การฟื้นคืนชีพของ กลุ่มอัลกออิดะห์



การฟื้นคืนชีพของกลุ่มอัลกออิดะห์

ลงพิมพ์ในนิตยสาร Military ฉบับเดือนกันยายน 2552
โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ
Master of International Relations (with merit), Victoria University of Wellington, New Zealand




คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเมื่อใดที่เดือนกันยายนผ่านมาถึง เมื่อนั้นโลกก็ต้องหวนรำลึกถึงเหตุการณ์การก่อการร้ายที่สะเทือน
ขวัญผู้คนไป ทั่วทุกสารทิศ เพราะนับตั้งแต่อาคารเวิร์ดเทรดเซนเตอร์ (World Trade Centre) กลาง มหานครนิวยอร์ค
ของสหรัฐอเมริกา ถูกโจมตีเมื่อ วันที่ 11 กันยายน 2001 เป็นต้นมา โลกก็ได้เคลื่อนตัวผ่านจากยุคสงครามเย็น (Cold war)
เข้าสู่ ยุคแห่งการก่อการร้าย อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นการเคลื่อนตัวของกาลเวลาที่ส่งผลให้ชื่อของกลุ่ม “อัลกออิดะห์”
หรือ “อัลเคดา” ของโอซามา บินลาเดน กลายเป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการยก
ย่องชื่นชมหรือความเกลียดชังสาปแช่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละกลุ่ม แต่ละบุคคล

กลุ่มอัลกออิดะห์ ถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดของ โอซามา บินลาเดน ชาวซาอุดิอารเบียผู้ซึ่งเป็นบุตรคนที่ 17 จากทั้งหมด
51 คนของคหบดีที่มั่งคั่ง ในช่วงแรกนั้นอัลกออิดะห์ มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อขับไล่ทหารโซเวียตออกจาก อัฟกานิสถาน
และมีสถานะเป็น “นักสู้เพื่ออิสรภาพ (Freedom Fighter)” มากกว่าการเป็น “กลุ่มก่อการร้าย (Terrorist)”

จนกระทั่งเมื่อ โซเวียตถอนทหารออกไปจากอัฟกานิสถาน  แล้ว โอซามา บินลาเดน  ก็ยกระดับการต่อสู้ของเขาขึ้นเป็น
การต่อสู้เพื่อสถาปนา “รัฐอิสลามบริสุทธิ์” รวมทั้งประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาในปี 1996   โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การ
ขับไล่สหรัฐอเมริกาออกจาก ซาอุดิอารเบีย และดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ในตะวันออกกลาง อันนำมาซึ่งการโจมตี  สถานฑูต
สหรัฐอเมริกา 2 แห่งในแอฟริกาตะวันออกในปี 1998   และการโจมตีเรือพิฆาต “โคลด์” ด้วยระเบิดพลีชีพในอ่าวเอเดนใน
ปี 2000 ซึ่งผลงานดังกล่าวทำให้โอซามา บินลาเดน กลายเป็นบุคคลที่ทางการสหรัฐอเมริกาต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง
ด้วยค่าหัว สูงถึง 5 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา

ในขณะเดียวกันเขาก็กลายเป็น สัญลักษณ์ในการต่อสู้และท้าทายมหาอำนาจตะวันตกไปโดยปริยาย ส่งผลให้คำว่า
“นักสู้เพื่ออิสรภาพ” ของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ในสายตาโลกตะวันตกชัดเจนมากยิ่งขึ้น


ทหารสหรัฐฯ ขณะทำการกวาดล้างกลุ่มอัลกออิดะห์ในอัฟกานิสถาน  ภายหลังจากการโจมตีทางอากาศอย่าง
หนัก  และต่อเนื่อง เป็นผลให้สมาชิกของกลุ่มต้องย้ายที่มั่น  ไปอยู่บริเวณชายแดนอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน


อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ามุมมองที่โลกมีต่อกลุ่มอัลกออิดะห์จะเป็นเช่นไร สมาชิกของกลุ่มดังกล่าวก็ได้แสดงให้มวลมนุษยชาติ
ได้เห็นถึงความรุนแรง และโหดร้ายที่ไม่มีขีดจำกัด รวมทั้งยังไม่มีข้อยับยั้งชั่งใจใดๆ ทั้งสิ้นในการก่อการร้ายที่มุ่งหวังต่อชีวิต
ของประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ สตรีหรือแม้กระทั่งคนชราซึ่งเป็นภาวการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และมีความ
แตกต่างจากการก่อการร้ายในยุคสงครามเย็น ที่ผู้ก่อการร้ายส่วนใหญ่ เช่น กองทัพแดงของญี่ปุ่น (Japanese Red Army)
หรือกองทัพสาธารณรัฐไอริช (ไออาร์เอ - IRA) ที่มุ่งโจมตีหรือกระทำต่อเป้าหมายที่แสดงถึง “อำนาจรัฐ” เป็นหลัก

ด้วยเป้าหมายที่เปลี่ยนไปนี้เอง ได้ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั่วทุกมุมโลกตกอยู่ในสภาวะแห่งความหวาด ระแวง และตื่นตระ
หนก อีกทั้งยังเป็นการสร้างอาณาจักรแห่งความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เคย เปี่ยมไปด้วยความสงบสุขและสันติภาพอีกด้วย

http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/30/630/61940.jpg

จากเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11 ในสหรัฐอเมริกาและจากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทำให้สหรัฐอเมริกาและกลุ่มพันธมิตรนาโต้
เปิดฉากโจมตีที่มั่นของ กลุ่มอัลกออิดะห์ และ กลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถานอย่างรุนแรงตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา   โดยมีวัตถุ
ประสงค์เพื่อถอนรากถอนโคนกลุ่มก่อการร้ายดังกล่าว ให้สิ้นซาก ด้วยการโจมตีเทือกเขาต่างๆ   ที่เป็นที่มั่นและที่ซ่องสุมผู้คน
ของขบวนการอย่างต่อเนื่องด้วยอาวุธต่างๆ อันทรงอานุภาพทั้งหมดที่โลกตะวันตกมีอยู่ในความครอบครอง โดยอดีตประธานา
ธิบดี จอร์ช ดับเบิลยู บุช ให้ความสำคัญในการตามล่า บินลาเดน ด้วยการออกคำสั่ง “จับเป็นหรือจับตาย (Dead or Alive)”
แก่หน่วยต่างๆ ในพื้นที่

จนกระทั่งมาถึงยุคของประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า ที่ยังคงให้ความสำคัญในการปราบปรามเพื่อเอาชนะกลุ่มก่อการร้าย
ดังกล่าวใน อัฟกานิสถานเป็นอันดับแรกๆ เพื่อลดประสิทธิภาพในการเป็นภัยคุกคามสันติภาพของสหรัฐอเมริกา

ทางฝ่าย โอซามา บินลาเดน และ กลุ่มอัลกออิดะห์ ของเขาซึ่งต้องประสบกับการโจมตีและกวาดล้างอย่างรุนแรง ก็ต้องพบ
ว่าอัฟกานิสถานที่เคยเป็นสวรรค์ของพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้น เชิง


นักรบของกลุ่มอัลกออิดะห์ในโซมาเลีย ซึ่งเข้าร่วมกับกลุ่มกบฏ อัล ชาบาบ (Al Shabab)
      ในกรุงโมกาดิชชู   กำลังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ โซมาเลีย

แม้จะมีความพยายามในการตอบโต้ แต่ก็เป็นการตอบโต้ตามแบบฉบับของกองโจร เช่น การโจมตีด้วยระเบิดพลีชีพ การซุ่ม
โจมตีขบวนลำเลียงของสหรัฐอเมริกาและกลุ่มพันธมิตรนาโต้ ซึ่งการโจมตีดังกล่าวแม้จะสร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและ
ทรัพย์สินของฝ่าย ตรงข้ามอย่างหนักก็ตาม แต่การโจมตีเหล่านั้น ไม่ได้ช่วยให้ฝ่ายอัลกออิดะห์และตาลีบันครอบครองพื้นที่
หรือแผ่ขยายอิทธิพล ได้มากขึ้นแต่อย่างใด

ในทางตรงกันข้ามผลกลับปรากฏว่า ยิ่งอัลกออิดะห์ลงมือก่อการร้ายมากขึ้นเท่าใด การตอบโต้จากสหรัฐอเมริกาก็ยิ่งมีสูงมาก
ขึ้นเท่านั้น   เมื่อการปราบ ปรามเป็นไปอย่างรุนแรง อัลกออิดะห์และตาลีบันก็จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการปะทะด้วยกำลังหลัก
ซึ่งนับวันจะร่อยหรอลงทุกขณะ พร้อมทั้งย้ายที่มั่นลงไปหลบซ่อนตัวอยู่บริเวณชายแดนทางตอนใต้ของ อัฟกานิสถานที่ติด
กับปากีสถาน และมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างชายแดนด้านนี้ให้เป็นสวรรค์แห่งใหม่ของกลุ่ม โดยอาศัยความซับซ้อนของภูมิ
ประเทศและความหลากหลายของชนเผ่าต่างๆ ในพื้นที่ รวมทั้งยังวางแผนที่จะแผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปในปากีสถาน เพื่อ
สถาปนา “รัฐอิสลามบริสุทธิ์” ขึ้นแทนอัฟกานิสถานที่สิ้นสภาพความเป็นรัฐอิสลามบริสุทธิ์ในอุดมคติไปแล้ว


สถานทูตของสหรัฐฯ ในกรุงซานา (Sana) เมืองหลวงของเยเมน ถูกกลุ่มอัลกออิดะห์โจมตีในปี 2008 ส่งผลให้มี
ผู้เสียชีวิต 16 คน เยเมนได้กลายเป็นจุดพักพิงที่สำคัญของกลุ่มอัลกออิดะห์เนื่องจากเป็นประเทศ ที่อ่อนแอทั้ง
ทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ

ทั้งนี้จากข่าวสารของหน่วยข่าวกรองของโลกตะวันตก พบว่า โอซามา บินลาเดน ได้ย้ายที่มั่นของตนเข้าไปอยู่ในพื้นที่
หุบเขาทางตอนเหนือของปากีสถานในปี 2007 และพยายามสร้างผลงานเพื่อเผยแพร่ออกไปสู่โลกภายนอกเหมือนที่เคย
ปฏิบัติมาใน อัฟกานิสถาน

แต่ดูเหมือนความหวังดังกล่าวจะถูกต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากรัฐบาลปากีสถานและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่ต่างระดม
อาวุธยุทโธปกรณ์ทุกอย่างที่มีอยู่สกัดกั้นการแผ่ขยายอิทธิพลของ อัลกออิดะห์และตาลีบันอย่างเต็มขีดความสามารถ

โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ผ่านมา นักรบของอัลกออิดะห์ที่มาจากทั่วโลก เช่น อุซเบกิสถาน ปากีสถาน และ ชาติอาหรับ
อื่นๆ ที่ข้ามเขตแดนอัฟกานิสถานเข้าไปตั้งรกรากในปากีสถานตอนเหนือ ได้ถูกสหรัฐอเมริกาโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรง
และต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรบที่ “โทราโบลา” (Torabola)  และการรบในหุบเขา “ชาร์ ไอ คอต” (Shah I Kot)   ที่นักรบ
เหล่านี้ถูกทำลายจนแทบละลายหายไปในหุบเขาอันลึกลับซับซ้อนเหล่านั้น เลยทีเดียว

จนกระทั่งในปี 2008 อัลกออิดะห์ ก็พยายามก่อการร้ายขึ้นอีกครั้งด้วยการวางระเบิดโรงแรมมาริออท ในกรุงอิสลามมาบัด
ของปากีสถานเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2008 ซึ่งสามารถสังหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปได้เกือบหนึ่งร้อยคน แต่ก็ตามมาด้วยการตอบ
โต้ด้วยการปฏิบัติการทางทหารทั้งจากสหรัฐอเมริกาและ ปากีสถาน

ล่าสุดในปี 2009 สหรัฐอเมริกาได้ส่งฝูงบินเข้าโจมตีบริเวณหุบเขาต่างๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานอย่างหนักหน่วง
กระแสข่าวของตะวันตกระบุว่ามีผู้นำระดับสูงของกลุ่ม 11 คนจาก 20 คนเสียชีวิตจากการปฏิบัติการทางอากาศดังกล่าว ซึ่ง
ในจำนวนนี้รวมถึง นายอาบู มูซาบ อัล-ซาร์กาวี และ นายอาบู อับดุลลาห์ อัล-ชามี แกนนำระดับผู้บังคับการกองกำลัง
ทหารของกลุ่ม ส่งผลให้อัลกออิดะห์แทบหมดหนทางในการเคลื่อนไหวสร้างผลงานการก่อการร้าย เพราะเพียงแค่เอาตัวรอด
จากการโจมตีทางอากาศและทางภาคพื้นดินที่มีอยู่อย่าง ต่อเนื่อง อัลกออิดะห์ก็แทบจะประคองตัวเองไม่ไหวอยู่แล้ว

ในช่วงนี้เองที่ชื่อเสียงของอัลกออิดะห์เริ่มเงียบหายและคลายมนต์ขลังลงไปมาก สมาชิกของกลุ่มบางส่วนพยายามหลบหนี
ไปยังประเทศอาหรับอื่นๆ บางส่วนหลบหนีการโจมตีทางอากาศเข้าไปพื้นที่ที่ห่างไกลของ รัฐวาซิริสถานใต้ (South Waziristan)
ในปากีสถานและขอเช่าพื้นที่จากกลุ่มชนเผ่าต่างๆ ด้วยค่าเช่าที่แพงกว่าปกติถึงสามเท่าตัวเพื่อสถาปนาที่ตั้งของกลุ่มขึ้นมาใหม่


กรุงโมกาดิชชู เมืองหลวงของโซมาเลีย ที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังอันเนื่องมาจากสงครามกลางเมืองอันยืดเยื้อ
ส่งผลให้กลุ่มอัลกออิดะห์ใช้เป็นสถานที่พักฟื้นและซ่องสุมผู้คน ภายหลังการสูญเสียอย่างหนักในอัฟกานิสถาน

ในขณะเดียวกันนักรบอัลกออิดะห์ที่มาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างก็กระจัดกระจายกันเดินทางกลับประเทศของตนในสภาพ
 “บ้านแตกสาแหรกขาด” ปล่อยให้กลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ เช่น เจไอ หรือ เจ๊ะมาฮ์ อิสลามิยะห์, กลุ่มฮามาส  ตลอดจน
กลุ่มเฮซบุลเลาะห์ สร้างผลงานอันโดดเด่นขึ้นมาแทน แม้จะมีความพยายามของกลุ่มอัลกออิดะห์ในเมโสโปเตเมียของอิรัก
ที่พยายามเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มต่อต้านต่างๆ แต่ผลงานก็ไม่เป็นรูปธรรมเด่นชัดอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

แม้ว่าที่ปรึกษาระดับสูงของประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า จะมองว่าการโจมตีกลุ่มอัลกออิดะห์บริเวณชายแดนปากีสถานนั้น
เป็นความสำเร็จที่สำคัญยิ่งของนโยบายทางด้านการทหารของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ยุคปัจจุบัน แต่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐ
อเมริกากลับพบหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า สมาชิกกลุ่มอัลกออิดะห์ที่เหลือรอดจากการโจมตีหลายสิบคน ได้หลบหนีออกจาก
พื้นที่บริเวณชายแดนอัฟกานิสถาน – ปากีสถาน เพื่อมุ่งหน้าสู่ประเทศโซมาเลียและประเทศเยเมน โดยหวังว่าจะใช้ประเทศ
ทั้งสองเป็นฐานในการเคลื่อนไหว เพื่อปลุกอัลกออิดะห์ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในโลกแห่งการก่อการร้ายอีกครั้ง หนึ่ง

นอกจากนี้หน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกายังพบว่า โอซามา บินลาเดน ผู้นำของกลุ่มยังคงปักหลักหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้น
ที่หุบเขาในปากีสถาน เพื่อติดต่อกับกลุ่มอัลกออิดะห์ในเยเมน และโซมาเลีย โดยมีวัตถุประสงค์ในการเตรียมการปฏิบัติการ
อย่างหนึ่งอย่างใดในอนาคตอันใกล้ นี้

“โซมาเลียเป็นประเทศที่ไร้อำนาจรัฐในขณะที่ประเทศเยเมนก็มีรัฐบาลที่คอร์รัปชั่นและอ่อนแอเกินไปที่จะต่อสู้กับ
กลุ่มก่อการร้าย สองปัจจัยนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้อัลกออิดะห์เลือกโซมาเลียและเยเมนเป็นสถาน ที่ฟื้นคืนชีพของ
พวกเขาก่อนที่จะสูญพันธ์อย่างสิ้นเชิง”


แหล่งข่าวระดับสูงของสหรัฐอเมริกาเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ (The New York Times) พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า
โซมาเลียและเยเมนจะถูกจุดประเด็นเรื่อง “สงครามศักดิ์สิทธิ์” หรือ “ญิฮาด” ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเป็นการระดมนักรบที่พร้อม
อุทิศตนเพื่อสงครามที่พวกเขา มองว่า เป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ ให้เข้าร่วมขบวนการก่อการร้ายชื่อก้องโลกนี้

และหากโลกไม่มีมาตรการที่เข้มแข็งเพียงพอ เราจะได้เห็นการฟื้นคืนชีพของอัลกออิดะห์ และจะเป็นการฟื้นคืนชีพที่เปี่ยม
ไปด้วยศักยภาพในการสั่นคลอนเสถียรภาพของโลก ในยุคปัจจุบันได้อย่างมากเลยทีเดียว


กลุ่มกบฏอัล ชาบาบ ในกรุงโมกาดิชชูของโซมาเลีย ขณะกำลังทำการฝึกร่วมกับกลุ่มอัลกออิดะห์ (ภาพ เอ พี)

ทางด้านนายลีออง อี พาเน็ตต้า (Leon E Panetta) ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองกลางของสหรัฐอเมริกา หรือ ซีไอเอ เปิดเผย
ต่อหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ว่า การเดินทางเข้าไปในโซมาเลียของสมาชิกอัลกออิดะห์ จะส่งผลให้โซมาเลียเกิดสงคราม
กลางเมืองที่รุนแรงขึ้นได้ โดยอัลกออิดะห์จะเข้าสมทบกับกลุ่มกบฏ “อัล ชาบาบ” (Al Shabab) ในกรุงโมกาดิชชู เมืองหลวง
ของโซมาเลีย ซึ่งเป็นกลุ่มกบฏที่แข็งแกร่งเนื่องจากมีนักรบ “ญิฮาด” จากต่างประเทศเข้าร่วมอยู่แล้วนับร้อยคน

สำหรับในเรื่องนี้ ดร. น๊อกซ์ ชิทิโย (Dr Knox Chitiyo) คณบดีคณะแอฟริกาศึกษาของสถาบัน Royal United Services ใน
กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษได้คาดการณ์ว่า รัฐบาลโซมาเลียที่อ่อนแอกำลังอยู่ในภาวะคับขันจนถึงขั้นอาจล่มสลาย และ
อัลกออิดะห์ ก็จะใช้โซมาเลียเป็นฐานในการส่งออกการก่อการร้ายแทน อัฟกานิสถานต่อไป ในขณะเดียวกันเยเมนก็คงต้อง
ประสบเคราะห์กรรมไม่ต่างจากโซมาเลียอย่างแน่นอน หากอัลกออิดะห์สามารถจัดตั้งฐานที่มั่นได้ในประเทศดังกล่าว


สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อในโซมาเลียส่งผลให้ประเทศโซมาเลีย กลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed State)
และกลายเป็นสรวงสวรรค์แห่งใหม่ของกลุ่มอัลกออิดะห์

ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2009 สมาชิกอัลกออิดะห์ที่มีฐานที่มั่นในเยเมนก็เริ่มเปิดฉากการก่อการร้าย สะเทือนโลกขึ้นอีกครั้ง
ด้วยการส่ง นายอับดุลเลาะห์ ฮัซซัน ทาเลห์ อัล-อาซิรี นักรบอัลกออิดะห์ผู้ทำหน้าที่เป็นมือระเบิดพลีชีพข้ามแดนเข้าไปใน
ซาอุดิอารเบีย เพื่อปฏิบัติการลอบสังหาร เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ (Prince Mohammed bin Nayef) แห่งราชวงศ์
ซาอุดิอารเบีย ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มีนโยบายในการต่อต้านการก่อการร้ายอย่างจริงจัง
โชคดีที่เจ้าชายนาเยฟปลอดภัยจากการโจมตีในครั้งนี้ แต่การปฏิบัติการดังกล่าวก็เป็นการส่งสัญญาณให้โลกได้รับรู้ว่า
อัลกออิดะห์ กำลังจะคืนชีพขึ้นมาแล้ว

นอกจากนี้แหล่งข่าวซึ่งเป็นนายทหารระดับสูงของกองทัพสหรัฐอเมริกายังเปิดเผยอีกว่า หน่วยงานด้านการข่าวของสหรัฐ
อเมริกาสามารถตรวจพบการติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกอัลกออิดะห์ทั้งสามประเทศอย่างต่อเนื่องว่า

“ ... พวกเขาติดต่อสื่อสารเกี่ยวกับความต้องการในด้านต่างๆ ของกันและกัน เช่น การสนับสนุนด้านการเงิน
กำลังพลและด้านอื่นๆ ที่มีความจำเป็นในการจัดตั้งกองกำลังขึ้น ซึ่งสัญญาณดังกล่าวอาจเป็นสิ่งบอกเหตุว่า
พวกอัลกออิดะห์กำลังวางแผนที่จะปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งในอนาคตอันใกล้ นี้ ...”

การโยกย้ายฐานที่มั่นของกลุ่มอัลกออิดะห์ในครั้งนี้ถูก วิเคราะห์ออกเป็นสองมุมมอง มุมมองแรกซึ่งเป็นมุมมองของที่ปรึกษา
ระดับสูงของประธานาธิบดีโอบาม่า มองว่าการปฏิบัติการทางทหารบริเวณชายแดนปากีสถานประสบความสำเร็จอย่างมากจน
ทำให้กลุ่มก่อการร้ายต้องเปิดเผยตัวจากที่หลบซ่อน เปรียบเหมือนผึ้งแตกรังที่ง่ายต่อการติดตามและทำลาย รวมทั้งการติดต่อ
สื่อสารข้ามประเทศระหว่างกลุ่มจะเป็นตัวชี้นำไปสู่การจับกุมได้ง่ายขึ้น

แต่อีกมุมมองหนึ่งกลับมองว่า โอซามา บิน ลาเดนและกลุ่มแกนนำของอัลกออิดะห์ยังคงหลบซ่อนตัวอยู่บริเวณตอนเหนือ
ของ ปากีสถาน ในขณะที่สมาชิกบางส่วนได้แผ่ขยายอาณาจักรไปยังสรวงสวรรค์แห่งใหม่ในโซมาเลีย และเยเมน เพื่ออาศัย
สภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการฟื้นฟูองค์กร ทำการซ่องสุมผู้คนเพื่อสร้างอัลกออิดะห์ให้กลับมายิ่งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ดังที่
ทาลัด มาซูด นายพลนอกราชการของปากีสถานกล่าวแสดงความคิดเห็นถึงการไล่ล่าสมาชิกอัลกออิดะห์ที่แตกกระสานซ่าน
เซ็นออกไปจากที่มั่นทางตอนเหนือของปากีสถานว่า

“ ... มันไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก ที่จะติดตามไล่ล่าพวกอัลกออิดะห์ในโซมาเลียและเยเมน เหตุการณ์ความ
สูญเสียของทหารอเมริกันในการรบที่กรุงโมกาดิชชูของโซมาเลียใน ปี 1993 จะหวนกลับมาอีกครั้งอย่าง
แน่นอน หากสหรัฐอเมริกาส่งทหารเข้าไปในโซมาเลียและเยเมน”


อย่างไรก็ตามไม่ว่าอัลกออิดะห์จะประสบความสำเร็จในการใช้ โซมาเลีย และ เยเมน เป็นสถานที่ชุบชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
หรือไม่นั้น โลกก็ยังคงต้องจับตามองความเคลื่อนไหวของขบวนการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งร่วมมือกันในการตัดท่อ
น้ำเลี้ยงต่างๆ ที่อาจส่งผลให้มัจจุราชแห่งการก่อการร้ายกลุ่มนี้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา เพราะไม่เช่นนั้นแล้วโลกที่แสนสงบและเปี่ยม
ไปด้วยสันติสุข อาจจะต้องตกอยู่ใน “อาณาจักรแห่งความหวาดกลัวจากอำนาจแห่งการก่อการร้าย” ของอัลกออิดะห์
อีกครั้งหนึ่งก็เป็นได้






Comments