วัดประจำรัชกาลที่ ๘

 
วัดประจำรัชกาลที่ ๘

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร

ประวัติของวัดสุทัศนเทพวราราม

ศาสนสถานและศาสนวัตถุอันงดงามล้ำค่า

- พระอุโบสถ

- พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ : พระประธานในพระอุโบสถ

- พระวิหารหลวง

- พระศรีศากยมุนี : พระประธานในพระวิหารหลวง

- ภาพศิลาสลักศิลปะแบบทวารวดี

- ถะ (สถูปเจดีย์หิน)

- เก๋งจีนหน้าพระวิหารหลวง

- เขาพระสุเมรุและป่าหิมพานต์

- ศาลาการเปรียญ

- พระพุทธเสฏฐมุนี : พระประธานในศาลาการเปรียญ

- พระวิหารคด (พระระเบียงคด)

- พระตำหนักสมเด็จ

- สัตตมหาสถาน

- ตุ๊กตาจีน

- พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘

- รอยพระพุทธบาทจำลอง

- ซุ้มเสมายอดเจดีย์

ประวัติของวัดสุทัศนเทพวราราม

วัดประจำรัชกาลที่ ๖-๘...ไม่สร้าง แต่บำรุง

ตามพระราชประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบกันมาว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใดเสด็จสวรรคตก็จะอัญเชิญพระบรมราชสรีรังคารไปประดิษฐานไว้ที่วัดใดวัดหนึ่งอันทรงสร้างหรือทรงเกี่ยวข้อง และถือเป็นวัดประจำรัชกาล

อย่างใดก็ตามในทางนิตินัย วัดประจำรัชกาลได้สิ้นสุดลงในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖โดยได้มีพระราชดำริว่า พระอารามหลวงในกรุงเทพฯ มีเป็นจำนวนมากแล้ว และการสร้างวัดนั้นก็เพื่อประโยชน์ในทางศึกษาของเยาวชนด้วย เพราะการศึกษาของไทยแต่โบราณกาลมาก็เริ่มที่วัด ดังนั้น จึงทรงสถาปนา โรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือในปัจจุบันคือโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ขึ้นเพื่อแทนการสร้างวัดประจำรัชกาลและให้ถือว่าเป็นวัดประจำรัชกาลของพระองค์ การกำหนดว่าวัดใดเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๖ รัชกาลที่ ๗ และรัชกาลที่ ๘เพื่ออาราธนาเจ้าอาวาสวัดนั้น มาในงาน

พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน
เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ จึงเป็นการกำหนดโดยทางพฤตินัยเท่านั้น ครั้นมาถึงในสมัยรัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลก็ไม่ได้มีการสร้างวัด เพียงแต่บำรุงเท่านั้น เนื่องจากมีช่วงรัชสมัยที่สั้นมาก

วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร หรือ วัดสุทัศนเทพวราราม

เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ฝ่ายมหานิกายตั้งอยู่ ณ แขวงราชบพิธ เขตพระนคร มีชื่อเรียกกันเป็นสามัญหลายชื่อตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อาทิเช่น วัดพระใหญ่’ ‘วัดพระโตซึ่งเป็นการเรียกตามลักษณะพระพุทธรูปสำคัญของวัดคือพระศรีศากยมุนีหรือ วัดเสาชิงช้าซึ่งเรียกตามสถานที่ตั้งที่อยู่ใกล้กับเสาชิงช้าด้านหน้าเทวสถานของพราหมณ์บริเวณใจกลางพระนคร วัดสุทัศนเทพวรารามเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๕๐ เพื่อให้เป็นวัดที่สำคัญที่ตั้งอยู่ใจกลางเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งการสร้างวัดเป็นไปตามตำรับมหาพิชัยสงครามดังมีปรากฏข้อความอยู่ในบันทึกของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนรินทรเทวีที่กล่าวว่า มีพระบรมราชโองการรับสั่งให้สร้างวัดขึ้นกลางพระนครให้สูงเท่าวัดพนัญเชิง โดยให้พระพิเรนทรเทพขึ้นไปรับพระใหญ่ ณ เมืองโศกโขไทย ชลอเลื่อนลงมากรุง ประทับท่าสมโภช ๗ วัน ฯลฯ โดยเริ่มจากการกำหนดพระฤกษ์ขุดรากพระวิหารหลวงในวันจันทร์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๓๕๐เมื่อการก่อสร้างพระวิหารหลวงและสร้างฐานชุกชีเสร็จแล้วโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระศรีศากยมุนี จากวิหารหลวงวัดมหาธาตุเมืองสุโขทัยมาประดิษฐานบนฐานชุกชีพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม และพระราชทานนามว่า วัดมหาสุทธาวาสกล่าวกันว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงตั้งพระทัยให้สร้างพระวิหารขึ้นก่อนเพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต)ซึ่งอัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย

แต่สิ้นรัชกาลก่อนที่จะประดิษฐานเป็นสังฆารามจึงเรียกกันว่า วัดพระโต, วัดพระใหญ่ หรือ วัดเสาชิงช้า บ้างจนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อและทรงจำหลักบานประตูพระวิหารด้วยพระองค์เองแต่ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จการก่อสร้างวัดมาเสร็จบริบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. ๒๓๙๐ และพระราชทานนามว่า วัดสุทัศนเทพวรารามปรากฏในจดหมายเหตุว่า วัดสุทัศนเทพธารามและในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ทรงผูกนามพระประธานในพระวิหารหลวง พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ ให้คล้องกันว่า พระศรีศากยมุนี” , “พระพุทธตรีโลกเชษฐ์และ พระพุทธเสฏฐมุนีตามลำดับและทรงพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดสุทัศนเทพวรารามอันหมายถึง สุทัสสนนครหรือสุทัศน์เทวนคร บนเขาพระสุเมรุศูนย์กลางของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่ประทับของพระอินทร์อนึ่ง บริเวณที่ตั้งของวัดสุทัศนเทพวรารามนั้นอยู่เกือบกึ่งกลางของกรุงเทพมหานคร อันเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลและศูนย์รวมของสรรพสิ่งที่น่าสนใจ

รูปแบบการก่อสร้างของศาสนาสถานและศาสนวัตถุภายในวัดมีทั้งคติธรรมปริศนาธรรมสัญลักษณ์ที่ต้องขบคิดตีปัญหาให้เข้าใจ การวางผัง การก่อสร้างก็ทำอย่างเป็นระบบเป็นระเบียบสวยงาม ที่เป็นจุดเด่นและศรีสง่าแก่บ้านเมืองเป็นยิ่งนัก

ศาสนสถานและศาสนวัตถุอันงดงามล้ำค่า

กล่าวกันว่าในทางสถาปัตยกรรมนั้น วัดสุทัศนเทพวรารามได้รับคำยกย่องว่า

เป็นวัดที่มีการออกแบบ วางแผนผังกลุ่มอาคารและตัวอาคาร

ได้สัดส่วนงดงามที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์ และมีศิลปวัตถุมีค่าอยู่มากมาย อาทิ

พระอุโบสถ

เป็นพระอุโบสถที่มีขนาดใหญ่ยาวสวยงามที่สุดในประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น

เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. ๒๓๗๗ สำเร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ. ๒๓๘๖

เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนแบบสถาปัตยกรรมไทย

ขนาดกว้าง ๒๒.๖๐ เมตร ยาว ๗๒.๒๕ เมตร

เป็นอาคารสูงใหญ่มาก มีเสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่รองรับหลังคาทั้งหมด ๖๘ ต้น

หลังคา ๔ ชั้น และขั้นลด ๓ ชั้น มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์

มุงกระเบื้องเคลือบสีเขียวเป็นพื้น คั่นกรอบด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง

หน้าบันมุขหน้าและหลังเป็นไม้แกะสลักลายประดับกระจกสี

ด้านหน้าหรือด้านทิศตะวันออก

สลักเป็นรูปพระอาทิตย์ประทับนั่งในบุษบกบนราชรถเทียมราชสีห์

มีคติความเชื่อว่า พระอาทิตย์เป็นผู้ให้แสงสว่างแก่โลกในเวลากลางวัน

พระวรกายเป็นสีแดงสวมเทริดทรงน้ำเต้ากลม

พระหัตถ์ช้ายถือดอกบัวบาน หมายถึงการห้ามอุปัทวอันตรายทั้งปวง

ส่วนพระหัตถ์ขวาถือดอกบัวตูม หมายถึงการอำนวยพร

ด้านหลังหรือด้านทิคตะวันตก

สลักเป็นรูปพระจันทร์ประทับนั่งในบุษบกบนราชรถเทียมม้า

มีคติความเชื่อว่า พระจันทร์เป็นเทพเจ้าผู้ให้แสงสว่างแก่โลกในเวลาตอนกลางคืน

พระวรกายสีขาว สวมเทริดทรงน้ำเต้ากลม พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์

การสลักหน้าบันเป็นรูปพระอาทิตย์และพระจันทร์ หมายถึงว่า

พระอาทิตย์และพระจันทร์เวียนรอบเขาพระสุเมรุคือพระวิหารหลวง

ผนังพระอุโบสถได้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างชั้นครู

ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นภาพพระพุทธประวัติของพระสมณโคดม

พระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๒๘ และภาพพระปัจเจกพระพุทธเจ้า

ซุ้มประตูและหน้าต่างเป็นซุ้มยอดที่พระพิชัยมหามงกุฎ

ที่มีลักษณะค่อนข้างแปลกและงดงามมาก

โดยรอบพระอุโบสถมี ซุ้มเสมายอดเจดีย์ทั้งหมด ๘ ซุ้ม

คือเป็นซุ้มเสมาที่ทำเรือนซุ้มเป็นรูปสี่เหลี่ยม ยอดซุ้มทำเป็นรูปทรงอย่างเจดีย์

มีใบเสมา ๒ ใบ เรียกว่าเสมาคู่ เป็นหินสลักรูปช้าง ๓ เศียรชูงวง

แต่ละงวงถือ ดอกบัวตูม ๓ ดอก และดอกบัวบาน ๒ ดอก

เกสรดอกบัวบานเป็นรูปสัตว์ เป็นรูปนกนั้น หมายถึงพระอาทิตย์

และเป็นรูปกระต่ายนั้น หมายถึงพระจันทร์

สันนิษฐานว่า หมายถึงรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ ที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว

ส่วนดอกบัวตูม ๓ ดอก หมายถึงสร้างโดยรัชกาลที่ ๓ สมัยยังทรงพระชนม์

บนกำแพงแก้วมีเกยทางทิศเหนือ ๔ เกย ทิศใต้ ๔ เกย

ทำด้วยหินอ่อนสีเทา สำหรับใช้ในงานพระราชพิธี

ประทับโปรยทานแก่พสกนิกร เรียกว่า เกยโปรยทาน

สำหรับ ซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถ

บานประตูด้านนอกเป็นภาพจิตรกรรมรูป ครุฑยุดนาค

ซึ่งเป็นพระราชสัญลักษณ์ประจำพระองค์ในรัชกาลที่ ๒

มาจากพระนามเดิมว่า ฉิม และคำว่าวิมานฉิมพลีเป็นที่พำนักของครุฑ

พญาแห่งนก จึงทรงใช้ครุฑเป็นตราประจำพระองค์แทนพระบรมนามาภิไธย

บ้างก็กล่าวว่า ในเวลานั้นรัชกาลที่ ๒ ทรงนิยมเรื่องรามเกียรติ์

และทรงเทียบพระองค์เป็นพระราม (หรือพระนารายณ์อวตาร)

แม้แต่พระราชโอรสยังพระราชทานนามว่า เจ้าฟ้ามงกุฎ

(ต่อมาคือรัชกาลที่ ๔) ตามชื่อพระมงกุฎในเรื่องนี้

จึงทรงใช้ครุฑซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์ เป็นตราประจำพระองค์

พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ : พระประธานในพระอุโบสถ

หล่อขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๐ ศอก ๘ นิ้ว ปางมารวิชัย

ประดิษฐานบนฐานชุกชีสูง ปั้นลายปิดทองคำเปลวประดับกระจกสี

เบื้องหน้า พระพุทธตรีโลกเชษฐ์พระประธานในพระอุโบสถ

ประดิษฐาน พระพุทธรูปปูนปั้นลงสีพระอสีติมหาสาวก ๘๐ องค์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นแทนพระศรีศาสดา

ที่อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดบวรนิเวศวรวิหาร

สร้างด้วยปูนปั้นลงสี นั่งพนมมือกำลังฟังพระบรมโอวาท

จากพระพุทธองค์ชึ่งประทับเป็นประธานอยู่ตรงกลาง

ส่วนขนาดของรูปหล่อพระอสีติมหาสาวกทั้ง ๘๐ องค์นั้น

เป็นขนาดซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคิดคำนวณขึ้น

พระวิหารหลวง

ตั้งอยู่แถบเหนือของเขตพุทธาวาส หันหน้าออกสู่ถนนบำรุงเมือง

เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๐ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ สำเร็จเรียบร้อยในรัชกาลที่ ๓

ลักษณะรูปทรงเป็นสถาปัตยกรรมไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

โดยถ่ายทอดแบบมาจากพระวิหารวัดมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เป็นอาคารเครื่องก่อขนาด ๕ ห้อง กว้าง ๒๓.๘๔ เมตร ยาว ๒๖.๒๕ เมตร

โครงสร้างหลังคาเป็นจั่วมีหลังคาประธาน ๑ ตับ มีชั้นซ้อน (หลังคามุข)

ทางด้านหน้าและด้านหลังข้างละ ๑ ชั้น

และมีหลังคาปีกนกลาดลงจากหลังคาประธานข้างละ ๓ ตับ

หลังคามุขทางด้านหน้าและด้านหลัง มืหลังคาปีกนกลาดลงข้างละ ๒ ตับ

มีเสารับมุขเป็นเสาสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง จำนวน ๑๒ ต้น ทั้งสองด้านรวม ๒๔ ต้น

และเสานางเรียงด้านข้าง ด้านละ ๖ ต้น รวมทั้งหมดจึงเป็นเสา ๓๖ ต้น

เสานางเรียงและเสารับมุขหัวเสาเป็นปูนปั้นรูปบัวแวงปิดทองประดับกระจกสี

ชายคามีคันทวย รับเชิงชายหลังคาหัวเสาละ ๒ ตัว ด้านละ ๖ ตัว

รวมทั้งหมด ๔ ด้าน มีจำนวน ๒๔ ตัว

แนวฝาผนังด้านนอก มีเสานางแนบด้านละ ๖ ต้น

มีบัวหัวเสาเช่นเดียวกับเสานางเรียง หน้าบันพระวิหารหลวงมี ๒ ชั้น

คือ หน้าบันจั่วหลังคาประธาน เป็นไม้จำหลักปิดทองประดับกระจก

เป็นลายกระหนกเครือวัลย์ออกช่อเทพนม ตรงกลางเป็นกรอบซุ้ม

ภายในกรอบซุ้มมีรูปพระอินทร์ประทับอยู่ในเวชยันตรวิมาน

ประดิษฐานอยู่เหนือกระพองช้างเอราวัณ

หน้าบันมุข มีรูปแบบคล้ายหน้าบันจั่วหลังคาประธาน

แต่ตรงกลางหน้าบันเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ

ในกรอบซุ้มด้านหน้าและด้านหลังของพระวิหารหลวง

มีประตูทางเข้าด้านละ ๓ ช่อง ด้านข้างมีหน้าต่างด้านละ ๕ ช่อง

ซุ้มประตูและซุ้มหน้าต่างเป็นซุ้มบันแถลงที่ช้อนกัน ๒ ชั้น

เป็นปูนปั้นปิดทองประดับกระจกสี

บานประตูพระวิหารหลวงเป็นไม้แผ่นเดียวงดงามตลอดทั้งแผ่น

ขนาดกว้าง ๑.๓๐ เมตร สูง ๕.๖๔ เมตร หนา ๐.๑๖ เมตร

จำหลักลายต้นพฤกษาที่สลักลึกมีกิ่งก้านเกาะเกี่ยวซ้อนกันอย่างงดงาม

เป็นศิลปกรรมฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒

ที่ทรงกำหนดลักษณะลายแบบวิธีแกะสลัก และทรงเริ่มจำหลักด้วยพระองค์เอง

บานประตูนี้เป็นของเดิมที่ถูกไฟไหม้เสียหายไปส่วนหนึ่ง

ปัจจุบันบานประตูนี้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ส่วนลายหน้าต่างเดิมเป็นลวดลายจำหลักรูปแก้วชิงดวงปิดทองประดับกระจกสี

ได้รับการแก้ไขในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

โดยทำเป็นลวดลายปูนน้ำมันปั้นปิดทองคำเปลว

รูปต้นไม้เขามอและสัตว์ป่าปิดลายแก้วชิงดวง

ผนังด้านในของพระวิหารหลวงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนัง

เรื่องอดีตพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ มีศิลาจารึกกล่าวถึงประวัติของ

พระพุทธเจ้าองค์นั้นๆ ไว้อย่างสมบูรณ์ ส่วนจิตรกรรมที่เสา ๘ ต้น

เป็นภาพเรื่อง ไตรภูมิโลกยสันฐาน มีศิลาจารึกกำกับไว้ทุกต้น

ภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้ถือว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เสาพระวิหารหลวงต้นหนึ่ง

เป็นภาพพระอินทร์และหมู่บริวารกลายเป็นอสูรเพราะไปเสพย์สุรา

จึงถูกมาคมานพกับสหาย ๓๒ คนจับพระอินทร์พร้อมบริวาร

ทุ่มลงมายังอสูรพิภพ กลายเป็นอสูร

ส่วนมาคเทวบุตรได้เสวยทิพย์สมบัติในสุทัสสนนครแทน

ฐานประทักษิณ (ฐานไพที) ล้อมพระวิหารหลวงมี ๓ ชั้น คือ

ชั้นบนสุดเริ่มจากฐานปัทม์ของพระวิหารหลวงถึงแนวเสานางเรียง

ฐานประทักษิณชั้นต่อมาเป็นที่ตั้งของ ถะ (สถูปเจดีย์หิน)

ซึ่งเป็นเครื่องศิลาจีนรายรอบพระวิหารหลวงทั้ง ๔ ด้าน จำนวน ๒๘ ถะ

หมายถึง อดีตพระพุทธเจ้าที่เสด็จมาตรัสรู้ในโลกนี้ ๒๘ พระองค์

ต่อลงมาเป็นลานประทักษิณชั้นล่างที่กว้างที่สุดไปจนถึงพระระเบียงคด

ฐานประทักษิณ (ฐานไพที) แต่ละชั้นจะมีพนักกั้น

มีช่องซุ้มสำหรับตามประทีปตลอดแนวพนักกั้นทุกชั้น

ในเวลามีงานนักขัตฤกษ์ หรือการเฉลิมฉลองตอนกลางคืน

จะตามประทีปเทียนไฟตลอดแนวช่องพนักกั้นพระวิหารหลวง

จะเป็นภาพที่วิจิตรแปลกตาอีกแบบหนึ่ง

พระศรีศากยมุนี : พระประธานในพระวิหารหลวง

นับเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริดที่ใหญ่กว่าพระพุทธรูปหล่อองค์อื่นๆ

ชึ่งปรากฏในประเทศไทย ในยุคก่อน ๒๕ พุทธศตวรรษ

เดิมเป็นพระประธานอยู่ในพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย

มีพระพุทธลักษณะงดงาม สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย

ขนาดหน้าตักกว้าง ๖.๒๕ เมตร (หรือ ๓ วา ๑ คืบ)

มีศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงกล่าวอ้างถึงว่า พระมหาธรรมราชาลิไท

กษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง (พ.ศ. ๑๘๙๐-๑๙๑๙ ปีครองราชย์) แห่งกรุงสุโขทัย

โปรดเกล้าฯ ให้หล่อขึ้น และทำการฉลองในปีพุทธศักราช ๑๙๑๔

ข้อความในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงเป็นหลักฐานของข้อสันนิษฐาน

ที่ว่าพระศรีศากยมุนีสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย ตอนหนึ่งมีว่า

“...กลางเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารศ มีพระพุทธรูป

มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม มีพิหารอันใหญ่ มีพิหารอันราม...

ซึ่งหมายถึงพระศรีศากยมุนีในวัดมหาธาตุซึ่งเป็นที่ประดิษฐานเดิมนั่นเอง

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑

ทรงเห็นว่าถ้าทิ้งไว้ที่เดิมก็จะต้องตากแดด ตากฝน ทำให้ชำรุด

จึงให้อัญเชิญมายังกรุงเทพฯ โดยทรงมีพระราชดำริจะสร้างพระอาราม

ที่มีพระวิหารใหญ่อย่างวัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดยประดิษฐานไว้กลางพระนคร เมื่อชลอพระศรีศากยมุนีมาถึงกรุงเทพฯ

แล้วให้ประทับท่าสมโภช ๗ วัน แล้วจึงทรงชักเลื่อนองค์พระทางสถลมารค

และพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินตามขบวนแห่พระ

ในรัชสมัยของพระองค์ทำได้เพียงอัญเชิญองค์พระขึ้นตั้งไว้

ตัวพระวิหารได้ลงมือสร้างในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พระพุทธลักษณะพระศรีศากยมุนีเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบ

พระหัตถ์ขวาอยู่ในท่าปางมารวิชัย และพระหัตถ์ช้ายหงายวางบนพระเพลา

ครองจีวรห่มเฉียงชายสังฆาฏิยาวลงมาถึงระดับพระนาภี

มีปลายเป็นสองแฉกเขี้ยวตะขาบ ลักษณะพระองค์ค่อนข้างสั้น

บั้นพระองค์เล็ก พระอังสาใหญ่ หัวพระถันโปน

ลักษณะพระพักตร์และพระเศียรที่ปรากฏ

คือพระรัศมีเป็นเปลวสูงตั้งอยู่บนพระอุษณีษะ

รูปมะนาวตัด เส้นพระศกขมวดเล็กแบบก้นหอย

พระพักตร์รูปไข่เกือบกลม พระขนงโก่งแยกออกจากกัน

ระหว่างพระขนงมีพระอุณาโลมคั่นอยู่

พระนาสิกงุ้มพระโอฐอมยิ้มเล็กน้อย พระหนุกลม

พระศรีศากยมุนีประดิษฐานบนฐานชุกชีแบบฐานลายแข้งสิงห์

ตลอดทั้งฐานชุกชีประดับลายปูนปั้น เป็นลายดอก ลายเถา ลายเทศ

ปิดทองคำเปลวประดับกระจกสีทั้งหลัง

ตรงใต้ฐานพระศรีศากยมุนีที่ผ้าทิพย์ได้บรรจุ พระบรมราชสรีรางคาร

ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘

ส่วนด้านหลังบัลลังก์พระศรีศากยมุนีมีแผ่นศิลาสลัก เป็นศิลปะแบบทวารวดี

เป็นรูปสลักปิดทอง ปางยมกปาฏิหาริย์ และปางประทานเทศนาในสวรรค์

เป็นของเก่าและหาดูได้ยาก กล่าวได้ว่าเป็นงานศิลปะที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก

พระราชวิจิตรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม กล่าวว่า

พระศรีศากยมุนีเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริดที่ใหญ่ที่สุดในสมัยสุโขทัย

มีความงามอย่างน่าอัศจรรย์ ต่อเมื่อผู้ใดมีความทุกข์ใจ

หากได้กราบไหว้ และมองพระพักตร์แล้ว

ความทุกข์ของคนนั้นจะปลาสนาการสิ้นไป เกิดเป็นความสุขอย่างน่าอัศจรรย์

ข้อนี้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจะสามารถสัมผัสได้ด้วยตนเอง

ภาพศิลาสลักศิลปะแบบทวารวดี

ภาพศิลาสลัก ติดประดับอยู่ ด้านหลังฐานชุกชีพระศรีศากยมุนี

(หรือด้านหลังบัลลังก์พระศรีศากยมุนี พระประธานในพระวิหารหลวง)

เป็นภาพสลักนูนต่ำปิดทอง ขนาดสูง ๒.๔๐ เมตร กว้าง ๐.๙๕ เมตร

อยู่ในกรอบลายใบเทศ ปิดทองประดับกระจกทั้ง ๔ ด้าน

ภาพศิลาสลักแผ่นนี้นับเป็นศิลปกรรมชิ้นเอกของวัดชิ้นหนึ่ง

มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ ศิลปะสมัยทวารวดี

สันนิษฐานว่าอาจย้ายมาจากจังหวัดนครปฐม

การสลักแบ่งภาพพระพุทธประวัติเป็น ๒ ตอน คือปางยมกปาฏิหาริย์

และปางเทศนาโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ภาพตอนล่างเป็น ภาพพระพุทธประวัติ ปางยมกปาฏิหาริย์

ซึ่งเป็นภาพที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ตรงกลาง

มีพระอินทร์และพระพรหม ยืนถือแส้อยู่ทั้งสองข้าง

ใต้เบื้องพระยุคลบาทพระพุทธเจ้า มีดอกบัวขนาดใหญ่รองรับ

ดอกบัวนี้ประคองอยู่โดยพระยานาคซึ่งมีร่างกายเป็นมนุษย์

แต่มีเศียร เป็นนาค ๗ เคียรแผ่พังพานอยู่เบื้องหลัง

พระยานาคนี้สมมติว่าอยู่ใต้บาดาลอันเป็นสถานที่

รองรับก้านบัวชึ่งเป็นแกนของมนุษยโลก

ใต้บัลลังก์ด้านหนึ่งของพระองค์มีบรรดาเจ้านาย

ซึ่งเสด็จมาแสดงความชื่นชมในปาฏิหาริย์ของพระพุทธองค์

 และอีกด้านหนึ่งก็คือนักบวชที่พ่ายแพ้

นักบวชเหล่านี้ก็คือพวกดาบสเปลือยกายและดาบสเกล้าผมสูง

ชึ่งไม่อาจจะต่อสู้กับอิทธิปาฎิหาริย์ของพระพุทธองค์ได้

เหนือนั้นขื้นไปมีเหล่าเทวดากำลังประนมหัตถ์แสดงคารวะต่อพระพุทธองค์

อยู่ด้วยความเคารพ เบื้องหลังบัลลังค์คือต้นมะม่วงที่เกิดจากปาฏิหาริย์

มีกิ่งก้านรองรับพระพุทธรูปปางต่างๆ

พระพุทธรูปเหล่านี้แสดงปางด้วยพระหัตถ์ขวาหรือพระหัตถ์ซ้าย

เพื่อให้ได้สัดส่วนกันเป็นคู่ๆ

ภาพตอนบนขึ้นไปเป็น ภาพพระพุทธประวัติ

ปางเทศนาโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ซึ่งเป็นภาพที่พระพุทธเจ้ากำลังประทับบนบัลลังก์ในสวรรค์

มีพระอินทร์และพระพรหม ยืนถือแส้อยู่ทั้งสองข้าง

เบื้องหลังทางด้านขวาของพระพุทธองค์ พระพุทธมารดากำลังประทับอยู่

แวดล้อมด้วยเทวดาองค์อื่นๆ จากสวรรค์ชั้นต่างๆ มาชุมนุมกัน

เพื่อฟังพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแด่พระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ถะ (สถูปเจดีย์หิน)

ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ (ฐานไพที) ชั้นที่ ๒ ที่ล้อม พระวิหารหลวง

เป็นเครื่องศิลาจีนรายรอบพระวิหารหลวงทั้ง ๔ ด้าน จำนวน ๒๘ ถะ

ซึ่งหมายถึง อดีตพระพุทธเจ้าที่เสด็จมาตรัสรู้ในโลกนี้ ๒๘ พระองค์

เก๋งจีนหน้าพระวิหารหลวง

เครื่องศิลาสลักจีนเก๋ง ตั้งอยู่บนลานประทักษิณชั้นล่าง

ด้านหน้าพระวิหารหลวง มีลักษณะเป็นปราสาทแบบจีน

ตั้งอยู่บนตั่งขาสิงห์ ล้อมรอบด้วยตุ๊กตารูปสัตว์ ฉากหลังเป็นเขามอ

เครื่องสลักศิลาชุดนี้เดิมตั้งอยู่บนลานประทักษิณชั้นบน

ต่อมาได้ย้ายลงมาตั้งบนลานประทักษิณชั้นล่าง

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘

จากลักษณะที่ตั้งเดิม หมายถึง วิมานไพชยนต์ของพระอินทร์

แห่งเมืองสุทัสสนนคร บนเขาพระสุเมรุศูนย์กลางแห่งจักรวาล

เขาพระสุเมรุและป่าหิมพานต์

ตั้งอยู่บนลานประทักษิณชั้นล่าง ด้านหลังพระวิหารหลวง

เป็นภูเขาที่สลักจากศิลาจีน มีรูปฤาษี ตุ๊กตาจีน

และตุ๊กตารูปสัตว์ที่สลักศิลาจีนเช่นกัน ประกอบอยู่โดยรอบ

สมมุติเป็นเขาพระสุเมรุที่เป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล

เขาลูกนี้เดิมเป็นฉากสำหรับแสดงโขนกลางแปลง

ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒

ครั้นเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ถวายพระอารามแห่งนี้

เพื่อเทียบให้เป็นคติแก่จักรวาลกับพระวิหารหลวง

ศาลาการเปรียญ

ศาลาการเปรียญหรือที่โบราณเรียกว่า ศาลาโรงธรรม

สร้างขึ้นเมื่อจุลศักราช ๑๒๑๖ (พ.ศ. ๒๓๙๗) ในสมัยรัชกาลที่ ๓

ตั้งอยู่ในเขตพุทธาวาสด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

เป็นศาลาทรงไทยโบราณ มีหลังคา ๒ ชั้น มีเฉลียง ๒ ลด

รอบมุงด้วยกระเบื้องดินเผา หน้าบันปั้นปูนลายดอกไม้

ผนังก่ออิฐถือปูน หน้าบันไดมีสิงโตหินประจำ

รอบศาลาการเปรียญมี ศาลาราย ก่ออิฐถือปูน

หลังคาทรงไทย มีเฉลียงรอบ มุงกระเบื้องดินเผา ๖ หลัง

พระพุทธเสฏฐมุนี : พระประธานในศาลาการเปรียญ

เป็นพระพุทธรูปพระประธานในศาลาการเปรียญ

พุทธลักษณะเป็นศิลปรัตนโกสินทร์ ปางมารวิชัย

ขนาดหน้าตัก ๔ ศอก ๔ คืบ ๔ นิ้ว วัสดุทองเหลือง

หล่อในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

เมื่อปีกุน เอกศก จุลศักราช ๑๒๐๑ (พุทธศักราช ๒๓๘๒)

ในยุคสมัยที่สังคมโลกเริ่มตื่นตัวใส่ใจ

กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเช่นปัจจุบัน

การนำวัสดุที่ยังใช้ได้กลับมาใช้อีก

เป็นหนทางหนึ่งที่มีการรณรงค์กันทั่วไปในเมืองไทย

ของเมื่อเกือบสองร้อยปีที่แล้วก็มีแนวความคิดในการทำเช่นว่านี้

และปรากฏวัตถุพยานมาจวบจนถึงทุกวันนี้

ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้มีประกาศห้ามสูบฝิ่นและมีการปราบปรามฝิ่นอยู่เนืองๆ

ทรงปราบเรียบตั้งแต่ภาคกลางลงไปจนกระทั่งถึงภาคใต้

ในการปราบปรามครั้งใหญ่ที่สุดคราวหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๒

เป็นการกวาดล้างฝิ่นในภาคใต้ตั้งแต่เมืองปราณบุรีถึงนครศรีธรรมราช

และอีกด้านหนึ่งของฝั่งทะเลคือตะกั่วป่าถึงถลาง

สามารถจับฝิ่นดิบเข้ามาได้ถึง ๓๗๐๐ กว่าหาบ ฝิ่นสุก ๒ หาบ

สำหรับตัวฝิ่นนั้นโปรดฯ ให้เผาทำลายที่หน้าพระที่นั่งสุทธาสวรรย์

เหลือแต่กลักฝิ่นซึ่งทำด้วยทองเหลืองอยู่จำนวนมาก

จึงโปรดฯ ให้นำมาหล่อพระพุทธรูปได้พระขนาดหน้าตักถึง ๔ ศอก

นำมาประดิษฐานเป็นพระประธานในศาลาการเปรียญ วัดสุทัศนเทพวราราม

ครั้งนั้นพวกขี้ยาได้กลิ่นคงแทบขาดใจตาย

ต่อมารัชกาลที่ ๔ ทรงถวายพระนามว่า พระพุทธเสฏฐมุนี

หรือที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปนิยมเรียกว่า หลวงพ่อกลักฝิ่น

จากบรรจุภัณฑ์ของสิ่งผิดกฎหมายกลายมาเป็นพระพุทธรูป

ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณงามความดีที่คงอยู่

เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชามาเกือบสองร้อยปี

นับว่าเป็นการใช้ประโยชน์วัสดุอย่างคุ้มค่าและยืนยงอย่างแท้จริง

พระวิหารคด (พระระเบียงคด)

สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

ล้อมพระวิหารหลวงทั้ง ๔ ด้าน ความกว้าง ๘๙.๖๐ เมตร ความยาว ๙๘.๘๓ เมตร

ระหว่างกลางพระวิหารคดแต่ละด้าน มี ประตูซุ้มจตุรมุข

หน้าบันลำยองไม้แกะจำหลักลาย ปิดทองประดับกระจกสี

เป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ พื้นหลังเป็นลายกนกก้านออกช่อหางโต

บานประตูพระวิหารคดเป็นบานไม้ขนาดใหญ่

มี ทวารบาล เป็นลายรดน้ำรูปเซี่ยวกางยืนบนหลังกิเลน

เชิงบานเป็นภาพสัตว์หิมพานต์ต่างๆ

เช่น นรมฤค กินรี ราชสีห์ คชสีห์ นกหัสดี นกเทศ เหมราช ฯลฯ

ภาพหลังบานประตูเป็นภาพเขียนสีน้ำมันรูปตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์

ด้านนอกเป็นผนังทึบกั้นเป็นกำแพงโดยตลอด

ภายในพระวิหารคดเป็นโถง เสารับจั่วหลังคาเปิดเข้าหาพระวิหารหลวง

ในพระวิหารคดเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ๑๕๖ องศ์

ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ

มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยบ้างเฉพาะที่มุมของพระวิหารคด

พระพุทธรูปเหล่านี้ประดิษฐานบนฐานชุกชี ปิดทองคำเปลว

ประดับกระจกสีพื้นฝาผนังด้านหลังของพระพุทธรูป

มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนด้วยสีฝุ่นเป็นลายดอกไม้ร่วง

หมายถึงดอกมณฑารพหรือดอกมณฑา ดอกไม้ทิพย์แห่งสรวงสวรรค์

ที่ตกมาบูชาเฉพาะพระพุทธเจ้า แทรกภาพดอกไม้ด้วยนก

และสัตว์ปีกบนพื้นแดงคร่ำหรือสีคราม ชุ้มประตูพระวิหารคคทั้ง ๔ ชุ้ม

และมุมพระวิหารคดทั้ง ๔ มุมเป็นหลังคาทรงจตุรมุข

แต่ละจุดจะมีหน้าบัน ๒ ด้าน คือชุ้มประตูจะมีหน้าบันด้านนอกและด้านใน

ส่วนมุมของพระวิหารคดที่มีแนวพุ่งตรงมาชนกันเลยออกไปเป็นรูปกากบาท

มีหน้าบันด้านนอก ๒ บานลายหน้าบันทั้งหมดเป็นรูปเดียวกัน

คือแกะสลักไม้ปิดทอง กลางกรอบแกะเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ

พระอินทร์เป็นเทพองค์หนึ่งในบรรดาเทพที่ช่วยปกปักรักษาป้องกันภัย

ประจำทิศทั้ง ๔ เรียกว่า จตุโลกบาล มีดังนี้ คือ

พระอินทร์ เทพประจำทิศตะวันออก

พระวรุณ เทพประจำทิศตะวันตก

พระยม เทพประจำทิคใต้

ท้าวกุเวร เทพประจำทิศเหนือ

 พระอินทร์เป็นเทพที่พิทักษ์รักษาพระพุทธคาสนารักษาคุณงามความดี

ประทับอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ปกครองเมืองสุทัสสนนคร

ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ พระอินทร์มีชื่อเรียกหลายชื่อ

แต่ที่คุ้นเคยกันมาก คือ ท้าวสักกเทวราชพระอินทร์ ท้าวมัฆวาน เป็นต้น

ผิวกายพระอินทร์เป็นสีเขียว มีวัชระและธนูเป็นอาวุธใช้ประหารศัตรู

หรือพวกอสูรที่มาทำลายโลก และมีร่างแหเพื่อเอาไว้ขังศัตรูที่จับมาได้

พระอินทร์มีเทพบริวารองค์หนึ่ง ที่ในเวลาปกติแล้วจะมีร่างเป็นเทพผู้ชาย

แต่ถ้าพระอินทร์จะเสด็จประพาสที่ใดจึงจะแปลงร่างเป็นช้างใหญ่มีสามเศียรเรียกว่า

ช้างเอราวัณ เป็นพาหนะให้ประทับ ศิลาอาสน์ของพระอินทร์มีชื่อเรียกว่า บัณฑุกัมพล

มีความยาว ๖๐ โยชน์ กว้าง ๔๐ โยชน์ หนา ๑๕ โยชน์

ยุบลงเหมือนฟองน้ำขณะประทับนั่งและฟูขึ้นเหมือนเดิมเมื่อลุกขึ้น

แต่ถ้าขณะที่พระอินทร์ประทับอยู่ ศิลาอาสน์ร้อนหรือแข็งกระด้าง

ก็แสดงว่าจะต้องมีเหตุการณ์เกิดขึ้นคือ พระอินทร์จะสิ้นอายุ พระอินทร์จะสิ้นบุญ

สัตว์อื่นที่มีอานุภาพกว่าอยู่บริเวณนั้น เพราะเดชแห่งศีลของสมณพราหมณ์

ที่บำเพ็ญตบะเพื่อวัตถุประสงค์สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือ

มีเหตุการณ์เดือดร้อนเกิดขึ้นในมนุษยโลก ซึ่งพระอินทร์จะต้องเสด็จลงมาแก้ไข

พระนารายณ์หรือพระวิษณุเป็นเทพเทวราชที่ปกป้องคุ้มครองภัยได้ทั้ง ๓ โลก

สามารถปราบยุคเข็นได้ ที่ประทับของพระองค์เรียกว่า ไวกูณฐ์นาถ

อยู่ใต้เกษียรสมุทร เป็นทองทั้งแผ่น มีอาณาเขต แปดหมื่นโยชน์ วิมานเป็นแก้ว

เสาและช่อฟ้าใบระกาเป็นเพชรพลอย ในเวลาปกติพระองค์

จะบรรทมบนบัลลังก์ หลังพญาอนันตนาคราช

ในเวลาเสด็จประพาสที่ใดมีครุฑเป็นพาหนะ พระนารายณ์มี ๔ กร

อาวุธมี ๕ อย่าง คือ สังข์ จักร คฑา ธนู และพระขรรค์

มีสีกายที่เปลี่ยนไปตามความดีและความชั่วของมนุษย์ที่สะท้อนไปหา เช่น

ถ้ามนุษย์ประกอบกรรมดีที่สุดพระองค์มีกายสีขาว

ถ้ามนุษย์มีความดี สามในสี่พระองค์มีกายสีแดง

ถ้ามนุษย์มีความดี สองในสี่พระองค์มีกายสีเหลือง

ถ้ามนุษย์มีความดี หนึ่งในสี่พระองค์มีกายสีดำหรือสีดอกอัญชัน

ในเวลาพระนารายณ์เสด็จไปปราบหมู่มารต่างๆ

พระองค์จะทรงแปลงเพศหรืออวตารเป็นรูปต่างๆ เช่น

มัสยาวตาร เป็นปลา

กูรมาวตาร เป็นเต่า

วราหาวตาร เป็นหมู

นรสิงหาวตาร เป็นครึ่งคนครึ่งสิงห์

วามนาวตาร เป็นพราหมณ์วามน

ปรศุรามาวตาร เป็นปรศุราม

รามจันทราวตาร เป็นพระราม

กฤษณาตาร เป็นพระกฤษณะ

พุทธาวตาร เป็นพระพุทธเจ้า

กัลกยาวตาร เป็นกัลกีในอนาคต

พระตำหนักสมเด็จ

อยู่ที่คณะ ๖ ติดกับเขตพุทธาวาสบริเวณพระอุโบสถ สร้างเป็นอาคารชั้นเดียว

แต่มีขนาดใหญ่และสูงกว่ากุฏิอื่นๆ ก่ออิฐถือปูน สถาปัตยกรรมแบบพระราชนิยม

หลังคามุงกระเบื้อง โครงสร้างภายใน เช่น พื้นเพดาน ประตูหน้าต่างเป็นไม้

ภายในเป็นห้องโถงใหญ่ขนาด ๓ ห้อง ไม่มีผนังกั้น

สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

คราวเดียวกับการสร้างพระอุโบสถ โดยมีหมู่กุฏิล้อมตัวตำหนัก

ด้านทิศตะวันออก ด้านทิศตะวันตก และด้านทิศใต้

พระตำหนักสมเด็จแห่งนี้มีความสำคัญคือ

เคยเป็นที่ประทับและที่อยู่จำพรรษาของสมเด็จพระสังฆราช

องค์พระประมุขแห่งคณะสงฆ์ไทยคือ

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว)

สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ทรงครองวัด ในระหว่างปีพุทธศักราช พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๗

รวมทั้ง เคยเป็นที่พำนักและที่อยู่จำพรรษาของ

สมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะผู้มีชื่อเสียงหลายรูป

จากการกอปรกิจอันเป็นคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติ

เป็นอธิบดีสงฆ์ของวัดสุทัศนเทพวนารามมาโดยลำดับ

อนึ่ง ที่วัดสุทัศนเทพวรารามแห่งนี้ยังไม่มีเจดีย์เช่นเดียวกับวัดอื่นๆ

เนื่องจากมี สัตตมหาสถานซึ่งเป็น อุเทสิกเจดีย์

หรือสถานที่สำคัญ ๗ แห่งที่พระพุทธเจ้าประทับหลังจากตรัสรู้ ประดิษฐานแทน

สถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นที่เวียนเทียนในวันวิสาขบูชาในสมัยรัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่ ๕

แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปจัดงานรอบพระวิหารหลวงแทน เนื่องจากบริเวณเดิมคับแคบเกินไป

สัตตมหาสถาน

 ปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งของวัดสุทัศนเทพวราราม คือ สัตตมหาสถาน

เป็นสถานที่เสวยวิมุตติสุขของพระพุทธเจ้า ๗ แห่ง ก่อนออกเสด็จเผยแผ่ศาสนา

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ

ให้สร้างจำลองขึ้นแทนพระธาตุเจดีย์ ตั้งอยู่บริเวณกำแพงวัดด้านทิศตะวันออก

ติดกับถนนอุณากรรณ เรียงเป็นแถวแนวทิศเหนือ ทิศใต้

ในสมัยรัชกาลที่ ๓, รัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕

บริเวณสัตตมหาสถานนี้ใช้เป็นที่สำหรับเวียนเทียนในวันวิสาขบูชา

ในปัจจุบันพิธีเวียนเทียนในวันวิสาขบูชาใช้บริเวณพระวิหารหลวงแทน

สัตตมหาสถาน ประกอบไปด้วย

(๑) ต้นโพธิ์ลังกา นำกิ่งพันธุ์มาจากประเทศลังกาที่เมืองอนุราธปุระ

มาปลูกไว้สมมุติเป็นต้นมหาโพธิ์ที่ประทับตรัสรู้ ปลูกอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมก่ออิฐถือปูน

ใต้ต้นโพธิ์มี พระรัตนบัลลังก์ ไว้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย

รวมทั้ง มีรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผม และรูปปั้นพญามาร

รูปปั้นเสนามาร รูปร่างหน้าตาต่างๆ กัน ตั้งอยู่ด้านหน้าพระรัตนบัลลังก์

ตามพุทธประวัติกล่าวว่า พระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้แล้ว

ได้เสด็จประทับเสวยวิมุตติสุขภายใต้ร่มโพธิ์เป็นเวลา ๗ วันเป็นสัปดาห์ที่ ๑

(๒) เก๋งจีน ศิลาจีนสลักเป็นรูปปราสาท ตั้งอยู่บนฐานสูงมีบันไดทางขึ้น

รอบผนังฐานปั้นลายนูนต่ำรูปท้องฟ้า ก้อนเมฆ และเทวดารำล่องลอยอยู่บนฟ้า

ด้านหน้าเก๋งจีนเป็นรูปปั้นช้าง รูปปั้นสิงโต และรูปจำลองพระอนิมิสเจดีย์

(ศาลาที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำมาจากประเทศจีน)

เก๋งจีนนี้สมมุติเป็น พระอนิมิสเจดีย์ ที่ประทับยืนทอดพระเนตรดูต้นมหาโพธิ์

ตามพุทธประวัติกล่าวว่า หลังจากเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลา ๗ วัน

จึงเสด็จออกจากต้นมหาโพธิ์ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

พระองค์ได้ไปประทับที่พระอนิมิสเจดีย์ แล้วหันกลับมาประทับยืน

เพื่อเพ่งดูพระรัตนบัลลังก์ บัลลังก์ใต้ต้นมหาโพธิ์ที่ประทับตรัสรู้

โดยมิได้กะพริบพระเนตรตลอด ๗ วัน เป็นสัปดาห์ที่ ๒

เพื่อแสดงถึงความกตัญญูต่อต้นมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นควงไม้ที่พระองค์ประทับตรัสรู้

พระองค์ทรงประทับอยู่ที่พระอนิมิสเจดีย์เป็นเวลา ๑ สัปดาห์

ภายในเก๋งจีนนี้ประดิษฐานพระพุทธรูปปางถวายเนตร

(๓) แผ่นศิลาปูนบนฐานสี่เหลี่ยมสูง

แผ่นศิลานี้สมมุติเป็น พระรัตนจงกรมเจดีย์

ตามพุทธประวัติกล่าวว่า เมื่อประทับยืนเพื่อเพ่งดูต้นมหาโพธิ์ ๗ วัน

แล้วจึงทรงเนรมิตที่จงกรมขึ้นระหว่างต้นมหาโพธิ์กับพระอนิมิสเจดีย์

แล้วเสด็จจงกรม ณ ที่ตรงนี่ตลอด ๗ วัน เป็นสัปดาห์ที่ ๓

บนแผ่นศิลาปูนประดิษฐานพระพุทธรูปปางเสด็จจงกรม

(๔) ศาลาศิลาทรงโรงแบบจีน ศิลาจีนสลัก

รูปอาคารหรือเรือนอีกหลังหนึ่งที่มีฐานเตี้ยกว่าหลังแรก

สมมุติเป็นเรือนแก้วหรือ พระรัตนฆรเจดีย์

ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึง

ตามพุทธประวัติกล่าวว่า หลังจากเสด็จจงกรม ๗ วัน

แล้วทรงเนรมิตเรือนแก้วขึ้นทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของต้นมหาโพธิ์

แล้วพระองค์ประทับนั่งพิจารณาพระอภิธรรมตลอด ๗ วัน เป็นสัปดาห์ที่ ๔

(๕) ต้นไทรบนฐานสี่เหลี่ยมก่ออิฐถือปูน

ประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทับนั่งยกพระหัตถ์ขวาห้ามธิดาพญามาร

มีรูปกระบือสลักจากศิลาจีน ๔ ตัว และรูปปั้นธิดาพญามาร

คือ นางตัณหา นางราคา และนางอรดี ตั้งอยู่บริเวณต้นไทร

ต้นไทรนี้สมมุติเป็น ต้นอชปาลนิโครธ

ตามพุทธประวัติกล่าวว่า หลังจากทรงพิจารณาพระอภิธรรม

พระองค์ได้เสด็จไปทางทิศตะวันออกแห่งต้นมหาโพธิ์

ประทับนั่งใต้ควงไม้ไทร อันเป็นที่อาศัยของคนเลี้ยงแพะ

เพื่อเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลา ๗ วัน เป็นสัปดาห์ที่ ๕

ได้มีพญานาคมาอาราธนาให้เสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน แต่ทรงปฏิเสธ

พระองค์ทรงให้รอจนกว่าพุทธบริษัทสี่จะสืบพระศาสนาก่อน

(๖) ต้นจิกบนฐานสี่เหลี่ยมก่ออิฐถือปูน

ประดิษฐานพระพุทธรูปปางนาคปรก

มีอ่างรูปสี่เหลี่ยมสลักด้วยศิลาจีนปลูกบัวใส่ปลาและเต่าในอ่าง

ต้นจิกนี้สมมุติเป็น ต้นมุจลินทพฤษ์

ตามพุทธประวัติกล่าวว่า ในสัปดาห์ที่ ๖

พระพุทธองค์เสด็จไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของต้นมหาโพธิ์

ประทับนั่งใต้ควงไม้จิก เพื่อเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลา ๗ วัน

ตลอดสัปดาห์มีฝนตกตลอด พญานาคมุจลินทร์จึงแผ่พังพาน

ปกพระเกษกันฝนและลมมิให้ต้องพระวรกาย

ครั้นฝนหายแล้ว ก็คลายขนาดจำแลงเพศเป็นมานพ

ยืนเฝ้าพระพุทธเจ้าเฉพาะพระพักตร์

(๗) ต้นเกดบนฐานสี่เหลี่ยมก่ออิฐถือปูน

ประดิษฐานพระพุทธรูปปางรับผลสมอนั่งสมาธิ หัตถ์ขวาถือผลสมอ

ด้านข้างมีศิลาจีนสลักรูปม้าเทียมเกวียน

ต้นเกดนี้สมมุติเป็น ต้นราชายตนพฤกษ์

ตามพุทธประวัติกล่าวว่า ในสัปดาห์ที่ ๗ นี้

พระพุทธองค์เสด็จออกทางทิศใต้ของต้นมหาโพธิ์ ไปยังต้นราชายตนะ

ประทับเสวยวิมุตติสุขเป็นสัปดาห์สุดท้าย

ณ ที่นี้ พระองค์ทรงได้ปฐมอุบาสก ๒ คน ชื่อตปุสสะและภัลลิกะ

ซึ่งเดินทางมาค้าขาย เห็นพระองค์เข้าเกิดความเลื่อมใส

จึงนำข้าวสัตตุผงและข้าวสัตตุก้อนซึ่งเป็นเสบียงเดินทางถวาย

พ่อค้าทั้งสองคนได้แสดงตนเป็นอุบาสก อ้างพระพุทธกับพระธรรมเป็นสรณะ

นับเป็นอุบาสกคู่แรกในพระพุทธศาสนา แล้วเดินทางค้าขายต่อไป

ตุ๊กตาจีน

บริเวณโดยรอบวัดจะมี ตุ๊กตาจีน ที่เคยใช้เป็นอับเฉาเรือในสมัยนั้น

ซึ่งมีให้เห็นหลายแบบทั้งรูปบุคคล ไทย จีน ฝรั่ง เทพเทวดา ทวารบาล

สัตว์ตามธรรมชาติ สัตว์ในหิมพานต์ และสัตว์ตัวละครในวรรณกรรม ฯลฯ

ประดับเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังมีบอนไซ ต้นไม้ไทยที่หาดูได้ยาก

และต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญในทางพระพุทธศาสนา ๗ ชนิด

พระบรมราชานุสาวรีย์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘

ณ ที่วัดแห่งนี้ยังมี พระบรมราชานุสาวรีย์ของ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘

ประดิษฐานไว้บริเวณลานประทักษิณชั้นล่าง

มุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระวิหารหลวง

พระบรมรูปหล่อด้วยสำริด ประทับยืน ขนาดเท่าพระองค์จริง

ทรงฉลองพระองค์ชุดจอมทัพ

แท่นประดิษฐานเป็นหินอ่อนยกแท่นสูงระดับเหนือศีรษะ

โดยตั้งพระบรมรูปและแท่นตั้งพุ่มดอกไม้

ซึ่งหล่อด้วยสำริด อยู่ต่ำลงมาเล็กน้อย

ด้านหน้ามี จารึกแผ่นทองเหลือง

กล่าวถึงกำหนดการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์

เบื้องพระปรัศว์เป็นแผ่นหินอ่อนวงโค้งกั้น เหนือวงโค้งประดิษฐาน

อักษรพระปรมาภิไชย อปรภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ

วัดสุทัศนเทพวรารามนี้ถือเป็นพระอารามประจำรัชกาลที่ ๘

เนื่องจากเมื่อคราวที่พระองค์ท่านได้เสด็จนิวัติพระนครเป็นครั้งแรก

ได้เสด็จมาที่วัดแห่งนี้ และทรงปรารภว่าวัดสุทัศน์นี้ร่มเย็นน่าอยู่

และเมื่อทรงประกอบพิธีแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะ

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว)

ทรงเป็นพุทธมามกจารย์และถวายพระโอวาท

อีกทั้ง ยังได้เสด็จมาทำพระสมาธิที่วัดแห่งนี้บ่อยๆ อีกด้วย

ดังนั้น เมื่อรัชกาลที่ ๘ เสด็จสวรรคตแล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

รัชกาลที่ ๙ รัชกาลปัจจุบัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้บรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบรมเชษฐาธิราชเจ้า

ไว้ ณ ผ้าทิพย์ เบื้องหน้าฐานชุกชี พระศรีศากยมุนี

พระประธานในพระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม

ในวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๓ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเสด็จสวรรคต

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้ประกอบพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคต

ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

ในวันที่ ๙ มิถุนายนของทุกปี

รอยพระพุทธบาทจำลอง

หากพุทธศาสนิกชนท่านใดจะเข้าไปกราบไหว้ พระพุทธตรีโลกเชษฐ์

พระประธานในพระอุโบสถ จะต้องผ่าน รอยพระพุทธบาทจำลอง

ที่ประดิษฐานไว้ด้านหน้าทางด้านซ้ายก่อนถึงประตูเข้าสู่ภายในพระอุโบสถ

ซุ้มเสมายอดเจดีย์

องค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งซึ่งส่งผลให้เสมามีความโดดเด่น

และมีความงดงามมากยิ่งขึ้นนั่นคือ ซุ้มเสมา

ซุ้มเสมาเป็นอีกรูปแบบสถาปัตยกรรมหนึ่งที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม

โดยสืบทอดแบบอย่างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

เป็นแบบแผนที่ยังคงมีให้ศึกษามาจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

สำหรับซุ้มเสมาของวัดสุทัศนเทพวรารามนั้นเป็น

ซุ้มเสมายอดเจดีย์ คือซุ้มเสมาที่ทำเรือนซุ้มเป็นรูปสี่เหลี่ยม

ยอดซุ้มทำเป็นรูปทรงอย่างเจดีย์ มียอดแหลม

โดยรอบพระอุโบสถจะมี ซุ้มเสมายอดเจดีย์ทั้งหมด ๘ ซุ้ม

มีใบเสมา ๒ ใบ เรียกว่าเสมาคู่ เป็นหินสลักรูปช้าง ๓ เศียรชูงวง

แต่ละงวงถือ ดอกบัวตูม ๓ ดอก และดอกบัวบาน ๒ ดอก

เกสรดอกบัวบานเป็นรูปสัตว์ เป็นรูปนกนั้น หมายถึงพระอาทิตย์

และเป็นรูปกระต่ายนั้น หมายถึงพระจันทร์

สันนิษฐานว่า หมายถึงรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ ที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว

ส่วนดอกบัวตูม ๓ ดอก หมายถึงสร้างโดยรัชกาลที่ ๓ สมัยยังทรงพระชนม์

วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๑๔๖

ตรงข้ามศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ข้างเสาชิงช้า

ถนนบำรุงเมือง แขวงราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐

บริเวณวัดเปิดให้ประชาชนเข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐-๒๑.๐๐ น.

พระอุโบสถเปิดทุกวัน ระหว่างเวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น.

และพระวิหารหลวงเปิดทุกวัน ระหว่างเวลา ๐๙.๐๐-๒๑.๐๐ น.

สำหรับชาวต่างชาติจะต้องซื้อบัตรเข้าชมคนละ ๒๐ บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ ๐-๒๒๒๔-๙๘๔๕,

๐-๒๒๒๒-๙๖๓๒ โทรสาร ๐-๒๒๒๒-๙๖๓๕

ความสำคัญของวัด : พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร

(เป็น ๑ ใน ๖ พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ของไทย)

สังกัดคณะสงฆ์ : มหานิกาย

เจ้าอาวาส : พระวิสุทธาธิบดี (วีระ ภทฺทจารี ป.ธ.๙)

เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร รูปปัจจุบัน,

กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะภาค ๔

ประวัติเจ้าอาวาส :

http://www.watsuthat.thai2learn.com/monk7.php

เว็บไซต์ : http://www.watsuthat.thai2learn.com/

การเดินทาง : หากเดินทางโดยรถประจำทางธรรมดา

มีรถผ่าน สาย ๑๐, ๑๒, ๑๙, ๓๕, ๔๒

และรถประจำทางปรับอากาศ สาย ปอ. ๔๒

แผนที่ :

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=5336

 

Comments