วัดถ้ำขวัญเมือง
Updated Jun 21, 2010, 8:45 PM
เป็นวัดปฎิบัติกรรมฐานตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๐ โดยมีพระครูภาวนาภิรมย์ (หลวงพ่อสรวง ปริสุทฺโ ธ) เลขที่ ๑๓๐/๒ หมู่ ๔ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร
Use template

สารบัญ 2

คำถามพละ๕

ถาม - ที่ว่าภาวนาพละ ๕ จนแก่กล้าแล้วเป็นอินทรีย์ ๕ นั้น หมายความว่าอย่างไร
ตอบ - อินทรีย์ ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่ว่าแก่กล้าก็คือการรู้สัมผัสที่ผ่านประสาทสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กายนั้น สามารถรู้เท่าทันหมดว่าอะไรเกิดขึ้นที่กาย หรือแม้เกิดขึ้นที่จิตก็รู้ทัน รู้แล้วก็ละได้ทันหมด
             เช่นกัน นี้แหละจึงเป็นอินทรีย์ ๕
 
ถาม - ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าเราเจริญพละ ๕ ได้สมบูรณ์แล้ว โดยไม่มีนิมิตให้เห็น
ตอบ - รู้ได้จากผัสสะหรือสิ่งที่มากระทบจิตรู้ได้ทันที รู้แล้วก็ละได้ทันที ในพละ ๕ นี้ มีสติอยู่กลาง ซึ่งธรรมในหมวดนี้มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ส่วนอิทธิบาท ๔ นั้น มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
             ไม่มีสติอยู่ในธรรมหมวดนี้ ดังนั้นในอิทธิบาท ๔ เมื่อผัสสะเกิดขึ้นสักระยะจึงจะรู้ หรือรู้หลังจากเกิดขึ้นแล้ว และเมื่อรู้แล้วก็ละเสีย
 
ถาม - การปฏิบัติภาวนาจำเป็นจะต้องเห็นนิมิตหรือไม่ ถ้าไม่เห็นนิมิตแสดงว่าการปฏิบัติไม่ก้าวหน้าหรืออย่างไร
ตอบ - ไม่ใช่เช่นนั้น ผู้ที่เห็นนิมิตมาก ในอดีตชาติมีวาสนาเคยทำมา เคยเรียนปฏิบัติมาทางด้านสมถะมานับชาติไม่ถ้วน เท่าที่หลวงพ่อระลึกชาติของหลวงพ่อเองได้พบว่าเกิดเป็นาวอินเดีย พอโตเป็นหนุ่มขึ้นมา
             ก็บวชเป็นฤาษีไปจนตาย จากนั้นก็เกิดเป็นพรหมเพราะไม่ได้ทำบาปอะไร หมดบุญจากพรหมแล้วก็ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ในอินเดียอีก รักษาศีล ๘ แล้วก็บวชเป็นฤาษี ตายไปก็ไปเป็นพรหมอีก เวียนอยู่
             อย่างนี้มากมายเหลือเกิน ด้วยเหตุนี้เมื่อมาปฏิบัติกรรมฐานจึงมีหูทิพย์ ตาทิพย์เกิดขึ้นได้ง่าย แต่พระนิพพานนั้นถึงไม่มีหูทิพย์ ไม่มีตาทิพย์ก็ไปได้ ขอให้หมดกิเลสเท่านั้น
 
ถาม - ถ้ามีนิมิตเกิดขึ้นในคำสอนบอกว่าให้รู้แล้วละเสีย การละหมายถึง การตัดนิมิตออกไปทันที หรือปล่อยให้เกิดขึ้นจนดับไปเองโดยไม่ต้องยินดียินร้ายและปรุงแต่งต่อมัน
ตอบ - เมื่อนิมิตเกิดถ้ามีสติก็รู้ เมื่อรู้แล้วไม่ต้องไปตัดทิ้งทันที เพราะถ้าไม่เอานิมิตแล้วตาทิพย์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ให้ละเสีย ซึ่งหมายถึงไม่ยินดียินร้ายต่อนิมิตนั้น เพราะถ้าจิตไปยึดนิมิตก็จะเป็นอุปาทาน
             เราต้องฝึกจิตให้คลายจากความยึดมั่นถือมั่น ไม่ปรุงแต่งไปในทางที่ชอบที่ชัง
 
ถาม - นิมิตเกิดจากการปรุงแต่งของจิตใช่หรือไม่
ตอบ - ไม่ใช่เสมอไป ถ้าเป็นการปรุงแต่งของจิตจะเป็นภาพหลอน เช่น เวลาเราทำวิปัสสนาหากเห็นภาพยักษ์ผุดขึ้นมายืนถือกระบองใหญ่ ยักษ์ที่เห็นเกิดจากสัญญา หรือความจำที่เราเคยเห็น ยักษ์จากภาพวาด
            หรือรูปปั้นในสถานที่ใดที่หนึ่งมาก่อน ความจำที่มีอยู่ผสมกับการปรุงแต่งของจิตก็จะสร้างมโนภาพของยักษ์ขึ้นมาเป็นนิมิตให้เราเห็น เป็นภาพหลอนไม่ใช่ของจริง เมื่อเห็นแล้วก็ละเสียอย่าเอาไปคิด ซึ่ง
             เป็นสังขารขันธ์ เราต้องละการปรุงแต่ง การปฏิบัติวิปัสสนาจะต้องไม่คิดนึกการปรุงแต่ง หรือการคิดนึกเป็นสังขารขันธ์
 
ถาม - จะรู้ได้อย่างไรว่านิมิตที่เห็นอันไหนจริงอันไหนปลอม
ตอบ - ถ้าเป็นนิมิตจริงภาพที่เห็นจะนิ่งไม่ซัดส่าย และชัดเจนเหมือนกับที่เราดูในเวลากลางวันแจ้งๆ ภาพนั้นจะชัดไม่ว่าจะเป็นภาพคนหรือสัตว์ก็ตาม และตัวรู้คือญาณจะบอกเราว่าที่เห็นเป็นของจริง แต่ถ้าเรา
             สงสัยว่าจะจริงหรือไม่สิ่งนั้นจะไม่ใช่ของจริง นอกจากนี้การที่จะรู้ว่านิมิตที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ต้องอาศัยของจริงทดสอบด้วย บางอย่างเมื่อเห็นแล้วอีกไม่กี่วันก็เกิดขึ้นจริงตามที่เห็น บางอย่างก็ต้องใช้
             เวลานานจึงจะเกิดตามที่เห็น อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นนิมิตอะไรเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ให้รู้แล้วละเสีย อย่าไปยินดียินร้ายกับมันทั้งสิ้น
 
ถาม - ในการแปลความหมายของนิมิตมีหลักการแปลอย่างไร
ตอบ - นิมิตที่เป็นปริศนานั้น ถ้าแปลไม่ออกก็เฉยไว้ เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นก็จะค่อยๆ เกิดปัญญารู้ไปเอง แต่อย่าเอาไปยึดถือนิมิตว่าจริงจังเสมอไป เดี๋ยวจะถูกหลอก โดยเฉพาะเมื่อจิตของเรายังไม่ละเอียด
             พอ
 
ถาม - ที่ว่าให้นำเพียร ๔ และสติปัฏฐาน ๔ มาใช้ตลอดทั้งเวลานั่งสมาธิและนอกสมาธิหมายความว่าอย่างไร
ตอบ - ให้เอาสติปัฏบาน ๔ ทั้งหมดมาใช้ มีกาย เวทนา จิต และธรรม อะไรเกิดขึ้นที่กายก็รู้แล้วละให้ดับ เวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับกายหรือจิตเมื่อเกิดขึ้นก็รู้แล้วละ จิตนึกคิดอะไรก็รู้แล้วละ ส่วนธรรมก็
             คือธรรมชาติที่เกิดขึ้น เช่น ปวดเมื่อย เจ็บ คันต่างๆ หรือสิ่งที่นึกคิดต่างๆ ที่เกิดกับกายกับจิตเรียกว่าธรรม เมื่อเกิดขึ้นก็รู้แล้วให้ละเช่นกัน นี่คือสติปัฏฐาน ๔ รู้แล้วละ รู้แล้วไม่ละเป็นพระไม่ได้
             ส่วนเพียร ๔ นั้น ได้แก่ สังวรปธาน หมายถึง คอยระวังไม่ให้สิ่งที่เป็นบาปอกุศลเกิดขึ้นที่กายที่จิต ปหานปธาน หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นกับกายกับจิตที่เป็นอกุศลและกุศลก็ให้ขจัดเสียทั้งสิ้น ถ้าติดกุศล
             ก็ยังติดสุคติไปนิพพานไม่ได้ ภาวนาปธาน หมายถึง สิ่งที่เป็นกุศลหรือคุณธรรมถ้ายังไม่เกิดขึ้นกับเราก็ทำให้เกิดขึ้น เช่น เรานั่งภาวนา เป็นต้น ส่วน อนุรักขนาปธาน หมายถึง ให้รักษาจิต สิ่งที่เป็น
             กุศลที่มีอยู่แล้วให้งอกงามไฟบูลย์ขึ้น ธรรมทั้ง ๒ หมวดนี้เป็นธรรมพิเศษซึ่งควรนำมาใช้ทั้งเวลานั่งกรรมฐาน และนอกกรรมฐาน และเมื่อปฏิบัติวิปัสสนาก็ให้ภาวนาธรรมอีก ๕ หมวด มีอิทธิบาท  ๔
             พละ ๕ หรืออินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรค ๘ เพิ่มขึ้นไปเป็นลำดับ ส่วนธรรม ๒ หมวดข้างต้นไม่ต้องภาวนา แต่ให้นำมาใช้ตลอด ดังนั้นธรรมทั้ง ๗ หมวดดังกล่าวจึงต้องนำมาใช้ให้ครบจึงจะเกิดมรรคผล
             ได้เรียกโพธิปักขิยธรรม ผู้ใดไม่รู้จักนำโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการมาปฏิบัติให้ถูกต้องจะรู้จักพระนิพพานไม่ได้
 
ถาม - ในชีวิตประจำวันคนทั่วไปยากจะมีสติเท่าทันผัสสะหรือสิ่งที่มากระทบได้ ขอเรียนถามว่าพระอริยบุคคลชั้นใดขึ้นไปจึงจะมีสติเท่าทันผัสสะได้
ตอบ - การใช้ชีวิตประจำวันของคนต้องอาศัยสติมาก ถ้าไม่มีสติเดินไปบนถนนก็คงไปชนนั่นชนนี่ หรือเดินไปบนสะพานก็คงตกสะพาน ยิ่งถ้าเป็นคนขับรถด้วยแล้ว ถ้าขาดสติก็คงจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ดังนั้น
             คนเราจึงต้องมีสติอยู่ตลอด การที่เราจะมีสติเท่าทันผัสสะนั้น ถ้าปฏิบัติถึงโพชฌงค์ ๗ สติก็จะว่องไวรู้ล่วงหน้าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับกายกับจิตได้ สติสัมโพฌงค์จะเป็นสติที่รุ่งโรจน์ เป็นสติที่ตื่นอยู่ตลอด
             หรือชาคระ (สติลุกโพลง) เมื่อสติสัมโพฌงค์แก่กล้าดีแล้ว ธรรมก็จะสัมปยุตหรือรวมตัวลงได้
Comments