ผลงาน

เอกสารประกอบการสอน

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ชีววิทยา 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

 
    ใบความรู้ที่ 1 เรื่องธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต

 

สิ่งต่างๆ ที่เราพบเห็นอยู่ทั่วไป ทุกคนคงสามารถแยกได้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งมีชีวิต ซากของสิ่งมีชีวิต หรือสิ่งไม่มีชีวิต แต่อาจมีสิ่งมีชีวิตบางชนิดที่หลายคนอาจบอกไม่ได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่ เช่น ฟองน้ำ กัลปังหา ปะการัง ไดอะตอม ดาวมงกุฎหนาม เป็นต้น จึงเป็นสิ่งที่น่าสงสัยว่า นักชีววิทยาใช้เกณฑ์อะไรในการจำแนกสิงที่พบเห็นว่าเป็นสิ่งมีชีวิต

สมบัติของสิ่งมีชีวิต คือ เป็นหน่วยที่ต้องใช้พลังงานและพลังงานที่ใช้นั้นต้องเกิดจากปฏิกิริยาเคมีในเซลล์หรือในร่างกายของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นๆ สิ่งมีชีวิตมีสมบัติทางกายภาพและชีวภาพดังนี้

1. การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต

2. สารอาหารและพลังงานของสิ่งมีชีวิต

3. การเจริญเติบโตอายุขัยและขนาดของสิ่งมีชีวิต

4. การการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของสิ่งมีชีวิต

5. การรักษาดุลยภาพของร่างกายของสิ่งมีชีวิต

6. ลักษณะจำเพาะของสิ่งมีชีวิต

7. การจัดระบบของสิ่งมีชีวิต

 

1. การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต

การสืบพันธุ์ (reproduction) หมายถึง การเพิ่มจำนวนลูกหลานที่มีลักษณะเหมือนเดิมของสิ่งมีชีวิต  โดยสิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นนี้จะทดแทนสิ่งมีชีวิตรุ่นเก่าที่ล้มหายตายจากไป ทำให้สิ่งมีชีวิตเหลือรอดอยู่ในโลกได้โดยไม่สูญพันธุ์ไป การสืบพันธุ์มี 2 วิธี  คือ

การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (Asexual reproduction)

เป็นการเพิ่มจำนวนลูกหลานที่ไม่ต้องอาศัยเพศเข้ามาเกี่ยวข้องและไม่มีการผสมกันของเซลล์สืบพันธุ์ และเป็นการสืบพันธุ์ที่ง่ายที่สุด พบในสัตว์ชั้นต่ำที่ไม่มีระบบสืบพันธุ์หรือมีแต่ยังไม่เจริญดี ทำได้โดยการแบ่งตัวจาก 1 เป็น 2 ได้สิ่งมีชีวิตตัวใหม่ที่มีลักษณะเหมือนเดิมทุกประการ แต่ถ้าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ ก็จะทำให้ตายและสูญพันธุ์ในที่สุด  เช่น การแบ่งเซลล์ของแบคทีเรีย การแดกหน่อของไฮดรา การสืบพันธุ์แบบนี้มีข้อดีคือ ได้ลูกเหมือนพ่อแม่ ข้อเสียคือ ไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

                                    ภาพแสดงการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

 

1) การแตกหน่อ (Budding)

       เป็นการสืบพันธุ์ของสัตว์ชั้นต่ำ โดยเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะมีการสร้างเนื้อเยื่อข้างลำตัวงอกออกมา แล้วเจริญเติบโตเป็นตัวเล็ก ๆ ที่มีอวัยวะต่าง ๆ เหมือนตัวแม่ หลังจากติดอยู่กับตัวแม่ระยะหนึ่งก็จะหลุดออกมาไปอยู่อิสระตามลำพัง สัตว์ที่มีการสืบพันธุ์ลักษณะนี้ได้แก่ ไฮดรา หนอนตัวแบน ฟองน้ำ ปะการัง และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (พวกโพรติสต์) เช่น ยีสต์ ไฮดราฟองน้ำ ในพืชชั้นสูงก็มีพวก ขิง ข่า กล้วย หน่อไม้ เป็นต้น

2) การแบ่ง ตัวออกเป็นสอง (Binary Fission)

เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (พวกโพรติสต์) ได้แก่  อะมีบา  พารามีเซียม  ยูกลีนา  และแบคทีเรีย  การสืบพันธุ์วิธีนี้เกิดขึ้นโดยการแบ่งตัวจาก  เซลล์เป็นเซลล์  โดยนิวเคลียสของเซลล์จะแบ่งตัวก่อน แล้วไซโทพลาซึมจะแบ่งตามได้เป็นตัวใหม่  2 ตัว ซึ่งแต่ละตัวจะมีลักษณะเหมือนตัวเดิมทุกประการ  เช่น  การแบ่งตัวของอะมีบา

3) พาร์ธีโนเจเนซิส (Parthenogenesis)

เป็นการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของแมลงบางชนิด เช่น ตั๊กแตนกิ่งไม้ เพลี้ย ไรน้ำซึ่งตัวเมียสามารถผลิตไข่ที่ฟักเป็นตัวได้โดยไม่ต้องมีการปฏิสนธิในสภาวะปกติ ไข่ของสัตว์ดังกล่าวจะฟักออกมาเป็นตัวเมียเสมอ แต่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต เช่น เกิดความแห้งแล้งหนาวเย็น หรือขาดแคลนอาหาร ตัวเมียก็จะผลิตไข่ที่ฟักออกเป็นทั้งตัวผู้และตัวเมีย จากนั้นสัตว์ตัวผู้และตัวเมียเหล่านี้จะผสมพันธุ์กันแล้วตัวเมียจะออกไข่ที่มีความคงทนต่อสภาวะที่ไม่เหมาะสม ดังกล่าวได้ ในผึ้ง มด ต่อ แตน ก็พบว่ามีการสืบพันธุ์แบบพาร์ธีโนเจเนซิสด้วยเช่นกัน โดยไข่ไม่ต้องมีการปฏิสนธิก็สามารถฟักออกมาเป็นตัวได้ ซึ่งจะฟักออกมาเป็นตัวผู้เสมอ

4) การงอกใหม่ (Regeneration)

พบในสัตว์ชั้นต่ำ ได้แก่ ปลาดาว พลานาเรีย ไส้เดือนดิน ปลิง ซีแอนนีโมนี การงอกใหม่เป็นการสร้างส่วนของร่างกายที่ขาดหายไป โดยสัตว์เหล่านี้ถ้าร่างกายถูกตัดออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะสามารถงอกเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ได้ ดังนั้นการงอกใหม่นี้จึงทำให้มีจำนวนสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้นจากจำนวน เดิม

5) การสร้างสปอร์ (Spore Formation)

เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิดจากการแบ่งนิวเคลียสหลาย ๆ ครั้ง ต่อจากนั้นไซโทพลาซึมจะแบ่งตาม แล้วจะมีการสร้างเยื่อกั้นเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะมีนิวเคลียส 1 อัน เรียกว่า สปอร์ (Spore) สัตว์ที่มีการสืบพันธุ์แบบนี้ ได้แก่ พลาสโมเดียม ซึ่งเป็นสัตว์ที่ทำให้เกิดโรคไข้มาลาเรีย

6) การขาดออกเป็นท่อน (Fragmentation)

เป็นการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศอีกแบบหนึ่งของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะพวกที่มีเซลล์ต่อกันเป็นเส้นสายโดยการหักเป็นท่อนๆ แต่ละท่อนที่หลุดไปก็จะแบ่งตัวแบบ Mitotic cell division ได้เซลล์ใหม่ที่ต่อกันเป็นเส้นสายเจริญต่อไป เช่น พวกหนอนตัวแบน สาหร่ายทะเล

 

 

การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (Sexual reproduction)

เป็นการเพิ่มจำนวนลูกหลานที่ต้องอาศัยเพศเข้ามาเกี่ยวข้องโดยมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย แล้วผสมกันเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตหน่วยใหม่ที่เหมือน

พ่อแม่เรียกว่า ปฏิสนธิ (fertilization) ได้นิวเคลียสใหม่ที่เป็นdiploid ซึ่งเรียกว่า Zygote และ zygote ที่ได้จะเป็นเซลล์เริ่มต้นของสิ่งมีชีวิตรุ่นต่อไป  แต่มีบางประการที่แตกต่างกัน 

จึงมีความหลากหลายทั้งลักษณะที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม เช่น ความแข็งแรง ความต้านทานต่อโรค ขั้นตอนการสืบพันธุ์

 

การปฏิสนธิ (Fertilization)  แบ่งออกเป็น  2  ชนิด  คือ

1) การปฏิสนธิภายใน  (Internal  Fertilization)

2) การปฏิสนธิภายนอก  (External  Fertilization)

1) การปฏิสนธิภายใน (Internal Fertilization)
             ตัวอสุจิจากสัตว์เพศผู้เข้าผสมกับไข่ซึ่งยังอยู่ในตัวของสัตว์เพศเมีย ได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน แมลง ปลาที่ออกลูกเป็นตัว เช่น ปลาเข็ม ปลาหางนกยูง ปลาฉลาม

2) การปฏิสนธิภายนอก (External Fertilization)
              การผสมระหว่างไข่และตัวอสุจิภายนอกตัวของสัตว์เพศเมีย ได้แก่ สัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก ปลาต่าง ๆ และสัตว์น้ำที่ออกลูกเป็นไข่ทุกชนิด

 

 

 

 

 

 

                  ภาพการปฏิสนธิภายใน                                                    ภาพ การปฏิสนธิภายนอก

 

2. สารอาหารและพลังงานของสิ่งมีชีวิต

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องการสารอาหารและพลังงาน เพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ กิจกรรมต่างๆของสิ่งมีชีวิตจะต้องประกอบไปด้วยกระบวนการ  เมแทบอลิซึม(metabolism) เกิดขึ้นภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิต แบ่งย่อยได้ 2 กระบวนการ  คือ

1. แคแทบอลิซึม (Catabolism)  เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี มีการออกซิเดชัน (Oxidation) คือ สลายสารโมเลกุลใหญ่เป็นสารโมเลกุลเล็ก ทำให้ได้พลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ได้ เช่น

 การออกซิเดชันของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนจะให้คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และพลังงานเคมีที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ได้แก่ การเคลื่อนไหว การทำงานของเซลล์ต่างๆ

2. แอแนบอลิซึม (Anabolism หรือ Assimilation) เป็นกระบวนการสังเคราะห์สารโมเลกุลใหญ่หรือสะสมพลังงานในรูปของโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เป็นกระบวนการที่ต้องใช้พลังงาน การเกิดแอแนบอลิซึมต้องเกิดควบคู่กับแคแทบอลิซึมเพราะพลังงานที่ใช้จะได้จากการสลายอาหาร

 ขณะที่ร่างกายทำงานคือ เดิน วิ่ง หัวเราะ ร้องไห้ เป็นต้น ร่างกายต้องใช้พลังงาน

 

3. การเจริญเติบโต อายุขัยและขนาดของสิ่งมีชีวิต

สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีขนาดไม่เท่ากันบางชนิดใหญ่มาก เช่น ช้าง สูงถึง  7 เมตร ขนาดใหญ่ เช่น วัว ควาย ขนาดเล็ก  เช่น กุ้ง หอย ปู ขนาดเล็ก เช่น ไรน้ำ สิ่งมีชีวิตเมื่อเติบโตได้ในระยะหนึ่งก็จะตาย เราจะเรียกว่า อายุขัย โดยแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน  

การเจริญเติบโตประกอบไปด้วยกระบวนการ 4 กระบวนการ คือ

3.1. การเพิ่มจำนวนเซลล์ (cell multiplication)
            ในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวเมื่อมีการแบ่งจำนวนเซลล์ก็จะทำให้เกิดการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ส่วนพวกสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ เมื่อปฏิสนธิแล้วก็จะได้ไซโกตโดยมีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิล เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ให้มากซึ้น  ผลจากการเพิ่มจำนวนเซลล์ทำให้ได้เซลล์ใหม่มากขึ้นและมีขนาดเพิ่มขึ้น

3.2. การเจริญเติบโต (growth)
            ในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวการเพิ่มโพรโทพลาซึมก็จัดว่าเป็นการเจริญเติบโต เมื่อเซลล์ของสิ่งมีชีวิตแบ่งเซลล์ในตอนแรกเซลล์ใหม่ที่ได้จะมีขนาดเล็กกว่าเดิม และก็จะสร้างสารต่างๆเพิ่มมากขึ้น ทำให้เซลล์ใหม่ขยายขนาดขึ้น ซึ่งจัดเป็นการเจริญเติบโตด้วยเช่นกัน

3.3. การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เพื่อทำหน้าที่ต่างๆ (cell differentiation)
           สิ่งมีชีวิตที่เป็นเซลล์เดียวก็มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เพื่อทำหน้าที่ต่างๆ เช่น 

การสร้างเซลล์ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ดี  เช่น การสร้างเอนโดสปอร์ (endospore) ของแบคทีเรียของพวกสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เป็นต้น

ในสิ่งมีชีวิตที่มีการสืบพันธุ์แบบมีเพศ เมื่อเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิผสมกันแล้ว เรียกว่า 

ไซโกต ซึ่งมีเพียงเซลล์เดียว  ต่อมาไซโกตจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์ให้มากขึ้นเซลล์ใหม่ๆที่ได้จะเปลี่ยนแปลงเพื่อไปทำหน้าที่ต่างๆ เช่น เซลล์กล้ามเนื้อทำหน้าที่ในการหดตัวทำให้เกิดการเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหว  เซลล์เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่ในการลำเลียงก๊าซออกซิเจน 

เซลล์ประสาททำหน้าที่นำกระแสประสาทเกี่ยวกับความรู้สึกและคำสั่งต่างๆ เซลล์ต่อมไร้ท่อทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน  เป็นต้น จะเห็นว่าเซลล์ภายในร่างกายของเราจะเปลี่ยนแปลงไปเพื่อทำหน้าที่ต่างๆกันไป เพื่อให้สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสถาพแวดล้อมที่แตกต่างกันได้

 

3.4. การเกิดรูปร่างที่แน่นอน (morphogenesis)
                 เป็นจากการเพิ่มจำนวนเซลล์ การเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ เพื่อไปทำหน้าที่ต่างๆ กระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้นในระยะเอมบริโออยู่ตลอดเวลา ในการสร้างอวัยวะต่างๆ  อัตราเร็วของการสร้างในแต่ละแห่งบนร่างกายจะไม่เท่ากัน ทำให้ลักษณะรูปร่างของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีลักษณะแตกต่างกัน ซึ่งลักษณะเหล่านี้เป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกควบคุมโดยจีนบนโคโมโซมของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นๆ

 

4. การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของสิ่งมีชีวิต

เป็นการตอบสนองของสิ่งมีชีวิตที่ตอยสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางเคมีที่เกิดขึ้น สิ่งเร้า (stimulus) อย่างเดียวกันอาจจะตอบสนอง (respon) ไม่เหมือนกันก็ได้  ในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด เช่น แสงเป็นสิ่งเร้าที่พืชเอนเข้าหา ส่วนโพโทซัวหลายชนิดจะเคลี่อนหนี ตัวอย่างการตอบสนอง เช่น พืชตระกูลถั่วจะหุบใบในตอนเย็นหรือกลางคืน ซึ่งเรียกว่าต้นไม้นอน เป็นต้น

สิ่งเร้าที่ทำให้เกิดพฤติกรรม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ สิ่งเร้าภายนอก ได้แก่ ความร้อน แสง เสียง น้ำ อาหาร แรงดึงดูดของโลก เป็นต้น และสิ่งเร้าภายในที่อยู่ภายในร่างกายของสัตว์ เช่น ความหิว ความกระหาย ความต้องการทางเพศ เป็นต้น สิ่งเร้าภายในนี้มีผลมาจากการทำงานของระบบประสาท และระบบต่อมไร้ท่อ

 

                                                                                                            

 

 

 

 

 

                                      

 

  5. การรักษาดุลยภาพของร่างกายของสิ่งมีชีวิต

เซลล์ของสิ่งมีชีวิตจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น ระดับน้ำในเซลล์และร่างกาย ความเป็นกรด-เบส อุณหภูมิ แร่ธาตุ ระดับน้ำตาลในเลือด  ดังนั้นการรักษาระดับของปัจจัยเหล่านี้จึงจำเป็นอย่างมากสำหรับเซลล์และร่างกายของสิ่งมีชีวิต

เซลล์คุมแตกต่างจากเซลล์เอพิเดอร์มิสอื่น คือ มีคลอโรฟิลล์อยู่ด้วย จึงสามารถสังเคราะห์แสงได้และการสังเคราะห์ด้วยแสงนี้ เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการเปิดปิดของปากใบ การคายน้ำและการลำเลียงสารของพืช ผิวของเซลล์ชั้นเอพิเดอร์มิสมีสารขี้ผึ้ง เรียกว่า คิวทิน (cutin) ฉาบอยู่เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำออกจากผิวใบของพืช

6. ลักษณะจำเพาะของสิ่งมีชีวิต

สิ่งมีชีวิตมีลักษณะจำเพาะ เช่น คนมีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่าคน แมว สนุข หรือแม้แต่ต้นพืชหรือ สาหร่ายขนาดเล็กก็มีลักษณะเฉพาะเช่นกัน

 

ลักษณะจำเพาะของผัก                                                 

 

ลักษณะจำเพาะของสุนัข

                                      

 

 

 

 

 

 


7. การจัดระบบของสิ่งมีชีวิต

สิ่งมีชีวิตมีการจัดระบบโครงสร้างและการดำรงชีวิต เช่น

1. โครงสร้างของสิ่งมีชีวิต ประกอบด้วย

1.1) โครงสร้างทางเคมี (chemical structure)
              ประกอบด้วยธาตุต่างๆ ประมาณ 30 ชนิด ในจำนวน 30 ชนิดนี้มีธาตุ 7ชนิด  ที่มีปริมาณถึง 99.8 เปอร์เซ็น ของร่างกาย ดังตาราง

 

 

เปอร์เซ็น

ออกซิเจน

คาร์บอน

ไฮโดเจน

ไนโตรเจน

แคลเซียม

ฟอสฟอรัส

โพแทสเซียม

อื่นๆ

รวม

65
18
10
3
2
1.4
0.4
0.2
100

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                               จำนวนธาตุต่างๆในร่างกายมนุษย์/น้ำหนัก

              ธาตุต่างๆเหล่านี้จะมารวมกันเป็นสารต่างๆทั้ง สารอินทรีย์และอนินทรีย์ คือ น้ำ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต กรดนิวคลีอิก ฯลฯ

(1.2) โครงสร้างระดับเซลล์ (cellular structure)
             สิ่งมีชีวิตทั่วไปประกอบไปด้วยเซลล์ โดยเซลล์ของสิ่งมีชีวิตพวกแรกๆ เรียกว่า 

โพรคาริโอต ได้แก่ แบคทีเรีย  และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ซึ่งมีเยื้อหุ้มเซลล์แต่ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเครียส และเยื่อหุ้มออร์แกเนลล์ในสิ่งมีชีวิตชั้นสูงเซลล์เป็นชนิด  ยูคาลิโอต คือมีเยื่อหุ้มเซลล์และเยื่อหุ้มนิวเครียสเซลล์เหล่านี้จะรวมกันเป็นเนื้อเยื่อ เช่น เนื้อเยื่อบุผิว เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน  เนื้อเยื่อประสาท เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อเหล่านี้จะประกอบกันเป็นอวัยวะ เช่น กระเพาะอาหาร  ลำไส้ ตับ และอวัยวะต่างๆจะประกอบกันเป็นระบบ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบสืบพันธ์ และระบบต่างๆ จะรวมกันเป็นร่างกายของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด

 

2. การดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ประกอบด้วย

         (2.1) การได้มาซึ่งอาหาร (nutrition) ได้แก่ สารประกอบต่างๆ ทั้งสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ที่นำเข้าสู่รางกาย สารต่างๆเหล่านี้จะเป็นวัตถุดิบ ที่ใช้ในการสร้างพลังงาน และการเจริญเติบโต  เพื่อการดำรงชีวิตต่อไป

         (2.2) การหายใจระดับเซลล์ (cellular respiration) เป็นการได้มาซึ่งพลังงานของสิ่งมีชีวิตโดยการสลายสารอินทรีย์โมเลกุลใหญ่ เช่น คาร์โบไฮเดรตให้เป็นกลูโคส และสลายต่อไปจนได้คาร์บอนไดออกไซด์  และน้ำ วิธีการดังกล่าวจะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมา ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในรูปพลังงานความร้อนทำให้ร่างกายอบอุ่น และอีกส่วนหนึ่ง จะสะสมไว้ในรูปพลังงานเคมี เรียกว่า สารประกอบพลังงานสูง อะดีโนซีนไตรฟอสเฟต (adenosine triphoshate) หรือ  ATP ซึ่งจะนำไปใช้ในกระบวนการต่างๆในการดำรงชีวิต

         (2.3) การสังเคราะห์ (synthesis) เป็นวิธีการในการสร้างสารต่างๆโดยใช้วัตถุดิบจากสารอาหารและใช้พลังงานจากการหายใจระดับเซลล์มาสร้างสารโมเลกุลเล็ก เช่น สังเคราะห์โปรตีนจากกรดอะมิโน  สังเคราะห์ไขมันจากกรดไขมันและกลีเซอรอล สังเคราะห์ไกลโคเจนจากกลูโคส เป็นต้น ส่วนการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นการสังเคราะห์พิเศษ ที่เกิดขึ้นในพืชและสาหร่ายเท่านั้น  โดยพืชสามารถใช้พลังงานจากแสงสว่างเปลี่ยนให้เป็นพลังงานเคมีในรูปสารประกอบคาร์โบไฮเดรตและ ATP ได้

         (2.4) การสืบพันธุ์ (reproduction) เป็นการเพิ่มลูกหลานของสิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นผลให้เกิดการดำรงเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดเอาไว้

         (2.5) การปรับตัวและวิวัฒนาการ (adaptation and evolution) เป็นผลจากการต่อสู้ ดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดทำให้เกิดการปรับตัวในด้านต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เมื่อระยะเวลาต่อมาก็จะทำให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

 

Comments