ประวัติพระยานรินทร์

ศาลเจ้าจอมปากช่องภูเวียง (ศาลเจ้าจอมนรินทร์)

ประวัติพระยานรินทร์  “เจ้าจอมปากช่องภูเวียง”


                                ปากช่องภูเวียง เดิมเป็นพื้นที่ในเขตรับผิดชอบของอำเภอภูเวียงทั้งหมด แต่ปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของอำเภอภูเวียงกับอำเภอเวียงเก่า ซึ่งแยกจากอำเภอภูเวียงตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 โดยกระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศให้ถือเอาสันปันน้ำของเขาภูเวียงและแนวสันทำนบกั้นลำน้ำบองบริเวณปากช่องภูเวียงเป็นแนวแบ่งเขตของอำเภอทั้งสอง ณ บริเวณปากช่องภูเวียงแห่งนี้มีเรื่องเล่าขานและประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้หลายเรื่องราว แต่สิ่งที่ประชาชนทั่วไปได้ให้ความสนใจมากที่สุดก็คือความเป็นมาของศาลเจ้าจอมปากช่องภูเวียง หรือศาลเจ้าจอมนรินทร์

พระยานรินทร์ คือใคร ?
                                บิดาของพระยานรินทร์ คือพระนรินทร์สงคราม (อาจารย์คำ) เจ้าเมืองสี่มุมคนแรกบรรพบุรุษเป็นคนเชื้อสายลาวเวียงจันทน์ มาตั้งรกรากอยู่ที่บ้านนารายณ์ ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลจอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อครั้งพระเจ้าตากสินยกทัพหลวงขึ้นมาปราบก๊กเจ้าพิมาย อาจารย์คำได้พาชาวบ้านนารายณ์สวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าตากสิน และพาชาวบ้านอาสาร่วมรบกับทัพหลวงของพระเจ้าตากสินตีด่านจอหอจนแตกพ่าย พระเจ้าตากสินทรงยกย่องอาจารย์คำว่าเป็นผู้มีฝีมือดี รบพุ่งไพรีไม่มีถอย เมื่อการปราบปรามก๊กเจ้าพิมายได้เสร็จสิ้นแล้ว อาจารย์คำจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นพระนรินทร์สงคราม เจ้าเมืองสี่มุม ขึ้นตรงต่อเมืองนครราชสีมา ปัจจุบันบ้านสี่มุมอยู่ในตำบลพลกรัง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พระยานรินทร์ เป็นผู้มีความรู้เฉลียวฉลาด มีความสามารถในกิจกรรมทั้งปวง เป็นกำลังสำคัญของบิดาในการปราบปรามโจรผู้ร้ายและช่วยราชการงานเมืองทั่วไป ทำให้ราษฎรเมืองสี่มุมได้รับความร่มเย็นเป็นสุขตลอดเวลาที่พระนรินทร์สงครามปกครองบ้านเมือง ต่อมาเมื่อบิดาถึงแก่กรรม จึงทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งให้พระยานรินทร์เป็นเจ้าเมืองสี่มุมสืบต่อมา พระยานรินทร์ได้ปรึกษากับกรมการเมืองแล้วเห็นว่าเมืองสี่มุมเดิมไม่เหมาะที่จะเป็นเมืองใหญ่จึงย้ายที่ตั้งเมืองสี่มุมในที่แห่งใหม่ ห่างจากที่ตั้งเมืองสี่มุมเดิมประมาณ 40 กิโลเมตร

พระยานรินทร์กับเหตุการณ์กบฏเจ้าอนุวงศ์
-----------------
การจัดทัพของฝ่ายกบฏ

                                เมื่อปี พ.ศ.2369 เจ้าอนุวงศ์เจ้าผู้ครองเวียงจันทน์ ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองประเทศราชของราชอาณาจักรไทย ได้ก่อการกบฏและเกลี้ยกล่อมเมืองต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคอีสานให้ยอมเข้าด้วย โดยหลอกเจ้าเมืองต่าง ๆ ว่าจะยกทัพมาช่วยกรุงเทพฯ รบกับอังกฤษ หากเจ้าเมืองใดทราบความจริงและต่อต้านก็จะสังหารเสีย เมืองที่เข้าด้วยกับฝ่ายเจ้าอนุวงศ์มีเมืองสี่มุม (จตุรัส) ซึ่งมีเจ้าเมืองคือพระยานรินทร์ซึ่งเป็นนักรบที่เข้มแข็งมากรวมอยู่ด้วย ฝ่ายลาวซึ่งก่อการกบฏโดยส่งคนไปเจรจากับเมืองเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่และน่าน โดยนัดหมายให้มาตีกรุงเทพฯ พร้อมกับทัพเวียงจันทน์และญวน ถ้าหัวเมืองล้านนาไม่พร้อมก็ขอให้วางตัวเป็นกลาง อย่าสนับสนุนกรุงเทพฯ ปรากฏว่าเมืองแพร่และน่านรับจะให้ความสนับสนุนเต็มที่แต่เมืองเชียงใหม่ ลำปางและลำพูน สงวนท่าทีที่จะเข้าร่วมกับเจ้าอนุวงศ์อย่างเต็มตัว แต่ยอมให้ความร่วมมือไม่ยกทัพมาสนับสนุนกรุงเทพฯ เท่านั้น ท่าทีของ 3 หัวเมือง ทำให้เมืองแพร่และน่านเปลี่ยนท่าทีในเวลาต่อมา กองทัพฝ่ายลาวเมื่อเห็นว่าจะไม่สามารถเข้าตีกรุงเทพฯ ได้ จึงกวาดต้อนครอบครัวชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนจากเวียงจันทน์มาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองสระบุรี เมืองนครราชสีมา และเมืองใกล้เคียง ตั้งแต่เมื่อครั้งกองทัพไทยตีอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์แตกในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2321 เมื่อฝ่ายไทยทราบจึงได้ยกทัพติดตาม ฝ่ายลาวได้ถอยทัพโดยตั้งรับ 3 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่หลักคือบริเวณจังหวัดหนองบัวลำภูในปัจจุบัน เป็นพื้นที่ตั้งรับที่สำคัญที่สุดเพราะอยู่ใกล้เวียงจันทน์ หากบริเวณนี้แตกเวียงจันทน์ก็ตกอยู่ในอันตรายทันที พื้นที่นี้มีค่ายหลักอยู่ 4 ค่าย คือ ค่ายหนองบัวลำภู มีพระยานรินทร์ อดีตเจ้าเมืองสี่มุมเป็นแม่ทัพ มีกำลังทหาร 3,000 คน ค่ายช่องข้าวสาร เจ้าอนุวงศ์คุมเอง มีกำลังทหาร 20,000 คน ค่ายตำบลสนม มีพระยาเชียงสาเป็นแม่ทัพมีกำลัง 5,000 คน และค่ายช่องวัวแตก มีกองคำเป็นแม่ทัพ มีกำลัง 4,000 คน รวมพื้นที่หลักมีกำลัง 32,000 คน ส่วนพื้นที่รอง ได้แก่ พื้นที่ปีกขวาหรือพื้นที่ลุ่มแม่น้ำป่าสัก ตั้งทัพอยู่ที่เมืองหล่ม มีเจ้าราชวงษ์เป็นแม่ทัพ พื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนล่าง มี 2 ค่าย ที่เมืองร้อยเอ็ด และค่ายเวียงคุก เมืองยโสธร พื้นที่ลุ่มน้ำมูล เดิมมี 3 ค่าย คือ ค่ายที่นอกเมืองโคราช ค่ายมูลเค็งที่พิมาย และค่ายเมืองสุวรรณภูมิ ภายหลังที่เจ้าอนุวงศ์ถอนทัพกลับเวียงจันทน์ก็สั่งให้เผาค่ายเสียก่อนการจัดทัพของฝ่ายไทยในตอนแรกฝ่ายไทยตกใจมากที่กำลังกบฏยกมาถึงสระบุรี ซึ่งระยะห่างจากกรุงเทพฯ แค่เดินทัพ 3 วัน ทางฝ่ายผู้นำไทยจึงได้ระดมกองทัพตั้งรับที่กรุงเทพฯ ชานเมือง และเมืองใกล้เคียง เพราะคิดว่าเจ้าอนุวงศ์คงมาตีกรุงเทพฯ แต่เมื่อทราบว่ากองทัพกบฏถอยจากสระบุรีและนครราชสีมา ฝ่ายไทยก็เริ่มแผนการโจมตีฝ่ายกบฏ โดยแบ่งกำลังเป็น 3 กองทัพ คือ กองทัพหลวง ไปประชุมทัพที่ท่าเรือพระพุทธบาท สระบุรี แล้วเดินทัพไปทางดงพระยาไฟและดงพระยากลาง มุ่งสู่นครราชสีมา แล้วตีขึ้นเหนือไปทางชัยภูมิ ช่องสามหมอ ภูเวียง สู่หนองบัวลำภู โดยมีสมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นแม่ทัพ กองทัพเหนือ ส่วนหนึ่งยกขึ้นไปตามลำน้ำป่าสักสู่เพชรบูรณ์ อีกส่วนหนึ่งเป็นทัพหัวเมืองเหนือยกมาจากเมืองพิษณุโลก เป้าหมายคือเมืองหล่ม ซึ่งมีเจ้าราชวงษ์เป็นแม่ทัพฝ่ายลาว ส่วนฝ่ายไทยมีเจ้าพระยาอภัยภูธรเป็นแม่ทัพ กองทัพตะวันออกมีหลายทัพ ประชุมพลที่เมืองประจันตคามเข้าสู่ภาคอีสานทางช่องเรือแตก 4 ทัพ ผู้มีบทบาทมากที่สุดในกองทัพตะวันออกคือ พระยาราชสุภาวดี

การสู้รบของสองฝ่าย
                                กองทัพไทยตีโต้กองทัพกบฏอย่างรวดเร็ว กองทัพไทยกองแรกเคลื่อนทัพในวันที่3 มีนาคม 2369 และยึดเวียงจันทน์ได้ในวัน 13 พฤษภาคม 2369 ใช้เวลาไม่ถึง 3 เดือน โดยในปลายเดือนเมษายนก็ยึดนครสีมาไว้ได้ เนื่องจากฝ่ายกบฏถอนตัวไปก่อนแล้ว จากนั้นแม่ทัพหน้าคือพระราชสุภาวดีก็กวาดล้างกองกำลังของฝ่ายกบฏในลุ่มแม่น้ำมูล ชี หมดในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากตีค่ายมูลเค็งที่พิมายได้ ก็เดินข้ามทุ่งกุลาร้องไห้ไปตีค่ายเวียงคุกที่ยโสธรแตก จากนั้นก็เคลื่อนทัพสู่ลุ่มน้ำมูลตอนล่าง ช่วงเวลาดังกล่าวชาวเมืองอุบลพากันแข็งเมืองต่อเจ้านครจำปาศักดิ์ 
(เจ้าราชบุตรโย้) ซึ่งเป็นแม่ทัพของเจ้าอนุวงศ์ เจ้าราชบุตรกับไพร่พลจึงหนีไปจำปาศักดิ์ กองทัพไทยเมื่อตีเมืองในลุ่มแม่น้ำมูลและชีกับลุ่มแม่น้ำโขงส่วนนี้ได้แล้ว ก็ ยกกำลังไปตั้งที่มุกดาหารและนครพนม สำหรับกองทัพไทยฝ่ายเหนือ 2 กองทัพ ก็ตีเมืองหล่มได้ ฝ่ายกบฏเหลือแต่กองทัพหลักที่ตั้งอยู่ตอนใต้ของเวียงจันทน์ กองทัพไทย 5 กอง กำลัง 8,400 คน เข้าตีค่ายหนองบัวลำภูซึ่งมีพระนรินทร์เป็นแม่ทัพ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2369 และตีค่ายหนองบัวลำภูแตกในวันที่ 4 พฤษภาคม 2369 แล้วยกกำลังไปตั้งค่ายที่บ้านส้มป่อย ห่างจากค่ายช่องข้าวสารค่ายที่สำคัญที่สุดของเจ้าอนุวงศ์เพียง 10 กิโลเมตร ทัพลาวได้ผนึกกำลังเป็น 3 ทัพ ล้อมค่ายส้มป่อยอยู่ 7 วัน  ฝ่ายไทยขาดเสบียงทัพใกล้จะแตกอยู่แล้ว กองทัพหนุนของไทยเข้าไปช่วยได้ทัน ทัพหนุนไทยตีขนาบทัพลาวจากด้านนอก ขณะที่ทหารค่ายส้มป่อยตีออกมาจากด้านใน ทัพลาวแตกยับเยินในวันที่ 13 พฤษภาคม 2369  ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์เมื่อทราบว่าค่ายหนองบัวลำภูแตก ก็ออกจากค่ายช่องข้าวสารบอกทหารว่าจะไปตั้งรับที่เวียงจันทน์ แต่ความจริงได้พาครอบครัวหนีไปพึ่งญวน ต่อมากองทัพลาวที่ค่ายช่องข้าวสารก็แตกหนีทิ้งค่ายไปเวียงจันทน์หมด เมื่อเจ้าอนุวงศ์ผู้นำกบฏทิ้งเมืองหลวง กองทัพไทยก็เข้ายึดเวียงจันทน์ได้อย่างง่ายดาย เจ้าอนุวงศ์ถูกเจ้าน้อยเมืองพวนเชียงขวางชี้แหล่งหลบซ่อนให้ทหารไทยจับตัวได้พร้อมภรรยาและบุตร รวม 14 คน ถูกส่งตัวถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 15 มกราคม 2371 ถูกนำไปใส่กรงประจานที่สนามหลวง อยู่ได้ 7 – 8 วัน ก็ป่วยเป็นโรคลงโลหิตตาย เมื่ออายุได้ 60 ปี

พระยานรินทร์ผู้ยอมสละชีวิตเยี่ยงชายชาติทหาร
                                ย้อนกลับไปกล่าวถึงวีรกรรมของพระยานรินทร์ ซึ่งเป็นแม่ทัพที่ค่ายหนองบัวลำภูมีการกล่าวถึงพระยานรินทร์ว่า เป็นผู้มีฝีมือในการสู้รบ จิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ต่อสู้จนไพร่พลแตกหนีหมด เหลือแต่ตัวกับหลานชายและพลทหารอีก 6 คน จึงถูกจับได้ ฝ่ายไทยเห็นความเป็นยอดนักรบจึงเสนอชุบเลี้ยง จะให้ตำแหน่งเป็นแม่ทัพตามเดิม แต่พระยานรินทร์ขอตายอย่างสมเกียรติแม่ทัพ คือให้เอาช้างแทงเสียโดยไม่สะทกสะท้าน และได้มีการจัดการศพเหมือนเชลยทั่วไป

                                 ในนิราศทัพเวียงจันทน์ ของหม่อมเจ้าทับในกรมหลวงเสนีย์บริรักษ์ ฯ ได้กล่าวถึงพระยานรินทร์ ดังนี้

“ แต่ตัวนายโยธาพระยานรินทร์

ครั้นไพร่พลไปสิ้นก็ขัดขวาง

ขึ้นขี่ขับนางม้าเป็นท่าทาง

ออกวิ่งวางจะขึ้นบนคีรี

กองพระยากลาโหมเข้าโจมจับ

พวกกองทัพติดพันไม่ทันหนี

ก็ตกม้าลงไปขัดปฐพี

พวกโยธีกลุ้มกลัดเข้ามัดมา

ถึงถวายบังคมบรมบาท

จอมณรงค์ทรงประภาษที่ปรึกษา

ให้ซักถามตามยุบลแต่ต้นมา

ได้กิจจาแจ้งจริงทุกสิ่งอัน”

                 ในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ได้บันทึกเรื่องราวการสู้รบของพระยานรินทร์ไว้ว่า

                 “ ครั้น ณ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ทัพหลวงก็ยกจากเมืองนครราชสีมาขึ้นไปตั้งอยู่น้ำเซิน ทัพหน้าเข้าตีค่ายหนองบัวลำภู แต่ ณ วันอังคาร เดือน 6 ขึ้น 6 ค่ำ พระยานรินทร์แม่ทัพลาวได้สู้รบทัพไทยเป็นสามารถ ทัพไทยตีค่ายหนองบัวลำภูแตก แต่ ณ วันศักร์ เดือน 6 ขึ้น 9 ค่ำ ( ตรงกับวันที่ 4 พฦษภาคม 2369)

จับได้พระยานรินทร์ส่งตัวมาทัพหลวง รับสั่งให้ถามพระยานรินทร์ว่า จะเลี้ยงจะอยู่หรือไม่อยู่   พระยานรินทร์ไม่สวามิภักดิ์ ก็โปรดให้เอาช้างแทงเสีย” วีรชนผู้กล้าแห่งเมืองภูเวียง

 ศาลเจ้าจอมภูเวียง : ศาลเจ้าแห่งจอมคน

                                ภายหลังฝ่ายไทยประทับใจในความเป็นวีรบุรุษ จึงสร้างศาลเจ้าขึ้นให้เป็นที่สิงสถิตที่บริเวณปากช่องภูเวียง คนทั่วไปเรียกว่า “ศาลเจ้าจอม” หมายความถึงว่า พระยานรินทร์ท่านเป็น“จอมคน” จริงๆ ศาลแห่งนี้ประชาชนทั่วไปให้ความเคารพนับถือและยอมรับว่าทรงความศักดิ์สิทธิ์มากเมื่อปี พ.ศ.2506 นายศิริ ปรัชญา นายอำเภอภูเวียง ขณะนั้น พร้อมด้วยพ่อค้าประชาชนชาวอำเภอภูเวียง ได้พร้อมใจกันปรับปรุงศาลเจ้าจอมให้มีความสง่างามและสมเกียรติ เป็นศาลที่สร้างด้วยคอนกรีตในแบบทรงไทย และในปี พ.ศ.2548 โดยการสนับสนุนของ พลเอก ดร.จารุภัทร เรืองสุวรรณ กรรมการการเลือกตั้งขณะนั้น ได้มีการก่อสร้างศาลหลังใหม่สูงขึ้นไปจากที่เดิมอีก ซึ่งเป็นศาลที่สง่างามสมเกียรติยิ่ง และได้ทำพิธีสมโภชในงานบุญเดือนหกเปิดโลกภูเวียง  เมื่อวันที่ 21 – 23 พฤษภาคม 2548

Comments