มาตรฐานการปฏิบัติงาน

> ขั้นตอนการให้บริการงานทะเบียนราษฎร สำนักปลัดเทศบาล


ข้อมูลการแจ้งเกิด  (สำนักงานเทศบาลเมืองอ่างทอง)


กรณีเด็กเกิดในโรงพยาบาล สถานีอนามัยหรือสถานพยาบาล

หลักเกณฑ์

ให้เจ้าบ้านของสถานพยาบาล หรือ บิดา หรือ มารดาของเด็กแจ้งการเกิดภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เด็กเกิด

หลักฐานที่ต้องนำไปแสดงเพื่อแจ้งเกิดและขอสูติบัตร

1. บัตรประจำตัวของผู้แจ้งการเกิด

2. หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 1/1) ที่สถานพยาบาลออกให้

3. สำเนาทะเบียน (ฉบับเจ้าบ้าน) ที่จะเพิ่มชื่อเด็ก

ขั้นตอนการติดต่อ

1. ยื่นเอกสารหลักฐานที่งานทะเบียนราษฎรของอำเภอ หรือเทศบาลแห่งท้องที่ที่สถานพยาบาลตั้งอยู่ (สถานพยาบาลที่เด็กเกิด)

2. เมื่อนายทะเบียนรับแจ้งการเกิดและเพิ่มชื่อเด็กในทะเบียนบ้านเรียบร้อยแล้ว นายทะเบียนจะมอบสูติบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านคืนให้กับผู้แจ้ง

กรณีเด็กเกิดนอกสถานพยาบาล

หลักเกณฑ์

1. กรณีเด็กเกิดในบ้าน เช่น บ้านของบิดา มารดา ญาติพี่น้อง โรงงาน เป็นต้น ให้เจ้าบ้านที่เด็กเกิดหรือบิดา หรือมารดาของเด็ก แจ้งการเกิดภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เด็กเกิด

2. กรณีเด็กเกิดนอกบ้าน เช่น ศาลาพักผู้โดยสาร ห้างนา บนรถรับจ้าง เป็นต้น ให้บิดา หรือมารดาของเด็ก แจ้งการเกิดภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เด็กเกิด

หลักฐานที่ต้องนำไปแสดงเพื่อแจ้งเกิดและขอสูติบัตร

1. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้งการเกิด

2. ใบรับแจ้งการเกิด (ท.ร. 1 ตอนหน้า) ที่ให้ผู้ใหญ่บ้านออกให้ (ถ้ามี)

3. สำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน) ที่จะเพิ่มชื่อเด็ก

4. พยานบุคคลที่รู้เห็นการเกิดของเด็ก เช่น หมอตำแย เพื่อนบ้าน เป็นต้น

ขั้นตอนการติดต่อ

1. ถ้าเด็กเกิดนอกเขตเทศบาล ให้แจ้งต่อผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านที่เด็กเกิด แล้วนำหลักฐานใบรับแจ้งการเกิด (ท.ร. 1 ตอนหน้า) ที่ผู้ใหญ่บ้านออกให้พร้อมทั้งหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องไปยื่นที่งานทะเบียนราษฎรของอำเภอแห่งท้องที่ที่เด็กเกิด (ถ้าสะดวกที่จะไปแจ้งการเกิดที่งานทะเบียนราษฎรของอำเภอโดยตรง โดยไม่ได้แจ้งกับผู้ใหญ่บ้านก็สามารถดำเนินการได้)

2. ถ้าเด็กเกิดในเขตเทศบาล ให้ยื่นเอกสารหลักฐานที่งานทะเบียนราษฎรของเทศบาลแห่งท้องที่ที่เด็กเกิด

3. เมื่อนายทะเบียนรับแจ้งการเกิดและเพิ่มชื่อเด็กในทะเบียนบ้านเรียบร้อยแล้ว นายทะเบียนจะมอบสูติบัตร และสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านคืนให้กับผู้แจ้ง


การแจ้งการตาย

กรณีตายในสถานพยาบาล

หลักเกณฑ์

ให้เจ้าบ้านของสถานพยาบาล หรือบุคคลที่เจ้าบ้านมอบหมายแจ้งการตายภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาตาย

หลักฐานที่ต้องนำไปแสดงเพื่อแจ้งตายและขอมรณะบัตร

1. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้งการตายหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

2. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ตาย (ถ้ามี)

3. หนังสือรับรองการตาย (ท.ร. 4/1) ที่สถานพยาบาลออกให้

4. สำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน) ที่คนตายมีชื่อ (ถ้ามี)

ขั้นตอนการติดต่อ

1. ยื่นเอกสารหลักฐานที่งานทะเบียนราษฎรของอำเภอ หรือเทศบาลแห่งท้องที่ที่สถานพยาบาลตั้งอยู่ (สถานพยาบาลที่รักษาก่อนตาย)

2. เมื่อนายทะเบียนรับแจ้งการตายและจำหน่ายชื่อผู้ตายในทะเบียนบ้านเรียบร้อยแล้ว นายทะเบียนจะมอบมรณะบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านคืนให้กับแจ้ง

กรณีตายนอกสถานพยาบาล

หลักเกณฑ์

1. กรณีตายในบ้าน เช่น บ้านของผู้ตาย ญาติพี่น้อง โรงงาน เป็นต้น ให้เจ้าบ้านที่มีคนตายหรือผู้พบศพหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมาย แจ้งการตายภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาตายหรือเวลาที่พบศพ

2. กรณีตายนอกบ้าน เช่น ศาลาพักผู้โดยสาร ห้างนา บนรถรับจ้าง เป็นต้น ให้บุคคลที่ไปกับผู้ตายหรือผู้พบศพ แจ้งการตายภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาตายหรือเวลาที่พบศพ

หลักฐานที่ต้องนำไปแสดงเพื่อแจ้งตายและขอมรณะบัตร

1. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้งการตายหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

2. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ตาย (ถ้ามี)

3. ใบรับแจ้งการตาย (ท.ร. 4 ตอนหน้า) ที่ผู้ใหญ่บ้านออกให้ (ถ้ามี)

4. สำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน) ที่ผู้ตายมีชื่ออยู่ (ถ้ามี)

5. พยานบุคคลที่รู้เห็นการตายหรือพบศพ เช่น ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน เป็นต้น

ขั้นตอนการติดต่อ

1. ถ้าท้องที่ที่ตายหรือพบศพอยู่นอกเขตเทศบาล ให้แจ้งต่อผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านที่ตายหรือพบศพ แล้วนำหลักฐานใบรับแจ้งการตาย (ท.ร. 4 ตอนหน้า) ที่ผู้ใหญ่บ้านออกให้พร้อมทั้งหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องไปยื่นที่งานทะเบียนราษฎรของอำเภอแห่งท้องที่ที่ตายหรือพบศพ (ถ้าสะดวกที่จะไปแจ้งการตายที่งานทะเบียนราษฎรของอำเภอโดยตรงโดยไม่ได้แจ้งกับผู้ใหญ่บ้านก็สามารถดำเนินการได้

2. ถ้าท้องที่ที่ตายอยู่ในเขตเทศบาล ให้ผู้แจ้งยื่นเอกสารหลักฐานที่งานทะเบียนราษฎรของเทศบาลแห่งท้องที่ที่ตายหรือพบศพ

3. เมื่อนายทะเบียนรับแจ้งการตายและจำหน่ายชื่อผู้ตายในทะเบียนบ้านเรียบร้อยแล้ว นายทะเบียนจะมอบมรณะบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านคืนให้กับผู้แจ้ง


การแจ้งย้ายที่อยู่

การแจ้งย้ายออก

หลักเกณฑ์

ให้เจ้าบ้านของบ้านที่มีคนย้ายออก แจ้งการย้ายออกภายใน 15 วัน นับแต่วันที่คนย้ายออกจากบ้าน

หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง

1. บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้านหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

2. บัตรประจำตัวประชาชนของคนที่ย้ายออก (ถ้ามี)

3. ใบรับแจ้งการย้ายที่อยู่ (ท.ร. 6 ตอนหน้า) ที่ผู้ใหญ่บ้านออกให้ (ถ้ามี)

4. สำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน) ที่คนย้ายออกมีชื่ออยู่

ขั้นตอนการติดต่อ

1. ถ้าบ้านที่คนย้ายออกอยู่นอกเขตเทศบาล ให้แจ้งต่อผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านที่บ้านหลังนั้นตั้งอยู่ แล้วนำหลักฐานใบรับแจ้งการย้ายที่อยู่ (ท.ร. 6 ตอนหน้า) ที่ผู้ใหญ่บ้านออกให้ พร้อมทั้งหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องไปยื่นที่งานทะเบียนราษฎรของอำเภอแห่งท้องที่ที่ผู้ย้ายออกมีชื่อในทะเบียนบ้าน (ถ้าผู้แจ้งสะดวกที่จะไปแจ้งการย้ายออกที่งานทะเบียนราษฎรของอำเภอโดยตรง โดยยังไม่ได้แจ้งกับผู้ใหญ่บ้านก็สามารถดำเนินการได้)

2. ถ้าบ้านที่คนย้ายออกอยู่ในเขตเทศบาล ให้ยื่นเอกสารหลักฐานที่งานทะเบียนราษฎรของเทศบาลแห่งท้องที่ที่บ้านหลังนั้นตั้งอยู่

3. เมื่อนายทะเบียนรับแจ้งการย้ายออกและจำหน่ายย้ายในทะเบียนบ้านเรียบร้อยแล้ว นายทะเบียนจะมอบใบแจ้งการย้ายที่อยู่ และสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านคืนให้กับผู้แจ้ง

4. ให้ผู้แจ้งย้ายออกนำใบแจ้งการย้ายที่อยู่ไปแจ้งย้ายเข้าทะเบียนบ้านหลังที่เข้าไปอยู่ใหม่

การแจ้งย้ายเข้า

หลักเกณฑ์

ให้เจ้าบ้านของบ้านที่มีคนย้ายเข้า แจ้งการย้ายเข้าภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ผู้นั้นเข้าอยู่ในบ้าน

หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง

1. บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้านหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

2. บัตรประจำตัวประชาชนของคนที่ย้ายเข้า (ถ้ามี)

3. ใบแจ้งการย้ายที่อยู่ (ท.ร. 6) ที่ได้มาจากการแจ้งย้ายออก

4. สำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน) ที่จะย้ายชื่อเข้าไปอยู่

ขั้นตอนการติดต่อ

1. ยื่นเอกสารหลักฐานที่งานทะเบียนราษฎรของอำเภอหรือเทศบาลแห่งท้องที่ที่จะย้ายเข้า

2. เมื่อนายทะเบียนรับแจ้งการย้ายเข้าและเพิ่มชื่อผู้ย้ายเข้าในทะเบียนบ้านเรียบร้อยแล้ว นายทะเบียนจะมอบสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านคืนให้กับผู้แจ้ง

การแจ้งย้ายที่อยู่ปลายทาง

หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง

1. บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้านที่จะย้ายเข้า

2. บัตรประจำตัวประชาชนของคนที่ย้ายเข้าอยู่ในบ้าน

3. หนังสือแสดงความยินยอมของเจ้าบ้านที่อนุญาตให้ย้ายเข้าอยู่ในบ้าน

4. สำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน) ที่ย้ายเข้าไปอยู่ใหม่

ขั้นตอนการติดต่อ

ยื่นเอกสารหลักฐานที่งานทะเบียนราษฎรของอำเภอหรือเทศบาลแห่งท้องที่ที่จะย้ายเข้าแห่งเดียว โดยไม่ต้องกลับไปแจ้งการย้ายออก ณ สำนักทะเบียนที่บ้านเดิมตั้งอยู่

การแจ้งย้ายปลายทางต้องเสียค่าธรรมเนียม 20 บาท

ข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน  (สำนักงานเทศบาลเมืองอ่างทอง)


พัฒนาการบัตรประจำตัวประชาชน

ประเทศไทยมีการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2486 มีลักษณะคล้ายแผ่นพับ 4 ตอน จากนั้นพัฒนาไปสู่บัตรที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีรูปถ่ายขาว-ดำ รูปถ่ายสี บัตรแบบแถบแม่เหล็ก ตามลำดับ จนถึง พ.ศ. 2548 ได้พัฒนาเป็นบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) รุ่นแรกและก้าวเข้าสู่บัตร Smart Card รุ่นที่ 2 ในปี พ.ศ. 2551

สถานที่ยื่นคำขอทำบัตร

ผู้ที่ประสงค์จะขอทำบัตรประจำตัวประชาชนสามารถยื่นคำขอได้ ณ สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียน ท้องถิ่นเทศบาลและสำนักงานเขตทุกแห่ง

บัตร Smart Card มีประโยชน์อย่างไร?

1. ใช้ยืนยันตัวบุคคล

2. ใช้แทนบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้

3. ใช้ในการขอรับบริการและทำธุรกรรมต่างๆ จากหน่วยงานของรัฐและเอกชน

4. ในอนาคตสามารถใช้บริการตนเองทาง Internet หรือตู้บริการ MPM

5. ภาคเอกชนสามารถตรวจสอบยืนยันตัวบุคคลผู้ถือบัตรหรือคัดข้อมูลจากบัตร เพื่อนำไปใช้ทำธุรกรรมต่างๆ ได้โดยเครื่องอ่านบัตร (Card Reader)

การขอมีบัตรครั้งแรก

ผู้มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ ต้องขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ภายใน 60 วัน หากพ้นกำหนดจะเสียค่าปรับไม่เกิน 500 บาท

หลักฐาน

1. สำเนาทะเบียนบ้าน

2. สูติบัตรหรือหลักฐานอื่นที่มีรูปถ่ายที่ทางราชการออกให้

3. หากไม่มีหลักฐานตามข้อ 2 ให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือไปรับรอง

4. กรณีบิดาและมารดาเป็นบุคคลต่างด้าว ให้นำใบสำคัญประจำตัวบุคคลต่างด้าวของบิดาและมารดาไปแสดงด้วย

ไม่เสียค่าธรรมเนียม

บัตรเดิมหมดอายุ

เมื่อบัตรเดิมหมดอายุให้ทำบัตรใหม่ ภายใน 60 วัน หากพ้นกำหนดจะเสียค่าปรับไม่เกิน 200 บาท แต่หาก ผู้ถือบัตรมีความประสงค์จะทำบัตรก่อนบัตรจะหมดอายุสามารถทำได้ภายใน 60 วัน ก่อนวันที่บัตรเดิมหมดอายุ

การนับวันบัตรหมดอายุ ให้ถือเอาวันครบรอบวันเกิดเป็นเกณฑ์

หลักฐาน

1. สำเนาทะเบียนบ้าน

2. บัตรประจำตัวประชาชนเดิมที่หมดอายุ

ไม่เสียค่าธรรมเนียม

บัตรหายหรือบัตรถูกทำลาย

เมื่อบัตรหายหรือบัตรถูกทำลายให้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่สำนักทะเบียนที่ประสงค์จะทำบัตร เพื่อทำบัตรใหม่ภายใน 60 วัน หากพ้นกำหนดจะเสียค่าปรับไม่เกิน 200 บาท

หลักฐาน

1. สำเนาทะเบียนบ้าน

2. หลักฐานอื่นที่มีรูปถ่ายที่ทางราชการออกให้

3. หากไม่มีเอกสารตามข้อ 2 ให้เจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือไปรับรอง

เสียค่าธรรมเนียม 100 บาท

บัตรเดิมชำรุด

หากบัตรเดิมชำรุด เช่น ไฟไหม้บางส่วน ถูกน้ำเลอะเลือน ให้เปลี่ยนบัตรภายใน 60 วัน หากพ้นกำหนดจะเสียค่าปรับไม่เกิน 200 บาท

หลักฐาน

1. สำเนาทะเบียนบ้าน

2. บัตรประจำตัวประชาชนเดิมที่ชำรุด

3. หลักฐานอื่นที่มีรูปถ่ายที่ทางราชการออกให้

4. หากไม่มีเอกสารตามข้อ 3 ให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือไปรับรอง

เสียค่าธรรมเนียม 100 บาท

กรณีเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุล

หากเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล หรือเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุลให้เปลี่ยนบัตรภายใน 60 วัน หากพ้นกำหนดจะเสียค่าปรับไม่เกิน 200 บาท

หลักฐาน

1. สำเนาทะเบียนบ้าน

2. บัตรประจำตัวประชาชนเดิม

3. หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล

เสียค่าธรรมเนียม 100 บาท

กรณีผู้ถือบัตรย้ายที่อยู่

ผู้ถือบัตรผู้ใดย้ายที่อยู่จะขอเปลี่ยนบัตรให้ตรงกับทะเบียนบ้านก็ได้ โดยยื่นคำขอพร้อมหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชนเดิม

เสียค่าธรรมเนียม 100 บาท

การเก็บรักษาบัตร

1. เก็บบัตรไว้ในซองพลาสติกและพกติดตัวไว้เพื่อยืนยันตัวบุคคล

2. หลีกเลี่ยงไม่ให้บัตรถูกความร้อนหรือวางตากแดด

3. หลีกเลี่ยงการนำบัตรเข้าใกล้วัสดุที่เป็นแม่เหล็ก

4. ไม่นำบัตรใส่กระเป๋ากางเกงด้านหลังแล้วนั่งทับ

> ขั้นตอนการชำระภาษี กองคลัง

ข้อมูลการเสียภาษี  (สำนักงานเทศบาลเมืองอ่างทอง)

ภาษีโรงเรือนและที่ดิน หมายถึง ภาษีที่จัดเก็บจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น

โรงเรือน หมายถึง บ้าน ตึก แถว อาคาร สำนักงาน บริษัท โรงงาน ธนาคาร โรงภาพยนตร์ ร้านค้า โรงแรม โรงเรียน โรงพยาบาล อพาร์ตเมนต์หรือแฟลต หอพัก คอนโดมิเนียม สนามมวย คลังสินค้า ซึ่งอาจมีสภาพเป็นไม้หรือครึ่งตึกครึ่งไม้ ทั้งนี้รวมถึงแพด้วย

สิ่งปลูกสร้างอื่นๆ หมายถึง ท่าเรือ สะพาน คานเรือ อ่างเก็บน้ำ ถังเก็บน้ำ ซึ่งมีลักษณะเป็นการก่อสร้างติดที่ดินเป็นถาวร การเคลื่อนย้ายทำได้ยาก ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างอันจะต้องเสียภาษีตาม พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ด้วย

ที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ หมายถึง ที่ดินซึ่งใช้เป็นที่ปลูกโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ และบริเวณต่อเนื่องกันซึ่งตามปกติใช้ไปด้วยกันกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น เช่น ลานจอดรถ สนามเทนนิส สระว่ายน้ำ เป็นต้นที่ดินให้รวมถึงทางน้ำด้วย เช่น บ่อน้ำ สระน้ำ

ส่วนควบ หมายถึง ส่วนควบที่มีลักษณะเป็นเครื่องจักรกล เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้า ซึ่งเจ้าของโรงเรือนติดตั้งในลักษณะ ยึด ติด ตรึง

อัตราภาษี ร้อยละ 12.5 ของค่ารายปี (รายได้)

การยื่นแบบประเมินและการชำระภาษี เจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับมอบอำนาจ ยื่นแบบแสดงรายการทรัพย์สิน (ภ.ร.ด.2) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม-สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

อัตราโทษและค่าปรับ

1. ผู้ใดละเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการ มีความผิดโทษปรับไม่เกิน 200 บาท และเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ไม่เกิน 10 ปี

2. ผู้ใดยื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเรียกเก็บย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปี

3. ถ้าชำระค่าภาษีเกินกำหนด 30 วัน นับตั้งแต่ถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน (ภ.ร.ด.8) ให้เสียเงินเพิ่มดังนี้

- ชำระไม่เกิน 1 เดือนนับแต่วันพ้นกำหนดให้เสียเงินเพิ่ม ร้อยละ 2.5 ของค่าภาษี

- เกิน 1 เดือน แต่ไม่เกิน 2 เดือน ให้เสียเงินเพิ่ม ร้อยละ 5 ของค่าภาษี

- เกิน 2 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือน ให้เสียเงินเพิ่ม ร้อยละ 7.5 ของค่าภาษี

- เกิน 3 เดือน แต่ไม่เกิน 4 เดือน ให้เสียเงินเพิ่ม ร้อยละ 10 ของค่าภาษี

- เกิน 4 เดือนขึ้นไปให้ยึดอายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินโดยมิต้องให้ศาลสั่งหรือออกหมายยึด

ภาษีบำรุงท้องที่ เป็นภาษีที่จัดเก็บจากเจ้าของที่ดิน ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือครอบครองอยู่

อัตราภาษี

- ที่ดินที่ประกอบกสิกรรมไม้ล้มลุกของตนเองเสียไม่เกินไร่ละ 5 บาท

- ที่ดินปลูกไม้ยืนต้น เสียตามราคาปานกลาง ที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์ให้เสียภาษีเพิ่ม 2 เท่าของอัตราภาษี

การยื่นแบบแสดงรายการที่ดินและชำระภาษี

1. ให้เจ้าของที่ดิน, ผู้ครอบครองที่ดิน ยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) 4 ปี/ครั้ง (หรือตามกำหนดที่เทศบาลแจ้ง) ชำระภาษีได้ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิ้นเดือนเมษายนของทุกปี

2. กรณีโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ให้ยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.ท.บ.5) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โอนกรรมสิทธิ์/หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์

การลดหย่อนและการยกเว้นภาษีบำรุงท้องที่

1. ที่ดินแปลงที่เจ้าของปลูกบ้านอยู่อาศัยไม่ทำการค้าหรือให้เช่าแต่อย่างใดทั้งสิ้น ลดหย่อนได้ 1 งาน ส่วนที่เกินต้องเสียภาษีตามอัตราที่กำหนด

2. ที่ดินเจ้าของบ้านปลูกให้เช่าหรือทำการค้า และได้ชำระเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแล้ว จะได้รับการยกเว้นภาษีบำรุงท้องที่ในส่วนที่อาคารนั้นตั้งอยู่

อัตราโทษและค่าปรับ

1. ไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเสียเงินค่าปรับร้อยละ 10 ของค่าภาษี

2. ยื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้อง ทำให้ค่าภาษีน้อยลงต้องเสียเงินเพิ่ม ร้อยละ 10 ของภาษีที่ประเมิน

3. ชี้เขตแจ้งจำนวนที่ดินไม่ถูกต้อง ทำให้ค่าภาษีลดลงต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของค่าภาษีที่ประเมิน

4. ชำระภาษีเกินกำหนดวันที่ 30 เมษายน ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษี เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน

ภาษีป้าย เป็นภาษีที่จัดเก็บจากป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายประกอบการค้า โฆษณา หรือกิจการอื่นๆ เพื่อหารายได้ไม่ว่าจะแสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใดๆ ด้วยอักษรภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลักจารึก หรือทำให้ปรากฏ ด้วยวิธีอื่น

อัตราภาษี

1. ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน คิดอัตรา 3 บาท ต่อ 500 ตร.ซม.

2. ป้ายที่เป็นตัวอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ หรือปนกับภาพและเครื่องหมายอื่น คิดอัตรา 20 บาท ต่อ 500 ตร.ซม.

3. ป้ายดังต่อไปนี้คิดอัตรา 40 บาท ต่อ 500 ตร.ซม.

- ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใดๆ หรือไม่

- ป้ายที่อักษรไทยบางส่วน หรือทั้งหมดอยู่ได้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ

4. ป้ายที่คำนวณพื้นที่และประเภทของป้ายแล้วเสียภาษีต่ำกว่า 200 บาท ให้เสียในอัตรา 200 บาท

การยื่นแบบประเมินและชำระภาษี

1. เจ้าของป้ายซึ่งจะต้องเสียภาษีป้ายยื่นแบบแสดงรายการภาษป้าย ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม - 31 มีนาคม ของทุกปี โดยเสียเป็นรายปี ยกเว้นที่เริ่มติดตั้งหรือแสดงในปีแรกให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย ภายใน 15 วัน และให้เสียภาษีป้ายแต่เริ่มติดตั้งหรือแสดงจนถึงสิ้นปี และเสียภาษีป้ายเป็นรายงวดๆ ละ 3 เดือนของปี

2. ชำระภาษีป้ายภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน (ภ.ป.3) จากพนักงานเจ้าหน้าที่

อัตราโทษและค่าปรับ

1. ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายในเดือนมีนาคมหรือหลังติดตั้งป้ายเกิน 15 วัน เสียเงินเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ของค่าภาษี

2. ยื่นแบบแสดงรายการภาษี โดยไม่ถูกต้อง ทำให้เสียภาษีน้อยลงต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ของค่าภาษีที่ประเมินเพิ่มเติม

3. ไม่ชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินเสียเงินเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ต่อเดือนของค่าภาษี เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน

4. ผู้ใดจงใจไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท

5. ผู้ใดไม่แจ้งการรับโอนป้าย ภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันรับโอนต้องระวางโทษปรับ ตั้งแต่ 1,000 -10,000 บาท

6. ผู้ใดไม่แสดงชื่อ-ที่อยู่ เจ้าของป้ายเป็นอักษรไทยให้ชัดเจนที่มุมขวาด้านล่างของป้าย ซึ่งติดตั้งบน สังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นและพื้นที่เกิน 2 ตารางเมตร ต้องระวางโทษปรับวันละ 100 บาท เรียงรายวันตลอดระยะเวลา ที่กระทำความผิด

7. ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้ว หรือโดยจงใจแจ้งข้อความเป็นเท็จให้ถ้อยคำ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จ มาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท


ซื่อสัตย์ สุจริต มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน ยึดมั่นมาตรฐาน บริการด้วยใจเป็นธรรม