3.9 ข้อมูลพื้นฐานจังหวัด

จังหวัดอุบลราชธานี

ประวัติความเป็นมา

            อุบลราชธานี ราชธานีแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ชื่อว่าเป็นเมืองดอกบัวอันมีแม่น้ำมูล  แม่น้ำชี   ไหลพาดผ่านดุจเสมือนเส้นชีวิตของชาวเมือง    ในสมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์  ท้าวคำผง  ท้าวทิศพรหมและท้าวก่ำ บุตรพระวอ  พระตา หนีภัยสงคราม  “พระเจ้าสิริบุญสาร”  เจ้าแห่งนครเวียงจันทน์เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและในสมัยนั้นเมืองอุบลราชธานียังเป็นเพียงชุมชนที่กลุ่มชนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เวียงดอนกองแขวงจำปาศักดิ์เท่านั้น  ยังไม่ได้สถาปนาเป็นเมืองอุบลราชธานี  จนถึงสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  และในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น   พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะรวมพลเมืองเพื่อเป็นกำลังของประเทศ โดยทรงมีพระราชกำหนดว่า   หากเจ้าเมืองใด  หรือบุคคลใดรวมไพร่พลได้มากตั้งเมืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง       ก็จะได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง     ให้เป็นเจ้าเมือง  พระปทุมสุรราช  (ท้าวคำผง)  จึงอพยพครอบครัวไพร่พลจากเวียงดอนกองมาตั้งหลักแหล่งบริเวณห้วยแจระแม       จนต่อมาพระปทุมสุรราชสามารถยกทัพปราบกบฎได้ชัยชนะ     พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้า แต่งตั้งพระปทุมสุรราชเป็น พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ครองเมืองอุบลราชธานี และเป็นเจ้าเมืองคนแรกของอุบลราชธานี ให้ยกฐานะบ้านแจระแมขึ้นเป็น “เมืองอุบลราชธานี”  ในปี  ..2335  และภายหลังได้ย้ายไปตั้งเมืองใหม่ที่  “ดงอู่ผึ้ง”  อันเป็นที่ตั้งเมืองอุบลราชธานีในปัจจุบัน เหตุที่มี “ราชธานี"  ต่อท้ายนั้นเป็นเพราะว่ามีเจ้าเมืองสืบต่อมาถึง 4 คน  และในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นจังหวัดอุบลราชธานี มีฐานะเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งเป็นที่ตั้งกองบัญชาการมณฑลอีสานมาโดยตลอด จนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ..2468 ได้มีการยุบเลิกมณฑลอุบลราชธานี   จึงนับได้ว่าจังหวัดอุบลราชธานีได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง จนกลายเป็นจังหวัดที่มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมจังหวัดต่างๆ ของไทย   หลายจังหวัด

 

ขนาดและที่ตั้ง

  • จังหวัดอุบลราชธานี    ตั้งอยู่สุดชายแดนตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ  ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และกัมพูชาประชาธิปไตย อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร  630  กิโลเมตร  มีเนื้อที่ประมาณ  10.0  ล้านไร่   คิดเป็นร้อยละ  9.5  ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และอาณาเขตติดต่อดังนี้
  • ทิศเหนือ ติดจังหวัดอำนาจเจริญ  จังหวัดยโสธร สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
  • ทิศตะวันออก  ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
  • ทิศใต้      ติดประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย  และจังหวัดศรีสะเกษ
  • ทิศตะวันตก ติดจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดยโสธร

                                                                                          

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

    ลักษณะภูมิประเทศ

          จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า  แอ่งโคราช  โดยสูงจากระดับน้ำทะเล   เฉลี่ยประมาณ 68 เมตร (227ฟุต )  ลักษณะโดยทั่วไปเป็น ที่สูง ๆ ต่ำ ๆ  จัดเป็นที่ราบสูง    ลาดเอียงไปทางตะวันออก  มีแม่น้ำโขงเป็นแนวเขตกั้นจังหวัดอุบลราชธานีกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  มีแม่น้ำชีไหลมาบรรจบกับแม่น้ำมูลที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี  ซึ่งแม่น้ำมูลไหลผ่านกลางจังหวัด    จากทิศตะวันตก   มายังทิศตะวันออกแล้วไหลลงสู่แม่น้ำโขง  ที่อำเภอโขงเจียม   และมีลำน้ำใหญ่ ๆ   อีกหลายสาย   ได้แก่  ลำเซบก  ลำโดมใหญ่   ลำโดมน้อย และมีภูเขาสลับซับซ้อนหลายแห่งทางบริเวณชายแดนตอนใต้ ที่สำคัญคือ เทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาพนมดงรัก  ซึ่งกั้นอาณาเขตระหว่างจังหวัดอุบลราชธานี   กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐกัมพูชาประชาธิปไตย

     ลักษณะภูมิอากาศ

              ภูมิอากาศโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับจังหวัดอื่น ๆ   ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ    คือจะมีอากาศร้อนในฤดูร้อนและค่อนข้างหนาว  ในฤดูหนาว ส่วนในฤดูฝนจะมีฝนตกชุกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน และในปี  2552  มีฝนตกประมาณ  114  วัน   ปริมาณน้ำฝนวัดได้ 1976.2  มิลลิเมตร

 

การปกครองและประชากร

             ในปี พ.. 2553 จังหวัดอุบลราชธานี  แบ่งการปกครองส่วนภูมิภาค  ออกเป็น  25  อำเภอ  219 ตำบล  2,699  หมู่บ้าน โดยมีอำเภอ   ดังนี้ อำเภอเมืองอุบลราชธานี  อำเภอกุดข้าวปุ้น  อำเภอเขมราฐ    อำเภอเขื่องใน   อำเภอโขงเจียม   อำเภอดอนมดแดง   อำเภอเดชอุดม   อำเภอตระการพืชผล    อำเภอตาลสุม   อำเภอทุ่งศรีอุดม  อำเภอนาจะหลวย   อำเภอน้ำยืน  อำเภอบุณฑริก  อำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอโพธิ์ไทร อำเภอม่วงสามสิบ  อำเภอวารินชำราบ  อำเภอศรีเมืองใหม่  อำเภอสำโรง  อำเภอสิรินธร อำเภอนาเยีย   อำเภอเหล่าเสือโก้ก   อำเภอนาตาล อำเภอสว่างวีระวงศ์  และอำเภอน้ำขุ่น

  • การปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด  1  แห่ง   มีเทศบาลทั้งหมด  32 แห่ง  แยกเป็น  เทศบาลนคร  1  แห่ง คือเทศบาลนครอุบลราชธานี  โดยได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลนคร เมื่อวันที่  25   พฤษภาคม พ.. 2542  เทศบาลเมือง  3 แห่ง คือเทศบาลเมืองวารินชำราบ   เทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร และเทศบาลเมืองเดช มีเทศบาลตำบล  35 แห่ง   และมีองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)  199   แห่ง
  • จากสถิติของกรมการปกครอง กระทรวง       มหาดไทย   เมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2553  จังหวัดอุบลราชธานี มีประชากรทั้งสิ้น  1,813,088 คน   เป็นชาย  909,405  คน  และหญิง  903,683 คน  จำนวนผู้ชายคิดเป็นร้อยละ 50.2 ของประชากรทั้งหมด  ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลมีเพียง ร้อยละ 19.9 ในขณะที่ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ  80.1 อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล  ความหนาแน่นของประชากรเท่ากับ  112 คนต่อตารางกิโลเมตร  จำนวนประชากรเฉลี่ยต่อครัวเรือนเท่ากับ  3.7   โดยจำนวนครัวเรือนเฉลี่ยต่อหมู่บ้านเท่ากับ  182.8 และจำนวนประชากรเฉลี่ยต่อหมู่บ้านเท่ากับ  671.8

ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งน้ำและสภาพทางเศรษฐกิจ

          ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี  คือ  ป่าไม้  มีทั้งป่าเต็งรังหรือป่าแดงที่มีอยู่ทั่วไป  ป่าดิบแล้งและป่าผสมในเขตอำเภอน้ำยืน  ส่วนป่าเบ็ญจพรรณ  มีอยู่ในบริเวณอำเภอเขมราฐ  อำเภอบุณฑริก  และอำเภอพิบูลมังสาหาร  ไม้ส่วนใหญ่  เป็นไม้กระยาเลย ได้แก่  ไม้ยาง  ไม้ตะแบก  ไม้แดง  ไม้ประดู่  ไม้เคี่ยม  ไม้ตะเคียน  ไม้เต็ง  ไม้ชุมแพรก  ไม้กันเกรา  เป็นต้น  และป่าไม้ที่เหลือไม่เพียงพอที่จะรักษาสภาพอากาศแหล่งต้นน้ำลำธาร  และการพังทลายของดินได้

                 ดิน       คุณสมบัติของดินทั่วไปของจังหวัดอุบลราชธานี  แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ  ดังนี้

                1.  ดินร่วน ดินร่วนปนทราย ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ   ปริมาณร้อยละ  25.5  ของพื้นที่ทั้งหมด

                2.  ดินร่วนทราย ดินร่วนปนทราย   เป็นดินตามบริเวณที่ราบสูงทั่วไป   มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมีปริมาณร้อยละ  38.5  ของพื้นที่ทั้งหมด

                3.  ดินร่วนทราย  -  ดินร่วนเหนียว  จะมีอยู่บริเวณที่ราบลุ่มทั่วไป  มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีปริมาณร้อยละ  7.5  ของพื้นที่ทั้งหมด

                4.  ดินร่วนปนทราย  ส่วนใหญ่เป็นดินตามพื้นภูเขาและที่ลาดชัน  ดินมีความอุดมสมบูรณ์ระดับปานกลางถึงต่ำ  มีปริมาณร้อยละ  28.5 ของพื้นที่ทั้งหมด 

          แร่ธาตุ    จากการสำรวจของกรมทรัพยากรธรณี ปรากฏว่า  จังหวัดอุบลราชธานีมีแร่อโลหะเพียงชนิดเดียว  ได้แก่  เกลือหิน  ซึ่งเจาะพบแล้วมีอยู่  2  แห่ง  คือ  ที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี  แห่ง  ลึก  457  ฟุต  มีเกลือหินหนา  179  ฟุต  และที่อำเภอตระการพืชผล  อีก แห่ง   ลึก 361.5  ฟุต  มีเกลือหนา 366.5 ฟุต  ซึ่งขณะนี้ไม่มีการดำเนินการนำเกลือหินมาใช้  นอกจากนี้มีทรัพยากรแร่ที่อยู่ในรูปของหินชนิดต่าง  ๆ อีกมากมาย

                แหล่งน้ำใต้ดิน       จังหวัดอุบลราชธานี  มีแหล่งน้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาลอยู่ทั่วไป  แต่มีปริมาณคุณภาพและความตื้นลึกแตกต่างกันไปตามสภาพธรณีวิทยาและอุทกวิทยา

                แหล่งน้ำธรรมชาติ    แหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญไหลผ่านอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัด  ได้แก่  แม่น้ำโขง  แม่น้ำมูล  แม่น้ำชี  ลำเซบก  ลำเซบาย  ลำโดมใหญ่  ลำโดมน้อย 

             จังหวัดอุบลราชธานี ได้ก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อเก็บกักน้ำไว้  รวมทั้งผลิตกระแสไฟฟ้ามี  2 เขื่อน  คือ  เขื่อนสิรินธร  อยู่อำเภอสิรินธร  ลักษณะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่    ขนาดเขื่อนสูง  42  เมตร  ยาว  950  เมตร  สันเขื่อนกว้าง  7.50  เมตร  เก็บน้ำได้    1,966.5    ล้านลูกบาศเมตร สามารถผลิตไฟฟ้าได้  36,000  กิโลวัตต์  ส่งน้ำช่วยเหลือทางเกษตร   ได้ถึง 150,000  ไร่  และอีกเขื่อนคือเขื่อนปากมูล    ตั้งอยู่ที่อำเภอโขงเจียมลักษณะเป็นฝายกั้นน้ำขนาดใหญ่  ความสูงเฉลี่ย  17 เมตร  ยาว 300  เมตร  ติดตั้งประตูควบคุมการระบายน้ำฉุกเฉิน  ขนาดใหญ่  8  บาน  สามารถระบายได้สูงถึง 18,500  ลูกบาศก์เมตร/วินาที   ซึ่งสามารถระบายน้ำหลากได้เท่ากับสภาพลำน้ำเดิม  ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า  4  เครื่อง ผลิตกำลังไฟฟ้าได้  136  เมกกะวัตต์  หรือปีละ  280  ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมง  อำนวยประโยชน์ด้านการเกษตรได้ประมาณ  1.6  แสนไร่

             ประชากรในจังหวัดอุบลราชธานี ยังคงมีอาชีพทางด้านเกษตรเป็นส่วนใหญ่  โดยมีการทำนาข้าวและเพาะปลูกพืชไร่ชนิดต่าง ๆ เช่น ปอแก้ว มันสำปะหลัง ถั่วลิสง มีการเลี้ยงปศุสัตว์ และทำการประมงอยู่บ้างอาชีพอื่น ๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อยคือ  อุตสาหกรรม  และการค้าการบริการ

            จากสถิติของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปี พ.. 2552   จังหวัดอุบลราชธานี    มีมูลค่ารวมผลิตภัณฑ์จังหวัด (GPP.) ตามราคาประจำปี  77,767 ล้านบาท   มูลค่ารวมผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อหัว (Per Capita  GPP.) 41,809  บาท   เมื่อพิจารณาด้านสาขาการผลิตที่ทำรายได้ให้แก่จังหวัดมากที่สุด  คือสาขาการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ ฯ  ซึ่งมีมูลค่า  จำนวน 20,174 ล้านบาท  (ร้อยละ 25.9  ของมูลค่าทั้งหมด)  รองลงมาคือสาขาเกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้  ซึ่งมีมูลค่า    จำนวน 11,93 ล้านบาท  (ร้อยละ 15.3)   และสาขาการศึกษา  จำนวน  10,515 ล้านบาท  (ร้อยละ  13.5)

 

การคมนาคมและขนส่ง

          จังหวัดอุบลราชธานี  มีการคมนาคมติดต่อกับจังหวัดต่าง ๆ ทั้งทางรถไฟ รถยนต์ และทางอากาศ ภายในจังหวัดมีถนนเชื่อมระหว่างตัวอำเภอต่าง ๆ  สามารถใช้ได้ทุกฤดูกาล ส่วนทางน้ำจะใช้ติดต่อกันเฉพาะในจังหวัดเป็นส่วนใหญ่  มีเส้นทางรถไฟผ่านท้องที่อำเภอวารินชำราบ เป็นระยะทางทั้งสิ้น  27  กิโลเมตร  สำหรับการคมนาคมทางอากาศ  จังหวัดมีสนามบิน  1  แห่ง  ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี  มีเที่ยวบินไปและกลับกรุงเทพมหานครทุกวัน   โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ  50  นาที

          การไปรษณีย์โทรเลข มีที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข 24 แห่ง  ให้บริการด้านสื่อสารไปรษณีย์และโทรคมนาคมในประเทศและต่างประเทศ ปีงบประมาณ 2552  มีบริการไปรษณีย์(รับฝาก) จำนวน  10,404,122  ชิ้น 

          โทรศัพท์  ในปี พ..2552 จังหวัดอุบลราชธานี  มีจำนวนเลขหมายที่มีผู้เช่าจำนวน 69,354 เลขหมาย  โดยแยกออกเป็นของบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน  53,503  เลขหมาย   และบริษัทสัมปทาน   จำนวน  15,851  เลขหมาย

 

การสาธารณูปโภค

             การประปา  มีกิจการประปาทั้งหมด  228  แห่ง  โดยแบ่งเป็น

                สำนักงานประปาชั้น 1   จำนวน 145  แห่ง

                สำนักงานประปาชั้น 2   จำนวน    83  แห่ง

                ในปี   2552   การประปาภูมิภาค    สามารถผลิตน้ำประปาได้   26,252,283 ลูกบาศก์เมตร  โดยมีจำนวนผู้ใช้น้ำ  53,898  ราย        

                การไฟฟ้า  สำนักงานไฟฟ้าส่วนภูมิภาค  รับซื้อกำลังไฟฟ้าจากการไฟฟ้า  ฝ่ายผลิต  2  แห่ง คือ

                                1. สถานีจ่ายไฟฟ้าย่อยบ้านก้านเหลือง   อำเภอเมืองอุบลราชธานี  เฉลี่ยเดือนละ  18  ล้านยูนิต

                                2. สถานีจ่ายไฟฟ้าย่อยเขื่อนสิรินธร   อำเภอสิรินธร    เฉลี่ยเดือนละ  1.5  ล้านยูนิต 

                จังหวัดอุบลราชธานี     มีไฟฟ้าใช้กระจายไปเกือบทุกหมู่บ้านในจังหวัด   ซึ่งในปี 2552  มีการจำหน่ายกระแสไฟฟ้า จำนวน 609,925,892  ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมง โดยมีจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้า  2,342,683 ราย

 

การศึกษา

               การศึกษาภาคบังคับได้แพร่กระจายไปอย่างทั่วถึง  ด้านการศึกษาในระดับมัธยมขณะนี้ได้ขยายออกไปสู่ชนบทครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เป้าหมาย ส่วนด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียน ได้จัดสร้างเสริมการศึกษาผู้ใหญ่แบบต่าง ๆ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  ตลอดจนการฝึกอาชีพให้กับกลุ่มผู้สนใจทั่วไป  และยังส่งเสริมให้มีการศึกษาในพุทธศาสนาด้วย

            ในปี 2552 การศึกษาของจังหวัด  ซึ่งมีตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงอุดมศึกษา   แยกได้ดังนี้  ในระดับประถมถึงมัธยมศึกษา    มีสถานศึกษา     1,254   แห่ง  ในระดับอาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษา  มี   16   แห่ง     นอกจากนี้ยังมีวิทยาลัยพยาบาล 1 แห่ง  และสถาบันการศึกษาของสงฆ์ (มหาวิทยาลัยสงฆ์)  1  แห่ง  ประชาชนส่วนใหญ่ของจังหวัดอุบลราชธานีนับถือศาสนาพุทธ จึงมีวัดและสำนักสงฆ์ในพุทธศาสนากระจายอยู่ทั่วไปในจังหวัด     

 

การสาธารณสุข

             การดำเนินการด้านสาธารณสุข  จังหวัดอุบลราชธานี   ได้ดำเนินการในรูปแบบผสมผสาน คือ  มุ่งในด้านการรักษาพยาบาล     การสุขาภิบาล   สิ่งแวดล้อม    การป้องกันโรคและการส่งเสริมสุขภาพพร้อมกันไป  กับการสาธารณสุขมูลฐาน

             สถานบริการด้านสาธารณสุข  ที่เปิดดำเนินการในจังหวัด ปี 2552 มีโรงพยาบาลรัฐบาล 23 แห่ง สถานีอนามัย  312  แห่ง    สถานบริการสาธารณสุขเฉพาะโรค  3  แห่ง   โรงพยาบาลเอกชน  3  แห่ง    คลินิกทุกประเภท  481    แห่ง     ร้านขายยาแผนปัจจุบัน   203   แห่ง    ร้านขายยาแผนโบราณ  78 แห่ง   

 

สถานที่น่าสนใจและแหล่งท่องเที่ยว

        อุบลราชธานีเป็นจังหวัดใหญ่ชายแดนที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเป็นเมืองเก่าที่เจริญมานับร้อยปี  เป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่งมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณสถานะมีประเพณีทางพุทธศาสนาที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนอุบลราชธานีเสมอ

        หาดคูเดื่อ  เป็นหาดทรายริมฝั่งแม่น้ำมูล  อำเภอเมือง  จังหวัดอุบลราชธานี  อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 12 กิโลเมตร ตามถนนเลี่ยงเมือง(ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 24)   บริเวณหาดมีแพของชาวบ้านเป็นจำนวนมาก  ให้บริการในเรื่องอาหารเครื่องดื่มแก่นักท่องเที่ยวที่มักจะหลบลมร้อนไปสู่ความร่มรื่นของธรรมชาติ ในฤดูแล้งจะเห็นทรายขาวและอากาศเย็นสบาย

       หาดวัดใต้   เป็นเกาะหาดทรายตั้งอยู่กลางลำน้ำมูลใกล้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุบลราชธานี    ในฤดูแล้งจะมีหาดทรายขาวเนียนน้ำใสสะอาด  บนเกาะจะมีต้นไม้เขียวชอุ่ม  ให้ความร่มเย็น นอกจากนั้นยังมีแพไม้ไผ่ให้บริการด้านอาหาร ชาวอุบลราชธานีและนักท่องเที่ยวที่มาเยือนที่นี่จะนิยมมาเล่นน้ำ ในตอนเย็นจะมองเห็นพระอาทิตย์เคลื่อนลงสู่แม่น้ำดูสวยงามมาก

          ศาลหลักเมืองอุบลราชธานี      ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของทุ่งศรีเมือง    และอยู่ด้านทิศเหนือของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอุบลราชธานี ถนนศรีณรงค์

      วัดทุ่งศรีเมือง   ตั้งอยู่ถนนหลวง  ตำบลในเมือง  อำเภอเมืองอุบลราชธานี สร้างขึ้นในสมัยพระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3  มีหอพระพุทธบาทเป็นอุโบสถที่พระสงฆ์ใช้ทำสังฆกรรม มีลักษณะของศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น และศิลปะเวียงจันทร์ผสมอยู่ด้วย  ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังทุกด้าน และภายในวัดยังมีหอพระไตรปิฎก เป็นหอที่สร้างด้วยไม้ตั้งอยู่กลางสระน้ำ เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก มีลักษณะเป็นศิลปะผสมระหว่างไทย พม่า และลาว

     ทุ่งศรีเมือง  เป็นลักษณะคล้ายสนามหลวง  เป็นสถานที่พักผ่อนและออกกำลังกาย และที่สำคัญมีอนุสาวรีย์พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (ท้าวคำผง)  ซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองอุบลราชธานี

     ัดศรีอุบลรัตน   (วัดศรีทอง)  ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของศาลากลางจังหวัดอุบลราชธา  ถนนอุปราช  สร้างเมื่อปีเถ.. 2398  สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่   4  เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองคือ   พระแก้วบุษราคัม”   เป็นพระพุทธปฏิมากรปรางมารวิชัยสมัยเชียงแสนแกะสลักจากแก้วบุษราคัม

     วัดหนองบัว    ตั้งอยู่ถนนธรรมวิถี  อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ห่างจากศาลากลางจังหวัดไปทางด้านทิศเหนือประมาณ  3  กิโลเมตร สร้างเมื่อปี พ.. 2498 ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ คือ  พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์  จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รอบองค์พระธาตุเป็นกำแพงแก้ว

   วัดแจ้ง    ตั้งอยู่บนถนนสรรพสิทธิ์   อำเภอเมือง   จังหวัดอุบลราชธานี    ภายในวัดมีพระอุโบสถมีรูปทรงสวยงาม และมีงานจำหลักไม้ที่มีฝีมือแบบพื้นบ้านโดยแท้ อุโบสถวัดแจ้งเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี  โดยได้รับเกียรติบัตรในงานนิทรรศการสถาปนิก 30” จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

      วัดมหาวนาราม   ตั้งอยู่บนถนนสรรพสิทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี  หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า  วัดป่าใหญ่”   เป็นวัดเก่าแก่และถือว่าเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี   ปูชนียวัตถุที่สำคัญของวัดนี้คือ   พระเจ้าใหญ่อินแปลง   เป็นพระพุทธรูปปรางมารวิชัย

      วัดสุปัฏณารามวรวิหาร     ตั้งอยู่บนถนนสมเด็จ   อำเภอเมือง   จังหวัดอุบลราชธานี   เป็นวัดธรรมยุติ   วัดแรกของจังหวัดอุบลราชธานี   สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4

      วัดบ้านนาเมือง    ตั้งอยู่บ้านนาเมือง   ตำบลไร่น้อย   อำเภอเมือง   จังหวัดอุบลราชธานี   ซึ่งมีพระอุโบสถสร้างเป็นรูปเรือหงส์ และใช้เซรามิกในการตกแต่งอุโบสถ

     พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอุบลราชธานี   ตั้งอยู่บนถนนเขื่อนธานีตัดกับถนนอุปราช   อำเภอเมือง  จังหวัดอุบลราชธานี   ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นที่ทำการศาลากลางจังหวัด    ซึ่งนับได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบแห่งหนึ่ง เปิดทำการวันพุธถึงวันอาทิตย์   เวลา  09.00 - 16.00 .

      พิพิธภัณฑ์เปิดบ้านก้านเหลือง ตั้งอยู่บ้านก้านเหลือง ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี  ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือประมาณ   5  กิโลเมตร    แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ขุดพบเมื่อปี พ..  2535   โดยหน่วยศิลปากรที่ 6  อำเภอพิมาย   จังหวัดนครราชสีมา   และจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์เปิด  เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมศึกษาหาความรู้

  วัดหนองป่าพง   ตั้งอยู่ตำบลโนนโหนน  อำเภอวารินชำราบ   จังหวัดอุบลราชธานี   ห่างจากตัวจังหวัดไปทาง  อำเภอกันทรลักษ์  จังหวัดศรีสะเกษ ตามทางหลวงหมายเลข  2178  ประมาณ  8   กิโลเมตร   บริเวณวัดมีเนื้อที่ประมาณ  186  ไร่เศษ  ในอดีตนั้นเคยเป็นวัดร้างและเป็นป่าช้ามาก่อน จนปี พ..2497 หลวงปู่ชา (พระโพธิญาณเถระ)     ได้บุกเบิกปรับปรุงให้เป็นที่ปฏิบัติธรรม  และได้จัดตั้งขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ และเป็นวัดในเวลาต่อมาภายในบริเวณวัดเงียบ  ร่มรื่น สวยงาม เหมาะแก่การนั่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน และบำเพ็ญศาสนกิจ

     แก่งสะพือ เป็นแก่งที่อยู่ในแม่น้ำมูล  ในเขตอำเภอพิบูลมังสาหาร ห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานี 45 กิโลเมตร เป็นแก่งที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี จะมีหินน้อยใหญ่สลับซับซ้อน กระแสน้ำไหลผ่านกระทบหิน  แล้วเกิดเป็นฟองขาว  มีเสียงดังตลอดเวลา  ช่วงเดือนมกราคม พฤษภาคม   จะมีผู้นิยมไปเที่ยวกันมาก เพราะว่าน้ำจะลดทำให้เห็นแก่งได้ชัดเจนและสวยงาม ในช่วงสงกรานต์เทศบาลตำบลพิบูลมังสาหาร ก็ได้กำหนดจัดงานประเพณีสงกรานต์ที่แก่งสะพือ ซึ่งในงานนี้จะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมงานเป็นจำนวนมาก

     วัดภูเขาแก้ว    ตั้งอยู่อำเภอพิบูลมังสาหาร ห่างจากตัวจังหวัด 44  กิโลเมตร  ก่อนถึงอำเภอพิบูลมังสาหาร  1  กิโลเมตร วัดภูเขาแก้วสร้างขึ้นเมื่อปี  พ.. 2480   สำหรับให้พระสงฆ์ปฏิบัติกัมมัฏฐาน พระอุโบสถประดับด้วยกระเบื้อง

     เขื่อนสิรินธร  เป็นเขื่อนเอนกประสงค์อีกแห่งหนึ่งของภาคอีสาน เขื่อนนี้จะสร้างกั้นลำโดมน้อย ในเขตอำเภอสิรินธร ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่า  เขื่อนโดมน้อย”  อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 74 กิโลเมตร สร้างเสร็จในปี  พ.. 2514    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ  พระราชทานนามว่า      “เขื่อนสิรินธร”  อำนวยประโยชน์ด้านชลประทาน  การประปา  การคมนาคมทางน้ำ และการผลิตกระแสไฟฟ้า  แล้วยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดภายในบริเวณเขื่อน  ได้มีการจัดสวนที่มีพันธุ์ดอกไม้นานาชนิด สำหรับให้เที่ยวชมเพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ    

     ช่องเม็ก    เป็นจุดผ่านแดนไทย ลาว    ในเขตอำเภอสิรินธร   จังหวัดอุบลราชธานี     ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนจุดเดียวในภาคอีสานที่สามารถเดินทางไปประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว   โดยทางพื้นดินในขณะที่จุดอื่นจะต้องข้ามลำน้ำโขง      ช่องเม็กห่างจากจังหวัดอุบลราชธานี  ประมาณ  90  กิโลเมตร

    น้ำตกตาดโตน   อยู่ในท้องที่ตำบลคำเขื่อนแก้ว    อำเภอสิรินธร   เป็นน้ำตกขนาดเล็กเกิดจากลำห้วยหนองชาด  ซึ่งเป็นธารน้ำสาขาลำโดมน้อย อยู่ห่างจากถนนใหญ่ในเส้นทางสิรินธร โขงเจียม เพียง 500 เมตร เป็นน้ำตกที่สวยงามสามารถลงเล่นน้ำได้ บริเวณโดยรอบเป็นป่าไม้ ฤดูที่น่าเที่ยวควรจะเป็นหลังฤดูฝน และฤดูหนาว

      ผาแต้ม  ตั้งอยู่บริเวณอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 95 กิโลเมตร  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มีลักษณะเด่นที่ภาพเขียนสีภูมิประเทศโดยรอบสวยงามด้านตรงข้ามเป็นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นก่อนที่แห่งใดในประเทศไทยในบริเวณดังกล่าวด้วย

   แม่น้ำสองสี    ที่อำเภอโขงเจียม  จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบริเวณที่แม่น้ำมูลไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง   ทำให้เกิดสีแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน    คือแม่น้ำโขงมีสีน้ำตาลอ่อน  (สีชา)   ส่วนแม่น้ำมูลมีสีชาแกมเขียว นิยมพูดกันติดปากว่า โขงสีปูนมูลสีคราม”    จุดที่สามารถมองเห็นแม่น้ำสองสีได้อย่างชัดเจนคือ   บริเวณลาดริมฝั่งแม่น้ำมูล แม่น้ำโขงหน้าวัดโขงเจียม และบริเวณบางส่วนของบ้านห้วยหมากใต้ ในเดือนเมษายนจะเป็นเดือนที่เห็นสีน้ำได้ชัดเจนที่สุด    และบริเวณใกล้เคียงมีบริการเรือพาล่องชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำ  หรือซื้อของที่ระลึกที่ตลาดหมู่บ้านในฝั่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอีกด้วย

      เขื่อนปากมูล   ตั้งอยู่บริเวณบ้านหัวเห่ว   ตำบลโขงเจียม  อำเภอโขงเจียม  จังหวัดอุบลราชธานี ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 70 กิโลเมตร เป็นเขื่อนที่มีลักษณะคล้ายฝายน้ำล้น ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า   และใช้ประโยชน์ในด้านชลประทาน   สันเขื่อนยังเป็นเส้นทางลัดจากอำเภอโขงเจียมไปอำเภอสิรินธร โดยไม่ต้องย้อนไปอำเภอพิบูลมังสาหาร

     อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ  อยู่ในท้องที่ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม และตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอ     สิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เดิมชื่อว่าอุทยานแห่งชาติหินกอง ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อ วันที่ 13 กรกฎาคม   2524  มีเนื้อที่ประมาณ  50,000 ไร่   แก่งตะนะจะมีสายน้ำเชี่ยวและลึก    ทั้งยังมีถ้ำใต้น้ำหลายแห่ง จึงทำให้ปลาบริเวณแก่งตะนะชุกชุม

 

งานประเพณีและศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

     การกินดอง  หมายถึง งานพิธีมงคลสมรส มีความแตกต่างกับที่อื่นอยู่บ้างในส่วนปลีกย่อย โดยมักจะเรียกพิธีแต่งงานว่า การกินดอง” ซึ่งหมายความในลักษณะผูกพันเกี่ยวดองฝ่ายหญิงฝ่ายชายจะเป็นดองซึ่งกันและกันเรียกว่า พ่อดอง แม่ดอง

      การทำบุญบั้งไฟ ประเพณีทำบุญบั้งไฟ  คือบุญเดือนหก ทำขึ้นบูชาอารักษ์ มเหศักดิ์ หลักเมือง ถือเป็นประเพณีขอฝนที่ได้ทำมาตั้งแต่บรรพกาล  คำว่า บั้งไฟ”  หมายถึงกระบอกไม้ไผ่ที่นำมาบรรจุดินประสิวผสมกับถ่านไฟบดให้ละเอียดแล้วอัดลงในกระบอกไม้ไผ่  บั้งไฟมี  3  ขนาด คือ บั้งไฟน้อย บั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน การแห่บั้งไฟ มักจะจัดเป็นขบวนฟ้อนรำ หรือเซิ้ง ซึ่งมีลีลาที่งดงามอ่อนช้อยตามประเพณีของหมู่บ้านนั้น ๆ

     การทำบุญข้าวประดับดิน การทำบุญข้าวประดับดินนิยมทำกันในวันแรม 13 - 14 ค่ำ เดือนเก้า โดยการห่ออาหาร     หรือของขบเคี้ยวเป็นห่อไปถวายทานบ้าง    นำไปห้อยตามต้นไม้บ้าง    ด้วยเหตุนี้จึงเรียกข้าวประดับดิน

     การทำบุญข้าวสาก  นิยมทำกันในวันขึ้นสิบค่ำ  เดือนสิบ   เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  งานบุญเดือนสิบ ข้าวสากนั้นมาจากคำว่า  สลาก”   เพราะบางเวลาถวายพระสงฆ์ไม่เจาะจงว่าถวายรูปใด  จึงจัดทำเป็นสลากชื่อเจ้าภาพจับได้ของใครก็นำไปถวายตามนั้น

      การทำบุญออกพรรษา      ชาวพุทธนิยมทำอันดับแรกคือ  การถวายปราสาทผึ้ง โดยใช้ไม้ไผ่จักตอกสานเป็นปราสาทล้อมและมุงด้วยกาบกล้วยเอาผึ้งไปต้มให้เปื่อยแล้วจุ่มเป็นดอกแล้วนำไปเสียบประดับหลังคาปราสาท ข้างในมี ขนม นมเนย ข้าวต้ม กล้วย อ้อย เสื่อ หมอน  ฝ้าย และอื่น ๆ เวลาประมาณทุ่มเศษ ๆ จะแห่ไปทอดเพื่อถวายพระ

    ไหลเรือไฟ   เป็นประเพณีที่นิยมทำกันในวันออกพรรษา คือการปล่อยเรือไฟ ชาวอุบลราชธานี เรียกว่า ไหลเฮือไฟ”  คือการนำเอาท่อนกล้วย หรือท่อนไม้มาทำเป็นรูปเรือ  เวลาประมาณทุ่มเศษก็จะนำมาจุดไฟ โดยใช้ขี้ไต้หรือน้ำมันยางแล้วปล่อยเรือให้ไหลไปตามน้ำ  จะมีการตีฆ้องตีกลอง  ตามวัดต่าง ๆ  พระสงฆ์จะจัดทำเรือไฟขึ้นในวัดตรงหน้าโบสถ์ ตอนกลางคืนจะนำดอกไม้ธูปเทียนมาจุดบูชา เป็นพุทธบูชา

    ประเพณีแห่เทียนพรรษา  เป็นประเพณีทางพุทธศาสนา ของชาวจังหวัดอุบลราชธานี โดยกำหนดให้จัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน และแรม 1ค่เดือน ของทุกปี มีการประกวดต้นเทียน สำหรับต้นเทียนที่ส่งเข้าประกวดมี ประเภท คือ  ประเภทติดพิมพ์   และประเภทแกะสลัก และจะมีขบวนแห่อันวิจิตรตระการตาแล้วยังมีนางฟ้าประจำต้นเทียนจากคุ้มวัดต่างๆอีกด้วย การจัดงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาได้รับการสนับสนุนและการส่งเสริมจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย   ให้เป็นงานระดับชาติ    ซึ่งก็ได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเที่ยวชมงานกันเป็นจำนวนมากทุกปี

Comments