พ.ร.บ. และประกันรถยนต์
แตกต่างกันอย่างไร?
แตกต่างกันอย่างไร?
พ.ร.บ. คือ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ ซึ่งพระราชบัญญัติการจราจรออกกฎหมายบังคับให้รถทุกคันในประเทศไทยต้องมี พ.ร.บ. คุ้มครอง ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป โดยมีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี จึงจำเป็นต้องต่อใหม่ทุกปี เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยขั้นพื้นฐานของประชาชนบนท้องถนน เฉพาะกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ (กรณีเป็นฝ่ายถูก) และได้รับความเสียหายทางร่างกาย โดยประกันภัย พ.ร.บ. จะคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ คุ้มครองการเสียชีวิต หรือ ทุพพลภาพอย่างถาวร คุ้มครองกรณีสูญเสียอวัยวะ และชดเชยการรักษาตัวกรณีผู้ป่วยใน
การขับขี่มอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ หากไม่ทำ พ.ร.บ. จะไม่สามารถต่อทะเบียนรถหรือต่อภาษีรถได้ และมีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท นอกจากนั้นหากต่อ พ.ร.บ. และต่อภาษีรถยนต์เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่นำป้ายภาษีติดไว้หน้ารถ หรือแสดงให้เห็นชัดเจนจะมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยสิ่งที่ผู้ประสบภัยจะได้รับแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ ค่าเสียหายเบื้องต้น และ ค่าสินไหมทดแทนส่วนเกิน มีรายละเอียดดังนี้
ค่าเสียหายเบื้องต้น ได้รับโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด
ค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ (จ่ายตามจริง) สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวร (พิการ) 35,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทนส่วนเกิน จะได้รับก็ต่อเมื่อพิสูจน์แล้วว่า เป็นฝ่ายถูก
ค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ (จ่ายตามจริง) สูงสุดไม่เกิน 80,000 บาท
กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสินเชิง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
กรณีนอนพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน รับเงินชดเชยวันละ 200 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 วัน
ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ คือ ประกันรถยนต์ที่คุ้มครองทั้งตัวรถและบุคคล เจ้าของรถสามารถเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำก็ได้ โดยประกันรถยนต์ภาคสมัครใจจะแบ่งเป็นทั้งสิ้น 5 ระดับ นั้นคือชั้น 1, 2+ , 2 , 3+ และ 3 ซึ่งประกันแต่ละชั้นจะให้ความคุ้มครองลดหลั่นกันไป
ประกันรถยนต์ให้ความคุ้มครองกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุไม่คาดฝันบนท้องถนน โดยทั่วไปจะคุ้มครองการชนของตัวรถยนต์ และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องหรือได้รับความเสียหายจากเหตุการชนนั้นๆ ประกันรถยนต์จึงคุ้มครองค่าซ่อม ค่าอะไหล่ต่างๆ ที่จำเป็น แต่นอกจากการชนแล้ว ประกันรถยนต์ยังคุ้มครองกรณีรถถูกโจรกรรม และความเสี่ยงจากสภาพอากาศ การก่อกวน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่นน้ำท่วมด้วย นอกจากนี้ยังอาจคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน ค่าประกันตัว และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ทางกฎหมาย