ทำวัตรเช้า

ชีวิตในวัดป่า  ถูกปลุกให้ลุกขึ้นมารับวันใหม่ในเวลา ตี่สี่ ด้วยสัญญาณระฆัง ดังก้องกังวานในท่วงทำนองชวนให้สดชื่น

            พระภิกษุสามเณรจะเดินออกมาจากกุฏิในราวป่า พร้อมด้วยบาตรและผ้าครอง  จากนั้นก็ห่มจีวรแล้วเดินอย่างสำรวม ขึ้นไปนั่งสมาธิบนธรรมศาลา

            การเคลื่อนไหวร่างกาย การวางสิ่งของเครื่องใช้ เช่น วางย่าม ปูผ้านิสีทนะ (ผ้าปูนั่ง) จะกระทำกันอย่างเบาที่สุด เพื่อมิให้เกิดเสียงรบกวนผู้อื่น

            ครั้นเวลาผ่านไปพอสมควร  พระผู้ใหญ่จะให้สัญญาณเตรียมกราบพระพร้อมกันด้วยเสียงระฆังใบเล็ก ๆ และนำสวดมนต์ภาษาบาลีพร้อมคำแปลเป็นภาษาไทย

            ท่วงทำนองลีลาเรียบ ๆ เรื่อย ๆ ของเสียงสวดมนต์ที่ประสานกลมกลืนกัน ถูกสาธยายออกมาจากปาก จากใจอันปรารภความเพียร ก่อให้เกิดศรัทธาและความซาบซึ้งเป็นธรรมสังเวชในเนื้อหาของบทสวดมนต์ที่บรรยายถึงคุณแห่งพระรัตนตรัย และสัจธรรมแห่งชีวิตที่อุบัติขึ้นมาท่ามกลางความทุกข์ในสังสารวัฏ แล้วจบลงด้วยความโศกเศร้าจากมหันตภัยของความแก่ ความเจ็บ และความตาย

            บทสวดมนต์จะให้ความหมายอันลึกซึ้ง  บ่งบอกถึงความจริงของชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางที่นำชีวิตออกจากทุกข์ด้วยพุทธวิธีต่าง ๆ อันเป็นพระธรรมคำสั่งสอนจากพระโอษฐ์ จากน้ำพระทัยอันบริสุทธิ์ กอปรด้วยพระปัญญาและพระกรุณาธิคุณ เป็นธรรมอันบริสุทธิ์ เป็นคติธรรมเพื่อการดำเนินชีวิตให้พ้นจากการย่ำยีของกิเลสตัณหา

            เมื่อเสียงสาธยายธรรมจบลง  ความสงบวิเวกแห่งธรรมชาติของป่าในเวลาใกล้รุ่งก็คืบคลานเข้ามาแทนที่  หมู่ภิกษุสามเณรยังคงนั่งทำสมาธิต่อไปด้วยความสงบ  จนกว่าเสียงระฆังจะดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อเตือนให้ทุกชีวิตส่งกัลยาณจิต อันเปี่ยมด้วยเมตตาไปยังหมู่ญาติและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข  จากนั้นก็พร้อมกันกราบระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย  บิดามารดา  ครูอาจารย์  ซึ่งเป็นสัญญาณว่า  การทำวัตรเช้าสิ้นสุดลงแล้ว...

คำทำวัตรเช้า

 

พุทธาภิถุติ

 ( หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง  กะโรมะ  เส )

โย  โส  ตะถาคะโต                            

พระตถาคตเจ้านั้น  พระองค์ใด

อะระหัง                                                          

เป็นผู้ไกลจากกิเลส

สัมมาสัมพุทโธ                                               

เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

วิชชาจะระณะสัมปันโน                                

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

สุคะโต                                                           

เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี

โลกะวิทู                                                         

เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง

อะนุตตะโร  ปุริสะทัมมะสาระถิ                    

เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า

สัตถา  เทวะมะนุสสานัง                                

เป็นครูผู้สอน  ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

พุทโธ                                                             

เป็นผู้รู้   ผู้ตื่น   ผู้เบิกบานด้วยธรรม

ภะคะวา                                                          

เป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์

โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกัง,       

สัสสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญา

สัจฉิกัตตะวา ปะเวเทสิ                      

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ได้ทรงทำความดับทุกข์ให้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่งเองแล้วทรงสอนโลกนี้พร้อมทั้งเทวดา,  มาร พรหม  และหมู่สัตว์, พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดา และมนุษย์ให้รู้ตาม

โย ธัมมัง เทเสสิ                                              

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ทรงแสดงธรรมแล้ว

อาทิกัลยาณัง                                                  

ไพเราะในเบื้องต้น

มัชเฌกัลยาณัง                                    

ไพเราะในท่ามกลาง

ปะริโยสานะกัลยาณัง                         

ไพเราะในที่สุด

สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ 
              ทรงประกาศพรหมจรรย์, คือ แบบแห่งการปฏิบัติอันประเสริฐ, บริสุทธิ์ บริบูรณ์ 
              สิ้นเชิง, พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ

ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ

            ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง, เฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น

ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ

ข้าพเจ้านอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  ด้วยเศียรเกล้า

( พึงกราบลงหนึ่งครั้ง )

ธัมมาภิถุติ

( หันทะ  มะยัง  ธัมมาภิถุติง  กะโรมะ  เส  )

โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม

                พระธรรมนั้นใดเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว

สันทิฏฐิโก   

เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง

อะกาลิโก                                                       

เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล

เอหิปัสสิโก                                                    

เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า, ท่านจงมาดูเถิด

โอปะนะยิโก                                                  

เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ                           

เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ             

ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง, เฉพาะพระธรรมนั้น

ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ                     

ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้น ด้วยเศียรเกล้า 

( พึงกราบลงหนึ่งครั้ง ) 

สังฆาภิถุติ 

 ( หันทะ  มะยัง  สังฆาภิถุติง  กะโรมะ  เส )

โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ                                

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว

อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ                             

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว

ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ                        

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว

สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ            

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว

ยะทิทัง                                                           

ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ

จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา                                         

คู่แห่งบุรุษสี่คู่, นับเรียงตัวบุรุษได้แปดบุรุษ

เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ                   

นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า

อาหุเนยโย                                                       

เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา

ปาหุเนยโย                                                      

เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ

ทักขิเณยโย                                                     

เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน

อัญชะลิกะระณีโย                                          

เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี

อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ  

เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า

ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ

ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง, เฉพาะพระสงฆ์หมู่นั้น

ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ                     

ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์หมู่นั้น  ด้วยเศียรเกล้า

( พึงกราบลงหนึ่งครั้ง แล้วนั่งราบ)

ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถา

 ( หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย 

  เจวะ สังเวคะวัตถุปะริทีปะกะปาฐัญจะ ภะณามะ เส )

พุทโธ  สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว  

พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์, มีพระกรุณาดุจห้วงมหรรณพ

โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน           

พระองค์ใด, มีตา คือญาณอันประเสริฐหมดจดถึงที่สุด

โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก      

            เป็นผู้ฆ่าเสียซึ่งบาป, และอุปกิเลสของโลก

วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง   

ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น, โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ

ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน

            พระธรรมของพระศาสดา, สว่างรุ่งเรืองเปรียบดวงประทีป

โย   มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก

            จำแนกประเภท คือ มรรค ผล นิพพาน ส่วนใด

โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน  

ซึ่งเป็นตัวโลกุตตระ, และส่วนใด ที่ชี้แนวแห่งโลกุตตระนั้น

วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง    

            ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น, โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ

สังโฆ สุเขตตา ภะยะติเขตตะสัญญิโต

            พระสงฆ์เป็นนาบุญอันยิ่งใหญ่, กว่านาบุญอันดีทั้งหลาย

โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก     

เป็นผู้เห็นพระนิพพาน, ตรัสรู้ตามพระสุคตหมู่ใด

โลลัปปะหีโน  อะริโย  สุเมธะโส       

            เป็นผู้ละกิเลสเครื่องโลเล, เป็นพระอริยเจ้า มีปัญญาดี

วันทามิ   สังฆัง   อะหะมาทะเรนะ  ตัง          

ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น, โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ

อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง, วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง, ปุญญัง  มะยา ยัง มะมะ สัพพุปัททะวามา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา.  

บุญใด ที่ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งวัตถุสาม, คือพระรัตนตรัย อันควรบูชายิ่งโดยส่วนเดียว, ได้กระทำแล้วเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้, ขออุปัททวะทั้งหลาย, จงอย่ามีแก่ข้าพเจ้าเลย, ด้วยอำนาจความสำเร็จอันเกิดจากบุญนั้น. 

( จบแล้วว่า สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐะ ต่อไปเลยโดยไม่ต้องเว้นช่วง )

สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐะ

อิธะ  ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน                   

พระตถาคตเจ้า เกิดขึ้นแล้วในโลกนี้

อะระหัง  สัมมาสัมพุทโธ                   

            เป็นผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

ธัมโม  จะ  เทสิโต  นิยยานิโก 

            และพระธรรมที่ทรงแสดง, เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์

อุปะสะมิโก  ปะรินิพพานิโก              

เป็นเครื่องสงบกิเลส, เป็นไปเพื่อปรินิพพาน

สัมโพธะคามี  สุคะตัปปะเวทิโต        

            เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม,  เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศ

มะยันตัง  ธัมมัง  สุตวา  เอวัง  ชานามะ          

พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว, จึงได้รู้อย่างนี้ว่า

ชาติปิ ทุกขา                                                   

แม้ความเกิด ก็เป็นทุกข์

ชะราปิ ทุกขา             

            แม้ความแก่ ก็เป็นทุกข์

มะระณัมปิ ทุกขัง                               

            แม้ความตาย ก็เป็นทุกข์

โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ  ทุกขา                

            แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน, ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ,

            ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์

อัปปิเยหิ  สัมปะโยโค  ทุกโข

ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์

ปิเยหิ  วิปปะโยโค  ทุกโข             

ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์

ยัมปิจฉัง นะ  ละภะติ  ตัมปิ  ทุกขัง                

มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์

สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา  ทุกขา

            ว่าโดยย่อ, อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์

เสยยะถีทัง                                                      

ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ

รูปูปาทานักขันโธ                               

            ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ รูป

เวทะนูปาทานักขันโธ            

            ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ เวทนา

สัญญูปาทานักขันโธ                          

            ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ สัญญา

สังขารูปาทานักขันโธ            

            ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ สังขาร

วิญญาณูปาทานักขันโธ                      

            ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ วิญญาณ

เยสัง  ปะริญญายะ                  

            เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้ อุปาทานขันธ์ เหล่านี้เอง

ธะระมาโน  โส  ภะคะวา                   

            จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่

เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ   

            ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลาย, เช่นนี้เป็นส่วนมาก

เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี, พะหุลาปะวัตตะติ   

             อนึ่ง คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลาย, ส่วนมาก
             มีส่วนคือการจำแนกอย่างนี้ว่า

รูปัง  อะนิจจัง                         

            รูป ไม่เที่ยง

เวทะนา  อะนิจจา                               

            เวทนา ไม่เที่ยง

สัญญา  อะนิจจา                     

            สัญญา ไม่เที่ยง

สังขารา  อะนิจจา                   

            สังขาร ไม่เที่ยง

วิญญาณัง  อะนิจจัง    

            วิญญาณ  ไม่เที่ยง

รูปัง   อะนัตตา                                   

            รูป  ไม่ใช่ตัวตน

เวทะนา  อะนัตตา                              

            เวทนา ไม่ใช่ตัวตน

สัญญา  อะนัตตา                    

            สัญญา  ไม่ใช่ตัวตน

สังขารา  อะนัตตา                              

            สังขาร ไม่ใช่ตัวตน

วิญญาณัง  อะนัตตา                           

            วิญญาณ  ไม่ใช่ตัวตน

สัพเพ  สังขารา  อะนิจจา                    

            สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง

สัพเพ   ธัมมา  อะนัตตาติ                   

            ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน ดังนี้

เต  ( หญิงว่า  ตา มะยัง,  โอติณณามะหะ    

พวกเราทั้งหลาย, เป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว

ชาติยา                         

            โดยความเกิด

ชะรา มะระเณนะ                   

            โดยความแก่ และความตาย

โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ                         

โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน, ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ,          

 ความคับแค้นใจ ทั้งหลาย

ทุกโขติณณา                                       

            เป็นผู้ถูกความทุกข์ หยั่งเอาแล้ว

ทุกขะปะเรตา             

            เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว

อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา  ปัญญาเยถาติ      

           ทำไฉน, การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้, จะพึงปรากฏชัดแก่ เราได้
                                   ( สำหรับภิกษุ สามเณรสวด )

จิระปะรินิพพุตัมปิ  ตัง  ภะคะวันตัง  อุททิสสะ  อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง

เราทั้งหลาย, อุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้ไกลจากกิเลส

ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง, แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น

สัทธา   อะคารัสมา  อะนะคาริยัง  ปัพพะชิตา            

            เป็นผู้มีศรัทธา, ออกบวชจากเรือน, ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว

ตัสมิง  ภะคะวะติ  พรัหมะจะริยัง  จะรามะ               

ประพฤติอยู่ซึ่งพรหมจรรย์, ในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

ภิกขูนัง  สิกขาสาชีวะสะมาปันนา     

            ถึงพร้อมด้วยสิกขาและธรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต ของภิกษุทั้งหลาย

ตัง  โน พรัหมะจะริยังอิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ  

อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ

ขอให้พรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น, จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ.

( สำหรับอุบาสก อุบาสิกาสวด )

จิระปะรินิพพุตัมปิ  ตัง  ภะคะวันตัง  สะระณัง  คะตา           

เราทั้งหลาย, ผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า, แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้นเป็นสรณะ

ธัมมัญจะ  สังฆัญจะ                           

ถึงพระธรรมด้วย, ถึงพระสงฆ์ด้วย

ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง, มะนะสิกะโรมะ

อะนุปะฏิปัชชามะ

จักทำในใจอยู่, ปฏิบัติตามอยู่, ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตามสติกำลัง

สา  สา  โน  ปะฏิปัตติ                        

            ขอให้ความปฏิบัตินั้นๆ ของเราทั้งหลาย

อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ

            จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุด แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้เทอญ

( จบคำทำวัตรเช้า )

--- v ---

ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะวิธี

( หันทะ มะยัง ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะปาฐัง ภะณามะ เส )

            ปะฏิสังขา   โยนิโส   จีวะรัง   ปะฏิเสวามิ,   ยาวะเทวะ   สีตัสสะ   ปะฏิฆาตายะ,   อุณหัสสะ  ปะฏิฆาตายะ,   ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง   ปะฏิฆาตายะ,   ยาวะเทวะ   หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง  ฯ

            ปะฏิสังขา   โยนิโส   ปิณฑะปาตัง   ปะฏิเสวามิ,   เนวะ   ทะวายะ   นะ 

 มะทายะ    นะ   มัณฑะนายะ   นะ  วิภูสะนายะยาวะเทวะ  อิมัสสะ  กายัสสะ   ฐิติยา   ยาปะนายะ   วิหิงสุปะระติยา พรัหมะจะริยานุคคะหายะ, อิติปุราณัญจะ   เวทะนัง   ปะฏิหังขามิ   นะวัญจะ   เวทะนัง   นะ   อุปปาเทสสามิ,    ยาตรา   จะ   เม   ภะวิสสะติ   อะนะวัชชะตา   จะ   ผาสุวิหาโร   จาติ   ฯ

            ปะฏิสังขา   โยนิโส   เสนาสะนัง    ปะฏิเสวามิ,   ยาวะเทวะ   สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะอุณหัสสะ   ปะฏิฆาตายะ,   ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง    ปฏิฆาตายะ,   ยาวะเทวะ   อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง    ปะฏิสัลลานารามัตถัง ฯ

            ปะฏิสังขา  โยนิโส   คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขารัง   ปะฏิเสวามิ,  ยาวะเทวะ     อุปปันนานัง   เวยยาพาธิกานัง   เวทะนานัง  ปะฏิฆาตายะ,   อัพยาปัชฌะปะระมะ ตายาติฯ