เทคนิคการขับรถเกียร์ออโต้+เกียร์ออโต้ ขับอย่างไรให้ทนทาน

โพสต์15 ต.ค. 2552 01:24โดยสอนขับรถยนต์ครูอ๊อดครูอ้อนสาขา2   [ อัปเดต 6 มิ.ย. 2562 04:48 ]

เทคนิคการขับรถเกียร์ออโต้

ทุกวันนี้รถยนต์โดยทั่วไปบนท้องถนน มักเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ออโต้ เพราะให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ ซึ่งจะต้องขับเคลื่อน และชะลอตัว หรือเบรคอยู่บ่อยครั้ง
ในการขับขี่รถยนต์เกียร์ออโต้นั้น ผู้ขับขี่ควรจดจำตำแหน่ง และใช้เกียร์แต่ละเกียร์ได้ อย่างถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งเกียร์ออโต้แต่ละตำแหน่ง มีดังนี้

P หมายถึง PARKING เป็นตำแหน่งที่ใช้สำหรับจอดรถ และไม่ต้องการให้รถเคลื่อน โดยล้อรถจะถูกล็อคไว้ ไม่สามารถเข็นได้ เช่น ในการจอดบนทางลาดชัน เมื่อต้องการจอดรถทิ้งไว้ หลังจากเหยียบเบรคจนรถหยุดสนิทแล้ว อย่าเพิ่งปล่อยเบรค จับคันเกียร์กดปุ่มปลดล็อค แล้วโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่งP จากนั้นปล่อยเบรค แล้วดับเครื่องยนต์

R หมายถึง REVERSE เป็นเกียร์สำหรับการถอยหลัง เมื่อต้องการเข้าเกียร์ R จะต้องเหยียบเบรค ให้รถหยุดสนิท จากนั้นจับคันเกียร์กดปุ่มปลดล็อคแล้วโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง R แล้วจึงปล่อยเบรค กดคันเร่ง ให้รถเคลื่อนตัวถอยหลัง

N หมายถึง NEUTRAL เป็นตำแหน่งเกียร์ว่างใช้เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์หรือต้องการจอดรถทิ้งไว้โดยที่ยังสามารถเข็นได้ หรือเมื่อจอดรถ อยู่กับที่ ในขณะเครื่องยนต์ยังคงทำงานอยู่ เช่น การจอดรถในสภาพการจราจรติดขัด หรือเมื่อติดไฟแดง

D4 หมายถึง เกียร์ออโต้ 4 สปีด ใช้ในการขับรถเดินหน้าในสภาพการขับขี่ทั่วไป เช่น การขับรถ ในตัวเมือง รวมทั้งการขับรถด้วยความเร็วสูง ซึ่งการทำงานของเกียร์ D4 จะเป็นไปในลักษณะ 4 สปีด คือ เกียร์ จะเปลี่ยน ขึ้นตามลำดับ จากเกียร์ 1 ไปเกียร์ 2 หรือจากเกียร์ 2 ไปเกียร์ 3 หรือจากเกียร์ 3ไปเกียร์ 4 โดยออโต้ ตามสภาพการทำงานของเครื่องยนต์และความเร็วของรถ ยิ่งผู้ขับเหยียบคันเร่งมาก เกียร์ก็จะเปลี่ยนที่ความสูงขึ้น ตามไปด้วย
ในทางกลับกัน เมื่อลดความเร็ว เกียร์จะเปลี่ยนจากเกียร์ 4 ไปเกียร์ 3 หรือจากเกียร์ 3 ไปเกียร์ 2 หรือจากเกียร์ 2
ไปเกียร์ 1

D3 หมายถึง เกียร์ออโต้ 3 สปีด ใช้สำหรับขับรถขึ้นหรือลงเนิน เพื่อป้องกันมิให้เกียร์เปลี่ยนกลับไป กลับมาบ่อยๆ ระหว่างเกียร์ 3 และเกียร์ 4นอกจากนี้ยังใช้สำหรับกรณีที่ต้องการ ให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลัง เบรคมากขึ้น
ในตำแหน่ง D4 และ D3 หากต้องการเร่งความเร็วอย่างทันทีทันใด เช่น ในเวลาที่ต้องเร่งแซงรถที่อยู่ข้างหน้า ผู้ขับขี่ สามารถใช้การ KICK DOWNเหยียบคันเร่งจมติดพื้น เกียร์จะเปลี่ยนโดยออโต้ และทำให้รถพุ่ง ไปข้างหน้าเร็วขึ้น

D2 หมายถึง เกียร์ 2 ใช้สำหรับการขับรถลงเขาเพื่อให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลังเบรคมากขึ้น หรือการขับรถขึ้นเขา เพื่อเพิ่มกำลังขับเคลื่อน รวมทั้งการขับบนถนนลื่น และการขับขึ้นจากหล่มโคลนหรือทราย
D1 หมายถึง เกียร์ 1 ใช้สำหรับการขับรถขึ้น-ลงเขาที่สูงชันมากๆ
การเลือกใช้งานของเกียร์ออโต้แต่ละเกียร์ได้อย่างถูกต้อง นอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย หรือ ความเสียหาย ต่อระบบขับเคลื่อนแล้ว ยังให้การขับขี่ที่นุ่มนวลอีกด้วย


กดลิงก์..โรงเรียนสอนขับรถยนต์ครูอ๊อด facebook

ยินดีต้อนรับสู่การเรียนขับรถยนต์,สอนขับรถยนต์,โรงเรียนสอนขับรถยนต์,สอนขับรถ

12 สิงหาคม 2011

                                       บริการสอนทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-21.00น 

                                            ไม่เว้นวันหยุดราชการ เรียนจบพาไปสอบใบขับขี้

 เกียร์ออโต้ ขับอย่างไรให้ทนทาน

แม้เกียร์อัตโนมัติจะมีคุณสมบัติต่างๆที่ดีขึ้น แต่แง่หนึ่งที่หลายคนไม่เคยปฏิเสธได้คือ มันมีความทนทานน้อยกว่าระบบเกียร์ธรรมดา ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากอายุการใช้งาน แต่ในอีกด้านการไม่เข้าใจ และขับขี่ไม่ถูกต้อง ก็เป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้ระบบเกียร์เสียชีวิตก่อนวัยอันควร และนั่นหมายถึง คุณมีสิทธิ์ที่จะเจอค่าซ่อมมากโขอยู่เช่นกัน  แต่ทั้งหมด สามารถหลีกเลี่ยงได้ ถ้าคุณรู้จักวิธีการที่ทำให้มันทนทาน

               1.จำไว้เสมอเบรกก่อนเปลี่ยน หลายคนมักไม่ทราบว่าเกียร์อัตโนมัติควรจะทำการเหยียบเบรกก่อนเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ โดยเฉพาะ จากตำแหน่งหยุดนิ่งสู่ตำแหน่งขับเคลื่อน ซึ่งการเหยียบเบรกนั้นจะช่วยให้ ระบบส่งกำลังไม่เกิดการกระชาก และการไม่กระชากก็หมายความถึงการที่ระบบเกียร์ทำงานอย่างลื่นไหล ซึ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวโยงกันโดยตรงต่อการการสึกหรอของระบบเกียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบเกียร์ใหม่ๆ อย่าง CVT  ซึ่งมีความเปราะบางทางด้านกลไกพอสมควร
                
               2.ขับสมูท ลดกระชาก ทุกวันนี้คนจำนวนมากเข้าใจผิดเกี่ยวกับระบบเกียร์อัตโนมัติ สูงมาก โดยเฉพาะ การใช้วิธีคิกดาวน์ แทบทุกครั้งที่ต้องการเร่งแซงหรือเมื่อต้องการกำลัง การคิกดาวน์ อาจจะเป็นโปรแกรมหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการลดตำแหน่งเพื่อให้ได้อัตราเร่งที่ตอบสนองได้เร็วขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ได้หมายถึงการสึกหรอโดยตรง แต่เมื่อคุณใช้มันบ่อย และการทำให้เกียร์มีรอบขับเคลื่อนสูง  อยู่ตลอดเวลาก็จะมีความร้อนสะสมในน้ำมันเกียร์ ซึ่งทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพเร็ว และหมายถึง เกียร์จะเสื่อมสภาพตามนั่นเอง
                
              3.มองตำแหน่งอื่นๆ ทุกวันนี้ระบบเกียร์ไม่ได้มีแค่  P R N D เท่านั้น แต่บางครั้ง ยังมีออพชั่นต่างๆมาให้ ซึ่งออพชั่นต่างๆที่ออกมาสนองความต้องการนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อยืดอายุการใช้งานด้วย ลองหัดใช้พวกมันดูบ้าง  เช่น  S  อาจจะเป็นโหมดสปอร์ต แต่สามารถประยุกเพื่อใช้ขับทางชันโดย ที่รอบเครื่องยนต์ไม่สูงเกินไปนัก

               4. เหยียบเบรก ค้าง D  เสียมากกว่าดี ทุกวันนี้คนขับรถเกียร์อัตโนมัติ ส่วนใหญ่มองว่าการขับขี่เกียร์อัตโนมัติขับๆเบรกๆ ง่ายๆ สบายนี้ ทำให้หลายคนติดกับการใช้เบรก แม้รถจะติดต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็จะคงตำแหน่งที่เกียร์ D  ไว้แล้วเหยียบเบรกเอาไว้เพื่อ พร้อมใช้งานเมื่อรถเคลื่อนตัว
                ความจริงแล้วการทำดังกล่าวไม่ผิด แต่จะมีผลเสียในระยะยาวมากกว่า ต่อชิ้นส่วน โดยเฉพาะ ชุด torque Converter  ซึ่งทำหน้าที่รับกำลังจากเครื่องยนต์โดยตรง โดยด้านหนึ่งติดกับเครื่องยนต์ อีกด้านติดกับชุดเกียร์ ซึ่งการที่เราเบรก คือการที่เราหยุดรถไม่ให้เคลื่อนไปข้างหน้า แต่ในชุดเกียร์นั้นยังคงทำงาน และ จะมีแรงสะสมมาก ด้วยแรงดันน้ำมันที่หมุนวนตลอดเวลา  ซึ่งหมายถึงความร้อนที่มากขึ้นด้วย ดังนั้นทางที่ดี ควรจะปลดกับมาสู่เกียร์ N เพื่อลดภาระนั้น โดยเฉพาะเมื่อรถติด(การจราจร) นานกว่า 2 นาทีขึ้นไป

                5.ถอยหลังแล้วเดินหน้า อย่าทำ ทุกวันนี้อารมณ์สปอร์ต มักเข้าสิงห์หลายๆคน โดยเฉพาะการขับขี่ถอยหลัง ที่บางครั้งการเร่งรีบทำให้เราลืมหยุดสนิทแล้วปลดเกียร์เพื่อเดินหน้า แต่ใช้วิธีลัดโดยถอยหลังแล้วเดินหน้าเลยทันทีการทำเช่นนั้น ไม่เคยมีผลดีต่อระบบเกียร์เลย เพราะ แรงที่หมุนสวนทางกันอย่างรุนแรง จะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชุดเฟือง สายพาน และ ลูกปืนต่างๆ และทำให้มีอายุสั้นลง ดังนั้น สิ่งที่สำคัญคือการทำอะไรตามขั้นตอนอย่าลัด เพราะ มันอาจจะสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่คุณคิดเสียอีก
   

Comments