กรณี "เณรคำ"


         จากข่าวดังกรณี "เณรคำ" ทำให้ทราบว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลพวงมาจากความขาดสติและขาดปัญญาของผู้ที่ศรัทธาแบบไม่ลืมหูลืมตา  เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เคยเกิดหลายหนมาแล้วในอดีต ถ้าใครเคยศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่าเคยมีข่าวเกี่ยวกับ "ผีบุญ" หรือคนที่อวดอ้างคุณวิเศษของตน อ้างว่าตนเป็นผู้วิเศษ สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ได้ต่างๆ นานา เพื่อหาลาภและเงินทองเข้าตัว ตั้งชื่อตัวเองแปลกๆ ให้ดูขลัง แล้วก็จะมีคนไร้ปัญญาจำนวนมากเข้ามาเป็นสาวก ทำให้ทางการในสมัยนั้นเข้ามาปราบปรามจับกุมกันตั้งหลายครั้งหลายหนแล้ว

        แต่ในสมัยนี้ก็ยังมีคนที่อ้างตัวเป็น "ผีบุญ" หรือผู้วิเศษอยู่ประปราย และก็มักจะได้ผลทุกครั้ง เพราะจะมีคนหลงเชื่อนำเงินทองเข้ามาปรนเปรอคนพวกนี้เป็นจำนวนมาก ทำนองเดียวกับพวกแก๊ง "ตกทอง" ที่ยังใช้วิธีหลอกตกทองแบบเดิมเมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว แต่ก็ยังใช้ได้ผลกับคนในยุคสมัยนี้เสมอ

        ข้าพเจ้าขอทำความเข้าใจให้กับทุกท่านว่า คนที่อ้างตัวเป็น "ผีบุญ" เหล่านี้เขาเป็นคนไม่ดี ตั้งใจจะหลอกลวงมาตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ใช่มาเลวเอาในภายหลัง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความละอายแก่ใจ ไม่กลัวบาปกรรม โดยหลอกลวงอวดอิทธิฤทธิ์ หรืออวดอ้างว่าตัวเองสำเร็จบรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว หรือคุณวิเศษต่างๆ นานา ได้หน้าตาเฉย โดยไม่กลัวตกนรกแต่อย่างใด และไม่ละอายต่อข้อห้ามพุทธบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามไว้แต่อย่างใด แน่นอนว่าเมื่อพวกเขาไม่มีคุณธรรม ไม่เชื่อเรื่องการให้ผลของกรรมซะแล้ว พวกเขาจึงกล้าทำบาปได้โดยไม่กลัวผลของบาปกรรมแต่อย่างใด

        ข้าพเจ้าจึงขอให้คำแนะนำสำหรับชาวพุทธบางคนที่ยังพอจะมีสติปัญญาอยู่บ้างว่า วิธีสังเกต "ผีบุญ" เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย หากเราจะเปิดตามองและสังเกตเขาสักหน่อยหนึ่งว่าเขาเป็นผู้วิเศษบรรลุธรรมจริงหรือปลอมกันแน่

        วิธีสังเกตุ คือ คนพวกนี้เขาจะไม่สามารถรู้ธรรมะขั้นสูงของพระพุทธเจ้าได้ ทำให้คนพวกนี้จึงไม่มีความสามารถในการเทศนาพูดหรือแสดงธรรมะที่เกี่ยวข้องกับการหลุดพ้นจากกิเลส เช่น อริยสัจ ๔, หรืออริยมรรคมีองค์ ๘, หรือ ปฏิจจสมุปบาท ได้อย่างแท้จริงเลย (เขาอาจจะพูดตามตำราในหนังสือได้เล็กน้อย แต่จะไม่สามารถพูดถึงประสบการณ์ตรงที่มาจากการปฏิบัติได้ เพราะตนเองไม่เคยปฏิบัติธรรมจริงๆ นั่นเอง) ชาวพุทธที่มีปัญญาจึงสังเกตจับพิรุธตรงนี้ได้

        ดังนั้นหากพุทธบริษัทผู้มีปัญญาคนใด พบเจอคนที่อวดอ้างว่าตนเองบรรลุธรรมแบบนี้ ให้เข้าไปสนทนาธรรมด้วย ถามปัญหาธรรมะขั้นสูง ดูว่าเขาจะสามารถตอบได้หรือไม่ ถ้าตอบได้อย่างถูกต้องถูกถ้วนดีก็ให้ฟังไว้ก่อน แต่ถ้าตอบไม่ได้ก็ให้รู้ได้ว่าเป็นพวกหลอกลวงหากินเท่านั้น

        เป็นที่น่าสังเกตว่า ตัวเขาเองเอาแต่อวดอ้างว่าบรรลุธรรมขั้นสูง หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว แต่น่าสงสัยว่ากลับไม่สามารถพูดธรรมะขั้นสูงที่เกี่ยวกับการหลุดพ้นได้เลย ให้สังเกตว่าตลอดเวลาพวกเขาจะเพียงแต่พูดอวดอ้างคุณวิเศษ(ที่ไม่มีจริง)ของตนเองเท่านั้น

        หากพุทธบริษัทผู้ฟังเป็นนักปฏิบัติธรรม หรือเป็นผู้มีสติปัญญาสักนิดก็น่าจะรู้ได้แล้วว่า "ของจริงหรือของปลอม" กันแน่ ก็จะไม่เกิดเรื่องให้ถูกคนไม่ดีปลอมปนเข้ามาก่อเรื่องมัวหมองในพระศาสนาเป็นแน่.





อุทาหรณ์สำหรับพระดังๆทั้งหลาย
“หลวงพ่อชากับรถยนต์”


         ทุกวันนี้รถยนต์กลายเป็นปัจจัยที่ ๕ สำหรับคนมีเงินไปแล้ว เป็นธรรมดาอยู่เองที่ฆราวาสเห็นอะไรดีก็อยากถวายให้พระได้ใช้บ้าง เพราะเชื่อว่าจะได้บุญมาก ดังนั้นการถวายรถยนต์แก่พระจึงเป็นที่นิยมในหมู่คนมีเงิน จนกระทั่งรถกลายเป็นเครื่องแสดงสถานภาพของพระว่าเป็นที่ศรัทธานับถือของญาติโยม

          ผลก็คือพระที่มีสมณศักดิ์ท่านใดที่ไม่มีใครถวายรถให้ ก็ต้องถือเป็นกิจที่จะขวานขวายหารถมาประดับบารมี

         สำหรับหลวงพ่อชา สุภัทโทนั้น ท่านไม่ต้องขวานขวายหารถเพราะมีคนอยากถวายรถยนต์ให้ท่าน แต่แทนที่ท่านจะตอบรับ ท่านได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมสงฆ์วัดหนองป่าพงหลังสวดปาฏิโมกข์ เพื่อฟังความเห็นพระสงฆ์ ทุกรูปเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะรับด้วยเหตุผลว่า สะดวกแก่หลวงพ่อเวลาไปเยี่ยมสำนักสาขาต่างๆ ซึ่งมีมากกว่า ๔๐ สาขา ในเวลานั้น อีกทั้งเวลาพระเณรอาพาธก็จะได้นำส่งหมดได้ทันท่วงที

        หลังจากที่หลวงพ่อชารับฟังความคิดเห็นของที่ประชุมแล้ว ท่านก็แสดงทัศนะของท่านว่า

        “สำหรับผม มีความเห็นไม่เหมือนกับพวกท่าน ผมเห็นว่าเราเป็นพระ เป็นสมณะ เป็นผู้สงบระงับ เราต้องเป็นผู้มักน้อย สันโดษ เวลาเช้าเราอุ้มบาตรออกไปเที่ยวบิณฑบาตรับอาหารจากชาวบ้านมาเลี้ยงชีวิต เพื่อยังอัตภาพนี้ให้เป็นไป ชาวบ้านส่วนมากเขาเป็นคนยากจน เรารับอาหารจากเขา เรามีรถยนต์แต่เขาไม่มี นี่ลองคิดดูซิว่ามันจะเป็นอย่างไร เราอยู่ในฐานะอย่างไร เราต้องรู้จักตัวเอง เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าไม่มีรถ เราก็อย่ามีเลยดีกว่า ถ้ามี สักวันหนึ่งก็จะมีข่าวว่ารถวัดนั้นคว่ำที่นี่ รถวัดนี้ไปชนคนที่นี่.. อะไรวุ่นวาย เป็นภาระยุ่งยากในการรักษา

         เมื่อก่อนนี้ จะไปไหนแต่ละทีมีแต่เดินไปทั้งนั้น ไปธุดงค์สมัยก่อนไม่ได้นั่งรถไปเหมือนทุกวันนี้ ถ้าไปธุดงค์ก็ไปธุดงค์กันจริงๆ ขึ้นเขาลงห้วยมีแต่เดินทั้งนั้น เดินกันจนเท้าพองทีเดียว

       แต่ทุกวันนี้พระเณรเขาธุดงค์มีแต่นั่งรถกันทั้งนั้น เขาไปเที่ยว ดูบ้านนั้นเมืองนี้กัน ผมเรียกทะลุดง ไม่ใช่ธุดงค์ เพราะดงที่ไหนมีทะลุกันไปหมด นั่งรถทะลุมันเลย ไม่มีรถก็ช่างเหอะ ขอแต่ให้เราประพฤติปฏิบัติดีเข้าไว้ก็แล้วกัน เทวดาเห็นเข้าก็เลื่อมใสศรัทธาเองหรอก”

      “ผมไม่รับรถยนต์ที่เขาจะเอามาถวายก็เพราะเหตุนี้ ยิ่งสบายเสียอีก ไม่ต้องเช็ดไม่ต้องล้างให้เหนื่อย ขอให้ท่านทั้งหลายจงจำไว้   อย่าเห็นแก่ความสะดวกสบายกันนักเลย”

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
                               จากหนังสือลำธารริมลานธรรม – พระไพศาล วิสาโล หน้าที่ ๙๓-๙๕