รู้จักหลวงปู่ทองดำ

 
ประวัติและกิตติคุณ
 
พระนิมมานโกวิท
 
                                                                             (หลวงปู่ทองดำ ฐิตวณฺโณ)
 

 
ภูมิหลังชาติกำเนิด

วันพุธ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 5 พุทธศักราช 2441 ณ.บ้านไซโรงโขน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร นายบุญนาค
 
นางจ่าย แม่พริ้ง ได้ให้กำเนิดบุตรคนที่ 4 เพศชาย
 
(ในจำนวนพี่น้องชายหญิง 8 คน) บิดามารดาได้ตั้งชื่อ
 
เด็กชายทองดำ เม่นพริ้ง


การศึกษา

วัยเด็ก

ขณะเด็กชายทองดำ อายุ 3 ขวบ บิดามารดาได้นำไปถวายเป็นบุตรบุญธรรมกับหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ
 
(วัดบางคลาน จ.พิจิตร) หลวงพ่อเงินเห็นครั้ง
 
แรกได้เอ๋ยคำออกมา "ไอ้หนูเด็กน้อยคนนี้เป็นเทวดามาเกิด ใครเสี้ยงก็ไม่ได้ มาเป็นลูกของเราเถิดนะ" หลวงพ่อเงินเอาผ้าผืนลงปูรองรับเด็ก
 
น้อยคนนี้ ทำพิธีรับลูก จากนั้นเด็กคนนี้ได้รับการเลี้ยงดูอุปถัมภ์ สั่งสอน อบรม วิชาความรู้ และสรรพวิชาต่าง ๆ โดยได้พักอาศัยกับหลวงพ่อ เมื่อหลวง
 
พ่อเงินเงินท่องบทสวดมนต์เด็กชายทองดำก็สามารถท่องได้จบเล่มในวันเดียว ชาวบ้านรู้ข่าวต่างแห่มาดูการใหญ่ว่าเด็กน้อยคนนี้มีหน้าตาอย่างไร
 
กระทั่งโตขึ้นบิดามารดามา
 
รับเด็กชายทองดำไปเล่าเรียนศึกษากับอาจารย์โต (เจ้าอาวาสวัดท่าทอง ต.วังกะพี้ จ.อุตรดิตถ์ในสมัยนั้น) วัยหนุ่มฉกรรจ์ นายทองดำได้ฝึกฝนและ
 
ศึกษาศิลปะการต่อสู้แม่ไม้มวยไทยจนมีความชำนาญ จนได้เป็นนักมวยที่มีฝีมือดีคนหนึ่ง ซึ่งช่วงวัยหนุ่มนี้ทองดำได้เพื่อนคนหนึ่งชื่อ "เล็กย่งหลี"(ต้น
 
ตระกูลเล็กอุทัย)มีรูปร่างเล็กไปไหนไหด้วยกันประจำ ได้ฝึกชกมวยด้วยกันมา หากออกชกมวยที่ไหนจะให้เล็กย่งหลีขึ้นไปเปรียบหาคู่ชก แต่ตอนเวลาชก
 
นายทองดำจะเป็นผู้ชกแทน ก่อนชกนายทองดำจะบริกรรมคาถาที่ได้ร่ำเรียนมาโยมปู่จนรู้สึกตัวหนา(ของขึ้น)และนายทองดำก็สามารถชกมวยชนะแทบ
 
ทุกครั้ง อายุครบเกณฑ์ทหาร ได้เข้ารับเป็นทหาร 2 ปี ปลดจากทหารประจำการแล้วจึงได้อุปสมบทสู่ร่มพระศาสนาสู่ร่มพระศาสนา
 
อุปสมบทเมื่ออายุ 22 ปี ณ. พระอุโบสถ วัดวังหมู ต.หาดกรวด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ โดยมีพระครูวิเชียรปัญญามหามุนี (เรือง )เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์
 
เจ้าอาวาสวัดท่าถนน ต.ท่าอฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ในขณะนั้นเป็นองค์อุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2463

พระอาจารย์แส เจ้าอาวาสวัดวังหมู ต.หาดกรวด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ฐิตวณโณ” เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้จำ
 
พรรษาอยู่ที่วัดท่าทอง 1 พรรษา ทางวัดท่าทอง ต.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง คณะ
 
ศรัทธา วัดท่าทองได้ลงความเห็นพ้องกัน โดยได้ไปกราบนมัสการเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อขออนุญาตจากเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ด้วยดี คณะ
 
ศรัทธาให้”พระภิกษุทองดำ” เพื่อนิมนต์ให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทอง ซึ่งหลวงพ่อเองก็มีเจตนาอันบริสุทธิ์และจิตใจอันแน่วแน่ต่อพระพุทธ
 
ศาสนาและเป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาทำนุบำรุงเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุงเรืองยิ่งขึ้นสมความตั้งใจ หลวงพ่อจึงรับภารกิจนิมนต์ครั้งนี้และ
 
ย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทอง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2468เป็นต้นมา


การศึกษาพระปริยัติธรรม

การที่หลวงย้ายมาจากวัดท่าทองมาอยู่วัดท่าถนน ซึ่งเป็นวัดของพระอุปัชฌาย์ของท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้น ด้วยความมุ่งมั่นที่จะศึกษาพระปริยัติธรรม
 
อย่างจริงจัง เพื่อศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระธรรมวินัยให้ละเอียดและถ่องแท้ หลวงปู่ได้มีความขยันเพียนตั้งใจศึกษาด้วยความวิริยะอุตสาหะภายในปี
 
เดียวก็สอบได้นักธรรมตรี (พ.ศ.2466) ด้วยเหตุแห่งการศึกษาทางพระธรรมวินัยในสมัยนั้นยังไม่เจริญพอการศึกษามีเพียงชั้นนักธรรมตรีเท่านั้น ฉะนั้น
 
การศึกษาของท่านต้องหยุดชะงักลง


ตำแหน่งการปกครองและสมณศักดิ์ที่ได้รับตั้งแต่ปี พ.ศ.2468

หลวงปู่มีตำแหน่งการปกครองคณะสงฆ์และสมณศักดิ์พัดยศดังนี้

- ปีพ.ศ.2468 อายุ 27 ปี พรรษา 5 ดำลงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทอง

- ปี พ.ศ.2478 ได้รับสมณศักดิ์แต่งตั้งเป็นพระธรรมธรฐานานุกรมของพระครูวิเชียรปัญญา มหามุณีศรีอุตรดิตถ์ เจ้าคณะอุตรดิถต์

- ปี พ.ศ.2482 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะเป็นเจ้าคณะตำบลหาดกรวด-วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์และในปีนั้นได้เลือนสมณศักดิ์แต่งตั้งเป็นพระปลัด
 
   ฐานานุกรม ของพระครูธรรมสารโกวิทย์ (ยศ)เจ้าคณะแขวงเมืองอุตรดิตถ์

- ปี พ.ศ. ได้รับการแต่งตั้งเป็นสาธารณูปการ อ.เมืองอุตรดิตถ์

- ปี พ.ศ. 2487 ได้รับพระราชทานเป็นพระครูธรรมมาภรณ์ประสาท

- ปี พ.ศ.2497 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์

- ปี พ.ศ.2498 ได้รับการแต่งตั้งเป็นสาธารณูปการจังหวัดอุตรดิตถ์

- ปี พ.ศ.2504 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชทานคณะชั้นสามัญนาม “พระนิมมานโกวิท”

- ปี พ.ศ.2510 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นคณะอำเภอเมืองอุตรดิตถ์

- ปี พ.ศ.2542 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรง ตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จวบจนมรณภาพ


การศึกษาด้านเวทย์มนต์คาถาอาคม

ช่วยวัยเด็กหลวงปู่ได้ติดตามบิดาล่องเรือขายยาสูบระหว่างอุตรดิตถ์ จ.พิจิตร จ.นครสวรรค์ บิดามารดาได้ฝากเป็นเด็กวัด เรียนหนังสือกับหลวงพ่อเงิน
 
พุทธโชติ วัดบางคลาน จ.พิจิตร คอยรับใช้ใกล้ชิดท่านอนุญาตให้พักกุฎิเดียวกับท่าน หลวงพ่อเงินได้สอนสรรพวิชาอาคมไสยเวทต่าง ๆ คาถาที่หลวง
 
พ่อเงินสอนไว้นั้นที่สำคัญคือ “นะโมพุทธายะ” (พระเจ้าห้าพระองค์) ซึ่งต่อมาหลวงปู่ได้ใช้เป็นคาถาประจำตัวของท่านตลออดมา นอกจากนั้นหลวงปู่
 
ยังได้ศึกษาวิชาอาคมกับโยมปู่ของท่าน ซึ่งเป็นวิชาอยู่ยงคงกระพัน เพื่อป้องกันตนเอง หลวงปู่ได้ใช้วิชานี้ปลุกเศกตัวเองก่อนจะขึ้นชกมวยทุกครั้ง โดย
 
ก่อนจะขึ้นชกมวยหลวงปู่จะบริกรรมคาถาจนรู้สึกว่าเนื้อเริ่มหน่าขึ้น (ของชึ้น)จึงจะชกได้

เมื่อขณะหลวงอุปสมบทแล้ว ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดท่าถนน (วัดหลวงพ่อเพ็ชร)ซึ่งอยู่ในตัวเมืองอุตรดิตถ์ หลวงปู่ทราบทราบว่าที่วัดกลวงอยู่ห่าง
 
จากวัดท่าถนนทางทิศใต้ประมาณ 2 กโลเมตร มีพระภิกษุชราอยู่รูปหนึ่ง “หลวงพ่อทิม”ขาดการดูแลเอาใจใส่ หลวงปู่จึงได้ใช้เวลาว่างเดินทางจากวัด
 
ท่าถนนมาวัดกลางทุกวัน เพื่อปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อทิมด้วยจิตใจเมตตาและให้ความเคราพนับถึอ โดยหลวงปู่ได้ปฎิบัติภารกิจเป็นประจำทุกวัน ได้แก่
 
ตักน้ำ ขึ้นมาจากท่าแม่น้ำน่าน นำมาใส่ตุ่มไว้ให้หลวงพ่อทิมได้สรง เก็บกวาดกุฎิ ชำระล้างภาชนะต่าง ๆ ประจำมิขาด โดยหลวงมิได้หวังสิ่งค่าตอบ
 
แทนใดทั้งสิ้น แต่ทำไปเพราะจิตเมตตาแก่ภิกษุผู้สูงอายุโดยแท้ซึงจากการกระทำความดีของหลวงปู่ๆ ทำให้หลวงพ่อทิมซึ่งขณะนั้นไม่มีผู้ใดทราบเป็น
 
มาหลวงพ่อทิม เป็นพระภิกษุเชี่ยวชาญมนต์คาถาทุกด้าน ซึ่งกิตติศัพท์ ชานบ้านย่านเกาะบางโพและตำบลใกล้เคียงทราบคือ “ตะกรุดโทน”

ซึ่งหลวงพ่อปลุกเศกโดยดำลงน้ำจารอักขระบนแผ่นตะกรุดจนกว่าเสร็จ *น่าเสียดายวันหนึ่งมีมนุษย์ผู้เขลาด้วยปัญญา นำตะกรุดที่ท่านมอบไปผูกคอ
 
สุนัขและยิงสุนัข แต่ปาฎิหารย์กระสุนด้านหมด เมื่อหลวงพ่อทิมเห็นสุขันวิ่งหลบใต้กุฎิจึงถอดออกจากคอสุนัข ท่านโกรธจึงประกาศงดให้เครื่องรางของ
 
ขลังแก่ชาวบ้าน หลวงปู่เมื่อได้รับมอบวิชาและตำราจากหลวงพ่อทิมไปแล้ว ท่านหมั่นศึกษาภาวนาปฎิบัติ ทุกบท ทุกวรรคตอน จนสิ้นกระบวนความใน
 
ตำรา จนชาวบ้านเกาะต่างกล่าวกันว่าหลวงพ่อทิมไปเกิดที่วัดท่าทอง หลวงปู่ได้ใช้คาถาอาคมช่วยเหลือชาวบ้านตลอดมา ประพรมชาวบ้านที่แวะเวียน
 
มากราบนมัสการท่าน ซึ่งน้ำมนต์นี้หลวงปู่จะปลุกเศกทุกวัน ใส่โองมังกรขนาดใหญ่ ภายในกุฎิของท่านกิตติคุณความขลัง และศักดิสิทธิ์ของ
 
น้ำพุทธมนต์เป็นที่เล่าเล่าขานเมื่อครั้งยุทธภูมิเข้าค้อ โดยมีผู้บังคับการจังหวัดทหารบกท่านหนึ่งซึ่งมีความเลื่อมใสเคารพ ศรัทธาในตัวท่านและมีความ
 
เชื่อถือในความเข้มขลังของน้ำพระพุทธมนตืของท่านมาก ได้มาขอนำพระพุทธมนต์ ไปหนึ่งขวดแล้วนำไปใส่แทงค์น้ำดื่มสำหรับทหารที่ปฎิบัติการรบ
 
ประจำการที่เขาค้อได้ดื่มซึ่งท่านเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของนำพระพุทธมนต์ของหลวงปู่สามารถคุ้มครองป้องกันภัยให้แก่เหล่าทหารได้ และอีกสิ่งที่ชาว
 
บ้านต้องมาคอยดูว่าท่านจะคายออกมาจากปากเมื่อไร สิ่งนั้นก็คือ "ชานหมาก" เพราะเหตุว่าชานหมากของหลวงปู่ ชาวบ้านหลายคน ได้รับไปแล้วน้ำ
 
ติดตัวไปด้วยเสมอ จะพบประสบการณ์ในด้านดี บางคนได้รับประสบการณ์ด้านอยู่ยงคงกระพันธ์ บางคนแคล้วคลาด แต่ส่วนใหญ่ที่ได้รับประสบการณ์
 
จากชานหมากของหลวงปู่ก็คือ เมตตาหมานิยม และค้าขายดีซึ่งในขณะนั้นถึงแม้ว่าหลวงปู่จะเคี้ยวหมากทั้งวันแต่ไม่มีชานหมากติดกระติดโถนเลย และ
 
อีกสิ่งหนึ่งที่นิยมนำมาให้หลวงปู่ลงอักขระเลขยันต์และเป่าเสกก็คือ กล้วยสุก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหญิงมีครรภ์ที่นำมาให้หลวงปู่ทำให้ แล้วนำไปรับ
 
ประทานจะทำให้คลอดบุตรง่ายและเด็กเกิดมาจะแข็งแรงดีทุกคน
 
 
งานด้านพัฒนาและก่อสร้างศาสนสถาน
 
เมื่อมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทองท่านได้รีบดำเนินโครงการพัฒนาวัดท่าทองทันทีเพราะสภาพวัดท่าทองในขณะนั้นทรุดโทรมเต็มที่ ไม่มี
 
เสนาสนะและถาวรวัตถุ คงเป็นวัดเล็กๆ เท่านั้น ตลอดเวลาที่หลวงปู่ได้มาดำรงด์ตำแหน่งเจ้าอาวาสปกครอง วัดท่าทองได้พัฒนาเจริยรุ่งเรืองผิดไปจาก
 
สภาพเดิมอย่างไม่อาจเปรียบเทียบได้เริ่มต้นจากการขยายที่ดินของวัดซึ่งมีอย่จำกัด งานก่อสร้างศาลาการเปรียญ โบสถ์ วิหาร กุฎิ
 
โรงเรียนพระปริยัติธรรม ศาลาปฏิบัติธรรม กุฎิวิปัสสนากัมมัฎฐาน รั้วกำแพง เมรุเผาศพ และถาวรวัตถุอีกมากมายประกอบกับท่านเป็นผู้ที่มีความชำนาญ
 
ในการออกแบบก่อสร้าง การอ่านแบบแปลน และดำเนินงานเอง จนเป็นที่ยอมรับในหมู่คณะสงฆ์ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ฉนั้นงานก่อสร้างที่เกี่ยวกับ
 
เสนาสนะของวัดในจังหวัดอุตรดิตถ์ อาทิเช่น การสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ หลวงปู่จะต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ และวางแปลนให้
 
ด้วย มิใช่เฉพาะงานก่อสร้างเสนาสนะทางศาสนาเท่านั้น หลยวงปู่ได้มองการณ์ไกลเห็นความสำคัญของการศึกษา วัดที่ขออนุญาตในการสร้างวัด
 
หลวงปู่มักจะให้ดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนประชาบาลควบคู่ไปด้วย บางโรงเรียนท่านจะเป็นผู้ดำเนินการเอง ซึ่งในปัจจุบันนี้โรงเรียนประชาบาลในวัด
 
บางแห่งยังปรากฏนามของท่านอยู่
 
        จึงกล่าวได้ว่าสมณศักดิ์ที่หลวงปู่ได้รับพระราชทานนามว่า "พระนิมนานโกวิท" อันหมายถึง "ท่านผู้มีสติปัญญาเฉียบล้ำเลิศในงานการก่อสร้าง
 
ดุจดั่งเนรมิต"  นั้นจึงสมดังนามอย่างแท้จริง
 
        งานก่อสร้างของหลวงปู่มีมากมายเหลือที่จะพรรณา และสิ่งสำคัญมากที่หลวงปู่ภูมิใจยิ่งได้แก่ ที่ดินอันป็นกรรมสิทธิ์ที่อยู่ในความครอบครองของ
 
วัดขณะนี้ ซึ่งเดิมขณะที่หลวงปู่มาดำรงด์ตำแหน่งเจ้าอาวาสที่ดินของวัดมีอยู่เพียง 3 ไร่เศษเท่านั้น ยากยิ่งต่อการพัฒนา หลวงปู่จึงได้ลงมือบุกเบิก
 
ที่ดินรอบบริเวณวัด ซึ่งเป็นป่ารกเเละหนองน้ำ หลวงปู่ได้อดทนอุตสาหะไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ประกอบกำได้กำลังศรัทธาของชาวบ้านบริจาคยกให้
 
รวมทั้งสิ้นประมาร 90 ไร่เศษ การก่อสร้างศาสนสถานภายในบริเวณวัดท่าทองหลวงปู่เป็นผู้กำหนดแบบ ควบคุม และลงมือด้วยตนเอง โดยมีพระภิกษุ
 
สามเรรและศรัทธาของประชาชน ให้ความร่วมมือด้วยดีเสมอมานับแต่หลวงปู่ได้มาดำรงค์ตำแหน่ง เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าทอง จวบจนปัจจุบันหลวงปู่ได้
 
ดำเนินการก่อสร้างเสนาสนะขึ้นในวัดท่าทองเป็นลำดับดั้งนี้
 
 
- ปี พ.ศ. 2469 สร้างศาลาการเปรียญวัดท่าทองขนาดกว้าง 9 วา ยาว 15 วา เป็นอาคารไม้ทรงปราสาทเสาคอนกรีต 
 
- ปี พ.ศ. 2470 สร้างมณฑปสำหรับประดิษฐานพระพุทธรุป 1 หลัง กว้าง 2.1 วา ยาว 4.3 วา 
 
- ปี พ.ศ. 2471 สร้างกุฏิ 1 หลัง ขนาดกว้าง 3 วา ยาว 4 วา  
 
- ปี พ.ศ. 2475 - 2477 สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม 1 หลัง ขนาดกว้าง 4 วา ยาว 5 วาเศษ และได้เริ่มทำการเปิดการสอนตั้งแต่ ปี พ.ศ.2477
 
เป็นต้นมา 
 
- ปี พ.ศ. 2480 -2485 วัดท่าทองได้รับวิสุงคามสีมา ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอุโบสถ โดยใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี จึงแล้วเสร็จและใช้ประกอบ
 
สังฆกรรมได้
 
- ปี พ.ศ. 2504 สร้างศาลาการเปรียญขึ้น 1 หลัง กว้าง 24 เมตร ยาว 50 เมตร ลักษณะทรงไทยสองชั้น โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ฝาผนัง
 
ชั้นล่างก่ออิบถือปูน พื้นชั้นบนไม้เนื้อแข็ง หลังคามุงกระเบื้องว่าว รวมค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 170,000 บาท
 
- ปี 2510 สร้างร้าบาตรขึ้น 1 หลัง กว้าง 5 เมตร ยาว 14 เมตร เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะทรงไทยมุงกระเบื้องลอนคู่
 
สิ้นค่าก่อสร้าง 54,000 บาท
 
- ปี พ.ศ. 2511 สร้างโรงเรียนประชาบาลวัดท่าทองขึ้น 1 หลัง กว้าง 10 เมตร ยาว 40 เมตร ลักษณะอาคาร 2 ชั้น
 
สิ้นคีก่อสร้างเป็นเงิน 300,000 บาท
 
- ปี 2512 สร้างกุฏิขึ้น 1 หลัง 2 ชั้น กว้าง 4 เมตร ยาว 14 เมตร
 
- ปี 2513 สร้างกำแพงด้านทิศตะวันตกเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง 1.5 เมตร ยาว 200 เมตร สิ้นค่าก่อสร้างเป็นเงิน 200,000 บาท
 
- ปี 2514 สร้างกุฏิวัดขึ้น 1 หลัง กว้าง 12 เมตร ยาว 24 เมตร ครึ่งตึก ครึ่งไม้ โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นล่าง ก่ออิฐถือปูน พื้นชั้นบนเป็น
 
ไม้เนื้อแข็ง มุงกระเบื้องลอนคู่ สิ้นค่าก่อสร้าง 250,000 บาท
 
- ปี พ.ศ. 2515 สร้างกุฏขึ้น 1 หลัง กว้าง 8 เมตร ยาว 12 เมตร ชั้นเดียวโครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐถือปูน หลังคามุงสังกะสี           
 
สิ้นค่าก่อสร้างเป็นเงิน 150,000 บาท
 
- ปี พ.ศ. 2517 สร้างหอระฆัง เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 ชั้น กว้าง 3 เมตร ยาว 3 เมตร ลักษณะทรงไทย โครงสร้างเป็นเสาคอนกรีตพื้นปูน หลังคา
 
เป็นจตุรมุขมุงกระเบื้องลอนคู่ สิ้นค่าก่อสร้าง 100,000 บาท
 
- ปี พ.ศ. 2520 สร้างเมรุ กว้าง 6 เมตร ยาว 12 เมตร ลักษณะโครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก เทพื้นปูน ฝาผนังก่ออิฐถือปูนมุงด้วยกระเบื้องลอนคู่
 
สิ้นค่าก่อสร้างเป็นเงิน 700,000 บาท 
 
- ปี พ.ศ. 2524 สร้างศาลาบำเพ็ญกุศล (ศาลาธรรมสังเวช) ขึ้น 1 หลัง กว้าง 16 เมตร ยาว 30 เมตร ลักษณะทรงไทย คอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียว
 
ฝาผนังก่ออิฐถือปูน มุงด้วยกระเบื้องลอนคู่ สิ้นค่าก่อสร้างเป็นเงิน 700,000 บาท
 
- ปี 2525 สร้างกุฏิปฐมพยาบาล 1 หลัง กว้าง 10 เมตร ยาว 18 เมตร ลักษณะตึก  2 ชั้น โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเสริมเหล็ก สิ้นค่าก่อสร้างเป็น
 
เงิน 200,000 บาท
 
- ปี 2528 สร้างกำแพงวัดด้านทิศเหนือ
 
- ปี 2532 สร้างโรงเรียนปริยัติธรรม วัดท่าทองลํกษณะ 2 ชั้น โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มุงด้วยกระเบื้องลอนคู่ สิ้นค่าก่อสร้างเป็นเงิน
 
4,000,000 บาท
 
- ปี 2534 สร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กภายในวัด
 
- ปี 2536 สร้างเสาไฟฟ้าภายในวัดท่าทอง จำนวน 30 ต้น สิ้นค่าก่อสร้างเป็นเงิน 300,000 บาท
 
- ปี 2536 - 2538 สร้างวิหารจตุรมุข สิ้นค่าก่อสร้างเป็นเงิน 4,000,000 บาท
 
- ปี 2537 - 2538 สร้างกุฎิวิปัสสนากัมมัฏฐาน จำนวน 30 หลัง สิ้นค่าก่อสร้างเป็นเงิน 3,000,000 บาท
 
- ปี 2537 - 2539 สร้างศาลาปฏิบัติธรรมจำนวน 1 หลัง สิ้นค่าก่อสร้างเป็นเงิน 4,000,000 บาท
 
- ปี 2538 สร้างกำแพงวัดทางด้านทิศใต้ สิ้นค่าก่อสร้างเป็นเงิน 200,000 บาท