ติดต่อเรา...

ผู้ดูแลระบบ...

UpDate...

จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บ...

พระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง...

วิดีโอ YouTube

YouTube Video

วิดีโอ YouTube

วิดีโอ YouTube

 
 

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระราชทานแก่คณะบุคคล องค์กร สมาคมต่างๆ

ที่มาเข้าเฝ้าฯ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๕ ธันวาคม ๒๕๔๘ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา

เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

 

ในหลวงทรงย้ำ"เศรษฐกิจพอเพียง"พาบ้านเมืองไปรอดได้

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัสต่อคณะผู้เข้าเฝ้าถวายพระพร อยากให้วิจารณ์พระมหากษัตริย์ได้ เพราะถ้าวิจารณ์ไม่ได้เท่ากับกับว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ใช่คน ทรงเตือนทุกคนในรัฐบาล จะคิด พูด ทำต้องระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นเมืองไทยตาย ทรงเน้นย้ำเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ต้องใช้เงินมาก ให้ทุกฝ่ายยึดเป็นแนวทาง ให้บ้านเมืองไปได้

 

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 4 ธ.ค. 2548 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จลง ณ ศาลาดุสิตดาลัย พระตำหนักจิตลดารโหฐาน โปรดฯ ให้นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ นิสิตนักศึกษา พ่อค้าประชาชน และผู้แทนมูลนิธิต่างๆ เข้าเฝ้า ถวายพระพร เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 78 พรรษา

 

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลฯ ถวายพระพรชัยมงคลในนามของคณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ความว่า

 

"ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยประชาชนทุกศาสนา ทุกสาขาอาชีพ รู้สึกปีติยินดีเป็นล้นพ้น ที่วันเฉลิมพระชนมพรรษาในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง ความปีติยินดีนี้ยิ่งทวีคูณเมื่อมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระราชวโรกาสให้ปวงข้าพระพุทธเจ้า เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล และรับพระราชทานพระราชดำรัส อันจะเป็นศุภศิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคลชัยคุ้มเกล้าคุ้มกระหม่อมสืบไปชั่วกาลนาน

 

นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา บรรดาพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาทั้งหลายที่นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เริ่มเฉลิมข้อความไว้ในพระราชปรารภว่าเป็นปีที่ 60 ในรัชกาลปัจจุบัน ความข้อนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ทางราชการจึงได้ประกาศให้ พ.ศ.2548 เป็นปีเริ่มต้นแห่งการเฉลิมฉลองวาระที่ทรงดำรงอยู่ในสิริราชสมบัติเป็นปีที่ 60 ซึ่งจะมีต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2549 โดยมีศูนย์รวมอยู่ที่การประกอบพิธีต่างๆ ในเดือน มิถุนายน.ศกหน้า อันจะบรรจบครบ 60 ปี แห่งรัชกาลโดยบริบูรณ์

 

บรรดาชาวไทยถือเอาวโรกาสนี้เป็นศุภมงคลดิถีอันเกรียงไกร ซึ่งจะเกริกก้องอัศจรรย์บรรลือไกลไปในนานาประเทศ ด้วยเหตุอันแซ่ซ้องสดุดีว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แห่งราชอาณาจักรไทย ทรงดำรงอยู่ในสิริราชสมบัติ ยาวนานยิ่งกว่าพระราชาธิบดีพระองค์ใดในประเทศทั้งปวง ณ สมัยปัจจุบัน โดยได้ทรงประกอบการรัชดาภิเษกสมโภชครบ 25 ปี และกาญจนาภิเษกสมโภชครบ 50 ปี แห่งการเสด็จผ่านพิภพแล้ว พสกนิกรชาวไทยที่มีโอกาสได้พบเห็นการสมโภชวโรกาสดังกล่าวจนถึงบัดดนี้ จะเป็นคำรบที่สามนั้นต้องถือว่าเป็นบุญตัวและสิริมงคลแก่ตนยิ่งนัก

 

ทั้งนี้รัฐบาลได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคับทูลไปยังสมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชนีทั้งหลายในสากลประเทศด้วยแล้ว เพื่อเชิญเสด็จพระราชดำเนินมาทรงร่วมงานมหาสโมสรสันนิบาตในปี 2549 นี้ ความยืนยงแห่งรัชกาล มิใช่เป็นความยาวนานแห่งกาลเวลาแต่ประการเดียว หากแต่ยังเกี่ยวด้วยสายสัมพันธ์อันร้อยรับไว้ด้วยความจงรักภักดีในหัวใจของชาวไทยทุกรูปทุกนาม และสนองตอบด้วยความเมตตาอาทร ความเสียสละที่ทรงมีต่อพสกนิกรถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นชาวป่า ชาวเขาที่ยากแค้นรำเค็ญ ชาวบ้านที่ขาดแหล่งน้ำ ขาดที่ดินทำกิน ชาวกรุงที่ประสบปัญหาจราจร ตำรวจ ทหารที่ลาดตระเวนอยู่ตามชายแดน หรืออยู่ในบังเกอร์หลบภัย นักศึกษาใดที่เรียนดี ควรได้ไปศึกษาวิทยาการชั้นสูงในต่างประเทศก็ได้ทรงตั้งทุนอานันทมหิดล พระราชทานมาแล้วหลายรุ่น เมื่อปรากฏว่าเยาวชนไทยขาดความรู้ในเชิงลึก

 

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญผู้รู้มาเรียบเรียงสารานุกรมไทยฉบับเยาวชนเผยแพร่ และโปรดให้จัดระบบการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมพระราชทานไปทั่วทุกถิ่น ทรงอนุเคราะห์ผู้ประสบภัยธรรมชาติ ตั้งแต่ภัยแล้งในภาคกลาง น้ำท่วมในภาคอีสาน จนถึงวาตภัยที่แหลมตลุมพุก และธรณีพิบัติภัยที่ภาคใต้ ได้พระราชทานแนวทางการสร้างฝายแม้ว การทำฝนหลวง การจัดระบบชลประทานตั้งแต่แก้มลิงจนถึงอ่างเก็บน้ำ และเขื่อนตามความจำเป็นในแต่ละภูมิประเทศตลอดจนการแปลงบ่อพุให้เป็นบึงและนาข้าว ที่บัดนี้ออกรวงเหลืองอร่าม ทรงห่วงใยเยาวชนของชาติ

 

นับตั้งแต่เรื่องการใช้ภาษาไทย การออกกำลังกาย ปัญหาอบายมุข มลพิษทางเสียง บุหรี่ จนถึงยาเสพติด ทรงอนุเคราะห์ผู้ป่วยวัณโรค โรคเรื้อน โรคเอดส์ นอกจากนั้นพระมหากรุณายังแผ่กว้างไกลไปจนถึงสัตว์เลี้ยงที่เจ็บป่วย พิการควรได้รับการบำบัดรักษา กระทั่งช้างป่าที่พลัดถิ่นหลงฝูงด้วย ยามใดที่ประเทศชาติมีปัญหาได้พระราชทานทรัพย์และปัญญาแก่ผู้เกี่ยวข้องอยู่เสมอ เมื่อประมาณ 50 ปีที่ล่วงมาได้เคยพระราชทานแนวพระราชดำริให้รัฐจัดตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูง ทางด้านพัฒนบริหารศาสตร์ขึ้นตั้งแต่สมัยที่คนไทยยังไม่รู้จักศาสตร์สาขานี้จนกระทั่งตั้งขึ้นสำเร็จในบัดนี้ คือสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 40 ปีก่อนได้ทรงริเริ่มการจัดรายการบรรเลงดนตรีการกุศลทางสถานีวิทยุกระจายเสียงเป็นครั้งแรก โดยทรงดนตรีร่วมกับข้าราชบริพาร เพื่อรับบริจาคช่วยผู้ประสบภัยภาคใต้จนสามารถตั้งเป็นมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ 30 ปีที่แล้วได้ทรงริเริ่มการปฏิรูปที่ดินด้วยการพระราชทานที่ดินอันเป็นพระราชทรัพย์ในพื้นที่ภาคกลางให้นำมาปฏิรูปช่วยชาวนา

 

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้ขยายถนนเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า และสร้างทางคู่ขนานลอยฟ้า รวมทั้งสร้างสะพานแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่ จนสามารถแก้ปัญหาการจราจรได้อย่างดี เร็วๆนี้ยังทรงแนะนำให้รัฐจัดสร้างอ่างเก็บน้ำขึ้น 3 แห่งใน จ.เพชรบุรี รับสั่งว่าถ้าสร้างได้น้ำจะไม่ท่วมเพชรบุรี ซึ่งเป็นความจริงนับแต่บัดนี้ อีกทั้งโปรดให้ขยายขอบอ่างเก็บน้ำยางชุม จ.ประจวบคีรีขันธ์ให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำเมื่อประเทศมีปัญหาเรื่องพลังงานได้พระราชทานแนวพระราชดำริเรื่องพลังงานทดแทน โดยทรงทดลองและทรงนำมาตรการประหยัดพลังงานมาใช้ด้วยพระองค์เอง ในด้านการพัฒนาวิถีชีวิต ได้พระทานหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ เช่น คราวพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ทรงขอให้คนไทยมีคุณธรรม 4 ประการ โดยทรงเน้นการอดทน อดกลั้น และอดออม เมื่อสังคมเริ่มแปลกแยกแตกต่างกัน ได้ทรงเตือนให้ฟังการติติงและพึงโต้เถียงกันแต่เรื่องที่เป็นสาระตลอดจนรู้รักสามัคคียามที่สังคมเริ่มขาดความเอื้ออาทร

 

ได้รับสั่งเมื่อคราวเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบว่า ขอให้คนไทยมีไมตรีจิตต่อกัน และเมื่อสังคมท้อแท้ เพราะถดถอยทางเศรษฐกิจได้พระราชทานหลักชัยแห่งชีวิตว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นทางสายกลางนำมาใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ยังไม่นับงานศิลปะที่พระราชทานอีกอเนกอนันต์ เพื่อยังความสดชื่นรื่นรมย์แก่ชาวไทย เช่นเพลงปลุกใจ และบทเพลงอันไพเราะ ที่บัดนี้วงดนตรีในนานาประเทศต่างนำไปขับขานบรรเลง อีกทั้งบทพระราชนิพนธ์อันงดงามด้วยคติธรรม และรสแห่งภาษาที่ชาวไทยทุกคนควรอ่าน กระทั่งถึงภาพวาด ภาพถ่าย และงานปั้นฝีพระหัตถ์นับไม่ถ้วน ทรงรักษาศีล บำเพ็ญภาวนาและปฏิบัติสมาธิ แผ่พระราชกุศล ไปยังพสกนิกรถ้วนหน้า

 

ข้าพระพุทธเจ้า มั่นใจว่ามาถึงวันนี้ไม่มีชาวไทยคนไทย ไม่ว่าเชื้อชาติใด ศาสนาใด และไม่ว่าจะพำนักอยู่ ณ ถิ่นใด บนพื้นแผ่นดินนี้ ที่ยังไม่เคยได้รับละอองธุลีแห่งพระมหากรุณาธิคุณอันแผ่พระราชทานไปถึง ซึ่งอาจมากบ้าง น้อยบ้าง ตามอัตภาพ ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม ทุกครั้งที่พระเถระออกพระนามถวายพระพร จะต่อท้ายด้วยคำว่า "ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ" ซึ่งไพเราะกินใจนัก เพราะมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นก็ดี พระเมตตาอันไพศาลก็ดี และพระปัญญาคุณอันกว้างไกลก็ดี ล้วนแต่บริสุทธิ์ ประเสริฐ ทั้งพระกาย พระวาจา และพระราชหฤทัย ด้วยไม่ทรงหวังสิ่งตอบแทนใดๆ ดังที่ทรงสอนให้ปิดทองหลังพระ และให้ความสำคัญกับการทำตามหน้าที่ด้วยความถูกต้อง เป็นธรรม ยิ่งกว่าการอ้างอำนาจ ได้ตรัสอยู่เสมอดุจที่สมเด็จพระบรมราชชนนีเคยตรัสว่า "ถ้าทำดีคิดดี พูดดี แล้วจะดีเอง" นอกจากนั้นไม่ทรงท้อถอยคอยหวังแต่ผลสำเร็จจากการงานใด ดังที่ทรงสอนให้ชาวไทยมีความฝันอันสูงสุดและมีความเพียรอันบริสุทธิ์ จึงควรที่พสกนิกรทุกคนจะก้าวเดินตามรอยพระยุคลบาท

 

ในปีนี้ ปวงข้าพระพุทธเจ้า ต่างปลื้มปีติยินดียิ่งนัก ด้วยได้ประจักษ์แก่ตาว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลานามัยดี แต่พสกนิกรก็อดแสดงความห่วงใยด้วยความจงรักภักดีไม่ได้ว่า ยังทรงงานอย่างหนักดังที่ในรอบปีที่ผ่านมา ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจลงพระปรมาภิไธยในร่างกฎหมายที่นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายจำนวนมาก อยู่เป็นนิจ ทรงวินิจฉัยฎีกานักโทษ และฎีการ้องทุกข์เป็นปกติ ทรงสดับรายงานกิจการบ้านเมือง โดยสม่ำเสมอ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล และทรงรับอาคันตุกะ ผู้มาขอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเป็นประจำ ทั้งยังพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าเป็นอาจิณ นับว่าเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่ทรงปฏิบัติตามกฎหมายและจารีตของบ้านเมืองอย่างเคร่งครัด

 

แต่ด้วยพระราชหฤทัยที่เที่ยงธรรม โดยไม่เคยทรงอ้างถึงพระราชอำนาจใดๆ ให้เป็นที่คร้ามเกรง หนทางหนึ่งที่ชาวไทย น่าจะสนองพระมหากรุณาธิคุณได้เป็นอย่างดีในยามนี้ คือการสมัครสมานสามัคคี คิดดี พูดดี ทำดี ช่วยกันสร้างความสงบร่มเย็นและสันติสุขโดยทางสายกลางแก่ชาติบ้านเมือง เพื่อให้การแปรพระราชฐานไปประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน เป็นความไกลจากความกังวลในพระราชหฤทัยอย่างแท้จริง และเป็นการแสดงออกถึงสัจจะวาจา นอกเหนือจากการสวมใส่สายรัดข้อมือว่า "เรารักพระเจ้าอยู่หัว" ได้อีกสถานหนึ่ง

 

ด้วยเดชะอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยอันศักดิ์สิทธิ์และมหิธิฤทธิ์แห่งเทพยดาอารักษ์ ทั่วจักรวาล ด้วยบุญญาภินิหาริย์แห่งพระสยามเทวาธิราช คุ้มครองพระเศวตฉัตรและสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ด้วยอำนาจแห่งพระราชกุศลที่ได้ทรงบำเพ็ญปฏิบัติดุจพระโพธิสัตย์ สะสมทศบารมี โปรดประชุมบันดาลอภิบาลรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ อีกทั้งพระบรมราชจักรีวงศ์ ให้ทรงสมบูรณ์พูนสุขด้วยจตุรพิธพร พระเกียติยศจงแผ่ขจรไปทั่วทิศานุทิศ พระราชปรารถนาให้พสกนิกรสามัคคีร่มเย็นจงเป็นผลสัมฤทธิ์ หมู่ปัจจามิตร ที่หวังประทุษร้ายต่อพระบรมเดชานุภาพจงพ่ายแพ้แก่ทศพิธราชธรรมจรรยา และพระราชสัมมาปฏิบัติ ขอทรงสถิตย์เป็นร่มฉัตรปกเกล้า ปกกระหม่อมชาวไทยให้พ้นจากทุกข์ร้อนและภัยพาล ขอทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจให้บังเกิดความสมานฉันท์แกล้วกล้า อีกทั้งขอทรงเป็นพลังแห่งแผ่นดินดุจธวัชฉัตร ธงนำหน้า ขับเคลื่อนสยามรัฐสีมาอาณาจักร ให้สามารถปกปักรักษาอิสราธิปไตยแห่งพระราชอาณาเขต และพัฒนาประเทศไปสู่ความรุ่งโรจน์อย่างยั่งยืนทุกสถาน ตราบนิรันดร์เทอญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ"

 

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัสตอบ

 

ขอขอบใจ นายกรัฐมนตรี ที่ได้กล่าวอวยพร ในโอกาสที่จะถึงวันเกิด ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งก็เข้าใจว่าจะทำให้ทุกคนในที่นี้ และนอกที่นี้มีกำลังใจ ว่านายกฯ พูดดี ก็ไม่ทราบว่า ที่ชมนายกฯ ว่าพูดดี อาจจะมีคนไม่เห็นด้วย ที่มาพูดนี้ เป็นความเดือดร้อนกับตัวเอง เพราะว่าถ้าชมนายกฯ คนอื่นอาจจะไม่ชม ไม่ชมข้าพเจ้าว่าชมนายกฯ ทำไม แต่นายกฯ มีอยู่ไว้สำหรับให้ชม คือถ้ามีนายกฯ แล้วไม่ชม นายกฯ ก็ไม่ค่อยพอใจ แล้วก็ถ้านายกฯ ไม่พอใจ งานการจะไปได้อย่างไร ถึงต้องชมนายกฯ ชมนายกฯ ว่าพูดดี เพราะถือว่าท่านนายกฯ พูดดี เพราะท่านมาชมเรา

 

เป็นของธรรมดาที่ ทุกคนชอบให้เขาชม เขาไม่ชอบให้ติ ข้าพเจ้าเองก็ได้ติคนอยู่เรื่อยๆ เขาก็ไม่พอใจกัน แม้จะไม่ติคน บางทีเขาไปประกาศในหนังสือพิมพ์ ว่าพระเจ้าอยู่หัวติคนโน้นคนนี้ แท้จริงไม่ได้เคยติใครนะ เท่าไหร่ บอกว่าเท่าไหร่ เพราะว่าอาจจะติ แต่ว่าไม่ได้พูดออกมาโจ่งแจ้ง ว่าติ คนเราถ้าอยู่ในที่แจ้ง ในที่ที่คนเห็นมากๆ ย่อมถูกติได้ง่าย เพราะว่าคนเห็นมาก ถ้าเห็นมากแล้ว ก็เราทำอะไร ไม่มีดี หรือมีดีก็มีที่ไม่ดีมาก แต่ถ้าสมมติว่ามีดีมากก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีไม่ดีบ้าง แล้วก็คนเขาก็ติ ถ้าเรารู้สึกว่าไม่ดี มีการแสดงตนว่า รู้ว่าไม่ดี นั้น ก็ทำให้เกิดความรู้สึก แล้วก็ถ้าเกิดความรู้สึก บางทีก็รู้สึกชื่นชม บางทีก็รู้สึกเคือง ถ้าผู้ที่ถูกเล็ง รู้สึกว่า ถูกติเตียน แล้วก็แสดงตัวว่าเข้าใจว่าถูกแล้วเขาติเตียนเรา แล้วเราไม่พอใจ ก็เสียหาย ทำให้ส่วนรวมทั้งหมดก็เกิดปั่นป่วน พูดแค่นี้ก็พอแล้ว ถ้าพูดมากกว่า จะทำให้เกิดเรื่องยุ่ง

 

แต่ว่า วันนี้ตั้งใจจะพูดอะไรที่ไม่ พาดพิงใครเลย ไม่ ติเตียนใครเลย เพราะว่าการติเตียนใคร พาดพิงใครก็เกิดเคือง เกิดไม่สบายใจ แต่ที่เห็นอยู่ข้างหน้านี่ มีคนที่พูด ก็คงรู้ว่าใครพูด มีคนที่พูดว่า ข้าพเจ้าไม่ดี คือพระเจ้าอยู่หัวไม่ดี ทำอะไรผิด แต่เขาต้องแสดงออกมาว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ผิด ผิดไม่ได้ ซึ่งเป็นตามความจริงในระบอบประชาธิปไตย ในระบอบรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระเจ้าอยู่หัวผิดไม่ได้ เขาพูดอย่างนั้น THE KING can do no wrong เหมือนท่าน องคมนตรีชอบพูดว่า ต้องอ้างภาษาอังกฤษ แต่ว่า เวลาบอก THE KING บอกว่า THE KING can do no wrong ก็เป็นสิ่งที่ wrong แล้ว ที่ผิดแล้ว ไม่ควรจะพูดอย่างนั้น

 

ความจริงเวลาอ่านตำรา กฎหมายรัฐธรรมนูญของอังกฤษ มีตำราที่คนเขาอ้างอยู่เสมอ แล้วคนที่เรียนภาษาอังกฤษ เรียนกฎหมายอังกฤษต้องอ้างอยู่เสมอ เรื่อง THE KING can do no wrong นี่ แล้วก็นักกฎหมายแถวนี้พยักหน้าว่าใช่ ความจริง THE KING can do no wrong นี่ เป็นการดูถูก THE KING อย่างมาก เพราะว่า THE KING ทำไมจะ do no wrong ไม่ได้ do wrong ไม่ได้ เพราะว่าแสดงให้เห็นว่า เขาถือว่าเดอะคิงไม่ใช่คน แต่ว่าเดอะคิงทำ wrong ได้ แต่ข้อสำคัญที่สุด ข้าพเจ้าเป็นเดอะคิง แล้วก็เขาบอกว่า  does no wrong เราก็เห็นด้วยกับเขา

 

เพราะว่า การทำอะไร ถ้าคนเรา ถือว่า ต้องมีสติ คือหมายความว่า รู้ว่ากำลังทำอะไร กำลังคิดอะไร แล้วก็ไม่ปล่อยให้ผิดออกมา มันก็ไม่มีผิด ผิดไม่ได้ อันนี้ก็เป็นการพูดว่า ข้าพเจ้าเองไม่ผิด ไม่มีวันผิด ถ้าสมมติว่าพูดผิด เพราะไม่รู้ ก็อย่าง แต่ว่าผิดโดยไม่รู้ โดยรู้รู้ว่าผิด การทำผิดโดยรู้รู้ ไม่ดี แต่บางทีไม่รู้เพราะว่าไม่มี ขอโทษนะ ถ้าพูด ไม่มีสติ ขาดสติ คือไม่ระวังตัว ทีหลังก็เสียใจ เมื่อก่อนนี้ ก่อนที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก่อนที่เป็นคิง ก็เสียใจหลายครั้ง แต่ตอนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วเป็นคิง คิงแบบไทยๆ นี่ ซึ่งฝรั่งเขาบอกว่าเป็นเดอะคิง เข้าใจว่าน้อยครั้งที่จะได้ทำผิด เพราะว่า ระวัง ถ้าไม่ระวัง ป่านนี้ก็คงตายแล้ว เพราะฉะนั้น ต้องระวัง ถ้าไม่ระวังก็ตาย นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่เรียกว่าการเมือง หรือการที่อยู่ในสายตาของคน สายตาของคนนี่มันฆ่าได้ ถ้าเราไม่ระวัง เราตาย ก็เลยถึงบอกได้ว่า ทำไม การที่บอกว่า THE KING can do no wrong เพราะต้อง  do no wrong ถ้า ทำ wrong ตาย

 

ทุกคน ก็มีสถานะอย่างนี้ ไม่ใช่ว่า THE KING เก่ง แต่ว่าทุกคนก็มีส่วนที่เก่ง เพราะมีตำแหน่ง รับ รับตำแหน่งที่สูง ได้รับเหรียญตรา แล้วก็คนก็ชี้คนๆ นี้ สูงมาก มียศศักดิ์ เดอะคิงเป็นยศศักดิ์สูง แต่คนที่อยู่ในที่นี้ ยศศักดิ์ทั้งนั้น ไม่ระวังตัวก็ตายเหมือนกัน ถ้าไม่ระวัง ไม่ใช่คนที่นึกว่า โอ้คนนั้น เขาจะตายแน่ เพราะว่าไม่ระวัง ทุกคนตั้งแต่แถวแรกจนถึงแถวสุดท้ายโน่น จนกระทั่งหลังแถว จนกระทั่งข้างนอก ทุกคนถ้าไม่ระวังก็มีอันตราย เพราะฉะนั้นที่พูดอย่างนี้ก็แปลกๆ หน่อย นี่ก็หาว่าแช่ง ที่จริงไม่แช่ง แต่สงสาร เพราะว่าถ้าไม่ระวัง เมืองไทยตาย ฉะนั้นก็ ถึงต้องขอร้องอย่างเดียวว่า มาวันนี้ให้ระวังๆ ให้ระมัดระวังที่คิด ที่พูด ที่ทำ ถ้านึกว่าทำถูกต้องแล้วทำ

 

เรื่องที่มี แล้วเขาก็บอกในหนังสือพิมพ์ ในวิทยุในโทรทัศน์ บอกว่า ที่ เดอะคิงทำอะไร ก็ไม่วิจารณ์ แล้วก็บอกอย่าวิจารณ์ ที่จริงอยาก อยากให้วิจารณ์ เพราะว่าเราทำอะไร ก็ต้องรู้ว่าเขาเห็นดีหรือไม่ดี ถ้าไม่พูด ก็หาว่าทำดีแล้ว แต่แท้จริงที่พูดที่ออกข่าว ให้สัมภาษณ์ บอกว่าอย่าไปวิจารณ์ THE KING ตอนนี้ ต้องบอกว่าอย่าไปวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะว่าไม่ควร ในรัฐธรรมนูญก็มีอยู่ว่า ละเมิดมิได้ นักกฎหมายก็พยักหน้าอีกแล้ว ว่า ถูกต้อง ว่า ไม่ควรจะวิจารณ์ วิจารณ์ไม่ได้ ละเมิดไม่ได้ แต่ว่าถ้าพูดว่าพระเจ้าอยู่หัวทำถูก พูดถูก ไม่ใช่ละเมิด เป็นการ ถ้าพูดภาษาอังกฤษก็ว่า approve พระเจ้าอยู่หัวเห็นชอบด้วย แต่ไม่เคยมีใครมาบอก เห็นชอบว่า พระเจ้าอยู่หัว พระเจ้าอยู่หัวพูดดี พูดถูก

 

แต่ว่าความจริง ก็จะต้องวิจารณ์บ้างเหมือนกัน แล้วก็ไม่กลัวถ้าใครจะวิจารณ์ ว่าทำไม่ดีตรงนั้น ๆ  จะได้รู้ เพราะว่าถ้าบอกว่าพระเจ้าอยู่หัว ไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นคน ไม่วิจารณ์ เราก็กลัวเหมือนกัน ถ้าบอกไม่วิจารณ์แปลว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ดี รู้ได้อย่างไร ถ้าเขาบอกว่า ไม่ให้วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว ไม่วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะพระเจ้าอยู่หัวดีมาก ไม่ใช่อย่างนั้น บางคนอยู่ในหัวสมองว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดชอบกล พูดประหลาด ๆ ถ้า

 

ขอเปิดเผยว่า วิจารณ์ตัวเองได้ ว่าบางทีก็อาจจะผิด แต่ให้รู้ว่าผิด ถ้าเขาบอกว่าวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวว่าผิด งั้นขอทราบว่าผิดตรงไหน ถ้าไม่ทราบ เดือดร้อน

 

ฉะนั้นก็ ที่ บอกว่า การวิจารณ์ เรียกว่าละเมิด พระมหากษัตริย์ ละเมิด ให้ละเมิดได้ แต่ถ้าเขาละเมิดผิด เขาก็ถูก ถูกประชาชน บอมบ์ คือเป็นเรื่องของขอให้รู้ว่าเขาวิจารณ์อย่างไร ถ้าเขาวิจารณ์ถูก ก็ไม่ว่า แต่ถ้าเขาวิจารณ์ผิดไม่ดี แต่เมื่อบอก ไม่ให้วิจารณ์ ไม่ให้ละเมิด ละเมิดไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญว่าอย่างนั้น ก็ลงท้ายก็เลย พระมหากษัตริย์ก็เลยลำบาก แย่ อยู่ในฐานะลำบาก เพราะแสดงให้เห็นว่าถ้าไม่ให้วิจารณ์ ก็หมายความว่า พระเจ้าอยู่หัวนี่ก็ต้องวิจารณ์ ต้องละเมิด แล้วไม่ให้ละเมิด พระเจ้าอยู่หัวเสีย พระเจ้าอยู่หัวเป็นคนไม่ดี ซึ่งถ้าคนไทยด้วยกัน ก็หนึ่งไม่กล้า สองไม่เอ็นดูพระเจ้าอยู่หัว ไม่อยากละเมิด แต่มีฝ่ายชาวต่างประเทศ มีบ่อย ๆ ละเมิด พระเจ้าอยู่หัว ละเมิด THE KING แล้วเขาก็หัวเราะเยาะว่า THE KING ของไทยแลนด์ THE KING  ของยู พวกคนไทยทั้งหลายนี่ เป็นคนแย่ ละเมิดไม่ได้ ในที่สุดถ้าละเมิดไม่ได้ ก็เป็นคนเสีย เป็นคนที่เสีย

 

ฉะนั้นก็ บางโอกาสก็ขอให้ละเมิด จะได้รู้กัน ว่าใครดีใครไม่ดี นี่พูดเลยเถิด พูดมากไป แต่ว่าคนที่อยู่ข้างหน้านี่ ไม่ต้องกลัว เพราะว่าไม่ได้มีความผิด คนที่นึกว่า มีความผิดพยักหน้า พยักหน้าว่ามีความผิดจริงๆ ความจริงเขาไม่มีความผิด คนที่มาก่อนน่ะมีความผิด แล้วกลัวที่ คนที่พยักหน้าเนี่ยไม่ได้แก้ไข ที่ผิดตรงนี้ ไม่ได้แก้ไข หลบความรับผิดชอบ มันเป็นอย่างนั้น

 

คือในเมืองไทยนี่ คนไหนที่ทำอะไรไม่ค่อยเข้าร่องเข้ารอยก็ลาออก ลาออกแล้วไม่มีอะไรผิดเลย แม้จะทำอะไรผิดอย่างมากๆ ถ้าเป็นข้าราชการก็เรียกเข้ากระทรวง เข้ากรุงเทพฯ แล้วก็หมดเรื่อง นานๆ ที มีเข้าคุก นี่พูดอย่างนี้ชักจะหนัก ใช้คำว่าเรียกเข้ากรุงเทพฯ หรือเข้าคุก แต่มีที่เกิด เกิดเรื่องเข้าคุก

 

แต่อย่างไรก็ตาม เข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิด ละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อน เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่งต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยนี่ พูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีที่เข้าคุก เดือดร้อนพระมหากษัตริย์ ต้องบอกว่า เข้าคุกแล้ว ต้องให้อภัย ทั้งที่เขาด่าเราอย่างหนักๆ  ฝรั่งเขาบอกว่าในเมืองไทยนี่ พระมหากษัตริย์ถูกด่า ต้องเข้าคุก ที่จริงควรจะเข้าคุก แต่ว่าเพราะฝรั่งบอกอย่างนั้นก็ไม่ให้เข้า ไม่มีใครกล้าเอาคนที่ด่าพระมหากษัตริย์เข้าคุก เพราะพระมหากษัตริย์เดือดร้อน เขาหาว่าพระมหากษัตริย์เป็นคนที่ไม่ดี อย่างน้อยๆ ที่สุด ก็เป็นคนที่จั๊กจี้ จั๊กจี้ใครมาว่าอะไรซักนิด ก็ บอกให้เข้าคุก ที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก ตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อนๆ เป็นกบฏก็ยังไม่จับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่ 6 ท่านไม่ลงโทษ ไม่ได้ลงโทษผู้ที่เป็นกบฏ มาจนกระทั่งถึง ต่อมา รัชกาลที่ 9 นี่ ใครเป็นกบฏ ซึ่งก็ไม่เคยมีแท้ๆ ที่จริงก็ ทำแบบเดียว ไม่ให้เข้าคุก ให้ปล่อย หรือถ้าเข้าคุกแล้วก็ ให้ปล่อย ถ้าไม่เข้าคุกก็ไม่ฟ้อง เพราะว่าเดือดร้อนผู้ที่ถูกด่า เป็นคนที่เดือดร้อน อย่างที่คนที่ละเมิดพระมหากษัตริย์ นั่นแล้วก็ถูกทำโทษ ไม่ใช่คนนั้นเดือดร้อน พระมหากษัตริย์เดือดร้อน นี่ก็แปลก

 

คราวนี้ นักกฎหมายก็ชอบ ให้ฟ้อง ให้จับเข้าคุก อันนี้นักกฎหมายก็สอน สอนนายกฯ บอกว่าต้องฟ้อง ต้องลงโทษ ก็ นี่ขอสอนนายกฯ ว่าใครบอกว่าให้ลงโทษ อย่าลงโทษเขา ลงโทษไม่ดี ลงท้ายไม่ใช่นายกฯ เดือดร้อน แต่พระมหากษัตริย์เดือดร้อน อาจจะอยากให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อนไม่รู้นะ เขาทำผิด เขาด่าพระมหากษัตริย์ เพื่อที่จะให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน แล้วเดือดร้อนจริงๆ เพราะใครมาด่าเรา ชอบไหม ไม่ชอบ แต่ว่าถ้านายกฯ เกิดให้ลงโทษ แย่เลย แล้วนักกฎหมายต่างๆ ก็จะให้ลงโทษคนที่ด่าพระมหากษัตริย์

 

ทำไป ทำมา เลย เลยต้อง เอาวะ เขาด่านายกฯ ถ้าด่านายกฯ นายกฯ เดือดร้อนไหม ไม่ควรจะเดือดร้อน แต่ถ้าด่านายกฯ พระมหากษัตริย์ก็ไม่เดือดร้อน เพราะว่าเป็นเรื่องของนายกฯ ถ้าเขาด่าพระมหากษัตริย์ นายกฯ เดือดร้อน เพราะว่า ต้องเป็นคนจัดการ

 

เรื่องมันยุ่งอย่างนี้ กฎหมาย ก็สอนนายกฯ มาอย่างนั้นนะ สอนนายกฯ ว่า ใคร ใครมาด่าเรา เราต้องด่าตอบ มันไม่ดี นี่พูดชักจะไม่ดี เพราะว่า ชักจะเป็นส่วนตัว แต่ว่าเราเองก็ไม่ ไม่ขอ บอกว่า ควรจะทำอะไร ควรรู้ นักกฎหมายก็ต้องรู้ว่า ทำอะไรถูก อะไรผิดผิด ไม่ต้องพูดทุกวัน ๆ ๆ ที่จริงเขาไม่ได้พูดทุกวัน แต่ก็ทำเทปเอาไว้ หรือทำดีวีดี แล้วก็แจกทั่ว ลงท้ายคนดูฟังก็ เขาเอือมกันนะ ที่ไปแก้ตัวแทนนายกฯ วันนี้เราขึ้นมานี่ เราแก้ตัวแทนนายกฯ เพราะว่านายกฯ ไม่ผิด นายกฯ ทำได้ทุกอย่าง ก็เลยไม่ต้อง ไม่ต้องไปออกทีวีแล้ว ไปออกทีวีทุกวัน ๆ ๆ มีคนเขาบอกว่าเขาเอือมที่ออก แต่ว่ามีหน้าที่ที่ออกก็ออก มีคนที่เขาเดือดร้อน ที่อยู่ในรายการ เพราะเขาต้องเป็นคนที่ต้องพูด แล้วก็คนที่พูดนั่นก็เลยถูกลูกหลงไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ตัวครั้งเดียวเอา ได้ แต่แก้ตัว นี่แก้ตัวมาเท่าไหร่ 10 ครั้งแล้วนะ ที่ออก ออกทีวี เลยชักจะเอือม คนอยากดูละคร เขาอยากดู มาดูอย่างนี้ พอแล้ว เสียไฟฟ้า ไม่ใช่เสียไฟฟ้าของคนที่ดู เสียไฟฟ้าของคนที่ส่ง เพราะว่าทีวีออกทีก็ไฟฟ้าแรง เสียน้ำมัน นี่ก็เลยนึกว่า ควรจะพูดพอแล้ว ที่พูดก็เสียไฟฟ้ามาก ก็ควรจะบอกว่า เลิกซะที ไม่ต้องพูดมาก แต่เราก็พูดต่อ เพราะว่าเป็นรายการที่อัดเสียงเอาไว้ ใส่เทปเอาไว้ ไม่ได้ออก ไม่ได้ออกโทรทัศน์ ไม่ต้องเสียไฟฟ้าสำหรับโทรทัศน์

 

นี่มาพูดถึงไฟฟ้าและพลังงาน ไฟฟ้าและพลังงานนี่ การไฟฟ้าต้องใช้พลังงาน เพราะว่า สำหรับปั่นไฟฟ้าต้องใช้พลังงานเพื่อให้มีพลังงานไฟฟ้า อันนี้ก็ ทำมานานแล้ว เวลาขาดแคลนเชื้อเพลิง ก็บอกว่าให้ปิดโทรทัศน์ ให้ปิดโทรทัศน์ ให้ปิดไฟ แล้วบอกว่าได้ผลดี ความจริง เปิดโทรทัศน์นี่ไม่เป็นไร ถ้าน้ำมันเชื้อเพลิงหมดแล้ว ก็ยังใช้เชื้อเพลิงอย่างอื่นได้ มี แต่ต้องขยัน ต้องหาวิธีที่จะทำให้เชื้อเพลิงเกิดขึ้นมาใหม่

 

เชื้อเพลิงที่เรียกว่า น้ำมันนั้น มันจะหมด ภายในไม่กี่ปี หรือไม่กี่ 10 ปี ก็หมด ถ้าว่าไป อีก 40 ปีหมด เราก็จะอายุ 118  118 นี่เรายังมีชีวิตอยู่อีก 2 ปี 2 ปีนั้น เราก็จะใช้ก๊าซโซฮอล์ หรือไม่ใช้ก๊าซโซฮอล์ ก๊าซโซฮอล์นี่ก็ไม่มี เพราะก๊าซโซฮอล์ ใส่แอลกอฮอล์เพียง 10% อย่างมาก ต้องใช้น้ำมันปาล์ม น้ำมันปาล์มเขาก็ใส่เพียง 10% ในระหว่างที่จะถึงอายุ 118 หาวิธีได้แล้วที่จะทำ ที่จริงเมื่อ 2 ปีก็ทำ ทำไบโอดีเซล โดยใช้น้ำมันปาล์ม 100% ไม่ใช่เพียงน้ำมันปาล์ม 10% นายกฯ ก็ได้เห็น รถแล่นมา น้ำมันปาล์ม 100% เรายืนอยู่ที่รถคันหนึ่งแล้วก็ เสร็จแล้วก็มีรถอีกคันหนึ่งถอยหลังมา ได้ยินเสียงบึม ๆ ๆ มา นั่นอะไร รถดีเซล รถใช้น้ำมันดีเซล 100% 100% น้ำมันปาล์ม แล้วก็นายกฯ ก็บอกว่า หอมดี เราก็ถามว่าหอมดีแล้วไม่เดือดร้อน เพราะว่านายกฯ ไม่ต้องกลัวเป็นแกนเซอร์ เป็นมะเร็ง เพราะว่าไอ้นี่นี่ไม่เป็นมะเร็ง เราทำแล้ว ก็หมายความว่าเราไม่เดือดร้อน

 

ถึงเวลาเราอายุ 118 ถ้าอย่างไร เราก็ใช้น้ำมันปาล์มของเราเอง คนอื่นอาจจะไม่ได้ คนอื่นยังไม่ อาจจะไม่มี แต่ว่าเรามี เพราะเราขวนขวาย ขวนขวายหาวิธีที่จะทำเชื้อเพลิงทดแทนได้ ถ้าไม่ได้ทำเชื้อเพลิงทดแทน เราก็เดือดร้อน แล้วก็เป็นห่วง แต่เราไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าคนอื่นเขาไม่ทำ เขาอาจจะไม่มีน้ำมันไบโอดีเซลใช้ แต่ว่าเรามี เรา คือข้าพเจ้า ทำเอง คนอื่นอาจจะไม่มีก็ ไม่เป็นไร ก็เห็นแก่ตัว คือ แต่ละคนถ้าเห็นแก่ตัว ก็รู้ว่าไม่เป็นไร เพราะแต่ละคนก็ต้องพยายามที่จะหาพลังงานทดแทนทั้งนั้น เราเชื่อว่า เวลาเราอายุ 118 นายกฯ ก็บอกว่าแก่แล้ว แต่เราไม่แก่ เพราะว่าเราคิดทำพลังงานทดแทนอยู่เรื่อย แต่นายกฯ บอกแก่ จะถึงอายุเท่าไหร่ 90 จะอายุ 94  96 นายกฯ จะอายุ 96 อ้าว 94 ก็ไม่รู้ล่ะ 94 อาจจะแข็งแรงก็ได้ คงแข็งแรงคึกครื้น

 

อาจจะมีความคิดที่จะสร้างโรงงานก๊าซโซฮอล์ และไบโอดีเซลสำเร็จแล้ว ก็นายกฯ ก็ไม่เดือดร้อน เอาไบโอดีเซลใส่เครื่องบินได้ คือ เครื่องบิน เขาใช้ไบโอดีเซลได้แล้ว สมัยนี้ แต่ลำไม่ใช่โตๆ แต่เวลานั้นอาจจะทำใส่ลำโตๆ สำหรับนายกฯ ได้ อาจจะสามารถที่จะมี แต่ว่าเฉพาะนายกฯ คนอื่นไม่สามารถที่จะมี ก็สองคนล่ะ พระเจ้าอยู่หัวกับนายกฯ มีเครื่องบินใช้ แบบใช้ไบโอดีเซล ท่านองคมนตรีสั่นหัว ท่านองคมนตรีสั่นหัวว่าไม่มี ว่าท่าน เวลานั้นท่านอายุเท่าไหร่  130 ก็คงไม่อยู่แล้ว เราก็อยู่สองคน สงสัยเราอยู่สองคน มีไบโอดีเซลใช้ แล้วจะไปไหน จะไปเชียงใหม่หรือ ขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ แล้วไปเชียงใหม่ ไปเชียงใหม่ไปดูสวนสัตว์ ก็สวนสัตว์ ก็อยู่สบาย เพราะว่าเขาไม่ต้องใช้ไบโอดีเซล ก็เป็นอันว่าไม่ต้องกลัว เราไม่เดือดร้อน เพราะว่าอีก 40 ปี อีก 40 ปีมีไบโอดีเซลพอสำหรับเราใช้สองคน ก็อย่างไรก็ตาม

 

นี่ชักเฟื่อง พูดว่า เราอีก 40 ปี เราจะมีสองคนที่มีพลังงานน้ำมันใช้ได้ แล้วดูทีวีได้ ดูทีวีก็อาจจะโฆษณาอะไรในทีวี ประกาศ ชี้แจง นายกฯ ก็ชี้แจงได้ เพราะว่าเปิดทีวีให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาปั่นไฟฟ้า แต่ป่านนั้น ทีวีก็อาจจะมีอะไรใหม่ แล้วก็อาจจะมีข่าวต่างๆ ฉะนั้นก็ ไม่ต้องเป็นห่วง นี้ก็ต้องดูเป็นบุคคลๆ การที่จะบอกว่า เป็นห่วง ถ้าเป็นห่วงทั้งบ้านเมือง ก็เป็นห่วง แต่ว่าถ้าเราคิดจริงๆ ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะแต่ละคนเขาก็ต้องมีการขวนขวายเหมือนกัน เป็นอันว่าถ้าแต่ละคนขวนขวายของตัว อีก 40 ปี ไม่มีความเดือดร้อน โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยนี่ มีคนที่มีความคิดดีๆ ก็คนหนึ่งข้าพเจ้าคนหนึ่งมีความคิดดีๆ แล้วก็นายกฯ อีกคนหนึ่งมีความคิดดีๆ ไม่จนมุม ฉะนั้นก็สองคน เดือดร้อน ไม่เดือดร้อน คนอื่นเขาก็ต้องไม่เดือดร้อน ของเขาก็ต้อง หาทางออกได้ เพราะว่าถ้าเดือดร้อน ก็ต้องไปดูโครงการพระราชดำริ

 

โครงการพระราชดำรินี่ เปิดเผยให้ทุกคน ได้ทั้งนั้น แล้วก็ ถ้าปฏิบัติตามโครงการพระราชดำริ หมายความว่าทำอย่างเศรษฐกิจพอเพียง นี่ก็ตอนนี้ นายกฯ ก็ เศรษฐกิจพอเพียง ไม่จ่ายเงิน ไม่จ่ายเงินแล้ว ใช้แต่เศรษฐกิจพอเพียง เพราะว่ามีการโฆษณา คู่สมรสของคณะรัฐมนตรีก็ชำนิชำนาญในเศรษฐกิจพอเพียง เก่งมาก นี่ก็อีกคน ที่ทำได้ ก็เลยไม่ต้องห่วง ไม่ทราบว่าคู่สมรสขององคมนตรีจะทำเศรษฐกิจพอเพียงหรือเปล่า สงสัยว่าไม่ ไม่ทำ แต่ยังไงก็ตาม อย่างนี้ก็เปิดให้ ความกว้างขวางของเศรษฐกิจจะดีขึ้น ท่านรองนายกฯ ทั้งหลายก็อาจจะไม่ทำ เพราะว่าเคยชินกับเศรษฐกิจที่ต้องใช้เงินมาก ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง ไม่พอเพียง ถ้าอย่างนั้นก็ นายกฯ อาจจะไป นายกฯ และคุณหญิงอาจจะให้เพื่อนนายกฯรองนายกฯ ต่างๆ ทำเศรษฐกิจพอเพียงสักนิดหน่อย ก็จะทำให้อีก 40 ปีประเทศชาติไปได้ แต่นี่ ก็มีแต่นายกฯ รองนายกฯ จัดการ รวมทั้งคู่สมรส ทำเศรษฐกิจพอเพียง ก็เชื่อว่าประเทศจะมีความประหยัดได้เยอะเหมือนกัน คือถ้าไม่ประหยัด ประเทศไปไม่ได้ คนอื่นไม่ประหยัด สำหรับคณะรัฐมนตรีประหยัด คณะรองนายกรัฐมนตรีประหยัด จะทำให้ไปได้ดีขึ้นเยอะ นี่มามองถึงสภาฯ เป็นยังไง ก็สภาฯ ด้วยเหมือนกัน ถ้าอยากทำ ก็สภาฯ เป็นอาจารย์ของนายกฯ ก็ นายกฯ สอนครูหน่อย สอนอาจารย์หน่อยว่าเศรษฐกิจพอเพียงทำยังไง สอนครูคนเดียวก็พอแล้ว เพราะว่าครูเขาก็ไปสอนคนอื่น

 

ต่อไปนั่นดูฝ่ายค้านล่ะ ฝ่ายค้านไม่ต้องสอน เพราะว่าเขาพอเพียงอยู่แล้ว ฝ่ายค้านเนี่ย หัวหน้าฝ่ายค้าน ก็ไม่ทราบว่าพอเพียงหรือเปล่า แต่อย่างน้อยอดีตหัวหน้าพรรคก็พอเพียง พอเพียงอย่างมากๆ เขาทำอะไรที่ ทำให้ประเทศชาติใช้เงินนิดเดียว ไม่พอ เขาถึงต้องออก เลยไม่รู้ว่าฝ่ายค้านจะพอเพียงหรือไม่ แต่อย่างน้อย อดีตหัวหน้าพรรคก็พอเพียงมาก จนกระทั่งต้องออกจากหัวหน้าพรรค

 

นอกจากนั้นก็ ถ้าทุกคนเลื่อมใส ว่าจะต้องพอเพียงก็ปฏิบัติเถิด เพราะว่าถ้าปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง มันใช้ได้จริงๆ ไปได้จริงๆ แต่ว่าอาจจะไม่ค่อยสบาย ทุกอย่างที่นายกฯ พูด ก็มาพูด ไม่ได้แต่งเอา นายกฯ พูด บอกว่าที่พระเจ้าอยู่หัวฯ พูดอะไรทำอะไร ถูกต้อง ชื่นชมว่าพระเจ้าอยู่หัวฯ นี่ ทำให้ประเทศชาติอยู่ได้ เช่นเดียวกับแก้มลิง แก้มลิงเนี่ย เมื่อครั้งก่อนนี้ เมื่อพูดถึงแก้มลิงคนก็หัวเราะ เดี๋ยวนี้ไม่หัวเราะแล้ว เพราะว่าลิงต้องมีแก้ม ถ้าลิงไม่มีแก้มเขาอยู่ไม่ได้ คนเราก็ต้องมีแก้ม เป็นแก้มคน แต่ว่าแก้มคนก็เป็นแก้มลิงได้ คือหมายความว่าต้องระวังรักษา อะไรที่กล้วยเข้าไปก็เก็บไว้ได้ เป็นการประหยัด จะพูดอะไรเก็บไว้ในแก้ม เก็บในแก้มก็ได้ ก็ประหยัด คือแก้มลิงก็เป็นการประหยัด แล้วก็โครงการอะไรอื่นๆ ที่พูด อย่างฝายแม้ว ฝายนายกฯ ฝายนายกฯ นายกฯ ไปดูฝายแม้ว

 

คราวนี้ฝายเรานี่ เราทำ ก็ฝายแม้วเดี๋ยวนี้ซาบซึ้งรึเปล่าว่า มีประโยชน์อะไร คือมีประโยชน์ทำให้ ไม่มีน้ำท่วม หรือไม่มีน้ำแล้ง ตอนนี้น้ำท่วมเชียงใหม่ นายกฯ เดือดร้อนมาก โกรธมาก ทำไมมีฝายแม้วแล้วทำไมน้ำยังท่วม ก็เพราะว่าฝายแม้วทำไม่ถูกต้อง ทำไม่ดี แล้วก็ปล่อยน้ำลงมาผิดทาง ความจริงที่ไปดูที่กุยบุรี นั่นน่ะ ก็ไปขยายเขื่อนที่กุยบุรี ที่ยางชุม นั่นน่ะเคราะห์ดีไปทำ โครงการพระราชดำริอันนี้ ถ้าไม่ได้ทำ ถ้าทำตามชลประทานทำ ป่านนี้ก็ไม่เสร็จ ถ้าไม่เสร็จ น้ำท่วมแล้ว ปีนี้ที่ไม่ท่วมกุยบุรี และประจวบคีรีขันธ์ก็ท่วมบ้าง แต่ว่าไม่ขึ้นมาถึงหัวหิน เพราะว่าเขื่อนกุยบุรี แล้วเขื่อนกุยบุรีทำไมได้ขยายได้ ขยายเก็บน้ำได้ 9 ล้านลูกบาศก์เมตร เพราะว่า บอกว่าเดี๋ยวนี้เรามีเขื่อนกั้น เรามีโครงการพระราชดำริ เราบอกว่าทำเลย อธิบดีชลประทาน ทำยังไง ต้องของบประมาณ งบประมาณไม่มี ก็มีโครงการพระราชดำริ ก็เลยทำทันที แทนที่จะใช้เวลา 3 ปี ก็ใช้เวลาเพียง 2 ปี ทำงานได้

 

ที่เราไปดูนั่นน่ะ ทำงานได้จริงๆ เพราะว่าถ้าไม่มีน้ำ 9 ล้านลูกบาศก์เมตรมันเต็มแล้ว แต่ว่าน้ำมันก็ล้นมาปกติ ตามจำนวนที่ปกติ เลยทำให้น้ำไม่ท่วม ถ้า 9 ล้านลูกบาศก์เมตรฝนมันลงฟูๆ มีหวังท่วม ท่วมทั้งด้านบน ทั้งด้านล่าง และท่วมแล้ว น้ำมันก็ทำลาย ฉะนั้นถ้าเราทำโครงการที่ใช้งานได้เร็ว ๆ ประหยัดการท่วมของพื้นดิน และถ้าว่าไปประหยัดทรัพย์ ความจริงที่ใช้เงิน ตอนนั้น ใช้เงิน 100 ล้านกว่าๆ เดี๋ยวนี้ก็กลับคืนมาแล้ว ถ้าไม่ได้ทำ น้ำที่มาท่วมก็ทำลาย 100 ล้าน 100 ล้าน สำหรับคนที่พยักหน้านี่นะ เขาไม่ 100 ล้านไม่ใช่อะไร ต้อง 1,000 ล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน แต่ 100 ล้านนี่ ชาวบ้านเขารู้สึก ก็หมายความว่า 100 ล้านที่เอาจาก จากโครงการพระราชดำริ กลับคืนมาแล้ว กลับมาที่ไหน ก็ที่ประชาชน ประชาชนเขาได้ คือถ้าไม่ได้ใช้เงินนี้ ปีหน้าจะต้องใช้ 200 ล้าน เพราะว่าถ้าไม่ใช้เงินทันที เงินน่ะมีอยู่ คนก็บอก บางทีก็บอกไม่มีเงิน แต่เงินนะมีอยู่ เพราะว่าในงบประมาณ มี ถ้าไม่มีห็หมายความว่างบประมาณทำไม่ถูก แต่อันนี้ 100 ล้านใช้ไป ใช้ดีแล้ว ใช้ถูกต้องไม่เสียหาย ทำให้ประชาชนได้กำไร ถ้าไม่ได้ใช้ไป ก็ไม่รู้ใครใส่กระเป๋าไปได้ แต่ว่าประชาชนไม่ได้

 

ฉะนั้นก็ ที่ได้ทำโครงการประหยัดไป 1 ปี ที่ไปดูเห็นประจักษ์ ว่า น้ำมันไหลออกมาจากเขื่อน คือไม่ใช่พูดหลอก น้ำจริงๆ มันลงมาเต็มเขื่อน แทนที่จะเป็น 38 ล้านลูกบาศก์เมตร มันเป็น 40 กว่าล้าน ที่ลงมาทำให้น้ำลงมาเก็บ และล้นมาได้ แล้วน้ำนี่ได้ใช้ เวลาแล่นรถไป ข้างล่างก็เห็น ก็ทำนาได้ นานี่มีประโยชน์ เพราะว่าข้าวก็ไม่เสีย ข้าวได้ใช้แล้วก็ ถ้าจะเอาข้าวนี่ไปส่งนอก เราก็ได้เงิน หรือได้ของไปแลกเปลี่ยนได้ ฉะนั้นโครงการ 100 ล้านนี้ ทำดีแล้วก็ ช่างชลประทาน เขาก็มีความรู้พอที่จะทำ ไอ้นี่ไม่ต้องอาศัยช่างจากต่างประเทศ ช่างในเมืองไทยนี้เอง แล้วก็ใช้เครื่องมือในเมืองไทยนี้ได้ ก็เลยรู้สึกว่าปีนี้ที่ได้เห็น การขยายโครงการกุยบุรีนี้ ก็ได้ผลจริงๆ ได้ไปดูก็ดีใจ พอใจ

 

ฉะนั้นก็ นี่ต้องเล่าให้ฟังว่า ที่ได้ไปดูโครงการชลประทานที่กุยบุรี ที่หมู่บ้านยางชุม เป็นโครงการที่ใช้งานได้ แล้วไม่ใช่ที่ยางชุมเท่านั้นเอง ที่ข้างๆ ก็มีการสร้าง เขื่อนที่จะกักน้ำ ได้ผลดี ยังต้องทำอีกมาก แต่เวลามาพูดกับสมาคมนี้ก็ พูดถึงชลประทาน ก็ได้ผลดี แต่ค่อยๆ ทำ เพราะว่าไม่ใช่ว่าไม่มีเงินเท่านั้นเอง  เงินมี ไม่พอ แต่ว่าที่ที่จะทำ มันไม่มี แล้วก็ทำต้องศึกษาให้ดี ไม่ใช่ว่า โอ๊ะ พระเจ้าอยู่หัวฯ บอกให้ทำ นั้น ๆ ๆ นะ เสร็จแล้วไม่มีหลักวิชาที่ดี ก็อาจจะเสียก็ได้ แต่ว่าการที่จะทำ ต้องพยายามหาที่ที่จะทำ แล้วก็ใช้ความรู้ที่ถูกต้อง โครงการอย่างอื่นมีที่จะต้องทำ ไม่ใช่เฉพาะชลประทาน แต่ว่า โดยที่เราเป็นผู้เรียกว่า เขาเรียกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญชลประทาน ก็กล้า กล้าที่จะบอกว่าควรที่จะทำ

 

นี่ก็ รู้สึก ใครๆ ก็ง่วงแล้ว เดี๋ยวนี้ชักมืดเร็ว ก็ถ้าง่วง ง่วงเดี๋ยวไปนอนได้ ก็รู้สึกว่า สมควรแก่เวลา ก็ขอขอบใจที่ท่านมาให้พร แล้วก็ให้พรนี่ดี เพราะว่าถ้าไม่ให้พร ก็ไม่รู้ว่าเราทำอะไร ไม่รู้ว่าทำอะไร แล้วก็ถ้ามาให้พร เราก็มีกำลังใจที่จะทำ ทำงานอะไรต่างๆ แล้วก็ต้องให้พรกับทุกฝ่าย ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ก็ให้กำลังใจ ทำอะไรก็ทำ ทำได้ดี แต่วันนี้ไม่พูดว่าให้ทำอะไร เพราะว่า ทะเลาะกันไม่เอา ไม่ให้ทะเลาะ ให้ทำอะไรที่ดูจะดี แล้วคิดให้อย่าเกิน อย่าเลยเถิด แต่ว่า ถ้าแต่ละคนทำงานให้เหมาะสมบ้านเมืองจะไปได้ ถึงว่าจะต้องให้พรให้บ้านเมืองไปได้ ให้แต่ละคนไปได้ ไม่ใช่ให้มีการหัวชนฝา จะทำอะไร ก็ขอให้แต่ละคนมีความสำเร็จพอสมควร เศรษฐกิจพอเพียง คือทำให้พอเพียง ถ้าไม่พอเพียง ไปไม่ได้ แต่ถ้าทำพอเพียง สามารถที่จะนำพาประเทศให้ดี ไปได้ดี ก็ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จ ในความสำเร็จพอเพียง และเพื่อให้บ้านเมืองบรรลุความสำเร็จที่แท้จริง ก็ไม่รู้ล่ะ คนที่รับพรก็รับไป คนที่ไม่รับพร ก็คิดในใจ ขอบใจที่ท่านทั้งหลายมาให้พร เรารับพรของท่าน.

 

@ Downloadพระราชดำรัสฯฉบับเต็มที่นี่...

@ และที่นี่...คลิปพระราชดำรัสฯ2548 .wmv29mb

http://www.mediafire.com/download.php?h2ojcq3rnmy

 

วิดีโอ YouTube

 
 

เพลง Journey On The Earth ที่เปิดในงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน 2549 ไพเราะมากมาก เป็นเพลงที่เวลาฟังแล้วทำให้มีความสุข รู้สึกปลาบปลื้ม ฟังแล้วอบอุ่น อย่างหามิได้ อยากให้ทุกคนได้ฟังกัน เชื่อผม...มีเก็บไว้ฟัง จะรู้สึกดีมากๆ

 

วันนั้นผมดูทีวีอยู่ แอบน้ำตาไหลเหมือนกัน ตอนที่ในหลวงทรงเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม บวกกับเพลงนี้ที่เปิด และภาพประชาชนนับล้าน ซึ่งผมดีใจ ซึ้งใจครับ ที่ได้เกิดมาใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ท่าน

 

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
 
ข้าพระพุทธเจ้านายธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร
 

ดาวน์โหลด 9june2549 JourneyOnTheEarth (ต้นฉบับ)

Dimensions: 640x480 .wmv 30mb

http://www.upload-thai.com/download.php?id=79927a6afd1cabc675649c8451e52ffd

 
ตามไปรับชมภาพที่นี่... 
วันนี้เมื่อสามปีก่อน...วันประวัติศาสตร์ที่โลกต้องจารึก วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2549
http://prachachonthai.com/webboard/index.php?topic=581.0
และที่นี่...
 
  
Comments