัย ประเมินและติดตามผลการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด , โรคปอดอุดกลั้นเรื้อรัง ,โรคปอดจากการทำงานเป็นต้น นอกจากนี้การตรวจสมรรถภาพปอดยังสามารถบอกถึงความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจก่อนที่อาการแสดงทางคลินิกจะเริ่มปรากฏขึ้น
ข้อบ่งชี้ของการทำสไปโรเมตรีย์
1. เพื่อการวินิจฉัยโรค
ในผู้ที่มีอาการ/อาการแสดง ตรวจร่างกายพบเสียงหายใจผิดปกติ ภาพรังสีเอกซเรย์ทรวงอกผิดปกติ หรือผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากโรคระบบทางเดินหายใจ
ในผู้ที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจเพื่อประเมินความรุนแรง เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นต้น
ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ สูบบุหรี่ อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคปอดจากการประกอบอาชีพ เช่น ทำงานเหมืองแร่ ทำงานสัมผัสสารเคมีที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น
ประเมินความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบทางเดินหายใจในผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด
2.ติดตามการรักษาหรือการดำเนินโรค
- ติดตามผลรักษา ได้แก่ ผลของยาขยายหลอดลมในผู้ป่วยที่มีการอุดกั้นของหลอดลม ประเมินผลของ ยาสเตียรอยด์ในผู้ป่วยหอบหืด เป็นต้น
- ติดตามการดำเนินโรค เช่น ผู้ป่วยที่มีการอุดกั้นของหลอดลม , โรคที่มีความผิดปกติของปอด , โรคระบบประสาท เช่น Guillain-Barre syndrome เป็นต้น
- ติดตามผู้ป่วยที่มีอาชีพเสี่ยงที่สัมผัสสิ่งคุกคามทางสุขภาพที่ส่งต่อการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ
- ติดตามผลข้างเคียงของยาที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น amiodarone เป็นต้น
3.ประเมินความทุพพลภาพ ในผู้ป่วยที่เกิดโรคจากการทำงาน
4.การสำรวจสุขภาพชุมชน และการศึกษาทางระบาดวิทยา
ข้อห้ามในการทำสไปโรเมตรีย์
1. ไอเป็นโรค
2. ภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอดที่ยังไม่ได้รับการรักษา
3. ระบบหลอดเลือดหรือหัวใจทำงานไม่คงที่ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ที่ยังไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุมได้ไม่ดี, ความดันโลหิตต่ำ,ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหลังเกิดอาการนานเกิน 24 ชม. (Recent myocardial infaction) หรือ โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด(Pulmonary embolism)
4. เส้นเลือดแดงโป่ง (Aneurysm) ในทรวงอก , ช่องท้อง หรือสมอง
5. เพิ่งได้รับการผ่าตัดตา เช่น ผ่าตัดลอกต้อกระจก
6. เพิ่งได้รับการผ่าตัดช่องอก หรือช่องท้อง
7. ผู้ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่นวัณโรคระยะติดต่อ
8. สตรีมีครรภ์ (ยกเว้นในบางรายที่จำเป็น)
9. ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยที่อาจมีผลต่อการทดสอบสไปโรเมตรีย์ เช่น คลื่นไส้หรืออาเจียนมาก เป็นต้น
ภาวะแทรกซ้อนจากทำสไปโรเมตรีย์
แม้ว่าการตรวจสไปโรเมตรีย์ เป็นการตรวจที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่อาจพบภาวะแทรกซ้อน ได้บ้างดังต่อไปนี้
1. ความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เป็นต้น
2. เวียนศีรษะ มึนงง และในบางรายอาจมีอาการหมดสติได้
3. อาการไอ
4. หลอดลมตีบโดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคหอบหืด หรือปอดอุดกั้นเรื้อรัง ที่ยังควบคุมอาการไม่ได้ดี
5. เจ็บหน้าอก
6. ภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด
7. ขาดออกซิเจนจากการหยุดให้ชั่วคราวระหว่างการตรวจ
8. การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจสมรรถภาพปอด
1. ควรพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง
2. ไม่รับประทานอาหารมื้อหนัก อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนตรวจ
3. ไม่สูบบุหรี่อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนทำการตรวจ
4. ไม่สวมเสื้อ กางเกงที่รัดทรวงอก คอ และท้อง
5. ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 8 ชม. ก่อนทำการตรวจ
6. ไม่ออกกำลังกายอย่างหนักอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ก่อนการตรวจ
7. งดการใช้ยาพ่นขยายหลอดลม (มีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด)
ใครบ้างที่ควรได้รับการตรวจสมรรถภาพปอดเป็นประจำทุกปี เพื่อเฝ้าระวังโรคจากการทำงาน
อาชีพที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการสัมผัสไอระเหย ฝุ่น ควัน เหมืองแร่ น้ำมัน ปูน แป้ง เป็นต้น
พนักงานที่สัมผัสสารเคมีชนิดต่างๆ ในระหว่างการทำงาน
พนักงานที่ทำงานต่างๆที่ต้องอาศัยระบบการทำงานของระบบหายใจที่มีประสิทธิภาพ กลุ่มที่ต้องทำงานพื้นที่อับอากาศ ฯลฯ
6.4 ตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงด้านสารเคมี
การให้บริการ ตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker)
การตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker)
การตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ(BiologicalmarkerหรือBiomarker)เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่มีผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านอาชีวอนามัยนำมาใช้การประเมินการสัมผัส(Exposure Assessment) สิ่งคุกคามกลุ่มสารเคมีที่อาจก่ออันตรายต่อสุขภาพของคนทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ การตรวจนี้ทำได้โดยการส่งสิ่งส่งตรวจซึ่งเป็นตัวอย่างทางชีวภาพของคนทำงาน เช่น เลือด ปัสสาวะ ฯลฯ ไปทำการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติกากร เพื่อหาระดับของตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่สนใจ ข้อมูลที่ได้จากการตรวจจะช่วยผู้ประกอบวิชาชีพด้านอาชีวอนามัยในการประเมินการสัมผัสสารเคมีของคนทำงาน หากมีแนวโน้มของระดับการสัมผัสที่สูง จะนำไปสู่การดำเนินการ เพื่อลดการสัมผัส และป้องกันการเกิดโรคจากสารเคมี
การให้บริการ
ห้องตรวจอาชีวเวชศาสตร์ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เน้นการบริการตามมาตรฐานวิชาชีพ การให้บริการส่วนใหญ่เป็นการเข้ารับบริการที่คลินิก โดยผู้รับบริการหรือบริษัทสามารถติดต่อประสานงานล่วงหน้า เพื่อทราบขั้นตอนการเตรียมการส่งสิ่งส่งตรวจ ในการเก็บสิ่งส่งตรวจ Biomarker จากเลือด สามารถเข้ารับบริการได้ตามตามปกติ การบริการของห้องตรวจอาชีวเวชศาสตร์ เน้นการเก็บตัวอย่างปัสสาวะ เนื่องจากสารเคมีบางชนิดมีการดูดซึมและขับออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว ทำให้มีข้อจำกัดด้านเวลาในการเก็บสิ่งส่งตรวจแต่ละชนิด
เมื่อไร ควรตรวจ Biomarker
·เพื่อประเมินการสัมผัสสารเคมีในคนทำงาน
·ปฏิบัติตามกฎหมายกำหนด
·เมื่อผลตรวจวัดสิ่งแวดล้อมเกินเกณฑ์มาตรฐาน
·เมื่อสงสัยภาวะพิษจากสารเคมี
การตรวจ Biomarker อย่างถูกต้อง
·ถูกตัว หมายถึง การระบุ Biomarker อย่างถูกต้อง เนื่องจากสารเคมีหลายชนิด มี Biomarker ที่คล้ายคลึงกัน อาจส่งผลต่อความคลาดเคลื่อนในการแปลผล สารเคมีหลายชนิด ไม่มีค่า Biomarker of Indices (BEIs) อ้างอิง เมื่อมีการตรวจ Biomarker ทำให้ไม่สามารถนำมาแปลผลได้ ตัวอย่างสารเคมีที่มีการส่งตรวจผิดอยู่เสมอ ได้แก่ Iron (เหล็ก) Aluminum (อลูมิเนียม) Zinc (สังกะสี) Formaldehyde (ฟอร์มัลดีไฮด์) Manganese (แมงกานีส) เป็นต้น
·ถูกเทคนิค หมายถึง สารเคมีบางชนิด มีรายละเอียดในการเก็บตัวอย่าง ซึ่งควรปฏิบัติอย่างถูกต้อง
: การตรวจตะกั่วในเลือด ต้องใช้เข็มและหลอดเก็บที่ไม่มีสารตะกั่ว
: การตรวจสารหนู (Arsenic) ควรงดอาหารทะเลก่อนการตรวจ อย่างน้อย 3 วัน
: ค่าความเข้มข้นของปัสสาวะที่ยอมรับได้จากสิ่งสงตรวจ คือ 1.010 – 1.030
·ถูกเวลา หมายถึง ระยะเวลาในการเก็บตัวอย่าง มีการกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมตามตัวอย่างทางชีวภาพของของผู้ส่งตรวจ เช่น เลือด ปัสสาวะ น้ำลาย เป็นต้น
เนื่องจากสารเคมีบางชนิดมีการดูดซึมและขับออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว ค่าครึ่งชีวิต(Half- life) ระยะเวลาสะสมในร่างกายสั้น ระยะเวลาการเก็บตัวอย่างจึงต้องตรงตามที่ระบุไว้ และควรมีการบันทึกเวลาเก็บเป็นลายลักษณ์อักษร เวลาเก็บที่กำหนดมี ดังนี้
·Prior to shift (PTS) = เก็บก่อนเข้ากะ และควรห่างจากการสัมผัสครั้งสุดท้ายอย่างน้อย 16 ชั่วโมง
·During shift (DS) = เก็บในขณะเข้ากะ แต่ต้องทำงานสัมผัสสารเคมีนั้นๆ ไปแล้ว 2 ชั่วโมง
·End of shift (EOS) = เร็วที่สุดหลังหยุดการสัมผัส (โดยทั่วไปคือไม่เกิน 30 นาทีหลังเลิกกะ)
·End of the workweek (EWW) = เก็บหลังจากทำงานสัมผัสสารเคมีนั้นๆ อย่างน้อย 4-5 วันติดกัน
·Not critical = เก็บเวลาใดก็ได้ (เนื่องจากสารนั้นสามารถสะสมอยู่ในร่างกายได้นาน เช่น ตะกั่ว)
·Discretionary = ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ตรวจ
การเตรียมตัวก่อนเก็บตัวอย่างปัสสาวะ
·ไม่ต้องงดอาหารและน้ำดื่ม หรือยาที่รับประทานเป็นประจำ
·ในกรณีสัมผัสสารเคมีในการทำงาน ก่อนการเก็บปัสสาวะ ควรทำความสะอาดร่างกาย ล้างมือก่อนและหลังเก็บปัสสาวะให้สะอาด เพื่อลดการปนเปื้อนของสารเคมีในสิ่งส่งตรวจ
วิธีการเก็บตัวอย่างปัสสาวะ
·เก็บปัสสาวะในภาชนะที่จัดเตรียมจากโรงพยาบาล(เก็บทันทีหลังเลิกงานไม่ควรเกิน 30 นาที)โดยเริ่มเก็บเมื่อปัสสาวะช่วงแรกทิ้งไปก่อน เพื่อลดการปนเปื้อน เริ่มเก็บปัสสาวะในช่วงกลางหลังจากปัสสาวะทิ้งไปบางส่วน
·ปริมาณปัสสาวะมากกว่า 20 มิลลิลิตร ในกรณีที่ตรวจสารเคมีมากกว่า 1 ชนิด ควรเก็บในปริมาณเต็มกระปุก
·ปิดฝาให้สนิท ห้ามเปิดฝากระปุกปัสสาวะตั้งทิ้งไว้เป็นเวลานาน เช็ดกระปุกให้แห้ง
·ติดสติ๊กเกอร์ ชื่อ- นามสกุล วัน เดือน ปี และเวลาเก็บปัสสาวะให้ครบถ้วน
การส่งสิ่งส่งตรวจ
นำสิ่งส่งตรวจส่งห้องปฏิบัติการทันที ไม่ควรเกิน 30 นาที หากไม่สามารถส่งได้ภายในเวลาที่กำหนด สามารถเก็บรักษาสิ่งส่งตรวจในอุณหภูมิ 2-8 °C (อุณหภูมิที่เหมาะสม 4°C) โดยต้องส่งภายใน 24 ชั่วโมง
หมายเหตุ (การปฏิเสธรับสิ่งส่งตรวจ และพิจารณาเก็บตัวอย่างปัสสาวะใหม่)
·ปัสสาวะปริมาณน้อยเกินไป
·ปัสสาวะที่ส่งเกินเวลาที่กำหนด
·ไม่ติดสติ๊กเกอร์ ชื่อ- นามสกุล วัน เดือน ปี และเวลาเก็บปัสสาวะให้ครบถ้วน
·สิ่งส่งตรวจปิดฝาไม่สนิทมีการรั่วไหลหรือปนเปื้อน
การรับสิ่งส่งตรวจ
กรณีนัดหมายล่วงหน้า
ห้องปฏิบัติการ กลุ่มงานพยาธิวิทยาและเทคนิคการแพทย์ อาคารนวราชจักรี ชั้น 3
ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 19.00 น.
กรณีไม่ได้นัดหมาย
ติดต่อคลินิกอาชีวเวชศาสตร์ก่อนการส่งตรวจ โดยทำตามขั้นตอนการเข้ารับบริการตรวจสุขภาพ เพื่อรับคำแนะนำและนัดหมายการส่งสิ่งส่งตรวจ
การรายงานผล
นำใบนัดรับผลและรายงานผลสิ่งส่งตรวจ โดยแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ ติดต่อคลินิกอาชีวเวชศาสตร์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 5