ศาสนาซิกส์

ชื่อศาสนา   

     ศาสนาสิข (Sikhism) คำว่า “สิข” เป็นภาษาปัญจาบ ตรงกับคำสันสกฤตว่า “ศิษฺย” แปลว่าผู้ศึกษา หรือศิษย์ หมายความว่าชาวสิข หรือผู้นับถือศาสนาสิขทุกคน เป็นศิษย์ของคุรุหรือครู
     คนส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยกับการเขียนว่า “ซิกข์” มากกว่า แต่จากคำอธิบายของอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ กล่าวว่า “ในด้านการออกเสียงแม้จะออกคำว่า ‘ซิก' แต่ในด้านการเขียน เห็นสมควรจะต้องรักษาภาษาเดิมไว้ จึงเขียนว่า ‘สิข' ตามภาษาปัญจาบ ไม่เปลี่ยนเป็นสิกข์ หรือซิกข์ ตามที่บางท่านต้องการเขียนให้เป็นภาษาบาลี เพราะศาสนานี้ไม่ได้ใช้ภาษาบาลี เพียงแต่มีรากศัพท์ส่วนใหญ่ใกล้เคียงกับภาษาบาลีเท่านั้น เมื่อเทียบการเขียนด้วยอักษรโรมัน ‘สิข' เขียนว่า Sikh แต่ถ้าคำว่า ‘ซิกข์' จะต้องเขียนว่า Sikkh ซึ่งวงการผู้แต่งตำราหรือแม้ผู้นับถือศาสนาสิขเองก็เขียนในภาษาอังกฤษว่า Sikh เป็นชื่อศาสนิกชน และ Sikhism เป็นชื่อศาสนา จึงขอชี้แจงไว้เพื่อทราบด้วย”

                                                                                                                                                                  << top >>
   สัญลักษณ์ศาสนา   

     คันด้า คือสัญลักษณ์ของศาสนาสิข ประกอบด้วย กีรปาน (ดาบของชาวสิข) สองด้าม ,คันด้าตรงกลางหนึ่งอัน (ดาบลักษณะสองคม) และวงจักร (ห่วงกลม) กลมภายในหนึ่งห่วง
     ดามทั้งสองด้าม แสดงถึงความมีอำนาจอธิปไตย ทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างสมบูรณ์
     วงจักร แสดงถึงความเป็นอมตะ หนึ่งเดียวของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสร้าง ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง
     ดาบสองคม แสดงถึงความเป็นผู้ริเริ่ม

                                                                                                                                                                  << top >>
   ประเภทของศาสนา   

     เป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม (Monotheism) คือ ยึดมั่นและเชื่อถือในพระเจ้าพระองค์เดียว ทรงพระนามว่า วาเฮคุรุ พระองค์ไม่มีลักษณะเหมือนคน ทรงเป็นสัตยเทพ ทรงความเป็นเอก เป็นอนันตะ เป็นวิภูเทพ เกิดเอง ทรงสถิตอยู่ทั่วไป ทรงมีพระกรุณาในสรรพสัตว์เท่ากัน

                                                                                                                                                                  << top >>
   ศาสดา   

     มีศาสดา 10 องค์ ศาสดาองค์แรกชื่อท่านคุรุนานัก

                                                                                                                                                                  << top >>
   วันเดือนปีกำเนิดศาสนา    

     เกิดประมาณ ค.ศ. 1469 หรือประมาณ พ.ศ. 2012 คิดตามปีเกิดของคุรุนานัก

                                                                                                                                                                  << top >>
   สถานที่กำเนิดศาสนา    

     ประเทศอินเดียตอนเหนือ แถวมณฑลปัญจาบ

                                                                                                                                                                  << top >>
   เหตุเกิดศาสนา     

     ศาสนานี้เกิดขึ้นเพราะต้องการรวมศาสนา คือรวมศาสนาอิสลามกับฮินดู แต่ไม่สำเร็จกลับเกิดมีศาสนาสิขนี้ขึ้น ในสมัยที่เกิดศาสนานี้เป็นสมัยที่อิสลามกำลังมีอำนาจในอินเดีย เกิดต่อสู้ล้มตายกันทั่วไป เพราะฝ่ายผู้มีอำนาจสู้กับฝ่ายต่อต้าน ผู้เป็นปฐมศาสดาของศาสนานี้เกิดความสลดใจใคร่จะรวมศาสนาเพื่อประสานความร้าว ฉานระหว่างพวกฮินดูกับพวกมุสลิม

                                                                                                                                                                  << top >>
   จำนวนผู้นับถือศาสนา    

       ประมาณ 23,000,000 คน (ปี ค.ศ.2002)


หลักธรรม     

     หลักธรรมคือ ให้จงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างที่สุดและให้ถือว่าทุกคนเป็นพี่น้องกัน ศาสนานี้สอนให้มีเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ รวมไปถึงสัตว์ด้วย เว้นการกินเนื้อสัตว์ ทรมานสัตว์ ให้บำเพ็ญทาน อดทนเพื่อทำกิจอันเป็นประโยชน์ ต้องปฏิบัติตนให้ถึงความบริสุทธิ์ ให้สามารถรวมเข้ากับภาวะของพระเจ้า ถ้ายังไม่ถึงก็ใช้กรรมไปก่อน การเกิดใหม่มีจริง ผู้ใดทำกรรมใดไว้ ผู้นั้นต้องรับสนองเช่นนั้น พระเจ้าทรงสร้างคนให้มีทั้งคนดีและคนชั่ว แต่คนชั่วนั้นตายไปแล้วจะไม่กลับมาเกิดเป็นคน จะไปเกิดเป็นสัตว์ คนจะเข้าถึงพระเจ้าทีเดียวไม่ได้ ต้องเข้าหาคุรุ คือปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้าด้วยการศึกษาคุรุหรือศึกษาชีวิตของคุรุ เพื่อเป็นแบบอย่างสำหรับปฏิบัติ คุรุนานักสอนว่า ศาสนานี้มิได้ขึ้นอยู่กับจีวรปะอย่างโยคี ไม้เท้าอย่างฤษี เถ้าถ่านอย่างดาบส และมิได้ขึ้นอยู่กับการเป่าสังข์ ผู้ปรารถนาจะเห็นความบริสุทธิ์ จะต้องอยู่ท่ามกลางบาป แต่ทำตัวให้พ้นบาป
     ศาสนาสิขสอนว่า ที่มาแห่งความชั่วนั้นมิใช่อื่นไกล ที่แท้ก็คือ “อหังการ” หรือความรู้สึกยึดถือตัวตน
ซึ่งพระเจ้าได้ใส่ไว้ให้ดวงจิตนั่นเอง เมื่อเรายอมรับตัวเองต่อพระประสงค์ของพระเจ้า อหังการนั้นก็กลายเป็นพรแทนความสาปแช่ง คนเราไม่ควรมีความรู้สึกเรื่องอหังการจนเกินไป เพราะเมื่ออหังการมีมาก ก็จะกลายเป็นเครื่องกั้นระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า มนุษย์ก็จะท่องเที่ยวจากบาปอย่างหนึ่งไปสู่บาปอย่างอื่น
     ศาสนาสิขสอนให้ประกอบกรรมดี เพราะ “คนเราจะใกล้กับพระเจ้าโดยอธิบายว่า นิรฺวาณนั้นอันบุคลอาจบรรลุได้ด้วยการเพ่งพระเจ้า มีความจงรักภักดีและศรัทธา เปล่งวาจาอยู่เสมอถึงพระนามของพระองค์ และโดยการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของคุรุหรือศาสดาแห่งศาสนานั้น”
     ชาวสิขเชื่อว่าวิญญาณของคุรุหรือศาสดา จะอยู่กับพวกเขาเสมอ และช่วยให้ที่ประชุมได้รับความบริสุทธิ์สะอาด “คุรุเป็นสิข และสิขเป็นผู้ปฏิบัติตามถ้อยคำของคุรุย่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคุรุ”
     ที่นั่งของคุรุต่ำกว่าพระคัมภีร์ทางศาสนา หมายความว่า จะประดิษฐานคัมภีร์ไว้ในที่สูงเสมอ”
     คำสอนที่เป็นมูลฐานอย่างสำคัญของศาสนาสิข คือความเป็นหนึ่งของพระเจ้า และความเป็นเพื่อนกันของมนุษย์ ความรัก พระเจ้าและรักคุรุคือศาสดาทางศาสนา อุดมคติอันสูงสุดมิใช่เพื่อได้ไปอยู่ในสวรรค์ แต่
เพื่อได้ไปอยู่ในสวรรค์ เพื่อพัฒนาสาระสำคัญที่มีอยู่ในตัวคนเพื่อให้คนผู้นั้นหลอมตัวเข้าเป็นอันเดียวกับพระเจ้า
     “จงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ทำจิตใจของท่านให้เต็มไปด้วยความรักในพระเจ้า จงให้ทานเสมอ จงพูดคำสุภาพอ่อนโยน จงถ่อมตน จงทำดีต่อผู้อื่น อย่ากินหรือนอนให้มากเกินไป จงใช้จ่ายเฉพาะส่วนที่ท่านหามาได้ด้วยมือของท่านเอง กลางคืนและกลางวันจงพยายามอยู่กับคนดี จงร่วมกับคนเหล่านั้นสวดบทสรรเสริญของคุรุ” (จากหนังสือเตชสิงห์)

   ศีล คุรุโควินทสิงห์ตั้งกฎไว้อย่างหนึ่ง เรียกว่า ศีล 5 อันขึ้นต้นด้วยอักษร ก. คือ
       1. เกศา คือ เอาไว้ ผม หนวด เครา โกนตัดไม่ได้
       2. กุงคา (กังฆา) มีหวีสับผมเสมอ ขาดไม่ได้
       3. กรัท ต้องมีดพกประจำตัว (บางแห่งเป็นกะระ คือ มีกำไลเหล็กสวมข้อมือ)
       4. กริปาน มีดาบประจำตัว
       5. กัจฉา นุ่งกางเกงในประจำ
   และมีรหัสอีก 4 คือ
       1. ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มน้ำเมา
       2. ไม่บริโภคเนื้ออย่างอิสลาม
       3. ไม่ตัดผม ไม่โกนหนวด
       4. ไม่แต่งงาน ไม่ร่วมประเพณีกับมุสลิม

                                                                                                                                                                  << top >>
   จริยศาสตร์   
     ศาสนา สิขย้ำมากในเรื่องความจงรักภักดีต่อพระเจ้าคัมภีร์ของศาสนาสิขเกือบไม่มี เรื่องอื่นนอกจากข้อความพรรณนาเรื่องพระเจ้า จริยศาสตร์ต่อไปนี้ ย่อมแสดงว่า ศาสนาสิขรับรองความดีความชั่วทั่วไปดังที่มีในคำสอนทั้งหลาย
     “ ไม่มีตบะใด ยิ่งใหญ่กว่าความอดทน ไม่มีความสุขใดจะยิ่งใหญ่กว่าความสนโดษ ไม่มีความชั่วใดจะยิ่งใหญ่กว่าความโลภ ไม่มีบุญใดจะยิ่งใหญ่กว่าความกรุณา ไม่มีอาวุธใดจะมีอำนาจยิ่งกว่าการให้อภัย คนหว่านพืชเช่นในก็เก็บเกี่ยวผลเช่นนั้น ถ้าเขาหว่านความทุกข์ก็จะเป็นผลเก็บเกี่ยวของเขา ถ้าคนหวานยาพิษ เขาก็ไม่อาจหวังอาหารทิพย์ได้เลย ”
     “ บุคคล ควร ระมัดระวังแม้แต่ปาบที่ทำไปโดยมิได้รู้สึกตัว ”
                                                                                                                         (คำ ของเตฆพหทุระ ศาสดาองค์ที่ 9 ของสิข)
     “บุคคลไม่พึงก้าวขึ้นเตียงแห่งภริยาของคนอื่นแม้ในความฝัน
                                                                                                                         (คำ ของเตฆพหทุระ ศาสดาองค์ที่ 9 ของสิข)




หลักธรรม     

     หลักธรรมคือ ให้จงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างที่สุดและให้ถือว่าทุกคนเป็นพี่น้องกัน ศาสนานี้สอนให้มีเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ รวมไปถึงสัตว์ด้วย เว้นการกินเนื้อสัตว์ ทรมานสัตว์ ให้บำเพ็ญทาน อดทนเพื่อทำกิจอันเป็นประโยชน์ ต้องปฏิบัติตนให้ถึงความบริสุทธิ์ ให้สามารถรวมเข้ากับภาวะของพระเจ้า ถ้ายังไม่ถึงก็ใช้กรรมไปก่อน การเกิดใหม่มีจริง ผู้ใดทำกรรมใดไว้ ผู้นั้นต้องรับสนองเช่นนั้น พระเจ้าทรงสร้างคนให้มีทั้งคนดีและคนชั่ว แต่คนชั่วนั้นตายไปแล้วจะไม่กลับมาเกิดเป็นคน จะไปเกิดเป็นสัตว์ คนจะเข้าถึงพระเจ้าทีเดียวไม่ได้ ต้องเข้าหาคุรุ คือปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้าด้วยการศึกษาคุรุหรือศึกษาชีวิตของคุรุ เพื่อเป็นแบบอย่างสำหรับปฏิบัติ คุรุนานักสอนว่า ศาสนานี้มิได้ขึ้นอยู่กับจีวรปะอย่างโยคี ไม้เท้าอย่างฤษี เถ้าถ่านอย่างดาบส และมิได้ขึ้นอยู่กับการเป่าสังข์ ผู้ปรารถนาจะเห็นความบริสุทธิ์ จะต้องอยู่ท่ามกลางบาป แต่ทำตัวให้พ้นบาป
     ศาสนาสิขสอนว่า ที่มาแห่งความชั่วนั้นมิใช่อื่นไกล ที่แท้ก็คือ “อหังการ” หรือความรู้สึกยึดถือตัวตน
ซึ่งพระเจ้าได้ใส่ไว้ให้ดวงจิตนั่นเอง เมื่อเรายอมรับตัวเองต่อพระประสงค์ของพระเจ้า อหังการนั้นก็กลายเป็นพรแทนความสาปแช่ง คนเราไม่ควรมีความรู้สึกเรื่องอหังการจนเกินไป เพราะเมื่ออหังการมีมาก ก็จะกลายเป็นเครื่องกั้นระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า มนุษย์ก็จะท่องเที่ยวจากบาปอย่างหนึ่งไปสู่บาปอย่างอื่น
     ศาสนาสิขสอนให้ประกอบกรรมดี เพราะ “คนเราจะใกล้กับพระเจ้าโดยอธิบายว่า นิรฺวาณนั้นอันบุคลอาจบรรลุได้ด้วยการเพ่งพระเจ้า มีความจงรักภักดีและศรัทธา เปล่งวาจาอยู่เสมอถึงพระนามของพระองค์ และโดยการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของคุรุหรือศาสดาแห่งศาสนานั้น”
     ชาวสิขเชื่อว่าวิญญาณของคุรุหรือศาสดา จะอยู่กับพวกเขาเสมอ และช่วยให้ที่ประชุมได้รับความบริสุทธิ์สะอาด “คุรุเป็นสิข และสิขเป็นผู้ปฏิบัติตามถ้อยคำของคุรุย่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคุรุ”
     ที่นั่งของคุรุต่ำกว่าพระคัมภีร์ทางศาสนา หมายความว่า จะประดิษฐานคัมภีร์ไว้ในที่สูงเสมอ”
     คำสอนที่เป็นมูลฐานอย่างสำคัญของศาสนาสิข คือความเป็นหนึ่งของพระเจ้า และความเป็นเพื่อนกันของมนุษย์ ความรัก พระเจ้าและรักคุรุคือศาสดาทางศาสนา อุดมคติอันสูงสุดมิใช่เพื่อได้ไปอยู่ในสวรรค์ แต่
เพื่อได้ไปอยู่ในสวรรค์ เพื่อพัฒนาสาระสำคัญที่มีอยู่ในตัวคนเพื่อให้คนผู้นั้นหลอมตัวเข้าเป็นอันเดียวกับพระเจ้า
     “จงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ทำจิตใจของท่านให้เต็มไปด้วยความรักในพระเจ้า จงให้ทานเสมอ จงพูดคำสุภาพอ่อนโยน จงถ่อมตน จงทำดีต่อผู้อื่น อย่ากินหรือนอนให้มากเกินไป จงใช้จ่ายเฉพาะส่วนที่ท่านหามาได้ด้วยมือของท่านเอง กลางคืนและกลางวันจงพยายามอยู่กับคนดี จงร่วมกับคนเหล่านั้นสวดบทสรรเสริญของคุรุ” (จากหนังสือเตชสิงห์)

   ศีล คุรุโควินทสิงห์ตั้งกฎไว้อย่างหนึ่ง เรียกว่า ศีล 5 อันขึ้นต้นด้วยอักษร ก. คือ
       1. เกศา คือ เอาไว้ ผม หนวด เครา โกนตัดไม่ได้
       2. กุงคา (กังฆา) มีหวีสับผมเสมอ ขาดไม่ได้
       3. กรัท ต้องมีดพกประจำตัว (บางแห่งเป็นกะระ คือ มีกำไลเหล็กสวมข้อมือ)
       4. กริปาน มีดาบประจำตัว
       5. กัจฉา นุ่งกางเกงในประจำ
   และมีรหัสอีก 4 คือ
       1. ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มน้ำเมา
       2. ไม่บริโภคเนื้ออย่างอิสลาม
       3. ไม่ตัดผม ไม่โกนหนวด
       4. ไม่แต่งงาน ไม่ร่วมประเพณีกับมุสลิม

                                                                                                                                                                  << top >>
   จริยศาสตร์   
     ศาสนา สิขย้ำมากในเรื่องความจงรักภักดีต่อพระเจ้าคัมภีร์ของศาสนาสิขเกือบไม่มี เรื่องอื่นนอกจากข้อความพรรณนาเรื่องพระเจ้า จริยศาสตร์ต่อไปนี้ ย่อมแสดงว่า ศาสนาสิขรับรองความดีความชั่วทั่วไปดังที่มีในคำสอนทั้งหลาย
     “ ไม่มีตบะใด ยิ่งใหญ่กว่าความอดทน ไม่มีความสุขใดจะยิ่งใหญ่กว่าความสนโดษ ไม่มีความชั่วใดจะยิ่งใหญ่กว่าความโลภ ไม่มีบุญใดจะยิ่งใหญ่กว่าความกรุณา ไม่มีอาวุธใดจะมีอำนาจยิ่งกว่าการให้อภัย คนหว่านพืชเช่นในก็เก็บเกี่ยวผลเช่นนั้น ถ้าเขาหว่านความทุกข์ก็จะเป็นผลเก็บเกี่ยวของเขา ถ้าคนหวานยาพิษ เขาก็ไม่อาจหวังอาหารทิพย์ได้เลย ”
     “ บุคคล ควร ระมัดระวังแม้แต่ปาบที่ทำไปโดยมิได้รู้สึกตัว ”
                                                                                                                         (คำ ของเตฆพหทุระ ศาสดาองค์ที่ 9 ของสิข)
     “บุคคลไม่พึงก้าวขึ้นเตียงแห่งภริยาของคนอื่นแม้ในความฝัน
                                                                                                                         (คำ ของเตฆพหทุระ ศาสดาองค์ที่ 9 ของสิข)



ธีปฏิบัติในศาสนา    

 คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือไตรเอกานุภาพ มี 3 คือ
    นิกายขาลฺสา  ชาว สิขนิกายขาลฺสาจะได้รับให้เข้าสู่สังคมของ “สิข” ได้ ก็เมื่อได้ทำพิธี “ปาหุล” เมื่อทำพิธีล้างบาปแล้ว ก็จะรับสิ่งที่มีชื่อเป็นอักษร “ก” 5 ประการ คือ เกศา(การไว้ผมยาวโดยไม่ตัดเลย) กังฆา(หวีขนาดเล็ก) กฉา (กางเกงขาสั้น) กรา(กำไลมือทำด้วยเหล็ก) และ กิรฺปาน(ดาป) ผู้ที่ล้างบาปแล้วจะได้นาม “สิงห์” ซึ่งแปลว่าสิงโต หรือราชสีห์ ต่อท้ายชื่อเหมือนกันทุกคน เพราะถือว่าผ่าน “ชาลสา” แห่ง “วาหิคุรุ” คือความเป็นสมบัติของพระเจ้าเองแล้ว การล้างบาปและรับเอาอักษร ก. ทั้ง 5 เพื่อเป็นชาวสิขโดยสมบูรณ์นั้น มามีขึ้นภายหลังในสมัยของคุรุโควินทสิงห์ ซึ่งเป็นศาสดาองค์สุดท้ายของศาสนาสิข หลังสมัยของศาสดาองค์แรก 133 ถึง 169 ปี
      หลักประจำชีวิต หลักหรือศีลอีกส่วนหนึ่งที่ศาสดาในศาสนานี้ให้ศิษย์รับสัตย์ปฏิญาณเป็นหลักปฏิบัติประจำชีวิต มี 21 ข้อคือ

        ก. ข้อปฏิบัติ

      1. ให้นับถือศาสดาเป็นพ่อ
      2. ให้ถือว่าเมืองปาตลีบุตร (ปัตนาในปัจจุบัน) ที่โควินทสิงห์เกิด กับเมืองอานันทบุร
          (ที่ท่านโควินทสิงห์หลบไปตั้งหลักสู้กับออรังเซบเมื่อครั้งรบแพ้) เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์
      3. ให้ยกเลิกการถือชั้นวรรณะ
      4. ให้สละชีพในสนามรบ
      5. ให้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 3 ประการ คือ
             (1) สัจจะ (พระเจ้า) ศรี (ธรรม) อกาล (คือความเที่ยงแท้ของพระเจ้า)
             (2) ศาสโนวาท (คัมภีร์อาทิครันถและทัสเวนปาทษาหิ)
             (3) ความบริสุทธิ์
      6. มีศีลอันเป็นสัญลักษณ์ 5 คือ เกศา กุงฆา กัจฉา กฤปาน (กริปาน) กรัท (กะระหรือกะทา)
          พวกสิขที่อยู่ในต่างประเทศต้องมีมีดเล็กยาว 2 นิ้วเสียบไว้ที่ผม
      7. ให้มีชื่อลงท้ายว่าสิงห์ (ถือให้กล้าหาญดังสิงโต)
      8. ให้ฝึกขี่ม้า ฟันดาบ มวยปล้ำ เป็นนิตย์
      9. ให้ถือคติว่า ตนเกิดมาเพื่อช่วยเหลือเปลื้องทุกข์ให้ผู้อื่น
      10. ให้นอบน้อมพระเจ้า และต้อนรับเขาโดยถือเป็นเรื่องจำเป็น

       ข. ข้อห้าม

      1. ห้ามมิให้สิขกับสิขวิวาทกัน
      2. ห้ามพูดปด
      3. ห้ามทำผิดในกาม โลภ โกรธ หลง
      4 ห้ามคบคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนา
      5. ห้ามคบคนที่ไม่ส่งเสริมการกู้ชาติ
      6. ห้ามนิยมใช้สีแดง เช่น เสื้อ หมวกแดง (อิสลามนิกายชิอะห์ใช้หมวกแดง)
      7. ห้ามเปลือยศีรษะนอกจากเวลาอาบน้ำ
      8. ห้ามเล่นการพนัน
      9. ห้ามตัดผม โกนผม หนวด ขน เครา
      10. ห้ามเกี่ยวข้องกับคนที่เบียดเบียนชาติศาสนา
      11. ห้ามแต่งกายหรูหราไร้สาระ
      คำที่ภาวนาจนขึ้นใจของชาวสิข คือ “วาเฮคุรุ คุรุมนฺตฺร ไฮ ชปฺ เฮาไม โคอี” แปลว่า เมื่อท่องมนต์ วาเฮคุรุ อันเป็นคุรุมนตร ย่อมกำจัด มมังการ ออกได้

   คำนี้ใช้บริกรรมด้วย ชัป คือ การบริกรรม จะได้ผลต้องเว้นสิ่งที่ควรเว้น 5 คือ
      1. กินเกินหิว
      2. หลับเกินง่วง
      3. เกียจคร้าน
      4. ฟุ้งซ่าน
      5. หลับน้อยเกินไป
   สิ่งที่ควรเจริญ 7 คือ
      1. เลือกสถานที่สะอาด
      2. ร่างกายสะอาด
      3. ไม่พูดไม่คำนึงถึงเรื่องอื่น
      4. เข้าใจบทบริกรรม
      5. ตั้งใจเป็นสมาธิ
      6. ปฏิบัติตน (บริกรรม) เป็นนิตย์
      7. ทำชป? คือ บริกรรมในอมฤตเวลา คือ ยามท้ายของราตรี ได้แก่ 3 – 6 น.
   นัยบริกรรม การบริกรรมจะเลือกบทบริกรรม 3 วาทนี้ คือ
      1. คุรุวาณี คือ ข้อความในพระคัมภีร์
      2. มูลมันตร มนต์ที่เป็นดั้งเดิมหรือพื้นฐาน
      3. ออกพระนามว่า วาเฮคุรุ

    นิกายนานักปันถิ  ชยึดหลักของศาสดา องค์แรกคือคุรุนานักเป็นสำคัญ ซึ่งได้นามอีกอย่างหนึ่งว่า “ชาวสิขผู้ดำรงชีวิตง่ายๆ” ไม่ต้องทำพิธีกรรมอะไรมากนัก ชาวสิขกลุ่มนี้พอใจอุดมคติแบบสงบของคุรุนานัก จึงมิได้อนุโลมตามกฏเกณฑ์ของศาสดาองค์หลังแต่ก็มีผู้กล่าวว่าสิขพวกนานักปัน ถินี้ มีความโน้มเอียงที่จะถูกศาสนาฮินดูกลืนไปในที่สุด
    ความจงรักภักดีต่อพระเจ้า ถือว่าเป็นสำคัญในศาสนาสิข หนังสือบางเล่มเล่าว่า ชาวสิขจะตื่นแต่เช้า ประมาณ 3.00 น. ภายหลังที่อาบน้ำ และเพ่งพระนามพระเจ้า เสร็จแล้วก็จะสวดบทประพันธ์ของคุรุทั้งหลายในฐานะที่เป็นบทสวดประจำวัน


Comments