สถานที่เทียวภาคตะวันตกที่สุดยอด

posted Oct 13, 2009, 12:58 AM by ทศพร เเตงพรม   [ updated Feb 18, 2012, 4:58 AM ]

สวนสัตว์ค่ายสุรสีห์ พล.ร.9 สำหรับใครที่เดินทางมาเที่ยวที่ ค่ายสุรสีห์แห่งนี้ นอกจากจะได้เข้าชมสุสานทหารเวียดนามแล้ว กิจกรรมต่างๆแล้ว มาพักผ่อนดูสัตว์กัไนได้ที่ สวนสัตว์ค่ายสุรสีห์แห่งนีเกันนะครับ ต้องบอกก่อนว่ามันไม่ได้อลังการงานสร้างเหมือนสวนสัตว์ใหญ่ๆ เช่นเขาดินหรือไนท์ซาฟารี อะไรแบบนั้นหรอกครับ แต่ที่สวนสัตว์ค่ายสุรสีห์แห่งนี้ ก็ให้เราสามารถเพลิดเพลินไปกับ บรรดาสัตว์ตัวน้อยๆ ได้พอสมควรครับ มีสัตว์ให้เราชมอยู่หลากหลายพอสมควร เช่นกระต่าย นกยูงไก่ฟ้า เต่า ลิง ข่าง จิ้งจอก อะไรอื่นๆอีกพอสมควรครับ แถมบรรยากาศก็ดี ในนี้มีร้านอาหารด้วยครับ แวะทานอาหารไแดูสัตว์ไป ถือว่ามาชิวๆ สบายๆ ครับ แต่ผมชอบกระต่ายนะ ดูมันน่ารักดี นอกจากสวนสัตว์แล้วยังมี พิพิธภัณฑ์ทหารผ่านศึกเวียดนาม อีกที่น่าสนใจครับ ที่เคยนำเสนอไปแล้ว

ทางค่ายสุรสีห์ พล.ร.9 ได้จัดทำแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาภายในค่ายเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาพักผ่อน เยี่ยมชม และสร้างรายได้แก่เหล่าทหารนะครับ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องทีดีมากๆ

การเดินทางไปสวนสัตว์ค่ายสุรสีห์ พล.ร.9

รถตู้ -สนามหลวง
หน้า รร.รัตนโกสินทร์
ตรงพระแม่ธรณี ฯ
รถตู้ - อนุสาวรีย์ชัย ฯ
รถตู้ - หมอชิต
หารถที่วิ่งเข้าขนส่งกาญจนบุรี หรือ วิ่งเข้าไปค่ายสุรสีห์ เลยครับ

สถานีขนส่งสายใต้ใหม่
จะ มาลงที่ในตัวจังหวัดกาญจนบุรี ( สถานีขนส่ง ) จากนั้นขึ้นรถ บ่อพลอย บอกว่าลงในค่ายสุรสีห์ หรือนั่งสองแถวค่ายก็ได้ บอกคนขับว่าจะไปลงที่ไหน

กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

หน่วยทหารที่ใกล้ กรุงเทพ ฯ เพียง ๒ ชั่วโมง ท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่น แบบวิถีไทยในสวนสวยธรรมชาติ

zoo_r9_01zoo_r9_02zoo_r9_03zoo_r9_04zoo_r9_05zoo_r9_06zoo_r9_07zoo_r9_08zoo_r9_09zoo_r9_10zoo_r9_11zoo_r9_12zoo_r9_13zoo_r9_14zoo_r9_15zoo_r9_16zoo_r9_17zoo_r9_18zoo_r9_19zoo_r9_20zoo_r9_21zoo_r9_22zoo_r9_23zoo_r9_24zoo_r9_25zoo_r9_26zoo_r9_27zoo_r9_28zoo_r9_29zoo_r9_30
 
 
 
พิพิธภัณฑ์ทหารผ่านศึกเวียดนาม หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลงในปี พ.ศ.๒๔๘๔ เวียดนามได้ประกาศที่จะต่อสู้กับฝรั่งเศส เพื่อให้ เวียดนาม หลุดพ้นจากสภาพการเป็น อาณานิคมของฝรั่งเศส ได้มีการสู้ รบกัน อย่างหนัก เป็นเวลา ถึง ๘ปี จนกระทั้ง ประเทศฝรั่งเศสยอมรับความปราชัย และได้มีการ ลงนามใน "อนุสัญญาเจนีวา พ.ศ.๒๔๙๗" ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์ แลนด์ จึงมีผลให้เวียดนามถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ โดยเส้นขนานที่ ๑๗ องศาเหนือ เป็นเส้นแบ่งเขตเวียดนามเหนือ ยึดถือ การปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของ โฮจิมินห์ ซึ่งพยายาม ที่จะรวมเวียดนาม ทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันจึงได้ส่งกำลัง กอง โจรเวียดกง เข้าก่อกวนและแทรกซึมเข้าไปในเวียด นามใต้ อย่างต่อเนื่องในพ.ศ.๒๕๐๘ เวียดนามใต้ ตกอยู่ ในจุดล่อแหลม พ.ศ. ๒๕๑๐ รัฐบาลสหรัฐ อเมริกาได้ส่งกำลังทหาร เข้าไปปฏิบัติการใน เวียดนาม ใต้ พร้อมด้วยกำลังทหารของพันธมิตร อีก ๖คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์, สเปน, ฟิลิปปินส์, เกาหลีใต้และประเทศไทย สงครามเวียดนาม จึงได้เริ่มตั้งแต่ นั้นเป็นต้นมา ซึ่งคณะรัฐมนตรี ได้ลงมติ อนุมัติหลักการให้ความ ช่วยเหลือทางทหารแก่รัฐบาลสาธารณรัฐเวียดนาม จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจขึ้น เรียกว่า "กรมทหารอาสาสมัคร" (กรม อสส.) มีภารกิจในการรบเป็นหลัก และปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนเป็นรอง ถือว่าเป็นกองกำลังทหารไทยหน่วยแรก ที่ปฏิบัติการรบในเวียดนาม ได้สมญานามว่า "จงอางศึก" หลังจากที่ กรมทหาร อาสาสมัคร เดินทางไปปฏิบัติการรบในสาธารณรัฐเวียดนาม เป็นเวลา ๑ ปี กองทัพบกได้ มอบให้คณะกรรมการพิจารณา เตรียมการส่งกำลังไปผลัดเปลี่ยกรมทหารอาสาสมัคร และเพิ่มเป็น ๑ กองพลทหารอาสาสมัค


พิพิธภัณฑ์ทหารผ่านศึกเวียดนามเมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๑ จึง มีคำสั่งจัดตั้ง "กองพลทหารอาสาสมัคร " บรรจุมอบเป็นหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกมีที่ตั้งปกติ ณ ค่ายกาญจนบุรี ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี และไปปฏิบัติการรบ ในสาธารณรัฐเวียดนาม มีสมญานามเป็น ที่รู้จักกัน ในนามว่า "กองพลเสือดำ"

 

พิพิธภัณฑ์ทหารผ่านศึกเวียดนาม

เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๔ กองทัพบกได้ออกคำสั่งตั้งกองพลใหม่ขึ้น บริเวณ ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โดยแปรสภาพ กองพลทหารอาสาสมัคร " กองพลเสือดำ" เป็นกองพลใหม่ ขนานนามว่า "กองพลที่ ๙" เหตุผลว่าเป็นครบรอบปี ๒๔ แห่งวันรัชดาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ รัชกาลที่ ๙ และเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๗ กองทัพบกได้ขนานนาม ค่ายที่ตั้ง กองพลที่ ๙ ว่า "ค่ายกาญจนบุรี" ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๕ กองทัพบกได้ออกคำสั่ง ให้เปลี่ยนนามจากหน่วยเดิม กองพลที่ ๙ เป็น กองพลทหารราบที่ ๙ เป็นกองพลเดียว ในกองทัพบกที่มีหน่วยขึ้นตรงอยู่ในพื้นที่เดียวกันบนเนื้อที่ประมาณ ๖๖,๗๕๒ ไร่ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๓ กองทัพบกได้มีประกาศ ขอพระราชทานเปลี่ยนนามค่ายใหม่จากเดิม ค่ายกาญจนบุรี เป็น "ค่ายสุรสีห์" อันเนื่องมาจากสถานที่ตั้ง กองพลทหารราบที่ ๙ เดิมเป็นสมรภูมิสงคราม ทุ่งลาดหญ้าใน สงครามเก้าทัพ เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๘ กองทัพไทย โดย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ ๑ ( เจ้าพระยาสุรสีห์ ) เป็นแม่ทัพ ได้มีชัยชนะแก่ข้าศึก ได้อย่างสมบูรณ์ โดยทำการรบแตกหัก ณ พื้นที่ตั้งค่ายสุรสีห์แห่งนี้

ประวัติการปฏิบัติราชการสนาม ของกองพลทหารราบที่ ๙
๑. ค.ศ.1968 - ค.ศ.1970 SOUTH VIETNAM (ปฏิบัติการรบในเวียดนามใต้ "กองพลเสือดำ")
๒. พ.ศ.๒๕๑๕ - พ.ศ.๒๕๑๖ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย (ปฏิบัติการตามแผนยุทธการสามชัย)
๓. พ.ศ.๒๕๑๖ - พ.ศ.๒๕๑๗ เชียงราย พะเยา น่าน (ปราบปราม ผกค.)
๔. พ.ศ.๒๕๑๗ - พ.ศ.๒๕๒๔ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย (ปราบปราม ผกค.)
๕. พ.ศ.๒๕๒๔ -พ.ศ.๒๕๒๕ ปราจีนบุรี (ภารกิจป้องกันชายแดนด้านตะวันออกในเขต ทภ.๑)
๖. พ.ศ.๒๕๒๖ - พ.ศ.๒๕๒๗ ประจวบคีรีขันธ์ (ลดเงื่อนไขสงครามการปฏิบัติของพรรคคอมมิวนิตส์ แห่งประเทศไทย )
๗. พ.ศ.๒๕๒๙ - พ.ศ.๒๕๓๐ อ.ทองผาภูมิ (ศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ๑๒)
๘. พ.ศ.๒๕๓๑ อ.สังขละบุรี (ป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย กรณีการแย่งพื้นที่ อ.พญาตองซู ของ ชกน.)
๙. ค.ศ.1989 - ค.ศ.1999 SOUTH KOREA(หน่วยแยก ทบ.ไทย ประจำบก.สหประชาชาติ)
๑๐. พ.ศ.๒๕๓๘ - ปัจจุบัน ชายแดนด้านตะวันตกกาญจนบุรี ถึง ประจวบคีรีขันธ์
๑๑. ค.ศ.2002 EAST TIMOR (กกล.รักษาสันติภาพ ๙๗๒ ไทย/ติมอร์)
๑๒. ค.ศ.2003 - ค.ศ.2004 IRAQ (ชุดทหารเสนารักษ์ร่วมปฏิบัติภารกิจใน กกล.ฉก.๙๗๖ ไทย/อิรัก)
๑๓. พ.ศ.๒๕๔๗ ชุมพร-ระนอง (สนับสนุน ทภ.๔ ในการปฏิบัติตามแผนป้องกันประเทศชายแดนไทยพม่า)
๑๔. พ.ศ.๒๕๔๗ - ปัจจุบัน ยะลา (แก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้)

พิพิธภัณฑ์ทหารผ่านศึกเวียดนามพิพิธภัณฑ์ทหารผ่านศึกเวียดนาม

กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ได้มีการถ่ายทอดเรื่องราวประวัติของสงครามเวียดนาม กับทั้งประวัติ และผลงานของ กองกำลังทหารไทยที่ร่วมรบในสงคราม เวียดนาม ในรูปแบบต่าง ๆ

อัตราค่าเข้าชมท่านละ ๒๐ บาท รับชมการบรรยายแบบมัลติมีเดียได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๗.๐๐ น.

หน่วยทหารที่ใกล้ กรุงเทพ ฯ เพียง ๒ ชั่วโมง ท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่น แบบวิถีไทยในสวนสวยธรรมชาติ

การเดินทางไป พิพิธภัณฑ์ทหารผ่านศึกเวียดนาม-กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์

รถตู้ -สนามหลวง
หน้า รร.รัตนโกสินทร์
ตรงพระแม่ธรณี ฯ
รถตู้ - อนุสาวรีย์ชัย ฯ
รถตู้ - หมอชิต
หารถที่วิ่งเข้าขนส่งกาญจนบุรี หรือ วิ่งเข้าไปค่ายสุรสีห์ เลยครับ

สถานีขนส่งสายใต้ใหม่
จะมาลงที่ในตัวจังหวัดกาญจนบุรี ( สถานีขนส่ง ) จากนั้นขึ้นรถ บ่อพลอย บอกว่าลงในค่ายสุรสีห์ หรือนั่งสองแถวค่ายก็ได้ บอกคนขับว่าจะไปลงที่ไหน
museum_military_01museum_military_02museum_military_03

 

 

........................................................................................................................

เก้าโจน หรือน้ำตกเก้าชั้น ตั้งอยู่ที่บ้านผาปก ห่างจาก อ.สวนผึ้ง 18 กม. เลยจากธารน้ำร้อนบ่อคลึงไปประมาณ 1 กิโลเมตร มีความสูง 9 ชั้นตกจากหน้าผาสูงกลางหุบเขา ปริมาณน้ำจะมากในชั้นบน ๆ

น้ำตกเก้าโจน หรือน้ำตกเก้าชั้น อยู่เลยธาน้ำร้อนบ่อคลึงไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีทางเดินขึ้นขนานไปกับน้ำตกจนถึงชั้นที่ 9 เป็นน้ำตกที่สวยงามมาก มีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ทุกชั้น สามารถกางเต้นท์พักแรมได้บริเวณน้ำตกชั้นที่ 8 และที่สำคัญคือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีได้เสด็จมาทอดพระเนตร น้ำตกแห่งนี้เป็นการส่วนพระองค์ พร้อม ทั้งพระราชทานชื่อว่า น้ำตกเก้าชั้น และจัดน้ำตกแห่งนี้ให้อยู่ในโครงการธรรมชาติวิทยาของพระองค์อีกด้วย เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีความสูง 9 ชั้น ตกจากหน้าผาสูงกลางหุบเขา มีน้ำตลอดปี ปริมาณน้ำจะมากในชั้นบนๆ หินบริเวณน้ำตกเป็นหินแกรนิต

จากที่จอดรถเดินเข้าไปเพียง 200-300 เมตร ก็จะได้พบความงามของน้ำตกชั้นที่ 1 ถ้าจะชมให้ครบ 9 ชั้น ใช้เวลาเดินขึ้น ประมาณ 2 ชั่วโมง เวลาเดินลงประมาณ 45 นาที

ชาวบ้านแถวนี้หรือแม้กระทั่งตัวผมเองจะเรียกว่าน้ำตก 9 โจน ซะมากกว่า ไม่ค่อยคุ้นหูนักกับคำว่า น้ำตก 9 ชั้น ตอนแรกที่ทางราชการใช้ชื่อน้ำตก 9 ชั้น คาดว่า เพราะ 9 โจน มันฟังดูไม่เสนาะหูมั้ง แต่ถ้าใครเดินทางมาที่สวนผึ้งราชบุรี แล้วอยากไปน้ำตกนี้ เจอชาวบ้านถ้าจะถามทาง บอกเขาว่าหาน้ำตก 9 โจน นะ เขาจะเข้าใจมากกว่า ถ้าบอกน้ำตก 9ชั้น

ถ้าถามว่า น้ำตก 9 โจน ที่มาคืออย่างไร เนื่องจากผู้เขีนนเป็นคนราชบุรี ได้ยินได้ฟังมา จะจะเล่าให้ฟังคร่าวๆ ด้วยความที่จำนวนชั้น มี 9 ชั้น ภาษาของคนกะเหรี่ยงแถวนั้นจะเรียกว่าโจนกัน ประกอบกับมี 9 ชั้น จึงเรียกติดปากกันมาตั้งแต่นั้นว่า น้ำตก 9 โจน หรือ น้ำตก 9 ชั้นนั่นละครับ

อีกที่มานึง ก็ว่าบ้างมาจกาก ที่แห่งนี้เคยเป็นที่ พวกโจร ขโมยมักมาอาศัยอยู่ ใครจะเข้ามาที่นี่สมัยก่อนจะลำบากมาก ชาวบ้านเลยมักจะเรียกที่แห่งนี้ว่าน้ำตกโจร จนเป็นที่มาของน้ำตก 9 โจน

พอสังเขปได้ประมาณนี้ครับ

จริงๆแล้วน้ำตกนี้ ถ้าจะให้สวยจริงๆต้องเป็นสมัยก่อนครับ ประมาณสิบปีที่แล้วได้กระมัง ผมยังจำได้ดีซึ่งน้ำใส สะอาด และดูเป็นธรรมชาติมากๆ แต่ทุกวันนี้ดูน้ำมันน้อยๆ แห้งแล้งยังไงชอบกล แต่ว่าใครที่แวะมาสวนผึ้ง ลองแวะเข้าไปเที่ยวได้ครับ ยังมีน้ำให้เด็กๆเล่นกันได้อยู่ ไม่เสียเที่ยวหรอกครับน้ำยังเย็นเหมือนเดิมครับ ที่สำคัญสาวๆเพียบ เด่วลองปชมภาพบรรยากาศ น้ำตก 9 ชั้น กันครับ

การเดินทางไปน้ำตก 9ชั้น สวนผึ้ง ราชบุรี

กาเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวนะครับ ถ้าถามหารถประจำทางยากครับ มันแค่ผ่านและต้องเช่ารถต่อ หายากและแพงครับ ไม่คุ้มเอารถไปเองเหมาะสุดครับ

จากกรุงเทพฯ ขับมุ่งตรงสู่ จ.ราชบุรี แต่ไม่ต้องเข้าตัวเมืองราชบุรี ให้เลี้ยวขวาทางแยกเจดีย์หัก เส้นทางหลวงหมายเลข 3087 ให้มาทางอ.จอมบึง จะผ่าน ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง และผ่านถ้ำจอมพล ไม่ต้องเลี้ยวไปทางถ้ำจอมพลนะครับ ให้ขับตามเส้นทางหลัก เพื่อมุ่งหน้าสู่ อ.สวนผึ้ง จากนั้นให้ขับตรงไปประมาณ 38 กม จะมีป้ายบอกทางไปน้ำตกเก้าโจน ให้เลี้ยวซ้ายไปตามป้ายบอกทาง เข้าไปประมาณ 8 กม. ก็จะถึงน้ำตกเก้าโจน

อย่างที่บอก ถ้าท่านหาทางไปไม่เจอ ให้ขับไปสวนผึ้งเลยครับมีป้ายบอกแน่นอนหรือเจอชาวบ้านแถวนั้นถามได้เลย อย่าลืมนะครับ บอกเขาว่าน้ำตก 9 โจน นะ จะง่ายกว่า น้ำตก 9 ชั้น ครับ

ขอให้เที่ยวให้สนุกครับ

namtok9_01namtok9_02namtok9_03

 

..............................................................................................................................................................

 

สะพานข้ามแม่น้ำแคว ( The Bridge of the River Kwai) ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือ ตามทางหลวงหมายเลข 323 ประมาณ 4 กิโลเมตร แยกซ้ายประมาณ 400 เมตร มีป้ายบอกทางชัดเจน

สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง เป็นสะพานที่สำคัญที่สุดของเส้นทางรถไฟสายมรณะ สร้างขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ ทหารอังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลีย ฮอลันดา และนิวซีแลนด์ประมาณ 61,700 คน และกรรมกรชาวจีน ญวน ชวา มลายู ไทย พม่า อินเดียอีกจำนวนมาก มาก่อสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นเส้นทางผ่านไปสู่ประเทศพม่า ซึ่งเส้นทางช่วงหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่ จึงต้องมีการสร้างสะพานขึ้น การสร้างสะพานและทางรถไฟสายนี้ เต็มไปด้วยความยากลำบาก ความทารุณของสงครามและโรคภัย ตลอดจนการขาดแคลนอาหาร ทำให้เชลยศึกหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตลง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองสะพานข้ามแม่น้ำแควเดิมได้รับความเสียหาย และรัฐบาลไทยได้ซ่อมแซมใหม่ ภายหลังสงครามสิ้นสุดลง เมื่อปี พ.ศ. 2489 จนสามารถใช้งานได้ดังเดิม ปัจจุบัน มีการยกย่องให้สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ

เดิมที สะพานข้ามแม่น้ำแคว ไม่เคยมีจริงในประวัติศาสตร์ แต่เนื่องจากทางอเมริกาได้ทำเป็นหนัง ดังนั้นทางจังหวัดจึงมีความเห็นให้ตั้งชื่อสะพานที่ท่ามะขามให้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำแคว เพื่อให้เหมือนในหนัง และได้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวมาตามหาจริงๆ สร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น

สะพานเดิมนั้นจะเป็นเหล็กโค้ง ส่วนที่เป็น 4 เหลี่ยมเป็นการซ่อมแซม

สะพานเหล่านี้เดิมทีมีมากมายหลายแห่งในประเทศไทยและลาวพม่าแต่ส่วนใหญ่ทำจากไม้ ในไทยมีที่ทำจากเหล็กไม่ถึง 15 สะพาน

ที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว มีบริการรถราง Fairmong ทุกวัน

โดยวันธรรมดา จะมีตั้งแต่เวลา 08.00-10.30 น., 11.20-14.00 น., 15.00-16.00 น., และ 18.00-18.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00-09.30 น., 11.20-14.00 น., และ 18.00-18.30 น. ค่าโดยสารคนละ 20 บาท


งานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว

งานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว จัดในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของการสร้างทางรถไฟสายมรณะ และสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการแสดงนิทรรศการในทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี การแสดงพื้นบ้าน การออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง และการแสดง แสง สี เสียง บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว


การเดินทางไปสะพานข้ามแม่น้ำแคว

ทางรถยนต์

จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนเพชรเกษม ( ทางหลวงหมายเลข 4 ) มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐม จากนั้นขับตรงไปมุ่งหน้าสู่จังหวัดราชบุรี
จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนสายปิ่นเกล้า - นครชัยศรี ( ทางหลวงหมายเลข 338 ) มุ่งหน้าสู่นครปฐม จากนั้นขับตรงไปมุ่งหน้าสู่จังหวัดราชบุรี
ทั้งสองเส้นทางด้านบนจะต้องผ่านแยกนครชัยศรี
จากแยกนครชัยศรี ขับตรงไป โดยจะผ่านสะพานไปบ้านแพ้ว ผ่านสะพานไปตัวเมืองนครปฐม ผ่านแยกไปจังหวัดสุพรรณบุรี จากนั้นจะถึงสะพานไปจังหวัดกาญจนบุรี (สะพานนี้จะอยู่เลนซ้ายสุด)
จากแยกนครชัยศรี - สะพานไปจังหวัดกาญจนบุรี.. ระยะทางประมาณ 24.4 กิโลเมตร

หมายเหตุ.. ตามแยกต่างๆ ไม่ต้องเลี้ยว ให้ขับตรงไป ให้ไปขึ้นสะพานไปจังหวัดกาญจนบุรี
ระยะทางจากแยกนครชัยศรี - สะพานไปบ้านแพ้ว ประมาณ 8.5 กิโลเมตร
ระยะทางจากสะพานไปบ้านแพ้ว - สะพานไปตัวเมืองนครปฐม ประมาณ 0.5 กิโลเมตร
ระยะทางจากสะพานไปตัวเมืองนครปฐม - แยกไปจังหวัดสุพรรณบุรี ประมาณ 6.4 กิโลเมตร
ระยะทางจากแยกไปจังหวัดสุพรรณบุรี - สะพานไปจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 9 กิโลเมตร

เมื่อถึงสะพานไปจังหวัดกาญจนบุรี ให้ขับขึ้นสะพานไป หลังลงสะพานแล้ว จากนั้นขับตรงไปประมาณ 11.2 กิโลเมตร จะพบสี่แยก ( แยกซ้ายไปบ้านโป่ง ตรงไปไปถ้ำค้างคาว เลี้ยวขวาไปกาญจนบุรี ) ให้เลี้ยวขวา แล้วขับตรงไป ประมาณ 15 กิโลเมตร จะถึงตัวอำเภอท่ามะกา จากนั้นให้ขับตรงไปประมาณ 18.5 กิโลเมตร จะถึงแยกซ้ายไปตัวอำเภอท่าม่วง ไม่ต้องเลี้ยว ให้ขับตรงไปประมาณ 11.1 กิโลเมตร จะผ่านศาลากลางจังหวัด ซึ่งอยู่ด้านขวามือ จากนั้นขับตรงไป ประมาณ 2.4 กิโลเมตร จะผ่าน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคกลาง เขต 1 ( ททท ) ซึ่งอยู่ด้านขวามือของท่าน เลยจาก ททท ไปประมาณ 200 เมตร ทางด้านขวามือของท่าน คือ สถานีขนส่งจังหวัดกาญจนบุรี จากนั้นขับตรงไปประมาณ 3.9 กิโลเมตร จะถึงแยกซ้ายมือเข้า สะพานข้ามแม่น้ำแคว จากนั้นเลี้ยวซ้าย แล้วขับตรงไปประมาณ 700 เมตร ก็จะถึง สะพานข้ามแม่น้ำแคว

ทางรถโดยสารประจำทาง
จากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ กรุงเทพฯ - กาญจนบุรี ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยสามารถนั่งรถปรับอากาศสายกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี แล้วไปลงที่สถานีขนส่งจังหวัดกาญจนบุรี
รถปรับอากาศชั้น 1 สายกรุงเทพ - กาญจนบุรี ค่าโดยสาร - บาท
รถปรับอากาศชั้น 2 สายกรุงเทพ - กาญจนบุรี ค่าโดยสาร - บาท
รถตู้ปรับอากาศของบริษัท ขนส่ง จำกัด สายกรุงเทพ - กาญจนบุรี ค่าโดยสาร - บาท (รถออกจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ)
จากขนส่งกาญจนบุรีนั่งรถสายกาญจนบุรี - เอราวัณ หรือรถสายกาญจนบุรี - ทองผาภูมิ - สังขละบุรี ไปลงตรงแยกซ้ายมือเข้าสะพานข้ามแม่น้ำแคว จากนั้นนั่งมอเตอร์ไซต์รับจ้างเข้าไปประมาณ 700 เมตร


ทางรถไฟ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ป้ายหยุดรถไฟสะพานแควใหญ่
โดยสารขบวนรถไฟประจำ ธนบุรี - น้ำตก หรือขบวนรถนำเที่ยวพิเศษ กรุงเทพ - น้ำตก (เฉพาะเสาร์ - อาทิตย์) ลงที่ สะพานแควใหญ่ ซึ่งอยู่ที่เชิงสะพานข้ามแม่น้ำแควพอดี

river_kwear_00river_kwear_03river_kwear_04river_kwear_05river_kwear_06river_kwear_10

 

..............................................................................................................................................................

น้ำตกเอราวัณ

น้ำตกเอราวัณ อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ตั้งอยู่ที่ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นน้ำตกที่มีระยะทางยาวประมาณ 1,500 เมตร ติดต่อกัน ซึ่งแบ่งออกเป็นชั้นๆ ได้ 7 ชั้น แต่ละชั้นมีความงามร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ทั้งเถาวัลย์พันเกี่ยวทอดตัวไปบนต้นไม้ใหญ่ กล้วยไม้ป่าหลายชนิดบนคาคบไม้ สายธารน้ำที่ไหลตกลดหลั่นลงมาบนโขดหินสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง เสียงสาดซ่า คลอเคล้าด้วยส่งเสียงเพรียกของนกป่า ทำให้สภาพความเป็นธรรมชาติสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น นับเป็นบรรยากาศที่เรียกเอาความมีคุณค่าของป่าเขาลำเนาไพรซึมซับเข้าสู่อารมณ์ของผู้ไฝ่ความสันโดษ และรักธรรมชาติโดยแท้จริง ชั้นที่ 7 อันเป็นชั้นบนสุดของน้ำตก เมื่อมีน้ำตกไหลบ่าจะมีรูปคล้าย หัวช้างเอราวัณ จนคนทั่วไปรู้จักและขนานนามว่า น้ำตกเอราวัณ

" น้ำตกเอราวัณ " สำหรับท่านที่ต้องการเยี่ยมชมน้ำตกทั้ง 7 ชั้น จากการสอบถามจากเจ้าหน้าที่จะต้องใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงในการขึ้น - ลง

เริ่มจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

เดินไป 500 เมตร ท่านก็จะถึง น้ำตกชั้นที่ 1 ไหลคืนรัง

เดินไปอีก 100 เมตร ท่านก็จะถึง น้ำตกชั้นที่ 2 วังมัจฉา

เดินไปอีก 150 เมตร ท่านก็จะถึง น้ำตกชั้นที่ 3 ผาน้ำตก

เดินไปอีก 350 เมตร ท่านก็จะถึง น้ำตกชั้นที่ 4 อกนางผีเสื้อ

เดินไปอีก 450 เมตร ท่านก็จะถึง น้ำตกชั้นที่ 5 เบื่อไม่ลง

เดินไปอีก 300 เมตร ท่านก็จะถึง น้ำตกชั้นที่ 6 ดงพฤกษา

เดินไปอีก 200 เมตร ท่านก็จะถึง น้ำตกชั้นที่ 7 ภูผาเอราวัณ

ค่าธรรมเนียมเข้าชม

อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เปิดเวลา 7.30 – 16.00 น.

ค่าธรรมเนียมผู้ใหญ่ 40 บาท/คน เด็ก 20 บาท/คน
สำหรับรถกอล์ฟคิดค่าบริการเที่ยวละ 20 บาท/คน
บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีร้านค้า ขายอาหารมากมายหลายร้าน และไม่อนุญาตให้นำอาหารเข้าไปในบริเวณน้ำตกเกินชั้น 3 เพื่อเป็นการรักษาความสะอาดและความเป็นธรรมชาติเอาไว้

การเดินทางไปน้ำตกเอราวัณ

โดยรถยนต์

อุทยานแห่งชาติเอราวัณอยู่ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 65 กิโลเมตร

จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนเพชรเกษม ( ทางหลวงหมายเลข 4 ) มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐม จากนั้นขับตรงไปมุ่งหน้าสู่จังหวัดราชบุรี ผ่านแยกนครชัยศรี ขับตรงไป โดยจะผ่านแยกบ้านแพ้ว ผ่านสะพานไปตัวเมืองนครปฐม ผ่านแยกไปจังหวัดสุพรรณบุรี จากนั้นขึ้นสะพานไปจังหวัดกาญจนบุรี ( สะพานนี้จะอยู่เลนซ้ายสุด) และขับ ตรงไปประมาณ 11.2 กิโลเมตร ท่านถึงสี่แยก ( เลี้ยวซ้ายไปบ้านโป่ง เลี้ยวขวาไปกาญจนบุรี ) เลี้ยวขวาแล้วขับตรงไป ประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงอำเภอท่ามะกา ขับตรงไปประมาณ 18.5 กิโลเมตร ท่านจะผ่านแยกซ้ายมือเข้าสะพานข้ามแม่น้ำแคว ไม่ต้องเลี้ยวให้ขับตรงไป จากแยกซ้ายเข้าสะพานข้ามแม่น้ำแควขับตรงไปประมาณ 2.6 กิโลเมตร จะพบสี่แยก ขับตรงไปเส้นทางสายกาญจนบุรี-ศรีสวัสดิ์ (ทางหลวงหมายเลข 3199) มุ่งหน้าสู่อำเภอศรีสวัสดิ์ เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 56 ถึงเขตการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเขื่อนศรีนครินทร์ แยกซ้ายข้ามสะพานเข้าตลาดเขื่อนศรีนครินทร์ตรงไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร จะถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เดินเท้าอีกประมาณ 500 เมตร ก็จะถึงน้ำตกเอราวัณ

โดยรถประจำทาง

สำหรับ การเดินทางโดยรถประจำทาง จากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ กรุงเทพฯ – กาญจนบุรี ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยสามารถนั่งรถปรับอากาศสายกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี แล้วไปลงที่สถานีขนส่งจังหวัดกาญจนบุรี มีรถสายกาญจนบุรี – เอราวัณ ออกจากสถานีขนส่งใกล้ที่ทำการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจังหวัดกาญจนบุรี มายังตลาดเขื่อนศรีนครินทร์ทุกวัน และจากตลาดฯ จะมีรถสองแถวและมอเตอร์ไซด์รับจ้างไปยังน้ำตก

ดูแผนที่ได้ที่ภาพด้านล่างครับ ท่านใดเคยไปเมืองกาญ การไปเดินทางไป น้ำตกเอราวัณนั้นก็จะง่ายครับ ไม่ยากมีป้ายบอก

อุทยานแห่งชาติเอราวัณมีบ้านพัก เต็นท์และค่ายพักแรม มีร้านค้าขายอาหารมากมายไว้บริการนักท่องเที่ยว

หมายเหตุ: อุทยานฯไม่อนุญาตให้นำอาหารเข้าไปในบริเวณน้ำตกเกินชั้น 3 เพื่อเป็นการรักษาความสะอาด และความเป็นธรรมชาติเอาไว้

ติดต่อสอบถาม รายละเอียดและสำรองที่พัก ได้ที่ฝ่ายบริการบ้านพัก ส่วนอำนวยการสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติิกรมป่าไม้ กรุงเทพฯ โทร. 5797223 , 5795734 หรือ 5614292 – 4 ต่อ 724,725

ติดต่ออุทยานแห่งชาติ โดยตรง อุทยานแห่งชาติเอราวัณต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี 71250
โทรศัพท์ 0 3457 4222, 0 3457 4234 โทรสาร 0 3457 4288, 0 3457 4234

namtok_arawan_005namtok_arawan_011namtok_arawan_013

 

............................................................................................................................................................

โป่งยุบ สวนผึ้ง ราชบุรี

โป่งยุบ คือ มหัศจรรย์ทางธรรมชาติซึ่งหาชมได้ไม่มากนัก "โป่งยุบ" คือสภาพของแผ่นดินซึ่งเกิดการยุบตัว ลงไปมีอาณาบริเวณถึง 10 ไร่ ตั้งอยู่ที่ บ้านท่าเคย ตำบลท่าเคย อำเภอสวนผึ้ จังหวัดราชบุรี อยู่ในพื้นที่ของ ชาวบ้าน(เอกชน) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีลักษณะแปลกตา ซึ่งเกิดจากการปั้นแต่งของธรรมชาติ ที่น้ำใต้ ดินกัด เซาะดินเป็นเวลานานเป็นร้อยปี ทำให้ดินยุบตัวลงมาอัดกันแน่นเกิดเป็นรูปร่างตามแนวน้ำใต้ดินที่กัดเซาะ บางบริเวณจะคล้ายกำแพงเมืองสูงล้อมรอบ

โป่งยุบ เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนึง ในสวนผึ้ง หลายๆท่านเคยผ่านตามากันบ้างนะครับ ผมจะบอกตรงๆเลยละกันนะครับ เกี่ยวกับ โป่งยุบแห่งนี้ ฐานะคนราชบุรี O_0 >>???

ค่าเข้าชมโป่งยุบ

ความประทับใจแรก - โคตรแพง ต้องใช้คำนี้เลยนะครับ ผมโดนไป 2 คนกะเพื่อน ไป 2 คนนะครับ แต่ขับรถตู้ไปกัน โดนไป คนละ 60 บาท 2 คน 120 บาท แพงมาก การเก็บค่าเข้าชมต้องบอกลเยว่า เจ้าของซึ่งเป็นเอกชน ก็คือเจ้าของที่นั่นละครับ เก็บค่าเข้าโคตรแพงเลยครับ ลองเทียบกับธารน้ำร้อนบ่อคลึงนะ 5 บาท ถึงไม่เทียบกับธารน้ำร้อนบ่อคลึง ก็โคตรแพงอยู่ดีครับ เรียนตามตรงว่าผมไม่ได้ต้องการที่จะไปที่โป่งยุบนี่เย แต่ด้วยความที่เพื่อนอยากลองไสักทีไหนๆก็มาสวนผึ้งแล้ว ประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่จอดรถเลยครับ ออลืมบอกไปวิธีคิดค่าเข้าชมที่ผมถามจากเจ้าของที่นะครับ เขาบอกว่า ดูจากรถ จำนวนคน และมาคิดเป็นเงินครับ เขายังบอกผมอีกว่าคิดค่าจอดรถด้วย โอ้วสุดยอดไปเลย คิดถุกอย่างครับ

ความประทับใจ ที่สอง - ผมว่านะรูปภาพมันหลอกตาเรามากๆเลย แต่เวลาถ่ายภาพออกมาดันดูดีแหะ ความจริงแล้วถ้าว่าสวยคนชอบก็จะบอกว่าสวยนะ แต่ส่วนตัวผมว่ามันไม่เห็นมีอะไรเลย บอกตรงๆโคตรเสียดายเงิน+เวลาเลย แถมเสียความรู้สึกตั้งแต่เจอเจ้าของสุดเคี่ยวด้วย 55+ เอาเป้นว่าใครอยากไปชมสักครั้งในชีวิต เชิผยได้เลยครับ โป่งยุบ สวนผึ้งราชบุรีครับ

การเดินทางไปโป่งยุบ

จากอำเภอจอมบึง จ.ราชบุรี ขับผ่านทางเข้าถ้ำจอมพลไปทางอ.สวนผึ้ง ประมาณ 29 กม.จะมีทางแยกซ้ายไป บ้านท่าเคย (จะมีป้ายเล็ก ๆ บอกทางไปโป่งยุบด้วย) เลี้ยวซ้ายขับไปตามเส้นทางบ้านท่าเคย ระหว่างทางจะมี ป้ายเขียนบอกทาง และระยะทางไปโป่งยุบเป็นระยะ ๆ (ป้ายทำเอง) ให้เลี้ยวตามป้ายไปเรื่อย ๆ สองข้างทางจะ เป็นสวนพืชไร่ของชาวบ้าน จนถึงช่วง 200 เมตรสุดท้ายจะเป็นดินลูกรัง จนถึงที่บริเวณที่จอดรถท่านที่ไปสวนผึ้งอยู่แล้ว

หรือถ้าพอเข้าสวนผึ้งน่าจะเห็นป้ายนะครับ จะบอกทางเราไปที่โป่งยุบเลยครับ หรือสุดท้ายก็ถามทางเอาเลยครับ เจอใครถามเลย การเดินทางด้วยปากดีที่สุดในโลก

ความประทับใจ ที่สาม -การเดินทางต้องบอกโคตรงงเลยไป โป่งยุบ ป้ายมองยากเล็กมาก บางป้ายชี้มาทางนี้ขับๆไปเจอทางแยก ไปไม่เป็นและที่นี้ สุดๆเก็บค่าเช่าก็แพง แต่ไม่มีการพัฒนาอีกแล้ว ททท.ราชบุรีหายไปไหนอีกแล้วนี่ สุดท้ายวิธีเดินทางด้วยปาก ยังคงเป้นวิธีที่ดีที่สุดในโลก 55+ ถามเอาเลยครับ ยังไงก็ต้องขับรถผ่านบ้านคนอยู่ดี เจอจอดถามเลยดีที่สุดครับ เมื่อไปถึงโป่งยุบจริงๆแล้ว พวกคุณจะได้รับความประทับใจ ครั้งแรกและครั้งที่ 2 เหมือนผม(หรือปล่าวไม่รู้ 55+ ไปดูกันเองครับ แล้วแวะมาเล่าให่กันฟังบ้างนะครับ)

สุดท้ายผมว่ายังไง ทางราชการหรือ ททท.ราชบุรี ควรเข้ามาดูแลจุดนี้กันบ้างนะครับ เพื่อการท่องเที่ยวในราชบุรีจะได้อยู่ดีมีสุข

..................................................................................................................................................................

 

น้ำพุร้อนบ่อคลึงหรือธารน้ำร้อนบ่อคลึง

ธารน้ำร้อนบ่อคลึงหรือที่ชาวบ้านแถวนั้นมักจะคุ้นหูกันในชื่อน้ำพุร้อนบ่อคลึงมากกว่า เป็นบ่อแช่น้ำแร่ ของเอกชนที่นำแร่ร้อนธรรมชาติที่มีต้นกำเนิดจากสายน้ำไหลผ่านกรวดหินดินทรายใต้พื้นผิวโลกที่ร้อนจัด แล้วไหลเป็นธารน้ำร้อนขนาดเล็กออกมาจากซอกหินเชิงเขาตะนาวศรี ธารน้ำร้อนบ่อคลึงเป็นลำธารน้ำร้อนเล็กๆ มีน้ำไหลอยู่ตลอดปี และไม่มีแร่ธาตุที่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง น้ำ ไหลซึมออกมาจากตาน้ำใต้ดินไม่ขาดสาย แม้ในฤดูแล้งปริมาณน้ำจะไหลน้อยแต่ก็ไม่ถึงกับแห้ง มีก้อนหินใหญ่เล็กเรียงรายตามร่องน้ำตลอดทางประมาณ 300 เมตร เป็นน้ำร้อนบริสุทธิ์ ความร้อน เฉลี่ยประมาณ 50-57 องศาเซลเซียส หรือ ประมาณ 120-136 องศาฟาเรนไฮต์

ตั้งอยู่ในบริเวณเหมืองแร่ของบริษัทราชบุรีเหมืองแร่และเกษตรกรรมจำกัด บ้านห้วยผาก หมู่ที่ 7 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัด ราชบุรี ห่างจากตัวเมืองราชบุรี ประมาณ 74 กิโลเมตร

ธารน้ำร้อนบ่อคลึงเป็นของเอกชน ผู้ค้นพบ คือ นายประยูร โมนยะกุล ดูแลรักษาที่นี่ โดยลูก หลาน คุณประยูร และเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ซึ่งได้ปรับปรุงอาณาบริเวณและสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้เหมาะกับการพักผ่อน ซึ่งมีการตั้งต่อท่อน้ำร้อนลงมายังสระน้ำด้านล่าง

เนื่องจากผมเป็นคนราชบุรี โดยส่วนตัวผมคิดว่าธารน้ำร้อนบ่อคลึงน่าจะปรับปรุงพัฒนาได้ดีกว่านี้มากๆเลยครับ แต่ไม่ทราบว่าทำไมเจ้าของถึงทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร ไม่รู้สิ ? ถ้าเรานึกภาพน้ำพุร้อนหรือบ่อแช่น้ำพุร้อนเรามักจะคิดถึง ญี่ปุ่น แต่ที่เมืองไทยเราก็มี สวนผึ้งราชบุรี ก็น่าจะทำออกมาได้มาตราฐานที่ดีกว่านี้ มันสามารถทำได้ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันทำไมถึงไม่ทำ ว่ามัียครับ หวังว่าปีต่อๆไปจะมีการพัฒนาแหล่งท่อเที่ยวสวนผึ้ง ธารน้ำร้อนแห่งนี้ให้มีคุณภาพมากขึ้นนะครับ(ผมเขียนตอนปี 2011 แต่ผมมาที่ธารน้ำร้อนนี่หลายครั้งมากตั้งแต่เด็กๆจนโตเลยขอวิจารณ์ความเห็นส่วนตัวลงไปหน่อยนึง เจ้าของที่ไม่ว่ากันนะครับ)

แต่ถ้าเกิดใครมาเที่ยวสวนผึ้ง ลองแวะมาเยี่ยมชมกันได้ครับ ก็ไม่เลวนักกับธารน้ำร้อนบ่อคลึง มาสวนผึ้งทั้งทีแวะหน่อยจะเป็นไรไป จะได้ไม่เสียเที่ยวใช่มัีย

ค่าบริการเข้าชม

ถูกมากๆ 5 บาทเอง เฉพาะค่าเข้านะครับ ไม่รวมอาบน้ำ ถ้าอาบน้ำแร่ด้วยกะไม่กี่สิบบาท มีหลายราคา ตั้งแต่ 20 30 40 ครับ ถือวาถูกมากๆ

นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่การปรับปรุงเลยไม่ดีเท่าที่ควร ททท. ราชบุรี หายไปไหนนี่ ..?!?

การเดินทางไปธารน้ำร้อนบ่อคลึง

เอาเป็นว่าไม่ต้องแนะนำเส้นทางละเอียดมากนักนะครับ ไปง่ายจะตาย เอาง่ายๆ เพียงเดินทางมาราชบุรี แล้ววิ่งไปสวนผึ้ง พอเข้าสวนผึ้งตรงไปเรื่อยๆ เด๋วจะเจอป้ายไปธาร้ำร้อนบ่อคลึง แน่นอน

ทีนี้ก็ขัยตามป้ายไปเลยครับ ถึงไปง่ายมาก สะดวกถนนดีครับ แนะนำเป็นรถส่วนตัวไปจะดีครับ รถยนต์ รถมอไซค์ ไปได้หมดครับ ถ้ารถประจำทางไม่มีครับ เข้าไม่ถึง

ถ้ามาเที่ยวสวนผึ้งแล้วยังไงก็แวะเข้าไปชมกันหน่อยนะครับ ขอให้เที่ยวให้สนุกทุกท่านครับ

...................................................................................................................................................

 

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ตั้งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานฯริมทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ ตู้ ป. ณ .1 อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี 71180 โทรศัพท์ 0-3451-6667 ในบริเวณอุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ รวมทั้งร้านอาหารสวัสดิการ ตอนกลางคืน มีการฉายสไลด์ ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรีประมาณ 108 กิโลเมตร น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมีสภาพสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ทั่วบริเวณร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้ป่านานาชนิด น้ำตกไหลมา จากต้นน้ำของเทือกเขากะลาซึ่งเป็นป่าดิบเขาแล้งทางทิศตะวันออกของอุทยานฯ และไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำ เขื่อนศรีนครินทร์ นับเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น แบ่งออกเป็น 7 ชั้น มีชื่อเรียกต่างๆกันไปแต่ละชั้น เช่น

ชั้นที่ 1 ดงว่าน

ชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น

ชั้นที่ 3 วังหน้าผา

ชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว

ชั้นที่ 5ไหลจนหลง

ชั้นที่ 6 ดงผีเสื้อ

ชั้นที่ 7 ร่มเกล้า

แต่ละชั้นมีความสูงและความ งดงามต่างกันไป ทางอุทยานฯได้ทำเส้นทางเดินสำหรับขึ้นไปชมน้ำตกแต่ละชั้นและยังเป็นเส้นทางเดินศึกษา ธรรมชาติ

"ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวอยู่ในช่วง เดือนตุลาคม–เมษายน"


การเดินทางไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น


1. โดยรถยนต์ส่วนตัว
จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่าน จ.นครปฐม ขับมาประมาณ 9 กม.จะพบสะพาน ลอยข้ามไปทาง จ.กาญจนบุรี ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ขับมาประมาณ 7 กม. ท่านจะพบสี่แยกให้เลี้ยว ขวาแยกซ้ายไปบ้านโป่ง ตรงไปคือถ้ำค้างคาว) เพื่อไปยัง อ.เมืองกาญจนบุรี จากนั้นมุ่งหน้าสู่สี่แยกแก่งเสี้ยน ให้ขับไปทางอ.ศรีสวัสดิ์ เส้นทางหลวงหมายเลข 3199 เพื่อมุ่งไปยังอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ระหว่าง ทางจะมีป้ายบอกทางก่อนจะเข้าถึงตัวอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จะผ่านเขื่อนท่าทุ่งนา (ไม่ต้องเข้าไปใน เขื่อนท่าทุ่งนา)

จากนั้นจะมีทางให้ท่านเลือกเดินทาง 2 ทางได้แก่

- ไม่ใช้บริการของแพขนานยนต์(ต้องเป็นรถกระบะที่มีกำลังขับเคลื่อนสูง) ขับรถตรงไปโดยไม่ต้องขึ้นเนินทางชัน ที่เขียนว่าแพขนานยนต์ (ต้องเป็นรถกระบะที่มีกำลังขับเคลื่อนสูง)โดยจะ เป็นทางแยกให้ขับตรงไปประมาณ 500 เมตร เจ้าหน้าที่ให้บริการอยู่ที่ด่าน เส้นนี้เป็นเส้นทางเขื่อนศรีนครินทร์ ได้นะครับ จากนั้นขับมาตามทางท่านจะพบจะมีทางชัน ให้ท่านขับขั้นมาประมาณ 800 เมตร ก่อนจะถึงที่ทำการ เขื่อนศรีนครินทร์ จะมีป้ายบอกไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น สามารถ ขับตามถนนได้เลย ประมาณ 40 กม. ทางจะ เป็นลูกลัง ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ และที่นั่น ก็จะเป็นตัวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น
- ทางแพขนานยนต์(รถเก๋งเดินทางสะดวก)
โดยท่านจะต้องขึ้นทางชันที่เขียนว่าแพขนานยนต์ จากนั้นให้ขับไปตาม ทางเรื่อย ๆ ตามถนนเส้นหลักนะครับ สุดทางจะเป็นแพขนานยนต์ และสามารถขับรถไปบนแพขนานยนต์ เพื่อข้ามฝั่ง(ข้ามฝั่งตรงนี้ใช้เวลาประมาณ ไม่เกิน 10 นาที) หลังจากขึ้นจากแพ แล้วให้ขับตามทางลาดยางมา ประมาณ 10 กม. จะพบกับป้ายบอกทางไป น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ทางจะเป็นลูกลังขับตามทางประมาณ 5 กม.ก็จะพบกับ แพขนานยนต์อีกที่หนึ่งใช้เวลาข้าม ประมาณ 1.30 ชม. ก็จะถึงฝั่ง หลังจากขึ้นจากฝั่งให้ท่านขับตามป้าย น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นประมาณอีก 5 กม. ก็จะ ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ และที่นั่นก็จะเป็นตัว น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

2. โดยรถสาธารณะ
จากเมืองกายจนบุรีขึ้นรถสองแถวจากบริเวณวัดทุ่งลาดหญ้าในเขตอำเภอเมือง ผ่านบ้านต้นมะพร้าว บ้านน้ำมุด พุดตาเซียน ถึงน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น รถออกเวลาประมาณ 12.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง (หมายเหตุ - เวลารถโดยสารอาจเปลี่ยนแปลงได้)


เรื่องที่พักที่ห้วยแม่ขมิ้นนั้น สามารถจัดหาเต้นท์ไปเองหรือไปเช่าเต้นท์ เอาที่อุทยานก็ได้ครับ ราคาไม่แพง

เบอร์ติดต่อ - อุทยานที่ทำการอุทยานฯริมทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ ตู้ ป. ณ .1 อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี 71180 โทรศัพท์ 0-3451-6667

namtok-huymekmin_01namtok-huymekmin_02namtok-huymekmin_03

 

......................................................................................................................................................................................................

 

ทางรถไฟสายมรณะหรือ ทางรถไฟสายพม่า ทางรถไฟสายนี้เริ่มต้นจากสถานีชุมทางหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผ่านจังหวัดกาญจนบุรีข้ามแม่น้ำแควใหญ่ โดยสะพานข้ามแม่น้ำแคว ไปทางทิศตะวันตกจนถึงด่านเจดีย์สามองค์ เพื่อให้ถึงปลายทางที่เมืองทันบูซายัด ประเทศพม่าทางรถไฟสายมรณะมีความยาวจากหนองปลาดุกถึงสถานีตันบูซายัดรวม 415 กิโลเมตร เป็นทางรถไฟอยู่ในเขตประเทศไทยประมาณ 303.95 กิโลเมตร และอยู่ในเขตพม่า 111.05 กิโลเมตร มีสถานีจำนวน 37 สถานี ทางรถไฟสายนี้สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้แรงงานเชลยศึกของสัมพันธมิตรที่กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์มาสร้าง เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ผ่านประเทศพม่า ปัจจุบันเส้นทางนี้ไปสุดปลายทางที่บ้านท่าเสาหรือสถานีน้ำตก ระยะทางจากสถานีกาญจนบุรีถึงสถานีน้ำตกเป็นระยะทางประมาณ 77 กิโลเมตร การรถไฟแห่งประเทศไทยเปิดเดินรถบนเส้นทางนี้ทุกวันและจัดรถไฟขบวนพิเศษสายกรุงเทพฯ - น้ำตก ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ จุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากคือช่วงสะพานข้ามแม่น้ำแคว และช่วงโค้งมรณะหรือถ้ำกระแซ ซึ่งเป็นสะพานโค้งเลียบแม่น้ำแควน้อยยาวประมาณ 400 เมตร

ทางรถไฟสายมรณะ สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยรัฐบาลญี่ปุ่นขอยืมเงินจากรัฐบาลไทย จำนวน 4 ล้านบาท การก่อสร้างใช้เวลาในการสร้างเสร็จเพียง 1 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2485 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2486 เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ผ่านประเทศพม่า หลังสงครามทางรถไฟบางส่วนถูกรื้อทิ้ง บางส่วนจมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์ ทางรถไฟสายนี้ถือเป็นอนุสรณ์ให้รำลึกถึงเหตุการณ์สงครามในครั้งนั้น เนื่องจากน้ำพักน้ำแรงของการบุกเบิกก่อสร้าง เป็นของทหารเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร ที่กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์มา

เหตุที่ทางรถไฟสายนี้ได้ชื่อว่า ทางรถไฟสายมรณะ ก็เพราะว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ ทหารอังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลีย ฮอลันดาและนิวซีแลนด์ ประมาณ 61,700 คนและกรรมกรชาวจีน ญวน ชวา มลายู ไทย พม่า อินเดีย อีกจำนวนมากมาก่อสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นเส้นทางผ่านไปสู่ประเทศพม่า เพื่อลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งกำลังพล เพื่อจะไปโจมตีพม่าและอินเดียต่อไป ซึ่งขณะนั้นเป็นดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ เส้นทางช่วงหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่จึงต้องมีการสร้างสะพานขึ้น การสร้างสะพานและทางรถไฟสายนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก ความทารุณของสงครามและโรคภัยตลอดจนการขาดแคลนอาหาร ทำให้เชลยศึกจำนวนหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตลง ทางรถไฟสายนี้สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 25 ต.ค. พ.ศ. 2486 และเปิดใช้ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2486 หลังสิ้นสุดสงครามรัฐบาลไทยต้องจ่ายเงินจำนวน 50 ล้านบาท เพื่อซื้อทางรถไฟสายนี้ จากอังกฤษ

เส้นทางรถไฟสายนี้เป็นอนุสรณ์ของโลกที่จารึกความโหดร้ายทารุณของสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นอนุสรณ์แก่ผู้เสียชีวิตในสงครามด้วย

dead_of_train1dead_of_train10dead_of_train11

 

...................................................................................................................................................

 

น้ำตกภูเตย หรือ น้ำตกห้วยองเผาะ

น้ำตกภูเตย หรือ น้ำตกห้วยองเผาะ

สุดยอดน้ำตกแห่งใหม่ ณ ทองผาภูมิ เพิ่งจะเปิดตัวเมื่อปลายปีที่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ถูกค้นพบมานาน โดยคุณณัฐพล แสงแก้วเขียว หรือคุณลุงพล ชาวบ้านภูเตย แต่ไม่มีใครสนใจ ต่อมาคุณชำนาญ มณีวงศ์ หรือ พี่หมึก นักอนุรักษ์แห่งทองผาภูมิ จึงนำมาเปิดตัวให้นักท่องเที่ยวได้ทราบในเดือนธันวาคม 2552 และให้ชาวบ้านตั้งชื่อตามหมู่บ้านว่า "น้ำตก ภูเตย" โดยให้ชาวหมู่บ้านรวมตัวกันเพื่อดูแลแทนภาครัฐ

สภาพภูมิศาสตร์

พื้นที่ป่าที่นี่นี้เป็นป่าโปร่งและป่าไผ่ มีพื้นที่ราบสลับกับภูเขาล้อมรอบหมู่บ้าน และมีลำห้วยน้ำไหลตลอดปี มีภูเขาล้อมรอบเป็นแนวกว้างทางทิศใต้ ด้านทิศเหนือเป็นภูเขามีถ้ำและน้ำตกและแร่ธาตุ หมู่บ้านนี้อยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี ที่ไม่มีกะเหรี่ยง พม่า เจือปน เริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ. 2510 เดิมเรียกหมู่บ้าน "พุเตย" เพราะกลางหมู่บ้านมีน้ำพุ และจะมีต้นเตยขึ้นอยู่รอบ ๆ จำนวนมาก จึงเรียกหมู่บ้านพุเตย แต่มาภายหลัง เจ้าอาวาสวัดถ้ำพุเตยได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น ภูเตย เพื่อมิให้ซ้ำกับหมู่บ้านที่ไทรโยค และเพื่อความเป็นสิริมงคลคำว่า ภู ย่อมาจาก ภูมิพล จึงรวมเป็นหมู่บ้านภูเตย มาจนถึงปัจจุบัน

น้ำตกภูเตยมีความสูง 12 ชั้น คุณลุงพลเล่าว่า “ไปพบตอนที่เข้าไปหาหน่อไม้ แล้วหลงป่า ฝนตก ไปพักที่ถ้ำ แล้วก็เจอน้ำตกแห่งนี้ ตอนนั้นประมาณ ปี พ.ศ. 2528 " หลายปีผ่านไปลุงพลก็ไม่ได้แจ้งข่าวการค้นพบนี้ออกไปให้บุคคลภายนอกทราบ

เส้นทางการเดินทางไปน้ำตกภูเตย

ก่อนอื่นต้องเดินทางไปภูผาตาดก่อนนะครับ ก่อนจะไปที่น้ำตกภูเตย

รถยนต์
ขับรถไปตามถนนเพชรเกษมหรือถนนบรมราชชนนี ผ่านนครชัยศรี นครปฐม บ้านโป่ง ท่ามะกา ท่าม่วง ถึง จ.กาญจนบุรี จากรุงเทพระยะทางเพียง 230 กิโลเมตร ผ่านตัวเมืองกาญจนบุรี ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 เลยจากน้ำตกไทรโยคขึ้นไป กม.ที่ 103 แยกซ้ายซอยเข้าวัดวังผาตาด (ตรงข้ามทางเข้าน้ำตกผาตาด) ก่อนถึงทองผาภูมิ 25 กิโลเมตร

***หากต้องการหนีการจราจรในเมือง สามารถใช้เส้นทางถนนอ้อมเมือง โดยถนนอ้อมเมืองจะแยกขวาที่สามแยกท่าล้อ ก่อนถึงตัวเมือง จุดสังเกตุคือ ร้านของฝากรจนาที่มุมหนึ่งของแยก ทั้งถนนที่ผ่านตัวเมือง และถนนอ้อมเมืองจะมาบรรจบกันอีกครั้งที่แยกแก่งเสี้ยน***

รถตู้
ขึ้นรถตู้กาญจนบุรีหน้าโรงพยาบาลราชวิถี ราคา 120 บาทรถคันแรกออก 7 โมง โทร. 084-748-1920, 085-510-9596

หรือขึ้นรถตู้วินแฮปปี้อนุเสาวรีย์ ซอยก่อนถึงเซ็นจูรี่ 100 บาทรถคันแรกออกตี 5 ครึ่ง โทร. 082-243-7387 หรือหากจะขึ้นวินแฮปปี้ที่ปิ้นเกล้าก็ได้ โทร. 084-414-7979

หรือรถตู้ที่ท่าสวนจตุจักร ถนนกำแพงเพชร 3 ราคา 100 บาท ซึ่งสามารถโทรจองขึ้นรายทางได้ตั้งแต่ พงษ์เพชร ศาลากลางนนท์ บางบัวทอง บางเลน โทร 081-570-5550, 085-264-5544

ส่วนรถทัวร์ (สามารถจองตั๋วรถทัวร์ได้ที่นี่นะครับ ดูด้านล่างสุดเลยครับ) สามารถไปที่สายใต้ใหม่แล้วจองตั๋วไป ที่เมืองกาญ โดยให้ลงที่ ขนส่งเมืองกาญ เลยนะครับ จากนั้นก็ ต่อรถที่ขนส่งนั่นละครับให้ ซื้อตั๋ว เมืองกาญ-สังขละบุรี แล้วเดินทางไปเลยครับ

แต่ให้บอกคนรถด้วยนะครับ ว่าลงตรงแยกผาตาดหรือสี่แยกผาตาด อย่าลืมนะครับ แล้วจากผาตาดไปภูเตยให้หารถเช่าที่นั่นละครับหรือต้องโทรหา คุณหมึกเลยครับ เบอร์โทรด้านล่างครับ

จาก ภูผาตาดไปถึงตัวหมู่บ้านภูเตยประมาณ 32 กม. ใช้เส้นทางเดียวกันกับทางเข้าหมู่บ้าน อพป.สะพานลาว หรือทางไปผาสวรรค์ ผ่านนอพป.สะพานสาว ขึ้นเขา ผ่านไร่ นา ทิวเขา ไร่ฟักทอง ฟักเขียว ข้าวโพด และ ดาวเรือง ซึ่งเป็นอาชีพเกษตรของที่นั่น ถึงหมู่บ้าน “ภูเตย” ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีประชากร ไทย-อีสาน-ลาว ซึ่งอพยพมาจากศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

การเดินทางจากหมู่บ้านถึงน้ำตก “ภูเตย” คนที่จะไปต้องเดินเท้าผ่านป่าเขาลำเนาไพรใช้เวลาประมาณ 1 ชม.เศษ เหมาะสำหรับผู้รักการเดินป่า ระหว่างทางมีต้นไผ่ขึ้นตลอดทาง มีลำห้วยไหลผ่านเป็นระยะๆ ต้องเดินข้ามลำห้วยเล็กๆ หรือบางครั้งต้องข้ามสะพานต้นไม้ น้ำตกจะมีทั้งหมด 12 ชั้น เป็นชั้นที่ ไล่ระดับลงมา โดยนับจากชั้นบนเป็นชั้นที่ 1 ลงไปเรื่อยๆ สามารถเข้าชมได้ถึงชั้นที่ 9 เท่านั้น ชั้นที่ 8 จะสูง 85 เมตร ส่วนชั้นที่ 9 จะสูงประมาณ 120 เมตร ชั้นที่ 10-12 ไม่สามารถลงไปได้เพราะสูงชัน และอันตรายมาก

ช่วงเวลาเข้าพรรษาจะเป็นช่วงเวลาที่สวยที่สุด น้ำแรงที่สุด แต่ก็อันตรายสุด โดยต้องเดินอย่างระมัดระวัง ช่วงที่ดีที่สุดคือช่วงปลายฝนต้นหนาว เพราะจะเดินไม่ลื่น และน้ำตกก็ยังคงความสวยงามที่สุด

ผู้สนใจผจญภัยสามารถติดต่อได้ที่ คุณหมึก (ภูผาตาดโฮมสเตย์) โทร.087-922-6187 โดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 600 บาท ขั้นต่ำ 8 คน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับกระจายรายได้ให้แก่ชาวหมู่บ้าน ราคานี้รวมอาหารกลางวัน 1 มื้อ คนนำทาง ผู้ถากถางทางเดิน และลูกหาบ ค่าน้ำมันรถ 4x4 ค่าซ่อมแซมและค่าสึกหรอ

..................................................................................................................................................................

ป้อมปี่

สวัสดีครับ ทริปนี้ mollyclick.com ของเราจะพาไปเที่ยว ที่นับว่าเป็นของขวัญให้กับร่างกายของเรา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คุณจะสามารถสูดลมหายใจได้อย่างเต็มปอด ไม่ต้องกลัวมลพิษต่างๆ และที่สำคัญอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก นั้นคือ จังหวัดกาญจนบุรี แต่จะมีสักกี่คน ที่จะรู้จักขุนเขา แห่งอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ที่มีชื่อว่า ป้อมปี่

จุดชมวิวทิวทัศน์ป้อมปี่

ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติเขาแหลม อยู่ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์ ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณะทั่วไป เป็นพื้นที่อยู่ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์ สามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์ ทั้งยังเป็นจุดชมวิวที่สามารถชมความงามของพระอาทิตย์ตกในยามเย็นได้อีกด้วย และมีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยวจำนวน 4 หลัง และจุดกางเต็นท์บนสนามหญ้าอันอ่อนนุ่ม นอกจากนี้ยังจะพบเห็นนกบางชนิด เช่น นกเหงือก นกกระเต็นอกขาว เขียวก้านตองปีกฟ้า ฯลฯ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ กางเต็นท์พักแรม สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกิจกรรมทางน้ำ สามารถเล่นน้ำ พายเรือ นั่งเรือชื่นชมความสวยงามของอ่างเก็บน้ำได้

กิจกรรม - ชมทิวทัศน์ - ดูนก - พายเรือแคนู/คยัค - ล่องแพ/ล่องเรือ - ขี่จักรยานศึกษาธรรมชาติ ? แค้มป์ปิ้ง

จุดชมวิวทิวทัศน์ - สามารถรองรับกรุ๊ปทัวร์ได้ 20-30 คน ได้อย่างสบาย มีพื้นที่รองรับการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง งานเลี้ยงรอบกองไฟ มีห้องน้ำและน้ำอย่างเพียงพอ และที่สำคัญเหมาะมากๆกับคนที่ชอบตกปลาสามารถตกปลามาทำอาหารกันได้เลย อีกด้วย

pompee1pompee10pompee11

 

.........................................................................................................................................................

 

อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม Siam Cultural Park

อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม Siam Cultural Park มีพื้นที่ในการท่องเที่ยวทั้งหมด 42 ไร่ แบ่งจุดเที่ยวชมออกเป็น 6 จุด คือ

1.อาคารเชิดชูเกียรติ 2.ลานพระ 3 สมัย 3.ถ้ำชาดก 4.กุฎิพระสงฆ์ 5.บ้านไทย 4 ภาค 6.ลานพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

ภายในบริเวณมีที่พัก 2 จุด คือ บ้านน้ำสมุนไพร และบ้านกาแฟสด มีบริการศูนย์อาหารแวะซื้อของฝากได้กับอาคารจัดจำหน่ายสินค้าที่ระลึกในอุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม นอกจากนี้ยังมีลานวิถีไทย สถานที่อบรมสัมมนา ห้องอาหาร รองรับได้ประมาณ 300 ท่าน เลยทีเดียวครับ

จุดหนึ่งที่ผมชอบก็คือก่อนเข้านะครับตรงทางเดินจะไปซื้อบัตร เขามีรถเข็นให้ด้วย เพื่อใครที่เจ็บขาเดินไม่ไหว สามารถยืมรถเข็นไปใช้ได้เลยครับ ถ้าแข็งแรงก็ไปครับ เข้าไปชมด้านในกันก่อนครับ

เวลาจำหน่ายบัตร ตามภาพด้านล่างครับ แต่ที่จะบอกคือเวลาเข้าชมครับ สอบถามจาก เจ้าหน้าที่เขาบอกว่าสามารถเดินชมต่อได้โดยนับเวลา + เพิ่มไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง นับจากเวลาสุดท้ายของการจำหน่ายบัตรครับ ไปกันเลยครับ ก่อนเข้ายื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่ตรงประตูตามภาพล่างนี้ครับ go gogo

จุดที่ 1 อาคารเชิดชูเกียรติ

จุดที่ 2 ลานพระ 3 สมัย

จุดที่ 3 ถ้ำชาดก เรื่องพระเวสสันดร ตอนชูชกสองกุมาร
ภายในถ้ำเป็นการแสดงหุ่น ที่เล่าเรื่องราวของ พระเวสสันดร ที่ได้บำเพ็ญเพียรทานบารมี เป็นเรื่องที่มี คติธรรม ที่สอนในเรื่อง ของการให้ ระหว่างพระเวสสันดร ผู้เสียสละโดยเป็นผู้ให้ และชูชกเป็นฝ่ายรับ และไม่รู้จักคำว่าพอ ชูชก มีอาชีพ ขอทานจนร่ำรวย แต่ก็ยังคงออกขอทานต่อไป เพราะไม่รู้จักพอ จึงนำเงินไปฝากไว้ ที่เพื่อน เพราะกลัวเงิน จะสูญ หาย ชูชกออกขอทาน เป็นเวลานานจนเพื่อนคิดว่า เสียชีวิตแล้วจึงนำเงินไปใช้จนหมด จึงต้องยก อมิตดา ให้เป็นภรรยาชูชก เป็นการใช้หนี้ อมิตดาปรนนิบัติชูชกเป็นอย่างดี จนทำให้ชูชกลุ่มหลงและสงสาร จึงเดินทางไป ขอกัณหา และชาลี เพื่อมาเป็น คนรับใช้ และพระเวสสันดรก็ยกบุตรทั้งสองให้ ตามคำขอของชูชก จากสิ่งที่ชูกชก กระทำขั้นต้น อันเนื่องมา จากความ ลุ่มหลง ความเจ้าเล่ห์และความโลภ ในที่สุดชูชกก็ต้องชดใช้ ผลแห่งการกระทำนั้น ด้วยชีวิต

ออกมาจากถ้ำแล้ว เด๋วเราไปแวะพักกันก่อนครับ แวะดื่มน้ำสมุนไพร กันก่อนนะครับ ก่อนจะไปจุดต่อไป

จุดที่ 4 กุฎิพระสงฆ์ 4 ภาค

พระผู้เป็นอริยสงฆ์ หมายถึงพระสงฆ์ผู้บรรลุธรรม สามารถ ลดละกิเลส ในจิตใจแบ่งตาม ลำดับได้ ๔ ขั้น เรียงจาก ขั้นต่ำขึ้น ไป คือพระโสดาบัน พระ สกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์พระอริยสงฆ์ ๓ ขั้นแรก เป็นผู้บรรลุธรรม ขั้นสูง ที่เรียกว่าโลกุตรธรรม อันหมายถึง ธรรมะที่พ้นวิสัย ของโลกมากน้อยตามลำดับ แต่ยังละกิเลสไม่หมดสิ้น ส่วนพระอริยสงฆ์ ขั้นที่ ๔ คือพระอรหันต์ สามารถขจัดกิเลสได้หมดสิ้น ทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง ประเทศไทยนับถือพระพุทธศาสนา เป็นศาสนา ประจำชาติ ผู้คนต่างยึด ธรรมะ และคำสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นข้อปฏิบัติ ในการดำเนิน ชีวิต มากบ้างน้อยบ้าง ตามความ คร่งครัด ของแต่ละบุคคล โดยมีพระสงฆ์ผู้เป็นสาวก รับฟังคำสอนของพระพุทธองค์ แล้ว นำ ไปปฏิบัติ จนได้ผล และนำหลักธรรม คำสอนนั้นไปเผยแผ่ ให้ผู้อื่นทราบด้วย พระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตาม แนวทาง แห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งถูกเรียกว่า พระอริยสงฆ์ จึงมีอยู่มากมายและเป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คนทั่วทุก แห่งหน พระอริยสงฆ์ แต่ละท่านล้วนประกอบไปด้วย ความเมตตากรุณา ช่วยเหลือ พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า อบรมสั่งสอนให้ปฏิบัติในทางที่ถูกต้องตามหลัก ธรรมทาง ศาสนา และคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า ที่ชาวพุทธปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงทุกวันนี้

เดินต่อไปอีกจนสุดทางจะเจอกับ หอสวดมนต์ครับ

จุดที่ 5 บ้านไทย 4 ภาค

จุดที่ 6 ลานพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

บรรยากาศโดยรอบบริเวณครับ


hunkeepung_siam1hunkeepung_siam10hunkeepung_siam100

 

.........................................................................................................................................................

 

 

Comments