Document‎ > ‎

ความหมายและความสำคัญของการบริหารและการพัฒนา

โพสต์4 มิ.ย. 2556 20:47โดยSaiiew Sarana   [ อัปเดต 4 มิ.ย. 2556 20:48 ]

ความเป็นมาของการบริหารการพัฒนา

การเปลี่ยนแปลงของโลกด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมมีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรม  ที่มีเศรษฐกิจและสังคมเป็นสังคมแบบดั้งเดิมการแลกเปลี่ยนอาหารและทรัพยากร และดำรงเลี้ยงชีพแบบพออยู่พอกิน  พึ่งพาธรรมชาติ สังคมเรียบง่ายไม่ซับซ้อน สู่การผลิตและเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า 

เมื่อสังคมไปสู่ยุคทุนนิยม(Capitalism)เป็นระบบเศรษฐกิจที่ซึ่งผลิตภัณฑ์และสินค้ามีการจำหน่าย แลกเปลี่ยนซื้อขายโดยทางเอกชน บริษัท หรือกลุ่มธุรกิจ เพื่อสร้างผลกำไรให้กับหน่วยงาน โดยการแลกเปลี่ยนสินค้าและการบริการ ที่มีการรองรับทางกฎหมายและมีการแข่งขันการในเชิงการค้าเพื่อทำกำไรสูงสุด[1] ซึ่งไม่ได้ควบคุมโดยหน่วยงานกลางหรือจากทางรัฐบาล ทุนนิยมจะกล่าวถึง ทุนและที่ดินเป็นสมบัติส่วนบุคคล การตัดสินใจทางเศรษฐกิจเป็นกิจกรรมส่วนบุคคล ไม่ใช่การควบคุมบริหารโดยรัฐ และตลาดเสรีหรือเกือบเสรีจะเป็นตัวกำหนดราคา ควบคุมและระบุทิศทางการผลิต(วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

จากสังคมการเกษตรแบบดั้งเดิม สู่ยุคการเกษตรแบบทุนนิยมและก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม  มีการนำเครื่องจักรไอน้ำมาพัฒนาไปสู่เครื่องจักรกล มาใช้ เป็นพลังการผลิตแทนแรงงานคน และสัตว์ ก่อให้พลังการผลิตจำนวนมาก(Mass Production) สภาพสังคมเปลี่ยนไปสู่ การตลาดและการบริโภคนิยม ก้าวเข้าสู่ความทันสมัย สภาพสังคมซับซ้อน หลากกหลาย ภายในระบบสังคมแบบทุนนิยม

ครั้นโลกที่ก้าวเข้ายุคสังคมทุนนิยมเต็มรูปแบบเมื่อเข้ามาถึงยุคเทคโนโลยีที่นำระบบเทคโนโลยี มาผนวกเข้ากับระบบอุตสาหกรรม  ทำให้อุตสาหกรรมมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว   ซึ่งมีผลต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมเศรษฐกิจด้วยพลังแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ซึ่งส่งผลให้เกิด2ปรากฏการณ์- โลกไร้พรมแดน - เศรษฐกิจเสรี - ธุรกิจข้ามชาติ - หมู่บ้านโลก

การบริหารพัฒนาตามแนวคิดแบบCapitalism คือ แนวโน้มที่จะสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มากกว่าในระบบอื่นๆ สิทธิการถือครองส่วนบุคคล เกิดการสะสมทุน(Social Capital)สิทธิของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่จะสามารถทำการได้แบบ"นิติบุคคล" (หรือบรรษัท)ในการซื้อและขายสินทรัพย์ และที่ดิน,แรงงาน,เงินตรา ในตลาดเสรี  เป็นต้น

ส่วนผลกระทบที่เกิดจากการบริหารพัฒนา ตามแนวคิดแบบCapitalism คือ ทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม[2]และลัทธิจักรวรรดินิยมของยุโรป (เช่น แอดัม สมิทริคาร์โดมาร์กซ), ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือ The Great Depression (เช่น เคนส์), และสงครามเย็น(เช่น ฮาเย็คฟรีดแมน)นักทฤษฎีเหล่านี้กล่าวว่าทุนนิยมคือระบบที่ให้คุณค่ากับการที่ราคาถูกตัดสินในตลาดเสรี นั่นคือโดยการค้าที่เป็นผลมาจากการตกลงด้วยความสมัครใจของผู้ซื้อและผู้ขาย ความคิดเชิงตลาด จิตวิญญาณของผู้ประกอบการ และความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพย์สินและสัญญาที่ชัดเจนและบังคับได้ตามกฎหมาย ทฤษฎีเหล่านี้โดยทั่วไปจะพยายามอธิบายว่า (อ้างใน การปฏิวัติอุตสาหกรรม,วิกิพีเดีย)

สำหรับประเทศไทยมีแนวคิดเกี่ยวกับทุนนิยมและได้นำแนวคิดนี้มาปรับปรุงพัฒนา  เช่น การรื้อปรับระบบ (Reengineering) เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน ตามแบบหรือระบบราชการของไทยแบบเดิม เช่น เพิ่มผลผลิต ลดเวลา ลดขั้นตอน ลดเอกสาร และลดค่าใช้จ่ายในการทำงาน เป็นต้น[3]  แนวทางหรือวิธีการบริหารของหน่วยงานภาครัฐมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามยุคสมัย และเกิดจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ

1.ปัจจัยภายนอก เช่น กระแสโลกหรืออิทธิพลของประเทศมหาอำนาจที่แพร่กระจายหรือส่งออกแนวทางหรือวิธีการบริหารงาน โดยส่วนหนึ่งเข้ามาทางวิชาการหรือ ตำราหนังสือที่นักวิชาการได้รับอิทธิพลหรือนำเข้ามาจากต่างประเทศ  

2.ปัจจัยภายใน เช่น หัวหน้ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญหรือยึดถือแนวทางหรือวิธีการใด ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น "การพัฒนา""การบริหารจัดการ" เป็นต้น

แนวทางหรือวิธีการบริหารงานที่หน่วยงานภาครัฐนำมาใช้นั้น มีวิวัฒนาการพอสรุปได้ว่า ก่อนที่จะใช้คำว่า การบริหารการพัฒนา(Development administration) มีคำหลายคำที่รัฐบาลได้นำมาใช้ เช่น

-          การบริหารราชการแผ่นดินหรือการบริหารภาครัฐ(Public administration)

-          การบริหาร(Administration)

-          การพัฒนา (Development)

-          การพัฒนาชุมชน(Community development)

-          การพัฒนาชนบท(Rural development)

จากนั้น จึงมาใช้คำว่า การบริหารการพัฒนา (Development administration)และยังใช้คำอื่น เป็นต้นว่า  

-          การพัฒนาแบบยั่งยืน(Sustainable development)

-          การพัฒนาแบบพอเพียง (Sufficient development)

-          การพัฒนาแนวพุทธ (Buddhistic development)

-          การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good governance)

-          การจัดการ(Management)

-          การบริหารและการจัดการ(Administration and management)

ในบางรัฐบาล ใช้คำว่า“การบริหารจัดการ”(Management Administration) มาใช้อย่างแพร่หลาย และในอนาคต อาจเกิดคำว่า การบริหารการบริการ (Service Administration) ขึ้นมาอีก

อย่างก็ตามการพัฒนายังมีความหมายครอบคลุมถึงการเปลี่ยนไปสู่สภาพที่ดีขึ้น(Change for the better)แนวคิดหรือลักษณะสำคัญของแนวทางหรือวิธีการบริหารใดๆ ก็ตาม ซึ่งรวมทั้งการบริหารการพัฒนา ไม่อาจกำหนดได้อย่างชัดเจนและตายตัวเหมือนกับการให้ความหมายของคำทั้งหลายในทางสังคมศาสตร์


ความหมายของการบริหารการพัฒนา[4]


การบริหารการพัฒนา สามารถเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Development Administration หรือ administration of development ซึ่งในส่วนนี้มุ่งศึกษาแนวคิดและความหมายของการบริหารการพัฒนา ทั้งของต่างประเทศ และของไทยรวมกันไป โดยมีทั้งนักการศึกษาชาวไทยและต่างประเทศ ดังนี้

จอร์จ เอฟ. แก้นท์ [5](George F. Gant) นักวิชาการชาวอเมริกันอธิบายว่า Development administration คือ การจัดการระบบงานและกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนา พร้อมกันนี้ การบริหารการพัฒนา เป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่กำหนดให้เกี่ยวข้องกับปัจจัยต่างๆ ของการพัฒนาภายในรัฐ เพื่อทำการเชื่อมโยงและทำให้วัตถุประสงค์ทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของชาติ  ให้ประสบผลสำเร็จ ดังนั้น การบริหารการพัฒนาตามข้อเสนอของ Gant จึงมีความหมายเกี่ยวกับ การบริหารนโยบาย แผนงาน และโครงการต่างๆของรัฐ โดย Gant ได้จำแนกแนวทางการบริหารออกเป็น ส่วน คือ 

                    1.  การบริหารงานภายใน(Internal administration)หมายถึงว่าการบริหารงานใดๆ มีความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีองค์การบริหารงานนั้น ๆ สามารถเป็นกลไกการบริหารที่ดีเสียก่อน จึงจำเป็นจะต้องจัดการภายในองค์การให้ดีให้มีประสิทธิภาพที่สุดซึ่งอาจทำได้ด้วยการจัดองค์การการบริหารงานบุคคลงานคลัง  งานวางแผน การตัดสินใจ ฯลฯ

2. การบริหารงานภายนอก(External administration) ครอบคลุมถึงเรื่องต่าง ๆ ที่หน่วยงานนั้นติดต่อกับปัจจัยนอกทั้งหมด ทั้งนี้ด้วยการที่ค้นพบว่า ในการบริหารงานนั้น มิใช่แต่จะมุ่งถึงประสิทธิภาพของการบริหารภายในองค์การอย่างเดียว เพราะองค์การมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานในหน้าที่ของตนให้เป็นผลสำเร็จอย่างดีที่สุด ซึ่งหมายถึงว่า นอกเหนือไปจากการจัดการภายในที่ดีแล้ว ยังต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในการหาลู่ทางที่ดีติดต่อกับปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ให้ปัจจัยเหล่านั้นมาร่วมมือกับองค์การของตนเพื่อช่วยให้งานที่ได้รับมอบหมายสัมฤทธิผล ความสามารถในเชิงบริหารขององค์การที่จะบริหารปัจจัยภายนอกนี้ มีผลเกี่ยวกับการพัฒนาองค์การส่วนมาก เพราะองค์การบริหารต้องมีส่วนปฏิบัติการติดต่อกับคนหรือปัจจัยภายนอกอื่นๆ ด้วย

เออร์วิง สเวิดโลว์ [6](Irving Swerdlow) นักวิชาการชาวอเมริกัน เสนอว่า         การบริหารการพัฒนา  เป็นการดำเนินการบริหารในประเทศที่ยากจนหรือประเทศด้อยพัฒนา  เพราะการบริหารงานในประเทศเหล่านั้นมีความแตกต่างกันกับการบริหารราชการในประเทศที่พัฒนาแล้ว  ซึ่งอาจพิจารณาและสังเกตเห็นได้จากลักษณะของความแตกต่างกัน เช่น  ลักษณะและแบบแผนของการบริหาร บทบาทของรัฐบาลและบทบาทของข้าราชการ เป็นต้น  ประเทศที่ยากจนทั้งหลายมีลักษณะพิเศษหลายประการซึ่งทำให้รัฐบาลต้องมีบทบาทแตกต่างกัน ลักษณะนี้และบทบาทของรัฐดังกล่าว ทำให้การทำงานของนักบริหารมีลักษณะแตกต่างออกไป ในที่ใดก็ตามที่มีความแตกต่างนั้นอยู่ การบริหารรัฐกิจจะต้องถือได้หรือเรียกได้ว่าเป็นการบริหารการพัฒนา

เมิร์ล เฟนสอด [7](Merle Fainsod) นักวิชาการชาวอเมริกันให้แนวคิดหรือความหมายของการบริหารการพัฒนาว่า โดยปกติ การบริหารการพัฒนาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างกลไกเพื่อการวางแผนให้เกิดความเจริญเติมโตทางเศรษฐกิจ การระดมและจัดสรรจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้เกิดการแผ่ขยายรายได้ของชาติ จะเห็นได้ว่าการบริหารการพัฒนาตามความคิดของ Fainsod เกี่ยวข้องอย่างมากกับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ

พอล มิวโดส์ [8](Paul Meadows) นักวิชาการชาวอเมริกันอธิบายว่า การบริหารการพัฒนาถือได้ว่าเป็นการจัดการทางภาครัฐบาลในเรื่องที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐที่กำหนดไว้ นักบริหารการพัฒนาจึงเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำการเปลี่ยนแปลง

แฮร์รี่ เจ. ฟรายด์แมน [9](Harry J. Friedman) นักวิชาการชาวอเมริกันอีกคนหนึ่งอธิบายว่า การบริหารการพัฒนาประกอบด้วยปัจจัย อย่าง คือ 

1.การปฏิบัติงานตามแผนงาน ต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้เพื่อก่อให้เกิดความทันสมัย (Modernity) 

2.การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ภายในระบบบริหารเพื่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานตามแผนงานต่าง ๆ ดังกล่าว

จอห์น ดี. มอนโกเมอรี่ [10](John D. Montgomery) นักวิชาการชาวอเมริกัน กล่าวว่า การบริหารการพัฒนาเป็นเรื่องของการปฏิบัติตามแผนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสังคมของรัฐ โดยปกติ จะไม่เกี่ยวข้องกับความพยายามเพิ่มความสามารถทางการเมือง Montgomery มีความคิดว่า การบริหารการพัฒนาให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นหลัก

เอ็ดเวิร์ด ดับบลิว. ไวด์เนอร์ (Edward W. Weidner) นักวิชาการชาวอเมริกันกล่าวไว้ว่า การบริหารการพัฒนา หมายถึง การปรับมรรควิธี (Means) ของการบริหารให้เข้ากับจุดมุ่งหมายต่าง ๆ ของแผนงานของรัฐบาล ซึ่งก่อนอื่น ต้องทราบถึงความต้องการของรัฐบาลว่ามีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาอย่างไรก่อน แล้วจึงนำการบริหารมาช่วยปฏิบัติการให้สำเร็จผลตามความมุ่งหมายนั้น 

นอกจากนี้ Weidner ได้แบ่งการบริหารการพัฒนา เป็น ส่วน คือ กระบวนการ และความรู้ทางวิชาการ (Area of study) 

1. ส่วนที่เป็นกระบวนการนั้น Weidner มีความเห็นว่าการบริหารการพัฒนาเป็นกระบวนการบริหารงานของรัฐบาลที่นำองค์กรไปสู่การประสบความสำเร็จ ตามวัตถุประสงค์ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ถูกกำหนดโดยผู้มีอำนาจหน้าที่ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง 

2. ส่วนที่เป็นความรู้ทางวิชาการ Weidner มองว่า การบริหารการพัฒนาเป็นเรื่องของการศึกษาหาความรู้ทางวิชาการ เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารรัฐกิจที่มุ่งแสวงหาความรู้ในเรื่องบางเรื่อง และเรื่องดังกล่าวจะเป็นที่ยอมรับกันได้มากน้อยเพียงใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่ความศรัทธาของบุคคล กลุ่มบุคคลและประเทศนั้น ๆ

เฟรด ดับบลิว ริกส์ [11](Fred W. Riggs) นักวิชาการชาวอเมริกันมีความเห็นว่าการบริหารการพัฒนามีความหมายที่สำคัญ ประการ คือ การบริหารการพัฒนาหมายถึง 

1.  การบริหารแผนงานพัฒนา (Development programs) ทั้งหลายด้วยวิธีการต่าง ๆ ขององค์การขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยของของรัฐบาล เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายและแผนที่กำหนดขึ้นซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการพัฒนา (Developmental objectives) การเสริมสร้างสมรรถนะของการบริหาร

2. การเพิ่มสมรรถนะของการบริหารด้วย ซึ่งหมายความว่า การบริหารการพัฒนาจะสมบูรณ์ได้นั้น จะต้องคำนึงถึงสมรรถนะของการบริหาร คือ ต้องทำให้เข้มแข็งขึ้นด้วย และเมื่อการบริหารงานมีสมรรถนะเพิ่มมากขึ้น ก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ทำให้การพัฒนาบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ได้ ความคิดเห็นของ Riggs ดังกล่าวนี้เป็นการให้ความหมายของการบริหารการพัฒนาที่ครอบคลุมเรื่องการพัฒนาการบริหารหรือเพิ่มพูนสมรรถนะของระบบบริหารด้วย

จูเย็น ดู ชวน [12](Nguyen-Duy Xuan) นักวิชาการชาวเวียดนามอธิบายว่า การบริหารการพัฒนา หมายถึง การบริหารบรรดาแผนงานต่าง ๆ ซึ่งเป็นแผนงานที่กำหนดขึ้นมาเพื่อให้บรรลุวัตถุ ประสงค์ในการสร้างชาติ และเพื่อสนับสนุนให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจ-สังคม การบริหารการพัฒนาจะประสบผลสำเร็จได้ จะต้องดำเนินงาน ประการ คือ

1. จัดให้มีการฝึกอบรมแก่ผู้ปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม และ

2. ปรับปรุงองค์การบริหารทั้งหลายที่มีอยู่ และจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อปฏิบัติงานตามแผนงานพัฒนาต่าง ๆ


                         อาษา เมฆสวรรค์ [13]ได้กล่าวถึงความหมายของการบริหารการพัฒนาว่าแบ่งเป็น ทรรศนะ ตามทรรศนะ 

 ประการแรกนั้น ถือว่า การบริหารการพัฒนา หรือ Development Administration คือ การบริหารงานหรือการบริหารราชการในประเทศด้อยพัฒนาที่มุ่งมั่นที่จะดำเนินการพัฒนา ดังที่เขียนในภาษาอังกฤษ ว่าadministration in poor developed countries which are committed to development 

ประการที่ การบริหารการพัฒนา ได้แก่ การบริหารเพื่อการพัฒนาหรือการบริหารตามโครงการพัฒนาของประเทศ หรือ administration indevelopment or administra tion of a program of national developmentตามความเข้าใจอย่างง่าย ๆ ทั่ว ๆ ไป

ปฐม มณีโรจน์ [14]ไม่ได้ให้ความหมายของการบริหารการพัฒนาไว้โดยตรง แต่ได้กล่าวถึงแนวคิดของการบริหารการพัฒนา ว่า แนวคิดนี้ได้สำรวจพิจารณากันมาอย่างค่อนข้างละเอียดแล้วในข้อเขียนทั้งภาษาต่างประเทศและภาษาไทย คำนิยามที่มีผู้ให้ไว้ต่าง ๆ กันก็มีพิสัยครอบคลุมตั้งแต่ที่หมายถึงการบริหารรัฐกิจของประเทศด้วยพัฒนา จนถึงการบริหารขององค์การ โครงการ หรืองานใด ๆ ที่มีลักษณะเกี่ยวข้อง หรือเป็นงานพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่มีความเจริญในระดับใด โดยปรกติจะเป็นงานที่มีลักษณะบุกเบิก มีการใช้ความคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์สูง และเกี่ยวพันกับปัจจัยหรือตัวแปรนานาชนิดที่มีลักษณะพลวัต และไม่แน่นอนสูงกว่าการบริหารในองค์การธรรมดา 

อุทัย เลาหวิเชียร [15]เขียนบรรยายถึง  การบริหารการพัฒนา  ว่าหมายถึง หน่วยงานทางราชการ หรือกระบวนการของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารกิจกรรมให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนา กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การบริหารการพัฒนาจะช่วยให้กลไกต่าง ๆ ของรัฐเชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ ของงานพัฒนาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ

การบริหารการพัฒนาตามแนวคิดของ อุทัย เลาหวิเชียร นั้นยังมีความหมายรวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการควบการบริหารโดยประชาชนหรือผู้รับบริการด้วย

สมพงศ์ เกษมสิน [16]ในปี พ.ศ. 2514 มีความเห็นว่า การบริหาร หมายถึง การใช้ศาสตร์และศิลป์นำเอาทรัพยากรบริหาร (administrative resource) เช่น คน เงิน วัสดุสิ่งของ และการจัดการ มาประกอบการตามกระบวนการบริหาร (process of administration) เช่น POSDCoRB Model ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไพบูลย์ ช่างเรียน [17]ในปี พ.ศ. 2532 ให้ความหมายการบริหารว่า หมายถึง ระบบที่ประกอบไปด้วยกระบวนการในการนำทรัพยากรทางการบริหารทั้งทางวัตถุและคนมาดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ติน ปรัชญพฤทธิ์ ในปี พ.ศ. 2535 มองการบริหารในลักษณะที่เป็นกระบวนการโดยหมายถึงกระบวนการนำเอาการตัดสินใจ และนโยบายไปปฏิบัติ ส่วนการบริหารรัฐกิจหมายถึงเกี่ยวข้องกับการนำเอานโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ [18]

บุญทัน ดอกไธสง ในปี พ.ศ. 2537 ให้ความหมายว่า การบริหาร คือ การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคล องค์การ หรือประเทศ หรือการจัดการเพื่อผลกำไรของทุกคนในองค์การ[19]

สมพงศ์ เกษมสิน [20](2523:5-6) กล่าวไว้ว่า คำว่า การบริหารนิยมใช้กับการบริหารราชการ หรือการจัดการเกี่ยวกับนโยบาย ซึ่งมีศัพท์บัญญัติ ว่า รัฐประศาสนศาสตร์ (Public administration) และคำว่า การจัดการ (Management) นิยมใช้กับการบริหารธุรกิจเอกชน หรือการดำเนินการตามนโยบายที่กำหนดไว้ สมพงศ์ เกษมสิน ยังให้ความหมายการบริหารไว้ว่า การบริหารมีลักษณะเด่นเป็นสากลอยู่หลายประการ ดังนี้ 

1. การบริหารย่อมมีวัตถุประสงค์

2. การบริหารอาศัยปัจจัยบุคคลเป็นองค์ประกอบ 

3. การบริหารต้องใช้ทรัพยากรการบริหารเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน 

4. การบริหารมีลักษณะการดำเนินการเป็นกระบวนการ 

5. การบริหารเป็นการดำเนินการร่วมกันของกลุ่มบุคคล 

6. การบริหารอาศัยความร่วมมือร่วมใจของบุคคล กล่าวคือ ความร่วมใจ (Collective mind) จะก่อให้เกิดความร่วมมือของกลุ่ม (Group cooperation) อันจะนำไปสู่พลังของกลุ่ม (Group effort) ที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์

7. การบริหารมีลักษณะการร่วมมือกันดำเนินการอย่างมีเหตุผล   

8. การบริหารมีลักษณะเป็นการตรวจสอบผลการปฏิบัติงานกับวัตถุประสงค์

9. การบริหารไม่มีตัวตน (Intangible) แต่มีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์

Peter F. Drucker[21] กล่าวว่า การบริหาร คือ ศิลปะในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายร่วมกับผู้อื่น การทำงานต่าง ๆ ให้ลุล่วงไปโดยอาศัยคนอื่นเป็นผู้ทำภายในสภาพองค์การที่กล่าวนั้น ทรัพยากรด้านบุคคลจะเป็นทรัพยากรหลักขององค์การที่เข้ามาร่วมกันทำงานในองค์การ ซึ่งคนเหล่านี้จะเป็นผู้ใช้ทรัพยากรด้านวัตถุอื่น ๆ เครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ เงินทุน รวมทั้งข้อมูลสนเทศต่าง ๆ เพื่อผลิตสินค้าหรือบริการออกจำหน่ายและตอบสนองความพอใจให้กับสังคม

Harold Koontz [22](อ้างถึงใน สมพงศ์ เกษมสิน,2523:6) ให้ความหมายของการจัดการ หมายถึง การดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้โดยอาศัยปัจจัยทั้งหลาย ได้แก่ คน เงิน วัสดุสิ่งของ เป็นอุปกรณ์การจัดการนั้น 

Koontz กล่าวว่า การบริหาร คือ ศิลปะในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายร่วมกับผู้อื่น จากความหมายที่กล่าวมาอาจสรุปได้ว่าการบริหาร คือ การใช้ศาสตร์และศิลป์ในการเอาทัพยากรการบริหาร (Administrative resources)มาประกอบการตามกระบวนการบริหาร ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ 

การให้คำนิยามของคำว่า การบริหารมีอยู่ต่างๆ กันขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การใช้ความคิดเห็นและความเข้าใจที่แตกต่างกัน ไม่มีคำใดที่เป็นมาตรฐานหรือเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แต่ละคำก็ให้ความหมายและความเข้าใจแก่ผู้ใช้ในลักษณะเดียวกันเช่น

1.  การบริหาร คือ การใช้ทรัพยากรร่วมกันของทุกคนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

2.  การบริหารเป็นกระบวนการที่ทำให้งานสำเร็จลง โดยการใช้ทรัพยากรบุคคลและวัตถุเข้าด้วยกัน

3.  การบริหาร คือ การวางแผนและการใช้แผนที่วางไว้

4.  การบริหาร คือ การทำให้งานสำเร็จโดยอาศัยการร่วมมือของคนอื่น

5.  การบริหาร คือ พลังที่ดำเนินธุรกิจและรับผิดชอบในความสำเร็จและความล้มเหลวของธุรกิจนั้น

6.  การบริหารเป็นงานที่กำหนดแนวทางหรือการสั่งการให้กลุ่มคนได้ทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์การนั้น

ตามที่กล่าวมาข้างต้น “การบริหาร” เป็นสาขาวิชาที่มีการจัดระเบียบให้เป็นระบบของการศึกษา(Systematic study)หมายถึงการศึกษาค้นคว้าหาหลักการ กฎเกณฑ์ และทฤษฎีที่พึงเชื่อถือได้ เพื่อประโยชน์ในการบริหารงาน โดยลักษณะเช่นนี้จะเห็นได้ว่า “การบริหาร” มีลักษณะเป็น ศาสตร์ (Science) แต่ถ้าเป็นการบริหารงานที่ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์แล้ว การบริหารก็จะมีลักษณะเป็น ศิลป์ (Arts)เมื่อการบริหารมีลักษณะที่อาจพิจารณาได้เป็น นัยดังกล่าวแล้วเช่นนี้ การให้นิยามหรือความหมายของการบริหาร จึงมักมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละทัศนะและแต่ละแนวศึกษา

หรืออาจกล่าวได้ว่าไไม่ว่าจะกระทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เป็นไปตามนโยบายและแผน ย่อมถือว่าอยู่ในขอบเขตของการบริหารการพัฒนาทั้งสิ้น โดยมีขอบเขตทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหาร ฉะนั้น การบริหารการพัฒนา จึงย่อมหมายถึง การบริหารของงานพัฒนา หรือการนำเอาโครงการพัฒนาด้านต่าง ๆ ไปดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จ รวมทั้งการพัฒนาการบริหาร หรือการทำให้การบริหารมีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้น และอาจเขียนเป็นรูปสมการดังนี้

Administration of Development (การบริหารเพื่อการพัฒนา)

+

Development of Administration (การพัฒนาการบริหาร)

=

Development Administration (การบริหารการพัฒนา)

 

หรือ  DA = A of D + D of A


องค์ประกอบของการบริหาร  (Management  Component)


จากแนวความคิดการบริหารงานของนักวิชาการต่าง ๆ ที่ได้ในความหมายของการบริหารเอาไว้ ณรงค์  นันทวรรธนะ[23]ให้ความเห็นว่าการบริหารนั้นมีองค์ประกอบ  3  ประการ  คือ  

1.             เป้าหมาย (Goal)

2.             ปัจจัยการบริหาร (Factor of Management)  

3.             ลักษณะของการบริหาร  (Management  Style)  

มีรายละเอียดดังต่อไปนี้  

1. เป้าหมาย (Goal) หรือวัตถุประสงค์ที่แน่นอนในการบริหารองค์กร ผู้บริหารจะต้องมีการกำหนดทิศทางหรือวัตถุประสงค์ของการทำงานไว้ชัดเจน

2. ปัจจัยในการบริหาร (Factor of Management) โดยทั่วไปแล้วปัจจัยในการบริหารที่เป็นพื้นฐานมี ประการ คือ

1.1 คน (Men) การบริหารกำลังคน จะใช้คนอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลกับงานให้มากที่สุด

1.2 เงิน (Money) การบริหารเงิน จะจัดสรรเงินอย่างไรให้ใช้จ่ายต้นทุนน้อยที่สุดและให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

1.3 วัสดุ (Material) การบริหารวัสดุในการดำเนินงาน ว่าจะทำอย่างไร้ให้สิ้นเปลืองน้อยที่สุด หรือเกิดประโยชน์สูงสุด

1.4 เทคนิควิธี (Method)จะใช้เทคนิควิธีการแบบใด ที่สามารถสนับสนุนให้การบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.5 เครื่องมือ(Machine)ในการบริหารงานจะใช้เครื่องมือ เครื่องจักรประเภทใด ขนาดใดหรือแบบใดที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการบริหารงาน

อย่างไรก็ตามปัจจัยพื้นฐานของการบริหาร ประการที่กล่าวมานี้  อาจจะยังไม่เป็นการเพียงพอ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพสังคมปัจจุบันมีการแข่งขันกันรุนแรงทุกด้าน  

3.ลักษณะของการบริหาร(Management Style)การบริหารเป็นทั้งศาสตร์และทั้งศิลป์ที่ผู้บริหารจะต้องนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อองค์กร จนมีคำกล่าวที่ว่าที่ใดมีผู้นำที่ดี  ที่นั่นก็จะมีความสำเร็จ”  

 

หลักการของการบริหาร


การบริหารเพื่อนำไปสู่การพัฒนา หรือแม้แต่จะเป็นการพัฒนาเพื่อการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพนั้น มิได้หมายความว่าเมื่อผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ย่อมทำให้กระบวนการบริหารมีประสิทธิภาพตอบสนองต่อนโยบายการบริหารได้อย่างดีไม่  ลูเธอร์  กูลวิลด์ [24](Luther Gulick) ได้จำแนกหน้าที่ของการบริหารเอาไว้ 7 ประการ ที่เรียกว่าเป็นแบบการบริหาร คือ “POSDCORB  MODELS” ซึ่งประกอบด้วย ดังนี้

คำเต็ม

คำย่อ

ความหมาย

Planning

P

การวางแผน

Organizing

O

การจัดองค์การ

Staffing

S

การจัดคนเข้าทำงาน

Directing

D

การสั่งการ

Co-ordination

Co

การประสานงาน

Reporting

R

การรายงาน

Budgeting

B

การจัดทำงบประมาณ

ตารางแสดง“หลักการบริหารแบบ“POSDCORB MODELS”โดย Luther  Gulick


จากตารางสามารถพิจารณาได้ว่า การบริหารการพัฒนา/การพัฒนาบริหาร จะต้องดำเนินเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการ  เช่น เดียวกับ เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสันผู้จัดการทีมฟุตบอล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด  จะไม่ประสบความสำเร็จกับการทำหน้าที่ของเขา  หากขาดนักฟุตบอลที่มีความสามารถ  และนักฟุตบอลจะไม่ประสบความสำเร็จ หากขาดการเล่นแบบทีมเวิร์ค  ซึ่งการบริหารการพัฒนาก็เช่นกัน

ในแง่ของการบริหารเพื่อการพัฒนา หรือ การพัฒนาเพื่อการบริหารภายในรัฐ หรือ องค์กร การมีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น แต่ประเด็นที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคือ การทำงานร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อหาทางออกมากกว่าที่จะพิจารณาเฉพาะมิติทางเศรษฐกิจ


การพัฒนา

การเปลี่ยนแปลงกระแสการพัฒนาของโลกหรือกระแสโลกาภิวัฒน์ (Globalization) มาซึ่งความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและกลไกการตลาดที่ก่อให้เกิดการเติบโตขนาดใหญ่ การผลิตในเชิงอุตสาหกรรมและการบริโภคที่เกินความจำเป็นจนกระทั่งเป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืชพรรณ โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดด้านกายภาพ ศักยภาพในการผลิต ความสามารถที่จะรองรับการบริโภค และการใช้ประโยชน์จากทุนดั้งเดิมที่มี

แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในกระแสการพัฒนาสังคมโลกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เริ่มตั้งแต่สหประชาชาติจึงได้จัดให้มีการประชุมสุดยอดว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (Human Environment) ณ กรุงสตอกโฮล์มประเทศสวีเดน ซึ่งเรียกร้องให้ทั่วโลกคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2526 สหประชาชาติได้จัดตั้งสมัชชาโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (World Commission on Environment and Development) หรือเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “Brundtland Commission” ได้เรียกร้องให้ชาวโลกเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีวิตให้ปลอดภัยจากสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับข้อจำกัดของธรรมชาติ รวมทั้งได้เสนอว่ามนุษยชาติสามารถที่จะทำให้เกิด "การพัฒนาที่ยั่งยืน" ขึ้นมาได้

การพัฒนาที่ยั่งยืนได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้นเมื่อสหประชาชาติได้จัดให้มีการประชุมว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา(UnConference on Environmentand Development : UNCED) หรือการประชุม Earth Summit ที่กรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี พ.ศ. 2535  ผลการประชุมนี้ ผู้แทนของ 178 ประเทศรวมทั้งประเทศไทยร่วมลงนามรับรองแผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทของโลกที่ประเทศสมาชิกต้องตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และเห็นความสำคัญที่จะร่วมกันพิทักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในโลก

จากแผนปฏิบัติการข้างต้นประเทศไทยได้รับเอาเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน มาดำเนินการโดยเฉพาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินับตั้งฉบับที่ 8(พ.ศ.2540-2544)  ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549)ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) จนถึงฉบับที่ 11(2555-2559) ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบัน  ที่นอกจากจะมุ่งเน้น "คน" เป็นศูนย์กลางการพัฒนา เน้นเศรษฐกิจพอเพียง เน้นชุมชนเข้มแข็ง เชื่อมโยงกันทุกดานโดยมีเศรษฐกิจเปนเครื่องมือในการพัฒนาคน สังคม และสิ่งแวดลอมเพื่อความอยูดี มีสุขของพลเมืองในรัฐ


ความหมายของคำว่า การพัฒนา


ในบทที่แล้วได้ศึกษาเกี่ยวกับการบริหารการพัฒนา  และได้รู้ความหมายของการบริหาร(Administration) สำหรับการพัฒนา(Development)ได้มียังคงมีผู้อธิบายความหมายไว้ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับ ความหมายของคำว่า “พัฒนา” ว่า “พัฒนา” คืออย่างไร ก่อนอื่นเราต้องทราบว่า มุ่งให้เกิดความเจริญมั่นคงก้าวหน้า มุ่งให้ทุกคนมีความสุขสบาย ดังนั้นทุกคนจึงมุ่งที่จะพัฒนา

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. 2525 อธิบายความหมายของการพัฒนาว่า “การพัฒนา” หมายถึง การเติบโต ความเจริญ ความก้าวหน้า ความรุ่งเรือง

ในหนังสือ “การพัฒนาต้องมาจากประชาชน : เวทีชาวบ้าน 34” อธิบายว่า “การพัฒนา” คือ การแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าอย่างเหมาะสมกลมกลืนกับธรรมชาติ การพัฒนาเป็นสิทธิและหน้าที่ของทุกคน

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานพระดำรัสเรื่อง “ศาสนธรรมเพื่อการพัฒนาชีวิตและสังคม”  ในพิธีเปิดงานสัปดาห์ส่งเสริมศาสนาและจริยธรรม ณ ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 1 ธันวาคม 2532มีสาระสำคัญบางประการ ที่อธิบายว่า “การพัฒนา” คือ การสร้างสรรค์ที่เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนานั้น ควรเป็นการสร้างสรรค์ที่ทำให้ชีวิตและสังคมดีขึ้น เป็นต้นว่า มีความสงบสุขมากขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้น มีปัญหาและความทุกข์ยากต่างๆ ลดน้อยลงจนถึงหมดสิ้นไป เพราะฉะนั้นการกระทำใด ๆ ก็ตาม หากไม่ก่อให้เกิดผลดีดังกล่าวแก่ชีวิตและสังคม ก็กล่าวไม่ได้ว่าเป็น การพัฒนา ตามความหมายอันแท้จริงของคำว่าพัฒนา แม้ว่ามนุษย์จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ในทางวัตถุได้อย่างวิจิตรพิสดารมากขึ้น มีเครื่องใช้ไม้สอยสะดวกสบายและรวดเร็วขึ้น แต่ถ้าชีวิตและสังคม กลับมีความสงบสุขและความปลอดภัยลดน้อยลงก็กล่าวไม่ได้ว่าชีวิตและสังคมนั้นพัฒนา คือดีขึ้นหรือเจริญขึ้น

สำหรับ“การพัฒนา” ในแง่นี้ เป็นการศึกษาในทัศนะของการบริหารกิจการในรัฐ  ซึ่งจะเป็น แนวทางการปฏิบัติงาน  ตลอดจนเป็นปัจจัยในการเสริมสร้าง พัฒนา  อย่างไรก็ตาม  สำหรับแนวคิดในการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนานั้น  โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์ (2536 :11 - 16)  ได้อธิบายว่า แนวความคิดในการพัฒนา รวมถึงแนวทางการพัฒนาต้องอาศัยรากฐานมาจากความเข้าใจความหมายของการพัฒนาที่ตรงกันเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วแนวความคิดที่ปราศจากรากฐานร่วมกันก็จะมีผลทำให้เกิดความขัดแย้งซึ่งกันและกัน และยากต่อการทำความเข้าใจกับบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย

นอกจากความเห็นของ โฆษิต  แล้วได้มีนักวิชาการที่อธิบายความหมายของการพัฒนาไว้ดังนี้

Dudley Seers “การพัฒนา”หมายถึง การขจัดความยากจน ความอดอยากการขจัดความเจ็บไข้ได้ป่วย โดยมุ่งเน้นให้มีรายได้ มีงานทำ มีเสรีภาพขั้นพื้นฐาน มีโอกาสในการได้รับบริการสาธารณะต่างๆ หรือ การพัฒนา หมายถึง การสร้างสภาวะการณ์ด้านต่างๆ เพื่อปรับปรุงเสริมสร้างคุณภาพชีวิต (Quality of Life) ให้ดีขึ้นและในบทความอันมีชื่อเสียง

ความหมายของการพัฒนา อีกประการที่ Dudley Seers อธิบาย คือจุดมุ่งหมายเบื้องต้นในการพัฒนาประเทศ คือ การแสวงหาลู่ทางเพื่อแก้ปัญหาความอดอยาก หรือภาวะทุโภชนาการ แก้ปัญหาความยากจนและแก้ปัญหาด้านการเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชน เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่บั่นทอนและทำลายศักยภาพของปัจเจกบุคคล กับจะนำความยุ่งยากมาสู่สังคมในที่สุด (ปกรณ์ ปรียากรทฤษฎี แนวคิด และกลยุทธ์เกี่ยวกับการพัฒนา...,... : 6)

Bryant & White “การพัฒนา” หมายถึงการเพิ่มพูนสมรรถนะของคนในการควบคุมสมาชิกของสังคม เช่น การเพิ่มความสามารถในการสร้างความเป็นธรรมในสังคมการสร้างพลังอำนาจของบุคคลทางการเมือง การเมืองมีเสถียรภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ปฐม มณีโรจน์ ได้ให้ความหมายของการพัฒนาว่า “การพัฒนา” คือ การเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพเดิม ไปสู่สภาพใหม่ที่ก้าวหน้าหรือเป็นไปในเชิงบวก โดยวิธีการหรือกระบวนการที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

การพัฒนานั้น เป็นแนวคิดเชิงปทัสถาน (normative concept) มีเป้าประสงค์ และมีลักษณะของการเปรียบเทียบคุณลักษณะของสภาวะหนึ่งกับสภาวะหนึ่ง

1.                   คือ การพัฒนาเป็นแนวคิดเชิงปทัสถาน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า มีค่านิยมสอดแทรกอยู่นั้นดูเป็นเหตุผลหลักของคำว่าการพัฒนา ซึ่งมีความหมายที่แตกต่างกันออกไปทั้งนี้ในการกำหนดเป้าหมาย รวมทั้งแนวทางในการวัดผลของการพัฒนานั้นขึ้นอยู่กับค่านิยมของผู้ที่กำหนด และค่านิยมดังกล่าวนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา (นัฐพล ขันธไชย,2528 : 2 - 3 ;โกลด์สเวอร์ธี แปลโดย พฤฒิสาน ชุมพล, 2530 : 6)

2.                   คือ การพัฒนาเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเป้าประสงค์ ซึ่งโดยทั่วไปแสดงถึงสภาวะอันพึงปรารถนาของสังคม ไม่ว่าจะเป็นไปในทางสังคม การเมือง และ/หรือเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นเช่นไรนั้นขึ้นอยู่กับค่านิยมของผู้กำหนดเป้าประสงค์หรือสภาวะอันพึงปรารถนานั้น ในที่นี้บ้างก็มองว่าการพัฒนาคือ สภาวะของการพัฒนาแล้ว (Development as state) ในขณะที่อีกหลายคนมองการพัฒนาในความหมายของกระบวนการ (process) ของความก้าวหน้าหรือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นตามเกณฑ์หรือเป้าหมายของการพัฒนาตามที่กำหนดคุณค่าไว้

3. การพัฒนาเป็นแนวคิดที่มีลักษณะของการเปรียบเทียบสภาวะหนึ่ง กับสภาวะอื่นที่สอดแทรกอยู่ เช่น ตามทฤษฎีภาวะทันสมัย ซึ่งมีวามหมายเดียวกับสภาวะที่พัฒนาแล้วนั้น มองว่าภาวะทันสมัยนั้นต่างจากภาวะล้าหลังโดยสิ้นเชิง ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ค่านิยม และสติปัญญา

กล่าวโดยสรุป การพัฒนาคือ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่างๆ ให้ดีขึ้นโดยมีเป้าประสงค์ที่ชัดเจนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม  วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี  รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


 การพัฒนาในประเทศไทย


อิทธิพลของการพัฒนา  แพร่เข้ามาในประเทศไทยนับตั้งแต่ก่อนยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง  อาจกล่าวได้ว่า  ผู้ปกครองของสยามในอดีตมีส่วนอย่างสำคัญต่อการพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมอารยประเทศโดยเฉพาะชาติตะวันตก  ปัจจัยที่ทำให้สยามเปลี่ยนแปลงสู่การพัฒนา  คือ การค้าระหว่างประเทศ หรือ ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ

นับแต่นั้น“การพัฒนาประเทศ” นั้น เป็นคำที่ได้รับการเอ่ยถึงอย่างกว้างขวาง เห็นได้จากการที่ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้แผนพัฒนาประเทศฉบับแรก โดยมี  จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์  นายกรัฐมนตรี คนที่ 11 ของประเทศไทย ผู้ริเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้ก่อตั้งสำนักงบประมาณ 

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1นี้ดังกล่าวเป็นแม่แบบของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน มีการสร้างสาธารณูปโภคสำคัญที่เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตเช่นไฟฟ้า ประปา,ถนน ให้กระจายไปทั่วทั้งในเมืองและชนบท ซึ่งเรียกว่า " น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก" และพัฒนาเป็นแผนการพัฒนาฉบับอื่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

หลักฐานต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดความเข้าใจว่าแนวความคิดในการพัฒนาประเทศนั้นมุ่งเน้นในทางด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากปี พ.. 2454 จนถึงราวๆ พ.. 2509 ในระหว่างเวลาเดียวกันนั้น แนวความคิดที่เรียกร้องไม่ให้ทอดทิ้งการพัฒนาทางด้านสังคมก็ปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2 ซึ่งได้มีการขยายชื่อของแผนให้รวมถึง “เศรษฐกิจและสังคม” แล้วก็ตาม เสียงเรียกร้องให้เพิ่มความเอาใจใส่ทางด้านสังคมให้จริงจังมากขึ้นก็ยังคงมีอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

 

วามขัดแย้งในแนวความคิดด้านการพัฒนาประเทศตามที่ได้กล่าวข้างต้น แม้จะมีลักษณะคล้ายกับว่าเป็นความขัดแย้งระหว่าง “การพัฒนาเศรษฐกิจ” ฝ่ายหนึ่งกับ “พัฒนาสังคม” อีกฝ่ายหนึ่งแต่ในทางความเป็นจริงแล้ว ความขัดแย้งดังกล่าวมีลักษณะเป็นการถกเถียงกันในด้านลำดับความสำคัญในการพัฒนามากกว่า ความแตกต่างระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายจึงเป็นเพียงความแตกต่างที่ว่าด้วยการให้น้ำหนักในการพัฒนาแต่ละด้าน ด้วยเหตุนี้รากฐานของความขัดแย้งจึงอยู่การช่วงชิงการจัดสรรทรัพยากรของประเทศไทยอันมีอยู่จำกัดมากกว่า

ในทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งอันเนื่องมาจาการช่วงชิงทรัพยากรนั้นเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นความขัดแย้งดังกล่าวจึงเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากการที่ทรัพยากรมีจำกัด ด้วยเหตุนี้ประเด็นสำคัญของการพัฒนาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะพัฒนาเศรษฐกิจก่อนหรือหลัง และจะให้ความสำคัญแก่การพัฒนาเศรษฐกิจมากหรือน้อยกว่าการพัฒนาสังคม

 

การพัฒนาประเทศของไทย


การพัฒนาของประเทศไทยในอดีตที่ผานมา เปนการเรงรัดการเติบโตทางเศรษฐกิจเปนหลัก โดยนําฐานทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยูมาใชในการผลิตจนเกิดภาวะเสื่อมถอยทรุดโทรมลง สงผลกระทบตอสิ่งแวดลอม ความยั่งยืนของระบบนิเวศ เกิดการสะสมของปัญหาตอทุนธรรมชาติ และระบบนิเวศ  ซึ่งคนในสังคมจําเปนตองพึ่งพา

นอกจากนี้ยังสั่งสมพฤติกรรมการผลิตและบริโภคที่ไม่เหมาะสมทําใหวิถีการ   ดําเนินชีวิตของคนไทยขาดความสมดุลกับสภาพแวดลอมสงผลตอการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคมไทยทั้งในรุนปจจุบันและรุนอนาคตทำให้ประเทศไทยตองปรับกระบวนการพัฒนาเพื่อบริหารพัฒนาประเทศไปสูความยั่งยืน

ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมามีการวางแนวทางการพัฒนาที่ยังยืนในบริบทไทยโดยมีแนวคิดพื้นฐานจากเศรษฐกิจพอเพียงที่เนน การปรับทัศนคติ คานิยม และวิถีชีวิตใหม ที่คํานึงถึงดุลยภาพระหวางมิติทางเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ที่มีคนเปนศูนยกลางการพัฒนา เพื่อความอยูดีมีสุขของประชาชน  โดยประมวล จากบทเรียนการพัฒนาในอดีต และพันธกรณีของประเทศไทยที่ตองดําเนินการภายใตบริบทโลก

ในปัจจุบันการพัฒนาในบริบทไทยมีพื้นฐานแนวคิดมาจาก "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ให้ ความสําคัญกับการพัฒนาที่มีดุลยภาพ ประกอบด้วย

1.      านสังคม

2.      ด้านเศรษฐกิจ

3.      ด้านสิ่งแวดลอม

การพัฒนาทั้ง 3 มิติ ตองเกื้อกูลและไมเกิดความขัดแยงซึ่งกันและกัน โดยการพัฒนาเศรษฐกิจใหขยายตัว  อยางมีคุณภาพและแขงขันไดจะตองคํานึงถึงขีดจํากัดของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมที่สามารถสงวนรักษาไวใชประโยชนไดอยางยาวนานการใชทรัพยากรทุกชนิดอยางประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไมงผลเสียตอ ความตองการของคนทั้งในปจจุบันและในอนาคต

เพื่อคงความอุดมสมบูรณ ของทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพสิ่งแวดลอม เพื่อใหเปนฐานการผลิตของระบบเศรษฐกิจและการดํารงชีวิตของมนุษยไดอยางตอเนื่องตลอดไปและตองดําเนินการควบคูไปกับการพัฒนาศักยภาพคนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนใหดีขึ้นโดยการบริหารทรัพยากรและผลประโยชนจากการพัฒนาและการคุมครองอยางทั่วถึงและเปนธรรม

 

การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนในการพัฒนาเพื่อมุงไปสูความยั่งยืนของประเทศไทยนั้น มีเปาประสงคของการพัฒนา 4 ประการ ดังนี้

1. คุณภาพ สังคมไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเปนสังคมฐานความรู มีการพัฒนาศักยภาพและ การศึกษาไดวยตนเองมีการผลิตสินคาและบริการที่มีคุณภาพตามศักยภาพการผลิตในประเทศ โดยเนนความไดเปรียบเชิงแขงขันควบคูกับผลิตภาพ (productivity) เพิ่มผลผลิตที่เปนมิตรกับสิ่งแวดลอม และลดมลพิษเชิงปองกั

2. เสถียรภาพและการปรับตัว เศรษฐกิจเกิดการขยายตัวอยางมีเสถียรภาพทั้งระดับภายในและภายนอกประเทศมีการสรางภูมิคุมกันทางเศรษฐกิจและสังคมจากปจจัยสนับสนุนภายใน  โดยคํานึงขีดจํากัดและความสามารถ ในการรองรับของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมดวยการพัฒนาและการบริหารจัดการเศรษฐกิจระดับฐานรากอยางครบวงจร โดยมีสินคาภูมิปญญาทองถิ่น ที่หลากหลาย มีการธํารงไวซึ่งศิลปวัฒนธรรมและเอกลักษณอันเปนมรดกดีงามของชาติ 

3. การกระจายการพัฒนาอยางเปนธรรม ประชากรมีสรางความเทาเทียมทั้งดานเพศ อาชีพ รายได การศึกษา ความตองการพื้นฐานในการดํารงชีพ และบริการพื้นฐานทางสังคม มีโอกาสในการเขาถึงตลาดและการจัดสรรฐานทรัพยากรอยางเหมาะสมและเปน ธรรมโดยคํานึงถึงความตองการของคนรุนปจจุบันและสงวนรักษาทรัพยากรใหคนรุน อนาคต 

4. การมีระบบบริหารจัดการที่ดีประชากรทุกภาคสวนของสังคม มีโอกาส และสิทธิในการรับรู อมูลขาวสาร กระบวนการตัดสินใจ และนโยบายสาธารณะแกประชาชน โดยผานการบริหารจัดการ

การสงเสริมและกระจายอํานาจสูองถิ่นและการสรางความรวมมือแบบบูรณาการของสถาบันการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดลอมอยางจริงจัง


มิติของการพัฒนา


จากการพัฒนากรอบแนวคิดในการจัดทําตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน      ไดอสรุปว่าตัวชี้วัดตองมุงวัดการพัฒนาทั้ง 3 มิติ ไดแก เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดลอม            อยางมีดุลยภาพ ผสมผสานเขากับกลไกของความยั่งยืนคือคํานึงถึงผลการพัฒนาที่เกิดขึ้นทั้งในปจจุบันและอนาคต โดย ไดยึด “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เปนปรัชญานําทางใหเอื้อตอการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการประเทศเพื่อนําไปสูความยั่งยืน  ทั้งนี้กรอบ แนว คิดการจัดทําตัวชี้วัดแตละมิติของ การพัฒนา มีประเด็นดังตอไปนี้

1.  มิติเศรษฐกิจ หมายถึง การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศใหเจริญเติบโต อยาง ตอเนื่อง มีคุณภาพ มีเสถียรภาพ เปนการเติบโตที่ไมทําลายสิ่งแวดลอมและยั่งยืนไดในระยะยาว และมีการกระจายความมั่งคั่งอยางทั่วถึง อํานวยประโยชนตอคนสวนใหญ 

1.1. การพัฒนาอยางมีคุณภาพ หมายถึง การผลิตสินคาอยางมีประสิทธิภาพสอดคลอง กับศักยภาพทางการผลิตของประเทศและความตองการของตลาด มีการใชปจจัยการผลิตที่มี ประสิทธิภาพ รวมถึงการมีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่เหมาะสมไมทําลายสิ่งแวดลอม โดยอยู บนพื้นฐานของการอนุรักษ ฟนฟูและรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดลอม

1.2. การพัฒนาอยางมีเสถียรภาพ หมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพในประเทศ และตางประเทศ สามารถพึ่งตนเองได มีภูมิคุมกันทางเศรษฐกิจที่    พรอมรับกับการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นไดอยางยั่งยืน

1.3. การกระจายความมั่งคั่ง หมายถึง การสรางโอกาสการเขาถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ปจจัยการผลิต และโครงสรางพื้นฐานของรัฐอยางทั่วถึง ที่จะนําไปสูการลดชองวางของรายได และกระจายความมั่งคั่งอยางทั่วถึง

    . มิติสังคม  หมายถึง การพัฒนาที่มุงใหคนและสังคมไทยมีคุณภาพ สามารถปรับตัว รูเทาทันการเปลี่ยนแปลง มีจิตสํานึก พฤติกรรม และวิถีชีวิตที่ไมทําลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอม มีความมั่นคงในการดํารงชีวิตมีการนําทุนทางสังคมและทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ มาประยุกตใชใหเกิดประโยชนไดอยางเหมาะสม         มีสวนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ โดยอยูภายใต้ระบบการบริหารจัดการที่ดีที่มุงใหคนและสังคมไทยเขมแข็งอยูดีมีสุข และพัฒนาไดอยางยั่งยืน

2.1. การพัฒนาศักยภาพและการปรับตัวบนสังคมฐานความรู หมายถึง การพัฒนาคน ในสังคมทั้งในระดับบุคคลและระดับองคกรใหมีศักยภาพ มีโอกาสในการพัฒนาความรู ความคิด ทักษะ อาชีพ การบริหารจัดการไดวยตนเองอยูในสังคมฐานความรู และเกื้อหนุนตอการพัฒนาที่ยั่งยืน

2.2. การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในการดํารงชีวิต  หมายถึง การพัฒนาใหคนในสังคมไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีสภาพแวดลอมในการดํารงชีวิตที่ดี  มีความมั่นคงปลอดภัย ในชีวิตและทรัพยสินมีสุขภาพอนามัยแข็งแรงสามารถเขาถึงระบบการคุมครองทางสังคมไดอยางเทาเทียมกัน

2.3. การพัฒนาใหชุมชนมีความเขมแข็งและมีภูมิคุมกันดานวัฒนธรรม  หมายถึง  สังคมไทยตองมีคานิยมและแบบแผนการดําเนินชีวิตที่ประหยัด มีการใชทรัพยากรอยางคุมค  ไมงผลลดทอนการพัฒนาเศรษฐกิจและฐานทรัพยากรของชาติในระยะยาว อาศัยภูมิปญญาทองถิ่น มาประยุกตใชอยางกลมกลืน  มีการดํารงวัฒนธรรม วิถีชีวิต  ขนบธรรมเนียมประเพณี  และศิลปวัฒนธรรมอันเปน เอกลักษณของชาติไวไดอยางตอเนื่องและยั่งยื

2.4. การสรางความเสมอภาคและการมีสวนรวม หมายถึง ประชากรไทย  ตองไดรับความเทาเทียมกันทั้งทางเพศ การศึกษา อาชีพ การงาน สวัสดิการ สภาพแวดลอม และสิทธิเสรีภาพ ภายใตขอบเขตแหงกฎหมาย หลักมนุษยธรรม และมีโอกาสรวมในกิจกรรมของสังคมโดยรวม เชน การเมือง การปกครอง โดยมีสิทธิในการรับรูอมูลขาวสาร การรวมในกระบวนการตัดสินใจ ตอนโยบายสาธารณะใดๆที่อาจ   สงผลกระทบตอสังคม โดยยึดหลักการบริหารจัดการที่ดี

       

             3. มิติสิ่งแวดลอม หมายถึง การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ             สิ่งแวดลอมอยางมีประสิทธิภาพ เพื่อใหเกิดความสมดุลระหวางการใชประโยชนทางเศรษฐกิจและความอุดมสมบูรณ ตามธรรมชาติ ตลอดจนการคงไวซึ่งคุณภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมที่ดี เพื่อสนองความตองการของคนรุนปจจุบัน              และสงวนรักษาไวใหคนรุนอนาคต รวมทั้งการกระจายโอกาสและการมีสวนรวม ในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมอยางทั่วถึงและเปนธรรม 

3.1. การสงวนรักษา หมายถึง การใชการปองกัน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งทางดานกายภาพและชีวภาพตองเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ มีการนํากระบวนการอนุรักษ และพัฒนามาผสมผสานเขาดวยกันเพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยูอยางจํากัด ใหเกิดประโยชน ในดานตางๆ มากที่สุด โดยคํานึงถึงความตองการของคนทั้งในปจจุบันและมุงสงวนรักษาทุนธรรมชาติ ไวใชประโยชนสําหรับคนรุนอนาคต และขีดความสามารถสูงสุดของการนําเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใชโดยไมเกิดผลกระทบตอระบบนิเวศและสิ่งแวดลอมเพื่อใหระบบนิเวศสามารถรองรับและฟนตัวกลับสูสภาพเดิม 

3.2. การมีคุณภาพสิ่งแวดลอมที่ดี หมายถึง การพัฒนาประเทศตองธํารงไวซึ่งคุณภาพ สิ่งแวดลอมที่ดีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย มีการดําเนินการแกไข ปญหามลพิษตางๆ ทั้งทางน้า ดิน และอากาศ ตลอดจนดําเนินการเพื่อปองกันการเกิดมลพิษผานทางการผลิตและการบริโภคของประชาชน

3.3. การมีสวนรวมและการกระจายการใชทรัพยากร หมายถึง ประชาชนทุกคน จากทุกภาคสวนของประเทศ ไดรับจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติและผลประโยชนจากการพัฒนาอยางทั่วถึงและเปนธรรม มีสวนรวมในการตัดสินใจเพื่อกําหนดนโยบาย แผนงาน แล ะการดําเนินโครงการ ดานการจัดการ สิ่งแวดลอมเพื่อกอใหเกิดประโยชนสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีตอมวลมนุษยในสังคมโลก

 

องค์ประกอบของการพัฒนา


องค์ประกอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน  องค์ประกอบพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาที่ยั่งยืนมีจำนวน ด้าน  [1]ได้แก่ 

1.        ด้านสิ่งแวดล้อม  ทำให้มีมากขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและอนุรักษ์ทรัพยากรพื้นฐานให้มั่นคง  

2.       ด้านสังคม  มีการจัดสรรความเท่าเทียมกันในการใช้ทรัพยากรที่เป็นตัวชี้วัดพื้นฐานที่เพียงพอและจำกัดจำนวนประชากร  

3.       ด้านเศรษฐกิจ  ที่ต้องเติบโตอย่างเหมาะสมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและความสมดุลในระบบนิเวศ 

องค์ประกอบดังกล่าวเป็นส่วนของการพัฒนาที่มุ่งเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาการพัฒนา  การพัฒนาการอนุรักษ์การฟื้นฟูระบบนิเวศ  การพัฒนาเศรษฐกิจ  การพัฒนาและการอนุรักษ์ทางสังคมและวัฒนธรรม  และการพัฒนาทางการเมือง  การพัฒนาทุกด้านมีความสัมพันธ์และเกี่ยวเนื่องกันไม่สามารถแยกประเด็นการพัฒนาด้านใดออกไปได้  จึงเป็นลักษณะของการบูรณาการพัฒนา  ซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น  ต้องอาศัยกลไกสำคัญ  คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องจากประชาชนย่อมรู้ปัญหาและความต้องการในพื้นที่ของตนได้ดีกว่าเจ้าหน้าที่จากภายนอก การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นการสร้างความเป็นเจ้าของในกิจกรรมการพัฒนาร่วมกัน  

บนพื้นฐานของความรู้เทคนิควิชาการที่ถูกต้องประกอบการตัดสินใจ  ในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศโดยมีการแนะนำให้คำปรึกษาจากวิชาการที่ถูกต้องการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงเป็นการพัฒนาชุมชนอย่างมีความสมดุลโดยมีปัจจัยหลักที่สำคัญ  คือ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม  ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านสังคม และปัจจัยด้านการมีส่วนร่วม 



 บทสรุป


การบริหารการพัฒนานั้นมีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะย่างยิ่งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การบริหารการพัฒนามีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามยุคสมัย และเกิดจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ  การบริหารการพัฒนามีความหมายที่ครอบคลุมทั้งหลักการบริหารผสมผสานกับหลักการพัฒนา โดยใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการจัดการ การบริหารโดยใช้ปัจจัยทั้งภายในและภายนอกเพื่อให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การบริหารเพื่อการพัฒนา หรือ การพัฒนาเพื่อการบริหารภายในรัฐ หรือ องค์กร การมีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น แต่ประเด็นที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคือ การทำงานร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อหาทางออกมากกว่าที่จะพิจารณาเฉพาะมิติทางเศรษฐกิจ

 การเปลี่ยนแปลงกระแสการพัฒนาของโลกหรือกระแสโลกาภิวัฒน์ (Globalization) มาซึ่งความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและกลไกการตลาดที่ก่อให้เกิดการเติบโตขนาดใหญ่ การผลิตในเชิงอุตสาหกรรมและการบริโภคที่เกินความจำเป็นจนกระทั่งเป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืชพรรณ โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดด้านกายภาพ ศักยภาพในการผลิต ความสามารถที่จะรองรับการบริโภค และการใช้ประโยชน์จากทุนดั้งเดิมที่มี  ความหมายของการพัฒนาจึงเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะหากเข้าใจความหมายของการพัฒนาแตกต่างกันแล้ว แนวทางการทำงานตลอดจนแนวความคิดต่าง ๆ ก็จะแตกต่างกันออกไป  การพัฒนาโดยทั่วไปนั้นควรหมายถึงเรื่องความก้าวหน้าต่างๆ ทางสังคมด้วย ไม่เฉพาะแต่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ  การพัฒนาเป็นเรื่องความมั่นคง  ปัญหาปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชน ปัญหาการว่างงาน ปัญหาเรื่องของเงินเฟ้อ  เป็นเรื่องของความเป็นธรรมในลักษณะที่ว่าประชาชนทุกคนที่เป็นสมาชิกของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วม




 [1] Ellen Meiksins Wood (2002) The Origins of Capitalism: A Longer View London: Verso, p. 2   อ้างใน บทความ ทุนนิยม http://th.wikipedia.org/wiki/ทุนนิยม บทความชิ้นนี้ เขียนเมื่อ  มีนาคม 2556 เปิดดูเมื่อ 2 พฤษภาคม 2556 .

[2] การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolutionคือช่วงเวลาตั้งแต่ ค.ศ. 1750 ถึง ค.ศ. 1850 เมื่อการเปลี่ยนแปลงในภาคเกษตรกรรมการผลิตการทำเหมืองแร่การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยี ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสภาพสังคมเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในขณะนั้น การปฏิวัติเริ่มต้นในสหราชอาณาจักร จากนั้นจึงแพร่ขยายไปยังยุโรปตะวันตกอเมริกาเหนือญี่ปุ่น จนขยายไปทั่วทั้งโลก.. กระบวนการเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายของคริสต์ศตวรรษที่ 18 ด้วยการเปลี่ยนผ่านซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบพึ่งพาแรงงานคนและสัตว์เป็นหลักไปเป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งพาเครื่องจักรเป็นหลักของสหราชอาณาจักร โดยเริ่มในอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นอุตสาหกรรมแรก อันเป็นผลมาจากการพัฒนากรรมวิธีการหลอมเหล็กและความนิยมในการใช้ถ่านหินโค้กที่แพร่หลายขึ้น[5] การขยายตัวของการค้าขายเป็นผลมาจากการพัฒนาคลองถนน และทางรถไฟ ด้วยการเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจแบบพึ่งพาเกษตรกรรมไปเป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิต ทำให้เกิดการไหลบ่าของประชากรจากชนบทเข้าสู่เมืองขนานใหญ่ และก่อให้เกิดการขยายตัวของจำนวนประชากร[7]

การเปลี่ยนแปลงการผลิตครั้งสำคัญในการปฏิวัติอุตสาหกรรมคือการผลิตชิ้นส่วนซึ่งสามารถสับเปลี่ยนกันได้ เครื่องกลึงและเครื่องกลอื่นๆ ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้การผลิตสินค้ามีความละเอียดแม่นยำสูงและสามารถผลิตซ้ำเช่นเดิมได้เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น การผลิตปืนซึ่งในอดีตผลิตได้ทีละกระบอกด้วยการนำชิ้นส่วนเข้าประกอบกันอย่างพอดีจนได้ออกมาเป็นหนึ่งกระบอก หากแต่ชิ้นส่วนในการประกอบปืนครั้งนั้นไม่สามารถใช้แทนกันกับชิ้นส่วนจากปืนกระบอกอื่นได้ ด้วยความละเอียดแม่นยำในการผลิตซ้ำจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมนี้เอง ทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ ของปืนสามารถแลกเปลี่ยนทดแทนกันได้ และยังก่อให้เกิดการผลิตแบบจำนวนมากๆ จนส่งผลให้ราคาสินค้าจากการผลิตแบบนี้ลดลงไปอย่างมาก

การกำเนิดขึ้นของเครื่องจักรไอน้ำซึ่งใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลักความนิยมในอรรถประโยชน์ของกังหันน้ำ และเครื่องจักรที่ใช้พลังงานขับเคลื่อน (โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอ) เป็นตัวสนับสนุนให้กำลังการผลิตขยายตัวอย่างมาก การพัฒนาเครื่องมือโลหะในช่วงสองทศวรรษแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 19 อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการมีเครื่องจักรการผลิตที่มากขึ้นและนำไปใช้ได้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ผลกระทบเกิดขึ้นแพร่ขยายออกไปทั่วยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนในที่สุดก็ได้แพร่หลายไปทั่วโลก กระบวนการที่ดำเนินไปนี้เรียกว่าการทำให้เป็นอุตสาหกรรม และทำให้เกิดผลกระทบอย่างมโหฬารต่อสังคม , อ้างใน วิกีพีเดีย  ,http://th.wikipedia.org/wiki/การปฏิวัติอุตสาหกรรม บทความนี้ถูกแก้ไขเมื่อ มีนาคม 2556  และเปิดดุเมื่อ 29 พฤษภาคม 2556 .

 [3] วิวัฒนาการทางการบริหาร, http://www.oknation.net/blog/pttpoy/2008/12/22/entry-1

[4] วิรัช วิรัชนิภาวรรณ, การบริหารการพัฒนา: แนวคิด ความหมาย ความสำคัญ และตัวแบบการประยุกต์http://www.wiruch.com.

[5] อ้างใน วิรัช วิรัชนิภาวรรณ,

[6] อ้างใน วิรัช วิรัชนิภาวรรณ,

[7] อ้างใน วิรัช วิรัชนิภาวรรณ,

[8] อ้างใน วิรัช วิรัชนิภาวรรณ,

[9] อ้างใน วิรัช วิรัชนิภาวรรณ,

[10] อ้างใน วิรัช วิรัชนิภาวรรณ,

[11] อ้างใน วิรัช วิรัชนิภาวรรณ,

[12] อ้างใน วิรัช วิรัชนิภาวรรณ,

[13] อ้างใน วิรัช วิรัชนิภาวรรณ,

[14] อ้างใน วิรัช วิรัชนิภาวรรณ,

[15] อ้างใน วิรัช วิรัชนิภาวรรณ,

[16] สมพงศ์ เกษมสิน,2514,การบริหารกรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์เกษมสุวรรณ.

[17] ไพบูลย์ ช่างเรียน,2532,วัฒนธรรมการบริหาร,กรุงเทพมหานคร : อักษรเจริญทัศน์. 

[18] ติน ปรัชญพฤทธิ์,2535,ศัพท์รัฐประศาสนศาสตร์,กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

[19] บุญทัน ดอกไธสง,2537,การจัดองค์การ,กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.

[20] สมพงศ์ เกษมสิน ,2523,การบริหาร,กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพาณิช, 2523 

[21] อ้างถึงใน สมพงศ์ เกษมสิน,2523:6  

[22] อ้างถึงใน สมพงศ์ เกษมสิน,2523:6  

[23] ณรงค์ นันทวรรธนะ. 2536. การบริหารงานอุตสาหกรรม. กรุงเทพฯ: ฟิสิกส์เช็นเตอร์พานิช.

[24] อ้างใน,นพพงษ  บุญจิตราดุล,2534, หลักการบริหารการศึกษา,สำนักพิมพ์บริษัท บพิชการการพิมพ์ (หนา 3-4,39-41)


[1] สรฤทธ จันสุข,ออนไลน์, http://www.gotoknow.org/blogs/posts/314886

Comments