ปุ๋ยระเบิดหัวมัน

  

ราคาปุ๋ยเคมีวันนี้ ขายส่ง จัดส่งฟรีที่นี่ 035 439676


เช็คราคาปุ๋ยเคมีของบริษัทเอกสุพรรณฯ

สอบถามราคาปุ๋ยเคมีทุกสูตรและรายละเอียดต่าง ๆ ท่านสามารถสอบถามได้ที่ 089-7455909

.................................................................................................................................................

ลดราคาปุ๋ยเคมีทุกสูตรวันนี้ แถมฟรีหม้อหุงข้าวอุ่นทิพย์ 1.8 ลิตร ถึง 15 ส.ค.  ศกนี้!!

โทรสอบถามและขอใบเสนอราคาหน้าโรงงานได้ที่ 089-7455909 จัดส่งฟรี!!

ลดพิเศษราคาปุ๋ยเคมียูเรียสูตร 30-0-0 ราคา 650-690 บาท (ส่งฟรี) ,ราคาปุ๋ยสำหรับปาล์มน้ำมัน สูตร 8-24-24 ราคา 900-990 บาท ,ลดราคาปุ๋ยเคมีทุกสูตร 36-0-0 ราคา  720-780 บาท,ลดราคาปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 ราคา 650-690 บาท , ปุ๋ยเคมี,ราคาปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 ราคา 720-795 บาท,ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ราคา 750-850 บาท ,ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 ราคา 740-800 บาท,ปุ๋ยเคมีสำหรับยางใหญ่สูตร 15-7-18 จากราคา 820 บาท เหลือ ราคา 750 บาท,ปุ๋ยเคมีใส่ยางพาราสูตร 20-8-20 จาก 950 บาท ลดเหลือ 820 บาท,ปุ๋ยยางพาราสูตร 20-10-12 จากราคา 850 บาท ลดเหลือราคา 790 บาท,ปุ๋ยเคมีสูตร 3-9-20 ราคา 780 บาท,ปุ๋ยเคมีสูตรรองพื้น ราคา 470 บาท,ปุ๋ยอินทรีย์ ราคา 285 บาท

(ราคานี้ยังไม่รวมค่าจัดส่งสำหรับต่างจังหวัด lot ละ 15-30 ตัน*) ณ วันที่ 1 ส.ค.ปี 2555

.................................................................................................................................................

ปุ๋ยเคมีตรา 5นางฟ้าทรงฉัตรสูตร 15-15-15 ราคา 780-850 บาท



ปุ๋ยตรา 5 นางฟ้าทรงฉัตร 15-15-15
ปุ๋ยเคมีระเบิดหัวมันตราห้านางฟ้าทรงฉัตรสูตร 15-15-15 :: ราคาส่งหน้าโรงงานราคาพิเศษส่งฟรีทั่วประเทศ!!

ใช้เป็นระเบิดหัวมันสำปะหลังหรือมันเทศ การใส่ปุ๋ยเคมีในมันนั้นควรเลือกใส่ปุ๋ยเคมีอัตราส่วน 2 : 1 : 2 ปุ๋ยเคมีที่แนะนำ คือ 15-7-18 หรือ 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่ปุ๋ย 2 ช้างลำต้นรัศมีพุ่มใบแล้วกลบ ใส่ปุ๋ยครั้งเดียวเมื่ออายุ 1 เดือน หลังจากปลูกและต้องใส่ปุ๋ยเคมีในขณะที่ดินมีความชื้นและต้องกลบปุ๋ยด้วยถ้าไม่กลบปุ๋ย อาจสูญเสียปุ๋ยมากเกิน 50 เปอร์เซ็นต์สำหรับ การเก็บเกี่ยวควรเลือกเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในช่วงที่เหมาะสม ตั้งแต่ 10-18 เดือนควรงดเว้นการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในช่วงฝนแรก คือ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน เนื่องจากมันสำปะหลังแตกใบอ่อนจะให้เปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ,ติดต่อฝ่ายขาย โทร 035 439676 , 089-7455909




ปุ๋ยเคมีตรา 5นางฟ้าทรงฉัตรสูตร 30-0-0 ราคา 650-690 บาท



ปุ๋ยยูเรีย 5นางฟ้าทรงฉัตร 30-0-0
ปุ๋ยยูเรีย 30-0-0 5นางฟ้าทรงฉัตร เหมาะสำหรับพืชทุกชนิด โดยเฉพาะนาข้าวระยะ 20 วัน หรือใช้เป็นปุ๋ยบำรุงตออ้อย ช่วยเร่งการเจริญเติบโตทางด้านลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ เหมาะสำหรับพืชที่ปลูกใหม่เช่น ข้าวระยะ 20 วัน หรือพืชที่ต้องการปลูกกินใบ เช่น ผักต่างๆ ใส่ยางพาราเล็กเพื่อเร่งลำต้น อายุ 1-4 ปี ร่วมกับสูตร 16-8-8 ทำให้ยางพาราโตเร็ว ไม่เฝือใบ ต้นสมบูรณ์ แข็งแรง ปุ๋ยเคมีเต็มสูตรยูเรีย 5นางฟ้าทรงฉัตรมีธาตุอาหารหลักไนโตรเจนในรูปของยูเรีย-ไนโตรเจน พืชจึงนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ใช้เป็นปุ๋ยสำหรับนาข้าว ช่วยให้ต้นข้าวเขียวทน เขียวนานต้านทานโรคด้วยสินแร่โดโลไมซ์ นอกจากนี้ยังใช้ปุ๋ยเคมีตราห้านางฟ้าทรงฉัตรสูตร 30-0-0 ร่วมกับปุ๋ยสูตร 15-15-15 ใส่ในสนามกอล์ฟ หรือสนามหญ้า สวนหย่อมหรือหญ้าในสนามกีฬาช่วยให้หญ้าเขียวขจีสวยงาม [ราคาปุ๋ยเคมียูเรีย 30-0-0ราคาส่ง วันที่ 1 มิถุนายน 2555] ติดต่อฝ่ายขาย โทร 035 439676 , 035 439691


ปุ๋ยเคมีตรา 5นางฟ้าทรงฉัตรสูตร 16-16-8 ราคา 730-795 บาท



ปุ๋ยเคมี 5 นางฟ้าทรงฉัตร 16-8-8
ปุ๋ยสำหรับนาข้าว 5 นางฟ้าทรงฉัตรสูตร 16-16-8 ราคาหน้าโรงงาน แนะนำให้ใช้กับนาข้าวที่เป็นดินทรายหรือดินร่วนปนทราย หรือในดินที่มีธาตุโพแทสเซียมต่ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช เหมาะสำหรับพืชทุกชนิด เช่น ยางพาราเล็กแถบภูเขาอายุไม่เกิน 2-5 ปี และพืชไร่โดยเฉพาะข้าวโพดหรือข้าวนาดินทราย ทำให้ข้าวเจริญเติบโตดี ลำต้นแกร่ง กอใหญ่ แข็งแรง ต้านทานโรคและแมลงได้ดี เมล็ดข้าวมีน้ำหนัก รวงใหญ่ ไม่มีเมล็ดลีบ ผลผลิตต่อไร่สูง คุณสมบัติพิเศษ "เขียวไว งามทน ได้ผลผลิตสูงเป็นปุ๋ยคุณภาพสูง ได้มาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร ควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน พิถีพิถัน เกษตรกรมั่นใจในคุณภาพ "ปุ๋ยเคมีคุณภาพดี ที่คนไทยเลือกใช้ทุกเม็ด แห้ง แกร่ง ไม่ชื้น ไม่ติดมือ สามารถใส่เครื่องพ่นปุ๋ยได้เป็นอย่างดี มีให้เลือกมากมายหลายสูตร สำหรับ นาข้าว ข้าวโพด พืชผักทุกชนิด พืชไร่ทุกประเภท รวมทั้งพืชสวน และเป็นปุ๋ยใส่สนามหญ้าสนามกอล์ฟ [ราคาปุ๋ยเคมียูเรีย 16-16-8 ราคาส่ง วันที่ 1 มิถุนายน 2555,ติดต่อฝ่ายขาย โทร 035 439676 , 089-7455909




ปุ๋ยเคมี 5 นางฟ้าทรงฉัตร 16-20-0
ปุ๋ยเคมีตรา ห้านางฟ้าทรงฉัตสูตร 16-20-0 :: ราคาส่งหน้าโรงงานราคาถูก ส่งฟรีทั่วประเทศ!!

ปุ๋ยสำหรับนาข้าว เหมาะสำหรับพืชทุกชนิด โดยเฉพาะข้าวนาดินเหนียว ทำให้ข้าวเจริญเติบโตดีลำต้นแกร่ง กอใหญ่ แข็งแรง ต้านทานโรคและแมลงได้ดี เมล็ดข้าวมีน้ำหนัก รวงใหญ่ ไม่มีเมล็ดลีบ ผลผลิตต่อไร่สูง ปุ๋ยเคมีตราห้านางฟ้าทรงฉัตร สูตร 16-20-0 มีธาตุอาหารหลักไนโตรเจนอยู่ในรูปของแอมโมเนียม-ไนโตรเจน สำหรับนาข้าวระยะออกรวง เพิ่มผลผลิต เพิ่มกำไร ใช้ปุ๋ยตรา5นางฟ้าทรงฉัตร[ราคาปุ๋ยเคมียูเรีย 16-20-0 ราคาส่ง วันที่ 1 มิถุนายน 2555,ติดต่อฝ่ายขาย โทร 035 439676 , 089-7455909

 

ปุ๋ยเคมีตรา 5นางฟ้าทรงฉัตรสูตร 15-7-18 ราคา 730-790 บาท



ปุ๋ยเคมีตรา 5 นางฟ้าทรงฉัตร 15-7-18

ใช้เป็นระเบิดหัวมันสำปะหลังหรือมันเทศ การใส่ปุ๋ยเคมีในมันนั้นควรเลือกใส่ปุ๋ยเคมีอัตราส่วน 2 : 1 : 2 ปุ๋ยเคมีที่แนะนำ คือ 15-7-18 หรือ 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่ปุ๋ย 2 ช้างลำต้นรัศมีพุ่มใบแล้วกลบ ใส่ปุ๋ยครั้งเดียวเมื่ออายุ 1 เดือน หลังจากปลูกและต้องใส่ปุ๋ยเคมีในขณะที่ดินมีความชื้นและต้องกลบปุ๋ยด้วยถ้าไม่กลบปุ๋ย อาจสูญเสียปุ๋ยมากเกิน 50 เปอร์เซ็นต์สำหรับ การเก็บเกี่ยวควรเลือกเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในช่วงที่เหมาะสม ตั้งแต่ 10-18 เดือนควรงดเว้นการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในช่วงฝนแรก คือ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน เนื่องจากมันสำปะหลังแตกใบอ่อนจะให้เปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ 

ปุ๋ยยางพาราตราห้านางฟ้าทรงฉัตร สูตร 15-7-18 ช่วยเร่งน้ำยางในยางใหญ่ และเหมาะสำหรับพืชทุกชนิด โดยเฉพาะยางพาราเปิดกรีด ทำให้เปลือกยางนิ่ม กรีดง่าย ปริมาณน้ำยางพาราเพิ่มมากขึ้น น้ำยางเข้มข้นขึ้น ใส่ข้าวช่วงตั้งท้อง ทำให้ข้าวรวงใหญ่ น้ำหนักดี ไม่มีเมล็ดลีบ ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น เป็นปุ๋ยใส่บำรุงต้น โดยแนะนำให้ใส่ในช่วงการออกดอก ผล เป็นหลัก เพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตของดอก และผล ติดต่อฝ่ายขาย โทร 035 439676 , 089-7455909 

คุณสมบัติพิเศษ "เขียวไว งามทน เพิ่มผลผลิต" เป็นปุ๋ยคุณภาพสูง ได้มาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร ควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน พิถีพิถัน เกษตรกรมั่นใจในคุณภาพ "ปุ๋ยยางพาราตราห้านางฟ้าทรงฉัตร ปุ๋ยดี ที่คนไทยเลือกใช้"ทุกเม็ด แห้ง แกร่ง ไม่ชื้น ไม่ติดมือ สามารถใส่เครื่องพ่นปุ๋ยได้เป็นอย่างดี มีให้เลือกมากมายหลายสูตร สำหรับ นาข้าว พืชผักทุกชนิด พืชไร่ทุกประเภท รวมทั้งพืชสวนต่าง ๆ



ปุ๋ยเคมีตรา 5นางฟ้าทรงฉัตรสูตร 16-8-8 ราคา 650-690 บาท



ปุ๋ยนาข้าว,ยางเล็ก

ปุ๋ยสำหรับยางเล็กตราห้านางฟ้าทรงฉัตรสูตร 16-8-8 :: ราคาส่งหน้าโรงงานราคาพิเศษส่งฟรีทั่วประเทศ!!

ปุ๋ยเคมีสำหรับยางเล็กและนาข้าวสูตร 16-8-8 ราคาส่ง แนะนำให้ใช้กับนาข้าวที่เป็นดินทรายหรือดินร่วนปนทราย หรือในดินที่มีธาตุโพแทสเซียมต่ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช เหมาะสำหรับพืชทุกชนิด โดยเฉพาะข้าวนาดินทราย ทำให้ข้าวเจริญเติบโตดี ลำต้นแกร่ง กอใหญ่ แข็งแรง ต้านทานโรคและแมลงได้ดี เมล็ดข้าวมีน้ำหนัก รวงใหญ่ ไม่มีเมล็ดลีบ ผลผลิตต่อไร่สูง คุณสมบัติพิเศษ "เขียวไว งามทน หวังผลได้เลย" เป็นปุ๋ยคุณภาพสูง ได้มาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร ควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน พิถีพิถัน เกษตรกรมั่นใจในคุณภาพ "ปุ๋ยดี ที่คนไทยเลือกใช้" ทุกเม็ด แห้ง แกร่ง ไม่ชื้น ไม่ติดมือ สามารถใส่เครื่องพ่นปุ๋ยได้เป็นอย่างดี มีให้เลือกมากมายหลายสูตร สำหรับ นาข้าว พืชผักทุกชนิด พืชไร่ทุกประเภท รวมทั้งพืชสวนต่าง ๆ ธาตุอาหารหลัก สูตร 16-8-8 N = 16 % P = 8% K = 8 % ติดต่อฝ่ายขาย โทร 035 439676 , 089-7455909


   
    
    





ราคาปุ๋ยวันนี้
www.Stats.in.th

Copyright © 2010 All Right Reserved.

บริษัท เอกสุพรรณ เอ็นเตอร์ไพรส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
สำนักงานใหญ่ เลขที่ 3 หมู่ที่ 1 ต.หนองหญ้าไซ อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี  72240 ประเทศไทย 
โทรศัพท์ 035-439676 โทรสาร 035-439691  E-mail: akesuphan@hotmail.co.th

ปุ๋ย,ปุ๋ยเคมี,ปุ๋ยยางพารา,ราคาปุ๋ยเคมีวันนี้,ยูเรีย,เอกสุพรรณ,ผลไม้,ราคาโรงงาน,ราคาปุ๋ยวันนี้,ยาร่า,นางฟ้าทรงฉัตร,กระต่าย,ม้าบิน,หัววัวคันไถ,มงกุฎ,เรือใบ,อ้อย,มันสำปะหลัง,ข้าว,นาข้าว,ยางพารา,ปาล์มน้ำมัน,น้ำยาง,2555


ราคาปุ๋ยวันนี้

การใช้ปุ๋ยกับมันสำปะหลัง
 บทความ
วันที่: กันยายน 2554

ยุคทองของมันสำปะหลังไทย

     นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะบริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้กล่าวในงานการประชุมสัมมนาการบริหารธุรกิจของสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์(นิดา)ไว้ว่า นับตั้งแต่ทำธุรกิจมา 46 ปี พบว่า วันนี้เป็นโอกาสดีที่สุดที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของไทย โดยเฉพาะในด้านการเกษตรทุกอย่างเอื้ออำนวยและผลักดันให้เกษตรกรไทยมีฐานะร่ำรวยขึ้น ปัญหาวิกฤตทางด้านอาหารและพลังงานกำลังนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงการเกษตรของไทย ซึ่งมีสาเหตุมาจากความเจริญเติบโตของประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่างเช่นจีนและอินเดีย ทำให้การใช้พลังงานของโลกสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุผลักดันไปสู่การพัฒนาพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น คาดว่าในอีก 39 ปีข้างหน้าราวปี 2593 ประชากรของโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านคน ความต้องการด้านอาหารจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับปัจจุบัน และผลกระทบจากสภาวะภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จะส่งผลต่อความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรสาเหตุปัญหาหลักดังกล่าวในข้างต้น จะทำให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างการผลิตพืชอาหารกับพืชพลังงานทดแทนมากยิ่งขึ้น มันสำปะหลังเป็นพืชชนิดหนึ่งที่จะได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์ของโลกที่เอื้ออำนวย ดังนั้น ยุทธศาสตร์ในการผลิตคงหนีไม่พ้นการใช้ปุ๋ยเป็นปัจจัยหลักเพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับมันสำปะหลัง

ปุ๋ยเป็นความมั่นคงของชาติ

     ศาสตราจารย์ ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน กรรมการผู้จัดการมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปูชนียบุคคลด้านดินและปุ๋ยของเมืองไทยได้กล่าวไว้ในการประชุมสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปุ๋ยหลายแห่งว่า ราคาอาหาร พืชผัก และเนื้อสัตว์ขึ้นอยู่กับปุ๋ย เพราะปุ๋ยเป็นปัจจัยพื้นฐานในการผลิตอาหารของมนุษย์ อาหารสัตว์ รวมทั้งพลังงานทดแทน ซึ่งจะต้องพึ่งปุ๋ยด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น จึงถือได้ว่าปุ๋ยเป็นความมั่นคงของประเทศชาติ และความมั่นคงในการดำรงชีวิตของคนไทย แต่ในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมานักการเมืองที่อ้างเหตุผลจะอาสาทำงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร กลับไม่มีพรรคการเมืองพรรคไหนให้ความสำคัญเรื่องปุ๋ยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีนับวันจะมีราคาแพงขึ้นไม่แพ้น้ำมัน แม้จะมีบางฝ่ายออกมาแก้ต่างว่าปุ๋ยเคมีราคาแพง ก็หันไปใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแทนก็ได้ แต่จะทดแทนกันได้จริงหรือ

     ปุ๋ยเคมีบ้านเรามีราคาแพงขึ้นทุกวันนี้ก็เพราะเราไม่สามารถผลิตขึ้นใช้ได้เอง ต้องนำเข้าแม่ปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ แต่ถ้ารัฐบาลไทยสามารถผลิตแม่ปุ๋ย N-P-K เพื่อขายให้กับผู้ผลิตปุ๋ยผสมในประเทศได้ ราคาปุ๋ยจะถูกลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากบ้านเรามีทรัพยากรที่จะผลิตแม่ปุ๋ยได้ถึง 2 ตัว คือ แม่ปุ๋ยไนโตรเจนที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย และแม่ปุ๋ยโพแทสเซียมที่มีแหล่งแร่หินฟอสเฟตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากจังหวัดนครราชสีมาและสกลนคร สามารถขุดมาใช้ได้นาน 50-60 ปี จะมีแค่แม่ปุ๋ยฟอสฟอรัสเท่านั้นที่ต้องนำเข้าแร่วัตถุดิบจากต่างประเทศมาผลิตเป็นแม่ปุ๋ยภายในประเทศ มีการอ้างว่าเราผลิตแม่ปุ๋ยไนโตรเจนจากก๊าซธรรมชาติเองต้นทุนจะแพงกว่าประเทศซาอุดีอาระเบีย ในความเป็นจริงประเทศเขาผลิตได้ถูกก็จริง แต่เวลาขายเขาขายแพงตามราคาตลาดโลก

     เมื่อก่อนเรามีบริษัทปุ๋ยแห่งชาติสร้างขึ้นเมื่อปี 2525 แต่ต้องปิดกิจการในปี 2546 เพราะมีการลงทุนเพื่อการผลิตปุ๋ยที่เกินตัว แทนที่จะผลิตแม่ปุ๋ยขายอย่างเดียวแต่กลับไปผลิตปุ๋ยผสมขายแข่งกับเอกชนด้วย เนื่องจากราคาปุ๋ยในท้องตลาดขณะนั้นราคาถูกแต่ต้องขายในราคาที่ต่ำกว่าทุน ทำให้บริษัทปุ๋ยแห่งชาติต้องปิดตัวเองตั้งแต่นั้นมา แต่วันนี้สถานการณ์ตรงกันข้ามปุ๋ยมีราคาสูงขึ้นมาก ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลต้องหวนกลับมารื้อฟื้นโครงการปุ๋ยแห่งชาติใหม่อีกครั้ง เพราะปุ๋ยไม่ได้เป็นแค่ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอีกแล้ว แต่เป็นปัจจัยทางด้านความมั่นคงทางอาหารของคนไทย โดยส่งผลไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศด้วย ถึงเวลาแล้วหรือยังที่นักการเมืองต้องกล้าหาญขัดผลประโยชน์ของบริษัทปุ๋ยผูกขาดรายใหญ่ของไทย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร โดย ยึดหลักที่ว่าคนไทยทั้งประเทศจะได้มีอาหารในราคาถูกได้บริโภคกัน

ความต้องการธาตุอาหารพืช

      ในบรรดาธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช (essential elements) มีด้วยกัน 16 ธาตุ ได้แก่ คาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน (O) ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) ซัลเฟอร์ (S) เหล็ก(H) แมงกานีส (Mn) โบรอน (B) โมลิบดีนัม (Mo) สังกะสี (Zn) คลอรีน (Cl) และทองแดง (Cu) โดย ธาตุอาหารหลัก (primary essential elements) พืชต้องการในปริมาณมาก ดินมักจะมีธาตุเหล่านี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช หรืออาจอยู่ในรูปที่พืชใช้ไม่ได้ ได้แก่ N P และK ส่วนธาตุอาหารรอง (secondary essential elements) ดินส่วนใหญ่มักไม่ขาดธาตุอาหารเหล่านี้ ได้แก่ Ca Mg และ S ส่วนธาตุอาหารเสริม (micronutrient elements) หรือจุลธาตุ (trace elements)พืชต้องการใช้ในปริมาณน้อยมาก แต่มีความสำคัญต่อพืชไม่น้อยกว่ากลุ่มธาตุอาหารอื่น ได้แก่ Fe Mn B Mo Zn Cl และCu

     โดยทั่วไปแล้ว มันสำปะหลังมีความต้องการธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองเหมือนกับพืชอื่น ๆ แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไป มันสำปะหลังเป็นพืชหัวรากมีความสามารถในการสะสมอาหารได้ตั้งแต่อายุ 45 วันหลังจากปลูก มันสำปะหลังจะตอบสนองต่อธาตุโพแทสเซียมได้เป็นอย่างดี เนื่องจากธาตุนี้ช่วยในกระบวนการสร้างน้ำตาลและแป้ง รวมทั้งกระบวนการเคลื่อนย้ายน้ำตาลด้วย สำหรับความต้องการธาตุอาหารหลักของมันสำปะหลังสามารถประเมินได้จากค่าระดับวิกฤตของธาตุอาหาร ซึ่งมีค่าวิเคราะห์อินทรียวัตถุ 0.8 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัสที่ใช้ประโยชน์ได้ 7 พีพีเอ็ม และโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ 30 พีพีเอ็ม แต่ถ้าค่าวิเคราะห์ตัวใดตัวหนึ่งต่ำกว่าค่าวิกฤต จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของมันสำปะหลัง ส่วนธาตุอาหารเสริมบางตัวที่มีความสำคัญต่อมันสำปะหลัง ได้แก่ สังกะสี เหล็ก และแมงกานีส มักจะเกิดอาการขาดเมื่อปลูกในดินด่าง เพราะถูกตรึงอยู่ในรูปที่ไม่ละลายน้ำ พืชไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะเมื่อมันสำปะหลังขาดธาตุสังกะสี จะเห็นแถบสีขาวหรือเหลืองบนใบอ่อน ต้นแคระแกร็น และส่งผลกระทบต่อผลผลิตมาก

การดูดกินธาตุอาหารของพืช

     คนทั่วไปมักยึดติดกับคำว่า “เคมี” อะไรก็ตามที่เป็นเคมีต้องมีพิษมีอันตรายเหมือนกันหมดทุกอย่าง ปุ๋ยเคมีไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด ปุ๋ยเคมีไม่ใช่สารเคมีจำพวกยาฆ่าแมลง โดย ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์เมื่อใส่ลงในดิน รากพืชจะดูดกินธาตุอาหารหลักในปุ๋ยทั้งสองชนิดได้ก็ต่อเมื่อมีการปลดปล่อยอนุมูลของ NH+4 NO-3 H2PO-4 และ K+ ซึ่งธาตุอาหารในดินเหล่านี้เท่านั้นที่รากพืชสามารถดูดกินได้ สำหรับ การปลดปล่อยอนุมูลธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์ จะต้องมีการย่อยสลายแปรสภาพเป็นขั้นเป็นตอน โดย กิจกรรมของจุลินทรีย์ในดินเสียก่อน แต่ละขั้นแต่ละตอนดำเนินไปอย่างช้า ๆ ขึ้นอยู่กับความชุ่มชื้นของดิน การถ่ายเทอากาศ และอุณหภูมิในดินที่เหมาะสม ส่วนปุ๋ยเคมีเป็นสารประกอบที่มีธาตุอาหารจำเป็นต่อพืชเป็นองค์ประกอบอยู่ในปริมาณที่เข้มข้นเมื่อเทียบกับปุ๋ยอินทรีย์ ธาตุอาหารในปุ๋ยเคมีจะละลายน้ำได้ง่าย เมื่อเราใส่ลงในดินจะปลดปล่อยอนุมูลของธาตุอาหารให้ละลายอยู่ในน้ำในดินและเกาะยึดอยู่ในดินพร้อมที่จะให้รากพืชดูดกินได้ทันที การตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยเคมีจึงรวดเร็วกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ดังนั้น คำโฆษณาที่ว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อผลิตพืชจะได้อาหารที่ปลอดภัยกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี คงเป็นการเข้าใจผิดอย่างมหันต์ของคนทั่วไป เพราะทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ต่างก็ปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาในรูปของเคมีเพื่อให้รากพืชดูดกินเหมือนกัน

ชนิดของปุ๋ย

     เกษตรกรทั่วไปมักสับสนในการเรียกชื่อปุ๋ยที่มีขายตามท้องตลาด เพื่อให้มีความเข้าใจตรงกันควรยึดกฏเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับที่ 2 ปี 2550 ซึ่งได้แบ่งประเภทของปุ๋ยออกเป็น 3 ชนิดด้วยกัน คือ

     1. ปุ๋ยเคมี หมายความว่า ปุ๋ยที่ได้จากสารอนินทรีย์หรืออินทรีย์สังเคราะห์ รวมถึงปุ๋ยเชิงเดี่ยวหรือแม่ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักธาตุเดียว ปุ๋ยเชิงผสมหรือปุ๋ยเคมีที่ได้จากการผสมเพื่อให้ได้ธาตุอาหารพืชตามที่ต้องการ และปุ๋ยเชิงประกอบหรือปุ๋ยเคมีที่ทำด้วยกรรมวิธีทางเคมีเพื่อให้ได้ธาตุอาหารพืชสองธาตุขึ้นไป

     2. ปุ๋ยอินทรีย์ หมายความว่า ปุ๋ยที่ได้จากวัสดุอินทรีย์ ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีทำให้ชื้น สับ หมัก บด ร่อน สกัด หรือด้วยวิธีอื่น และวัสดุอินทรีย์ที่ถูกย่อยสลายสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์แต่ไม่ใช่ปุ๋ยเคมีและชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ที่รู้จักกัน ได้แก่ ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมัก

     3. ปุ๋ยชีวภาพ หมายความว่า ปุ๋ยที่ได้จากการนำจุลินทรีย์ที่มีชีวิตที่สามารถสร้างธาตุอาหาร หรือช่วยให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์ต่อพืช มาใช้ในการปรับปรุงดินทางชีวภาพ ทางกายภาพ หรือทางชีวเคมี และให้รวมถึงหัวเชื้อจุลินทรีย์ ได้แก่ ไรโซเบียม ไมโคไรซ่า พีจีพีอาร์ และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน

ความสำคัญของปุ๋ยเคมีเทียบกับปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ

     ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามการเกษตรในปัจจุบัน ปุ๋ยเคมียังมีความจำเป็นเพราะให้ธาตุอาหารกับพืชได้มากที่สุดเพียงพอต่อความต้องการของพืช ในขณะที่ปุ๋ยอินทรีย์ให้ปริมาณธาตุอาหารน้อยมากไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช ปุ๋ยอินทรีย์เหมาะที่จะนำไปปรับปรุงดินเพื่อทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้นมากกว่าจะนำไปเป็นธาตุอาหารให้กับพืช ส่วนปุ๋ยชีวภาพในทางวิชาการไม่ถือว่าเป็นปุ๋ย เพราะเป็นเพียงจุลินทรีย์ดินไม่มีธาตุอาหารพืช เป็นได้แค่ส่วนประกอบส่วนหนึ่งของปุ๋ยอินทรีย์เท่านั้นเอง โดย ศาสตราจารย์ ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ท่านได้ยกตัวอย่างให้เห็นความแตกต่างของธาตุอาหารในปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยอินทรีย์ที่ว่าดีเลิศอย่างเช่นปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่มีธาตุอาหารไนโตรเจน 2.42 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัส 6.29 เปอร์เซ็นต์ และโพแทสเซียม 2.11 เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะให้ได้ธาตุอาหารเท่ากับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ต้องใช้มูลไก่ในปริมาณมากกว่าปุ๋ยเคมีถึง 6-7 เท่าโดยน้ำหนัก

การใช้ปุ๋ยเคมี

     เมื่อใส่ปุ๋ยเคมีลงในดิน จะมีโอกาสสูญเสียไปมากกว่าครึ่งหนึ่งสำหรับธาตุไนโตรเจนและโพแทสเซียม ส่วนฟอสฟอรัสนั้นพืชดึงดูดไปใช้ประโยชน์ได้ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ใส่ลงไปในดิน ฟอสฟอรัสที่เหลือทั้งหมดจะทำปฏิกิริยากับดินกลายเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำยาก พืชดึงดูดไปใช้ไม่ได้ ดังนั้น การใส่ปุ๋ยเคมีลงไปในดินเพื่อให้พืชสามารถดึงดูดไปใช้ได้มากที่สุดและสูญเสียน้อยที่สุด จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดย ปุ๋ยชนิดเดียวกันและสูตรเดียวกันใส่ลงในดินด้วยวิธีแตกต่างกัน พืชจะใช้ประโยชน์จากปุ๋ยเคมีได้ไม่เท่ากัน ตัวอย่าง ปุ๋ยที่ใส่แบบหว่านจะให้ผลแตกต่างจากปุ๋ยที่ใส่แบบโรยเป็นแถวหรือเป็นจุดใกล้พืช ดังนั้น การใช้ปุ๋ยเคมีให้มีประสิทธิภาพจึงควรยึดหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

     1. ชนิดของปุ๋ยเคมี หมายถึง เรโช สูตร และรูปของธาตุอาหารในปุ๋ยตามที่ต้องการ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้แนะนำ เรโชปุ๋ยที่เหมาะสมกับมันสำปะหลัง คือ 2:1:2 ซึ่งหมายถึงสัดส่วนเปรียบเทียบกันระหว่างไนโตรเจน (N) กับฟอสฟอรัส (P2O5) และโพแทสเซียม (K2O) สูตรปุ๋ยหรือเกรดปุ๋ยที่แนะนำ ได้แก่ 15-7-18 หรือ 16-8-14 หรือถ้าหาปุ๋ยเคมีสูตรดังกล่าวไม่ได้สามารถใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 แทนได้ ซึ่งมีขายอย่างแพร่หลายตามท้องตลาดทั่วไป

     2. ปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี หมายถึง อัตราปุ๋ยต่อไร่ที่เหมาะสมในการผลิตมันสำปะหลัง ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้แนะนำดังนี้ (1) ดินทราย ใช้อัตรา 90 กิโลกรัมต่อไร่ (2) ดินร่วนปนทราย ใช้อัตรา 70 กิโลกรัมต่อไร่ (3) ดินร่วนปนเหนียว ใช้อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ (4) ดินเหนียวสีแดง ใช้อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ และ(5) ดินเหนียวสีดำ ใช้อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่

     3. ระยะเวลาการใส่ปุ๋ยเคมี หมายถึง การใส่ปุ๋ยในช่วงเวลาที่พืชต้องการ มันสำปะหลังต้องการธาตุอาหารมากในช่วง 3 เดือนแรกหลังจากปลูกเพื่อใช้ในการสร้างทรงพุ่มใบ ดังนั้น เวลาที่เหมาะสมในการใส่ปุ๋ย คือ 30 วันหลังปลูก หรือใช้รองพื้นร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ก่อนยกร่องปลูกมันสำปะหลังก็ได้

     4. วิธีการใส่ปุ๋ยเคมี หมายถึง การใส่ปุ๋ยตรงจุดที่พืชสามารถดูดไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายและเร็วที่สุด และลดการสูญเสียปุ๋ยจากการชะล้างด้วยน้ำ สำหรับมันสำปะหลังต้องขุดหลุมสองข้างลำต้น ระยะห่างลำต้นเท่ากับรัศมีพุ่มใบ ใส่ปุ๋ยแล้วฝังกลบดิน หรือใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูก โดย โรยเป็นแถวตามแนวที่จะยกร่อง แล้วยกร่องกลบทับปุ๋ยทั้งสอง โดยปุ๋ยอินทรีย์จะทำหน้าที่ดูดซับปุ๋ยเคมีไม่ให้ถูกชะล้างลงสู่ใต้ดินได้ง่าย

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์

     ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะความพรุนของดินทำให้ดินร่วนซุยขึ้น เป็นผลให้มีอากาศถ่ายเทในชั้นของรากพืชได้มากขึ้น มีความสามารถในการอุ้มน้ำของดินได้ดี ช่วยปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ปุ๋ยอินทรีย์อยู่ในดินได้นานและค่อยปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้า ๆ จึงมีโอกาสสูญเสียน้อยกว่าปุ๋ยเคมี ช่วยส่งเสริมให้จุลชีพหรือสิ่งที่มีชีวิตในดินเจริญเติบโตได้ดี หรือเรียกตามภาษาชาวบ้านว่าช่วยส่งเสริมให้ดินมีชีวิตขึ้นหรือดินไม่ตายนั่นเอง โดย สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะช่วยย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ กลายเป็นธาตุอาหารให้กับพืช นอกจากนี้ ปุ๋ยอินทรีย์ยังช่วยส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย มีธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมอยู่เกือบครบตามความต้องการของพืชด้วย

     ปุ๋ยพืชสด หมายถึง ปุ๋ยที่ได้จากพืชที่เราปลูกบนดินเมื่อโตขึ้นก็จะไถกลบพืชนั้นลงดิน โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุอาหารให้กับดิน พืชที่แนะนำให้ปลูกเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดให้กับมันสำปะหลังมักจะใช้พืชตระกูลถั่ว ได้แก่ ปอเทือง ถั่วพร้า และถั่วมะแฮะ โดย ไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดขณะออกดอก 50 เปอร์เซ็นต์ จะให้น้ำหนักสด 3-4 ตันต่อไร่ คิดเป็นธาตุไนโตรเจน 15-20 กิโลกรัมต่อไร่

     ปุ๋ยคอก หมายถึง ปุ๋ยที่ได้จากมูลและปัสสาวะจากสัตว์ ปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในปุ๋ยคอกจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์และชนิดของอาหารที่ใช้เลี้ยง ปุ๋ยมูลไก่ ค้างคาว และเป็ด จะมีปริมาณธาตุอาหารมากกว่าปุ๋ยมูลหมู และปุ๋ยมูลหมูจะมีปริมาณธาตุอาหารมากกว่าปุ๋ยมูลวัวและควาย ปุ๋ยคอกที่ใหม่จะมีปริมาณธาตุอาหารมากกว่าปุ๋ยคอกที่เก่าและเก็บไว้นาน เนื่องจากปุ๋ยคอกละลายและถูกชะล้างได้ง่าย บางส่วนก็กลายเป็นก๊าซสูญหายไปในอากาศ ดังนั้น ควรเก็บรักษาอย่างระมัดระวังก่อนนำไปใช้ เพื่อช่วยรักษาคุณค่าของปุ๋ยคอกไม่ให้เสื่อมคุณภาพอย่างรวดเร็ว ปุ๋ยคอกที่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังนิยมใช้กันอย่างแพร่ คือ ปุ๋ยมูลไก่ โดย ในดินทรายร่วนและดินร่วนปนทราย ใช้อัตรา 1-2 ตันต่อไร่ สำหรับดินร่วนปนเหนียว ดินเหนียวสีน้ำตาลหรือแดง และดินเหนียวสีดำ ใช้อัตรา 0.5-1.0 ตันต่อไร่ โดย ปุ๋ยมูลไก่ให้ธาตุไนโตรเจน 2.42 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัส 6.29 เปอร์เซ็นต์ และโพแทสเซียม 2.11เปอร์เซ็นต์

     ปุ๋ยหมัก หมายถึง ปุ๋ยที่ได้จากการหมักของเศษซากพืชหรือสัตว์ เพื่อให้เกิดการสลายตัวโดยจุลินทรีย์ แล้วแปรสภาพเป็นชิ้นส่วนขนาดเล็กที่มีรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ปุ๋ยหมักจะมีธาตุอาหารหลัก N P และK ต่ำมากเมื่อเทียบปุ๋ยเคมี และมีธาตุอาหารหลักต่ำกว่าปุ๋ยคอกด้วย ดังนั้น อัตราการการใช้ปุ๋ยหมักจะมากกว่าการใช้ปุ๋ยคอก โดย ในดินทรายร่วนและดินร่วนปนทราย ใช้อัตรา 2-4 ตันต่อไร่ สำหรับดินร่วนปนเหนียว ดินเหนียวสีน้ำตาลหรือแดง และดินเหนียวสีดำ ใช้อัตรา 1-2 ตันต่อไร่

การใช้ปุ๋ยชีวภาพ

     ปุ๋ยชีวภาพเป็นผลิตภัณฑ์ปุ๋ยที่ได้จากจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดย สามารถสร้างธาตุอาหารหรือช่วยให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์กับพืช รวมทั้งมีความสามารถในการผลิตฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชด้วย ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 ของกรมพัฒนาที่ดิน มีจุดเด่น 4 ประการ คือ 1) มีจุลินทรีย์พวก Azotobacter sp. อยู่ได้เองตามธรรมชาติ สามารถเพิ่มธาตุไนโตรเจนด้วยการตรึงจากอากาศแล้วนำมาเปลี่ยนรูปที่พืชใช้ประโยชน์ได้ 2) มีจุลินทรีย์พวก Burkholderia sp. มีความสามารถละลายสารอนินทรีย์ฟอสเฟตที่ถูกตรึงอยู่ในดินให้ออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชมากขึ้น 3) มีจุลินทรีย์พวก Bacillus megaterium สามารถละลายโพแทสเซียมที่อยู่ในรูปของแร่ในดินเหนียวให้ออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชมากขึ้น 4) มีจุลินทรีย์พวกแบคทีเรียที่สามารถสร้างฮอร์โมนที่สำคัญต่อพืช เช่น ออกซิน จิบเบอเรลลิน และไซโตไคติน

     สำหรับปุ๋ยชีวภาพแนะนำให้ใช้ พด.12 อัตราการใช้ปุ๋ยชีวภาพขยายเชื้อ 300 กิโลกรัมต่อไร่ สามารถทำปุ๋ยชีวภาพขยายเชื้อได้ โดย ใช้ปุ๋ยหมัก 300 กิโลกรัม รำข้าว 3 กิโลกรัม ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 จำนวน 1 ซอง หนัก 100 กรัม คลุกเคล้ารวมกันโดยมีความชื้นพอเหมาะ ใช้เวลาในการขยายเชื้อปุ๋ยชีวภาพ 4 วันก็สามารถนำไปใช้ได้ โดย การใช้ปุ๋ยชีวภาพสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ได้ถึง 30-50 เปอร์เซ็นต์

การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และชีวภาพ

     การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับมันสำปะหลัง โดย ปุ๋ยเคมีควรเลือกใช้อัตราส่วน 2 : 1 : 2 ปุ๋ยเคมีที่แนะนำ ได้แก่ 15-7-18 หรือ 16-8-14 หรือถ้าหาปุ๋ยเคมีสูตรดังกล่าวไม่ได้สามารถใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 แทนได้ ซึ่งมีขายอย่างแพร่หลายตามท้องตลาดทั่วไป ส่วนปุ๋ยอินทรีย์ที่สลายตัวอย่างสมบูรณ์แล้ว แนะนำให้ใช้ในดินทรายร่วนและดินร่วนปนทราย ใช้อัตรา 2 ตันต่อไร่ ดินร่วนปนเหนียว ดินเหนียวสีน้ำตาลหรือแดง และดินเหนียวสีดำ ใช้อัตรา 1 ตันต่อไร่ หรือถ้าใช้ปุ๋ยมูลไก่แทนปุ๋ยอินทรีย์ที่สลายตัวอย่างสมบูรณ์แล้ว แนะนำให้ใช้ปุ๋ยมูลไก่ในดินทรายร่วนและดินร่วนปนทราย ใช้อัตรา 1-2 ตันต่อไร่ สำหรับดินร่วนปนเหนียว ดินเหนียวสีน้ำตาลหรือแดง และดินเหนียวสีดำ ใช้อัตรา 0.5-1.0 ตันต่อไร่ สำหรับปุ๋ยชีวภาพแนะนำให้ใช้ พด.12 อัตราการใช้ปุ๋ยชีวภาพขยายเชื้อ 300 กิโลกรัมต่อไร่ โดย โรยปุ๋ยทั้งสามชนิดเป็นแถวตามแนวที่จะยกร่อง แล้วไถยกร่องกลบทับปุ๋ยทั้งสาม โดยปุ๋ยอินทรีย์จะทำหน้าที่ดูดซับปุ๋ยเคมีทำให้ถูกชะล้างลงสู่ใต้ดินได้ช้า การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เพื่อต้องการกระตุ้นให้มันสำปะหลังแตกทรงพุ่มใบคลุมพื้นที่ได้เร็วในช่วงระยะแรกของการเจริญเติบโตเพื่อป้องกันการเกิดของวัชพืช

การให้ปุ๋ยทางใบกับมันสำปะหลัง

     ปัจจุบันนี้ มีการโฆษณาเพื่อขายปุ๋ยฉีดพ่นทางใบ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังที่เกินความเป็นจริง มักจะพบเห็นตามหน้าสื่อสารมวลชนอย่างแพร่หลาย โดยภาครัฐไม่ใช้มาตรการในการควบคุมอย่างจริงจัง ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังส่วนหนึ่งมักคล้อยตามคำโฆษณาดังกล่าว เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจในหลักการให้ปุ๋ยทางใบที่ถูกต้อง ส่งผลทำให้เกษตรกรต้องเพิ่มต้นทุนการผลิตมันสำปะหลังโดยไม่จำเป็น ดังนั้น การให้ปุ๋ยทางใบต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ในการใช้ 2 ประการ ดังนี้

     1. การให้ธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งพืชต้องการธาตุเหล่านี้ในปริมาณมาก รากจะมีหน้าที่โดยตรงที่จะดึงดูดจากดินเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของพืช ยกเว้นรากเกิดความเสียหายจากโรคและแมลง การให้ปุ๋ยทางใบเพื่อให้พืชได้รับธาตุเหล่านี้เพียงพอนั้น ต้องฉีดพ่นให้หลายครั้ง ทำให้เสียค่าแรงงานในการฉีดพ่นปุ๋ยมากขึ้น

     2. การให้ธาตุอาหารเสริม ได้แก่ เหล็ก สังกะสี และแมงกานีส ซึ่งพืชต้องการธาตุเหล่านี้ในปริมาณเล็กน้อยก็เพียงพอต่อการเจริญเติบโต ดังนั้น ในพื้นที่ปลูกที่ขาดธาตุอาหารเสริมบางธาตุสามารถฉีดพ่นทางใบ เพื่อปัญหาการขาดธาตุอาหารเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาการขาดธาตุอาหารเสริม โดยการฉีดพ่นทางใบเป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น ในระยะยาวถ้าดินขาดธาตุอาหารเสริมเหล่านี้โดยธรรมชาติก็ควรให้ปุ๋ยทางดินด้วย มิฉะนั้นต้องจัดการฉีดพ่นทางใบเป็นประจำ ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองแรงงานและเพิ่มต้นทุนการผลิต

     ในพื้นที่ดินด่างหรือดินที่มีแคลเซียมสูงมักจะขาดธาตุเหล็กและสังกะสี มันสำปะหลังมักแสดงอาการขาดธาตุสังกะสีให้เห็นอย่างชัดเจน โดย จะเห็นแถบสีขาวหรือเหลืองบนใบอ่อน พบในช่วงระยะแรกของการเจริญเติบโต สามารถแก้ปัญหาด้วยการแช่ท่อนพันธุ์ด้วยซิงค์ซัลเฟต ( ZnSO4) ในอัตรา 0.4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เป็นเวลา 15 นาที่ก่อนปลูกแทนการฉีดพ่นด้วยซิงค์ซัลเฟตทางใบ

การสูญเสียธาตุอาหารหลักในปุ๋ยเมื่อใส่ลงในดิน

     เมื่อใส่ปุ๋ยเคมีลงในดินจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีและการเคลื่อนย้ายของปุ๋ยทันที สำหรับปุ๋ยไนโตรเจนจะเคลื่อนที่ได้เร็วมากเพราะละลายน้ำได้ง่าย โดย ไนโตรเจนในรูปของไนเตรทถ้ารากพืชดูดไม่ทันจะถูกน้ำพาออกไปจากชั้นของดินอย่างรวดเร็วจะไม่เกิดประโยชน์ต่อพืชแต่อย่างใด ส่วนไนโตรเจนในรูปของแอมโมเนียจะถูกดูดยึดอยู่ที่ผิวของอนุภาคดินเหนียวถูกชะล้างโดยน้ำได้ยาก แต่ถ้าดินมีการถ่ายเทอากาศดีจะถูกแปรรูปด้วยจุลินทรีย์ในดินเกิดปฏิกิริยาเพิ่มออกซิเจนให้กลายเป็นไนเตรทได้ง่าย ดังนั้น การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนลงสู่ดินจะสูญเสียโดยการชะล้างประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ใส่ลงไป

     ส่วนธาตุฟอสฟอรัสในปุ๋ยจะทำปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วกับแร่ธาตุที่มีอยู่ในดิน กลายเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ยาก ความเป็นประโยชน์ต่อพืชลดน้อยลงและไม่เคลื่อนย้ายไปไหน ดังนั้น เมื่อใส่ปุ๋ยฟอสเฟตตรงจุดใดก็มักอยู่ตรงจุดนั้น แต่ถ้าจะมีการเคลื่อนย้ายจากเดิมก็ไม่เกิน 5 เซนติเมตร การใส่ปุ๋ยฟอสเฟตบนผิวดินจะเป็นประโยชน์ต่อพืชน้อยกว่าการใส่ใต้ผิวดินในบริเวณที่รากจะแพร่กระจายไปได้ ซึ่งต่างไปจากปุ๋ยไนโตรเจนที่ใส่บนผิวดิน ก็สามารถซึมลงมายังบริเวณรากที่ใต้ผิวดินได้ง่าย ดังนั้น การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนใต้ผิวดินจึงไม่มีข้อดีไปกว่าการใส่บนผิวดิน

     สำหรับปุ๋ยโพแทสเซียมจะเคลื่อนย้ายได้ง่ายกว่าปุ๋ยฟอสเฟตแต่ช้ากว่าปุ๋ยไนโตรเจน ปุ๋ยโพแทสเซียมละลายน้ำได้ง่ายเหมือนกับปุ๋ยไนโตรเจน แต่เนื่องจากปุ๋ยโพแทสเซียมมีประจุบวกจึงถูกดูดยึดอยู่ที่ผิวของอนุภาคดินเหนียว ทำให้ถูกชะล้างได้ยากแต่ก็ยังเป็นประโยชน์ได้ง่ายแก่พืชอยู่ ดังนั้น การใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมจึงสามารถใส่บนผิวดินหรือใต้ผิวดินก็ได้ การสูญเสียปุ๋ยโพแทสเซียมโดยการชะล้างจะมีน้อยกว่าปุ๋ยไนโตรเจน

การเสื่อมโทรมของดินปลูกมันสำปะหลัง

     ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยขาดการปรับปรุงดินและการจัดการดินที่ดี มักจะพบปัญหาใหญ่ ๆ ดังนี้ (1) เกิดดินแข็งและแน่นทึบ เนื่องจากการไถพรวนเพื่อปลูกพืช ตามด้วยการชะล้างหน้าดินออกไปโดยน้ำฝน ทำให้สูญเสียหน้าดินชั้นบนที่เป็นดินดีโปร่งร่วนซุยและอุดมสมบูรณ์ หรือทำให้สมรรถนะของดินเสื่อมโทรมลง โดยนานเข้าดินชั้นล่างซึ่งปกติจะเป็นดินแน่นทึบจะโผล่ขึ้นมาเป็นดินชั้นบนแทน (2) เกิดชั้นดินดานอยู่ใต้ชั้นไถพรวน เนื่องจากการสะสมของอนุภาคดินเหนียวและการอัดแน่นจากการเหยียบย้ำของรถแทรกเตอร์ โดย ดินดานขัดขวางการแพร่กระจายของรากพืชและการแทรกซึมของน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมขังหรือไหลบ่ามากขึ้นในช่วงฝนตกหนัก ขณะเดียวกันก็ทำให้พืชขาดแคลนน้ำในช่วงแล้ง (3) เกิดดินเป็นกรดมากไป ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดูดกินธาตุอาหารและน้ำของรากพืช ปุ๋ยเคมีที่ทำให้ดินเป็นกรดได้ มีเพียงปุ๋ยไนโตรเจนเท่านั้น โดยเฉพาะแอมโมเนียมซัลเฟต และยูเรีย สำหรับปุ๋ยฟอสเฟตและโพแทสเซียมไม่มีผลทำให้ดินเป็นกรด

สารปรับปรุงดิน (soil conditioners) แต่ไม่ใช่ปุ๋ย

     สารปรับปรุงดิน หมายถึง สารใดก็ตามที่ใส่ลงดินแล้วมีผลทำให้สภาพทางเคมี กายภาพ และชีวภาพของดินเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งสารปรับปรุงดินอาจมีธาตุอาหารพืชปะปนอยู่บ้างในสารนั้น การใช้สารปรับปรุงดินอาจมีผลพลอยได้จากธาตุอาหารที่มีอยู่ในสารดังกล่าว วัตถุประสงค์การใช้สารปรับปรุงดินจะไม่เน้นการใช้เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับพืช แต่จะเน้นในแง่ทำให้สภาพของดินเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช สารปรับปรุงดินแบ่งออกได้ 3 ประเภท ดังนี้

     1. สารปรับปรุงทางเคมีของดิน ใช้เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างและความเค็มของดินให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมต่อเจริญเติบโตของพืช สารปรับปรุงดินกรด ได้แก่ พวกหินปูน ส่วนสารปรับปรุงดินเค็ม ได้แก่ พวกยิปซัม

     2. สารปรับปรุงทางกายภาพของดิน ใช้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้มีความสามารถในการอุ้มน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี ตลอดจนทำให้เม็ดดินมีเสถียรภาพไม่ง่ายต่อการชะล้างพังทลายของน้ำฝน สารปรับปรุงดินดังกล่าว ได้แก่ ซีโอไลท์ ภูไมซ์ โดโลไมท์ และฟอสโฟยิปซัม

     3. สารปรับปรุงความชื้นของดิน ใช้เพื่อเพิ่มความจุในการอุ้มน้ำของดิน โดย ความจุในการอุ้มน้ำของดินตามธรรมชาติขึ้นอยู่กับปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ประเภทเนื้อดิน และคุณสมบัติการเคลื่อนที่ของน้ำในดิน สารปรับปรุงดินดังกล่าว ได้แก่ สารโพลีเมอร์ที่มีความสามารถดูดน้ำได้สูง

สารปรับปรุงดินที่ขายตามท้องตลาด

     ผลิตภัณฑ์สารปรับปรุงดินที่มีขายตามท้องตลาดเพื่อใช้ในการเกษตรมีมากกว่า 100 ชนิด ผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาจนเป็นที่รู้จักของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง มีดังนี้

     โดโลไมท์ เป็นสารประกอบอยู่ในรูปของหินตะกอนหรือหินแปรมีสูตรทางเคมี CaMg(CO3)2 ช่วยลดความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ทำให้สภาพของดินร่วนซุยขึ้น ช่วยอุ้มน้ำและระบายอากาศได้ดี และเพิ่มธาตุแมกนีเซียมให้กับดิน

     ซีโอไลต์ เป็นสารประกอบในรูปแร่อลูมิโนซิลิเกตชนิดหนึ่งที่มีโครงสร้างเป็นรูพรุน มีคุณสมบัติในการดูดซับไออนบวกของธาตุอาหารและโมเลกุลของน้ำได้ดี ทำให้การใช้ปุ๋ยเคมีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเกิดการสูญเสียปุ๋ยโดยการชะล้างด้วยน้ำน้อยลง ช่วยลดความแน่นของดินทำให้การระบายน้ำและอากาศได้ดีขึ้น

     ภูไมซ์ เป็นสารประกอบในรูปของหินอัคนีพบเห็นตามแหล่งภูเขาไฟเก่าทั่วไป มีองค์ประกอบของซิลิคอนออกไซด์ (SiO3) และอลูมินัมออกไซด์ (Al2O3) ช่วยลดความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ทำให้สภาพของดินร่วนซุยขึ้น ช่วยอุ้มน้ำและระบายอากาศได้ดี และช่วยเพิ่มความจุในการแลกเปลี่ยนไออนบวก

     สารฮิวมิค (humic substance) เป็นอินทรียวัตถุชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการย่อยสลายของซากพืชและสัตว์และสิ่งมีชีวิตในดินโดยขบวนการฮิวมิฟิเคชั่น (humification process) สารฮิวมิคประกอบด้วย 3 ส่วน คือ (1) สารฮิวมิน (humin) เป็นสารสีดำมีโครงสร้างโมเลกุลใหญ่ที่สุด ไม่ละลายน้ำ และไม่เป็นประโยชน์ต่อพืช (2) ฟูลวิกแอซิค (fulvic acid) เป็นสารสีเหลืองทอง มีโครงสร้างโมเลกุลเล็กที่สุด ละลายน้ำได้ดี และเป็นประโยชน์ต่อพืชมากที่สุด มีอยู่ในสัดส่วนที่น้อย สกัดออกมาใช้ในรูปของสารประกอบโพแทสเซียมฟูลเวทสามารถละลายน้ำได้ดี และ(3) ฮิวมิคแอซิค (humic acid) เป็นสารสีน้ำตาลเข็มหรือดำ มีโครงสร้างทางโมเลกุลใหญ่กว่าฟูลวิกแอซิค ละลายในด่างเท่านั้น เป็นประโยชน์ต่อพืช สกัดออกมาใช้ในรูปของสารประกอบโพแทสเซียมฮิวเมทสามารถละลายน้ำได้ดี ประโยชน์ของสารฮิวมิคก็คือ เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุอาหารพืช ลดการระเหยของน้ำในดิน ปรับโครงสร้างของดินให้เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช กระตุ้นการเกิดของรากพืช และเพิ่มผลผลิตให้กับพืช

สารพฤกษเคมี(phytonutrient)ที่ขายตามท้องตลาด

     ปัจจุบันนี้ มีการโฆษณาขายผลิตภัณฑ์จากสารพฤกษเคมีชนิดหนึ่ง เพื่อนำมาใช้ในการเพิ่มผลผลิตให้กับพืช โดย สารชนิดนี้เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพพบในพืชผักมีสี กลิ่น หรือรสชาติเฉพาะตัว ในทางการแพทย์พบว่าสารพวกนี้มีกลไกการออกฤทธิ์ในรูปแบบการต้านอนุมูลอิสระ การลดความเสียหายของดีเอ็นเอ การเพิ่มภูมิต้านทานโรค และการควบคุมการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน สารพฤกษเคมีดังกล่าวนี้ คือ สารฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้พืชผักและผลไม้เกิดต่างๆ ได้แก่ สีเหลือง ส้ม แดง สีฟ้า โดย ผักที่พบสารนี้มาก คือ หัวหอมใหญ่ บรอกโคลี พริกหวาน ใบชาเขียว และผักสีเขียว ส่วนผลไม้ที่พบสารนี้มาก คือ แอปเปิล มะเขือเทศ มะละกอ องุ่น ลูกพลับ มะนาว ส้ม และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีการอธิบายกลไกการทำงานของสารฟลาโวนอยด์ไว้ว่าสารนี้จะเข้าไปในนิวเคลียสของพืชเพื่อ (1) ช่วยกระตุ้นให้สร้างโปรตีนเพิ่มขึ้น (2) ช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์ ทำให้พืชเจริญเติบโตได้เร็ว (3) ช่วยกระตุ้นการยืดตัวและขยายของเซลล์ มีผลให้ผนังเซลล์หนาขึ้น ช่วยให้ทนแล้งและป้องกัดการกัดกินของแมลงได้ดีด้วย และ(4) ช่วยกระตุ้นการแตกของรากทำให้รากดูดปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมได้ดี สำหรับกรมวิชาการเกษตรยังไม่มีข้อมูลงานวิจัยการใช้สารฟลาโวนอยด์เพื่อเพิ่มผลผลิตในมันสำปะหลัง ดังนั้น เกษตรกรต้องพิจารณาให้อย่างรอบครอบในการใช้สารพฤกษเคมีที่โฆษณาขายตามท้องตลาด เพื่อประโยชน์สุงสุดในการผลิตมันสำปะหลัง

ปุ๋ยนาโนจุลินทรีย์ชีวภาพที่ขายตามท้องตลาด

     ตอนนี้กระแสร์นาโนเทคโนโลยีมาแรง “นาโนเทคโนโลยี” หมายถึง เทคโนโลยีประยุกต์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดการ การสร้าง การสังเคราะห์วัสดุหรืออุปกรณ์ในระดับของอะตอม โดย โมเลกุลหรือชิ้นส่วนมีขนาดเล็กในช่วงประมาณ 1-100 นาโนเมตร ซึ่งจะส่งผลให้วัสดุหรืออุปกรณ์นั้น มีหน้าที่ใหม่หรือสมบัติที่พิเศษเกิดขึ้นทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ โดย มีความถูกต้อง แม่นยำ และควบคุมได้ ทำให้มีประโยชน์ต่อผู้ใช้สอยและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ นาโนเป็นหน่วยวัดทางคณิตศาสตร์ หมายถึง เศษหนึ่งส่วนพันล้านส่วนของหนึ่งเมตรหรือเท่ากับ 10-9 ถ้าจะมองภาพคำว่านาโนให้เห็นชัดเจนก็คือ ขนาด 1 นาโนเมตรนั้นมีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ประมาณ 80,000-100,000 เท่า โดยขนาดชิ้นส่วนที่มนุษย์สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้มีขนาดประมาณ 10,000 นาโนเมตร

     ด้วยกระแสร์ตื่นตัวกับนาโนเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบการค้าปุ๋ยหลายรายผลิตปุ๋ยชีวภาพในรูปของปุ๋ยนาโนชีวภาพออกมาใช้ในทางการเกษตร มันสำปะหลังก็เป็นพืชหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายการใช้ปุ๋ยนาโนจุลินทรีย์ชีวภาพเพื่อเพิ่มผลผลิตและแป้ง สรรพคุณที่กล่าวอ้างถึงก็คือเป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่คัดเลือกมาจากในป่าร้อนชื้นในประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม มากกว่า 100 สายพันธุ์มาพัฒนาให้มีขนาดเล็กในระดับนาโนและขยายพันธุ์ด้วยอัตราเร่งแบบทวีคูณหรือ “double timing” ให้ประโยชน์แบบครบสมบูรณ์ คือ (1) ฟื้นฟูสภาพดินให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืช (2) เป็นปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริมแบบครบถ้วน (3) สร้างภูมิต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช และ (4) ช่วยย่อยสลายสารเคมี สารพิษ และวัสดุตกค้างในดินให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ดังนั้น เกษตรกรต้องพิจารณาให้อย่างรอบครอบในการใช้ปุ๋ยนาโนชีวภาพในการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังว่าจะคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่

กรดซิลิคอนที่ขายตามท้องตลาด

     กรดซิลิคอนมีสูตรทางเคมีว่า H4SiO4 กรดชนิดนี้มีธาตุซิลิกาซึ่งเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช สามารถละลายน้ำได้ดี เมื่อพืชดูดกรดซิลิคอนเข้าไปสะสมที่ใบอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดผลึกของกรดซิลิเกตเคลือบที่ผิวใบ ใบจะหนากว่าปกติ กรดซิลิคอนจะเคลื่อนย้ายอย่างอิสระในต้นพืช ซึมผ่านผนังเซลล์ด้านนอก เมื่อกรดซิลิคอนแห้งแล้วจะกลายเป็นเกล็ดแข็งอยู่บนผิวใบ แมลงกัดกินแล้วเกิดการระคายเคืองในปาก ประโยชน์ของกรดซิลิคอนที่โฆษณาไว้ก็คือ (1) ช่วยทำให้พืชมีใบเขียว ใบใหญ่หนาแข็งแกร่ง เป็นเกราะป้องกันแมลงศัตรูพืช (2) ช่วยเปลี่ยนรสชาติของต้นพืชไม่เป็นที่ปรารถนาของแมลง (3) ช่วยป้องกันโรครากเน่าได้อย่างดี (4) ช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มรสชาติ และเพิ่มปริมาณแป้ง และ(5) เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินเหมือนป่าเปิดใหม่ ผู้เขียนมีความเห็นว่าในการปลูกมันสำปะหลังของบ้านเรา เกษตรกรมักนิยมใช้ปุ๋ยมูลไก่ผสมแกลบเป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนยกร่องปลูกมันสำปะหลัง ในอัตรา 500-1000 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งในขี้แกลบนี้เมื่อสลายตัวผุผังแล้ว จะให้ธาตุซิลิกาในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง

บทสรุป

     ปุ๋ยเคมีถือได้ว่าเป็นปัจจัยการผลิตหลักในการเพิ่มผลผลิตให้กับมันสำปะหลัง เพื่อตอบสนองปัญหาวิกฤตทางด้านอาหารและพลังงาน ซึ่งกำลังนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงการเกษตรของไทยในอนาคต การแนะนำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีน้อยลง แล้วหันมาผลักดันให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมีนั้น เป็นแนวความคิดที่ไม่ถูกต้อง แต่ควรจะเน้นในประเด็นที่ว่า จะทำอย่างไรให้เกษตรกรได้เข้าใจถึงวิธีการลดค่าใช้จ่ายปุ๋ยเคมีต่อไร่ลง ด้วยการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ โดย แนะนำวิธีการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และชีวภาพอย่างถูกต้องและเหมาะสม การใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างเดียวโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยากมากเนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานมีปริมาณจำกัดและราคาต่อหน่วยธาตุอาหารแพงมากเมื่อเทียบกับปุ๋ยเคมี ดังนั้น จึงควรเน้นการช่วยเหลือเกษตรกรให้ใช้ปุ๋ยเคมีต่อไร่ถูกลง โดย การให้ความรู้ด้านการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องตามที่ได้กล่าวแล้วในข้างต้น นอกจากนี้ ภาครัฐจะต้องตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปุ๋ยและสารปรับปรุงดินที่โฆษณาขายตามท้องตลาดให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยและสารปรับปรุงดินอย่างถูกต้องและเหมาะสมในการผลิตมันสำปะหลังอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ที่มา กรมวิชาการเกษตร
ą
Kiattiyot Insawang,
2 ต.ค. 2554 23:09
Comments