จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ พลตำรวจเอก สฤษดิ์ ธนะรัชต์

     จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ พลตำรวจเอก สฤษดิ์ ธนะรัชต์
      (16 มิถุนายน 2451 - 8 ธันวาคม 2506) นายกรัฐมนตรีคนที่ 11


   "สฤษดิ์ ธนะรัชต์" ได้รับแต่งตั้งเป็นจอมพล ตั้งแต่ปี พ.ศ.2497 พร้อมกับ จอมพล คนอื่น



          ระบอบใหม่
จอมพลสฤษดิ์ เล็งเห็นว่า"การปฏิวัติที่เป็นแค่การยึดอำนาจรัฐบาลอย่างเดียวนั้น ไม่อาจแก้ปัญหาของ
ประเทศอย่างยั่งยืนได้ จำเป็นจะต้องมีการรื้อ ”ระบอบ” ใหม่ทั้งหมดด้วย สฤษดิ์มองว่า ประชาธิปไตย
เป็นการปกครองแบบตะวันตกนั้นไม่เหมาะกับสังคมไทย เพราะนำมาซึ่งความโกลาหลไม่จบสิ้น ระบอบ
สำหรับประเทศไทยต้องเหมาะกับวัฒนธรรมไทย สังคมไทยไม่เหมาะกับการมีฝ่ายรัฐบาล vs. ฝ่ายค้าน
คอยคานกัน รัฐบาลน่าจะเป็น รัฐบาลแห่งชาติ ของคนทั่งประเทศ ไม่ใช่ของพรรคใดพรรคหนึ่ง จึงจะ
พัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่มากกว่า"

เดือนเมษายน 2500 กลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม(สยามรัฐ) และ กองทัพ ภายใต้การนำของ จอมพล
สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เริ่มเคลื่อนไหวเตรียม แผนรัฐประหาร โดยมีแกนนำสำคัญเข้าประชุมร่วมกับกองทัพ
เช่น
          กรมหมื่นพิทยาลาภพฤฒิยาก(พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ) ประธานองคมนตรี,
          ม.ร.ว.เสนีย์ และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ไม่นานจากนั้นก็เริ่มเปิดฉากโจมตีรัฐบาลผ่านหนังสือพิมพ์ของกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม(สยามรัฐ)และ
พรรคฝ่ายค้าน เช่น พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคสหภูมิ ที่สนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ โดยตรงซึ่งแยก
ตัวมาจากพรรคมนังตศิลา  มี นายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ เป็นหัวหน้าพรรค และ  นายสงวน จันทรสาขา
(น้องต่างมารดาของจอมพลสฤษดิ์) เป็นเลขาธิการฯ (ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเดือนธันวาคม 2500
ก็มี การสลายพรรคสหภูมิมาเป็นพรรคชาติสังคมซึ่งมี จอมพลสฤษดิ์เป็นหัวหน้าพรรคมี พล.ท.ประภาส
จารุเสถียร เป็น เลขาธิการฯ)

จอมพลสฤษดิ์ ปฏิวัติรัฐประหาร รัฐบาลจอมพลป. 16 กันยายน พ.ศ.2500

รัฐประหาร 16 กันยายน พ.ศ.2500
เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจจาก จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม แล้ว ก็แสดง
ตนว่าไม่ได้ยึดอำนาจเพื่อตัวเองด้วยการแต่งตั้งให้ นายพจน์ สารสิน อดีตฑูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน
มาเป็นนายกฯคนกลาง เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคสหภูมิ ของสฤษดิ์ได้ที่
นั่งมากที่สุดแต่ยังไม่พอจัดตั้งรัฐบาลได้    สฤษดิ์ จึงได้ตั้งพรรคใหม่ขึ้นชื่อ ชาติสังคม โดยกวาด สส.
พรรคสหภูมิรวมเข้ากับ สส.พรรคเล็กอีกหลายพรรคเมื่อบวกกับสส.ประเภทที่๒ ที่แต่งตั้งขึ้นทั้งหมดโดย
สฤษดิ์เองหลังการปฏิวัติ ก็มีเสียงมากเกินพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ แล้วให้ จอมพลถนอม กิตติขจร ขึ้น
เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ.2501 เพราะ จอมพลสฤษดิ์ ยังต้องไปรักษาอาการป่วยเกี่ยวกับ
ตับ ที่ต่างประเทศ

วันที่ 16 กันยายน 2500 จอมพล ป. ได้ขอพระราชทาน พระบรมราชวโรกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
เพื่อขอให้ทรงสนับสนุนรัฐบาล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเตือนจอมพล ป.
ว่า ขอให้ลาออกจากตำแหน่งเสียเพื่อมิให้เกิดรัฐประหาร แต่จอมพล ป.ปฏิเสธ เย็นวันดังกล่าว จอมพล
สฤษฎดิ์ ธนะรัชต์ จึงยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลทันที และ2ชั่วโมงหลังจากการประกาศยึดอำนาจ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ กฎอัยการศึก
ทั่วราชอาณาจักร และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้รักษาพระนคร
ฝ่ายทหาร โดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระบรมราชโองการฉบับหลังมีความว่า

" เนื่องด้วยปรากฏว่ารัฐบาลอันมี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้บริหารราชการแผ่นดิน
ไม่เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ทั้งไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ คณะทหารซึ่ง
มี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้า ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองไว้ได้ และทำหน้าที่เป็นผู้รักษาพระ
นครฝ่ายทหาร ข้าพเจ้าจึงขอแต่งตั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ขอให้ประชา
ชนทั้งหลายจงอยู่ในความสงบ และให้ข้าราชการทุกฝ่ายฟังคำสั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่บัดนี้เป็น
ต้นไป    ประกาศ ณ วันที่ 16 กันยายน พุทธศักราช 2500  "


รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ.2501

อย่างไรก็ตาม จอมพลถนอม ไม่อาจคุมลูกพรรคได้ เพราะบารมีไม่พอ โดนลูกพรรคตัวเองบีบให้ออกกฏ
หมายควบคุมการใช้เงินกองสลาก ซึ่งลือกันว่า มีการพิมพ์สลาก ๒ชุด เพื่อเอาเงินไปให้สฤษดิ์ รักษาตัว
อย่างลับๆ เรื่องนี้ทำให้สฤษดิ์โกรธมาก จนในที่สุด ถนอมก็ต้องลาออก และในวันรุ่งขึ้น สฤษดิ์ ก็บินด่วน
กลับเมืองไทย เพื่อทำการปฏิวัติซ้ำอีกครั้งหนึ่ง(ปฏิวัติ 2501) จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้าดำรงตำแหน่ง
นายกรัฐมนตรี คนที่11 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2502

ในการ "กำจัด" ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หนึ่งในข้อกล่าวหา ที่ใช้ได้ผลมาตลอดยุคสมัย นับแต่อดีตถึง
ปัจจุบัน กว่าครึ่งทศวรรษ สำหรับ "การเมืองสามานย์" ก็ถูกนำมาใช้กันเปิดเผยยิ่งขึ้นทุกที นั่นคือข้อหา
"หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"
และผนวกด้วย "ล้มล้างสถาบัน"

นับตั้งแต่ปี 2503 จอมพลสฤษดิ์ได้ใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างไม่มีความปราณี
เพื่อสำแดงความสูงส่งของ สถาบันพระมหากษัตริย์ และมักจะพ่วงข้อหา "ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์"
เข้าไปด้วย


     เมื่อครั้งยังเป็นขุนทหาร เคียงคู่บารมีนาย จอมพล ป. ก่อนจะแข็งข้อยึดอำนาจนายเก่า

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กระหนาบข้างซ้ายขวา ด้วยนายทหารคู่บารมี
    จอมพลถนอม กิตติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร ผู้สืบทอดอำนาจเผด็จการตัวแทน
   และทำการยึดทรัพย์เจ้านายหลังวายชนม์ หมดสิ้น ด้วยมาตรา17 ที่ตราขึ้นเอง

กงเกวียนกำเกวียน ยึดทรัพย์2จอมพล หลังเหตุการวันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม พ.ศ.2516

เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรม ในปี 2506   จอมพลถนอม กิตติขจร ผู้สืบอำนาจเผด็จการ
คนต่อมา ยึดทรัพย์ด้วยมาตรา17 ฐานโกงชาติโกงแผ่นดิน ยึดทรัพย์เข้าหลวง 3,000 ล้านบาทในสมัยนั้น
แต่คงเหลือทรัพย์สินจริงเพียง 604 ล้านบาทที่ยึดคืนมาได้

จอมพลสฤษดิ์ ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นฉบับที่สั้นที่สุด คือมีแค่ 20 มาตราเท่านั้นและเป็น
เผด็จการ อย่างเปิดเผยที่สุดในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทยด้วย คือ ให้มีเพียงสภาเดียวคือสภาร่างฯ ซึ่ง
สมาชิกมาจากการแต่งตั้งทั้งหมดโดย นายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ทั้งร่างรัฐธรรมนูญใหม่และนิติบัญญัติในสภา
เดียว ห้ามจัดตั้งพรรคการเมืองใดๆทั้งสิ้น ห้ามประชาชนชุมนุมเกิน 5คน โดยไม่มีกำหนด และมาตราที่มีชื่อ
เสียงที่สุด คือ “มาตรา 17″ ซึ่งให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ในคนๆ เดียว

กรณีการใช้มาตรา 17

- การปราบปรามคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย
- การสั่งประหารชีวิตบ้านต้นเพลิงที่ตลาดพลู




จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ พลตำรวจเอก สฤษดิ์ ธนะรัชต์
(16 มิถุนายน พ.ศ. 2451 - 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506)

อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารบกและอธิบดีกรมตำรวจ

       เชื้อชาติ/สัญชาติ       
เชื้อชาติ  ทรราช
สัญชาติ  เผด็จการ

       ลักษณะเด่น/ฉายา
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  มีฉายาว่า "จอมพลผ้าขาวม้าแดง"
พูดจาฉะฉานดี และพูดโน้มน้าวใจคนเก่ง
     
       พฤติกรรม    
ท่านจอมพลได้ใช้มาตรการเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด เพื่อจัดการความสงบเรียบร้อยของประเทศ เช่น
ประหารชีวิตเจ้าของบ้านทันที หลังจากบ้านใดเกิดเพลิงไหม้ เพราะถือว่าเป็นการก่อความไม่สงบ
การใช้รัฐธรรมนูญมาตรา17 การปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นผู้ที่
รื้อฟื้นกิจกรรมที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์  เช่น จัดงานเฉลิมฉลอง
วันพระราชสมภพ การสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ การประดับไฟบนถนนราชดำเนินในวัน
เฉลิมพระชนม์พรรษา เป็นต้น

ผลกรรม
-ถูกยึดอำนาจ
-ถูกยึดทรัพย์
-ถูกคนทั้งประเทศประณาม



พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน
ไปเยี่ยม ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี ณ บ้านพักแหลมแท่น เมื่อวันที่
27 พฤศจิกายน 2506 ทรงได้รับการถวายคำชี้แจงจากนายแพทย์และท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์
ถึงอาการป่วยของท่าน


เดือนธันวาคม 2506 โทรทัศน์ได้แพร่ภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ใช้พระหัตถ์แตะหน้าผาก
ของจอมพลสฤษดิ์ก่อนถึงแก่อสัญกรรม คล้ายพระพุทธเจ้ากำลังทรงอำนวยพร ภาพนี้ได้รับการเผยแพร่
ให้เห็นว่าจอมพลสฤษดิ์ รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทเพียงใด


เครื่องราชอิสริยยศ สำหรับผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด
ซึ่งพระราชทานให้แก่ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี


ขุนพลแก้ว

       ภูมิพโลภิกขุ ทรงรับบิณฑบาตร จาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์


พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พระราชทาน
เข็มจักรีพระปรมาภิไธย ภ.อ. ฝังเพชรเป็นของขวัญวันเกิดแก่ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะที่เสด็จกลับจากเยี่ยมทหารหาญชายแดน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2505


ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะกลับจากตรวจราชการต่างจังหวัด
ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ได้ไปรับที่สถานีหัวลำโพง กระทำคารวะกราบลงกับอก เมื่อปี พ.ศ.2505


เมื่อจอมพลสฤษดิ์ขึ้นเป็นนายกฯ ปี 2502 ท่านผู้หญิงวิจิตรา อายุ 36 ปี  ส่วนจอมพลอายุ 49 ปี


และแล้ว ละครเรื่อง "เผด็จการตัวแทน" ก็ยังมิพักลาโรง คงเปิดการแสดงอย่างต่อเนื่อง
     
   
  
     มาแชล สฤษดิ์ เซ็งเป็ดเซ็งไก่
   อุ้มแทบตาย หักหลังนายก็แล้ว ดันมายึดทรัพย์กันอีก

 คำเตือน โปรดยืนตรงหลังจบการแสดง


อ้างอิงที่มา
 

SelectionFile type iconFile nameDescriptionSizeRevisionTimeUser
Comments