สำเนียงภาษาถิ่นบ้านคุ้งตะเภา (ภาษาสุโขทัย)


251.jpg (825×169)


555.gif (465×59)
การสืบทอดภาษาถิ่นบ้านคุ้งตะเภา


    Untitled-1.gif (267×257)    ภาษาเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติ เป็นเอกลักษณ์ และเครื่องผูกพันระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ ภาษาจึงเป็นศูนย์กลางของทุก ๆ คนในชาติ ในถิ่นที่อาศัย โดยเฉพาะภาษาถิ่น ที่มีรูปลักษณ์หลากหลาย เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น หรือสื่อสารเฉพาะท้องถิ่นนั้น ๆ 
       "บ้านคุ้งตะเภา เป็นหมู่บ้านหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งมีภาษาถิ่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ที่ใช้สื่อสารระหว่างกันเป็นเวลานานนับเนื่องมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยเจริญรุ่งเรือง" 

       ถือเป็นมรดกอันล้ำค่า ที่บรรพบุรุษของชาวบ้านคุ้งตะเภาได้สั่งสมไว้ให้ แสดงให้เห็นถึงรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมอันสูงส่งในอดีต ที่ชาวบ้านคุ้งตะเภายุคปัจจุบันควรภาคภูมิใจ ในความโดดเด่นและเป็นหนึ่งเดียว ในฐานะ “เอกลักษณ์ภาษาถิ่น” อัตลักษณ์แห่งความเป็น "คนคุ้งตะเภา"

        ภาษาถิ่นบ้านคุ้งตะเภา เป็นภาษาใช้สื่อสารระหว่างท้องถิ่นนานมาแล้ว ตั้งแต่ยุคดั้งเดิม ที่บรรพชนคนสุโขทัยโบราณ ได้เข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่บ้านคุ้งตะเภาเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว กลุ่มชนที่ใช้ภาษาพูดนั้น นับเป็นภาษาไทยถิ่นกลาง (นักภาษาศาสตร์ได้จำแนกภาษาไทยออกเป็น ๔ กลุ่ม คือ ภาษาไทยถิ่นเหนือ ภาษาไทยถิ่นกลาง ภาษาไทยถิ่นอิสาน และภาษาไทยถิ่นใต้) แต่เป็นภาษาไทยถิ่นกลางที่มีเสียงและความหมายผิดเพี้ยนไปบ้างเล็กน้อย เรียกกันว่า “เหน่อ” ศัพท์ทางภาษาศาสตร์เรียกว่า “ภาษาชนบท” นั่นเอง

        สำหรับวัฒนธรรมการใช้ภาษาถิ่นบ้านคุ้งตะเภา มีอยู่บริเวณกว้างขวางทั่วไป ในหมู่ ๓ และ ๔ ตำบลคุ้งตะเภา ซึ่งมีการสืบทอดกันมาโดยตลอด ชาวบ้านคุ้งตะเภาถือเป็นผู้ที่โชคดี ที่บรรพชนได้มอบภาษาถิ่นให้ไว้เป็นมรดกอันล้ำค่า แสดงว่าในอดีตคนคุ้งตะเภาเป็นผู้มีรากเหง้า และมีวัฒนธรรมทางด้านภาษาสูงยิ่งมาแต่โบราณ คนคุ้งตะเภา จึงต้องช่วยกันอนุรักษ์ภาษาของตนไว้ให้เป็นเอกลักษณ์ที่น่าภาคภูมิใจ

        สำเนียงพูดในภาษาถิ่นบ้านคุ้งตะเภา นับเป็นส่วนหนึ่งของสำเนียงในภาษาถิ่นสุโขทัย ซึ่งเป็นสำเนียงที่ไม่ตรงกับสำเนียงพูดของชาวภาคกลางมาแต่โบราณ (เคียง ชำนิ, ๒๕๔๓ :๙๒) เนื่องจาก ภาษาถิ่นบ้านคุ้งตะเภา เป็นสำเนียงโบราณที่สืบมาตั้งแต่ผู้คนในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ปัจจุบันพบได้ในจังหวัดอุตรดิตถ์, จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดใกล้เคียงในพื้นที่ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนอาณาจักรสุโขทัยโบราณ โดยปัจจุบันคนบ้านคุ้งตะเภาดั้งเดิม และคนบ้านทุ่งยั้ง, ท่าเสา, บ้านพระฝาง  ยังคงใช้สำเนียงพูดแบบสุโขทัยอยู่ ซึ่งเป็นชุมชนหนึ่งในไม่กี่แห่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ที่ยังใช้สำเนียงแบบสุโขทัยโบราณ



bottomline.png (552×128)


pagoda_line4.gif (591×59)




222.gif (465×59)
สำเนียงบอกที่มา

 
           ในเรื่องภูมิหลังของการมีสำเนียงเหน่อแบสุโขทัยของชาวบ้านคุ้งตะเภานั้น พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ประจำกรมศิลปากร สันนิษฐานว่าสำเนียงการพูดของคนคุ้งตะเภานั้น เป็นสำเนียงดั้งเดิมของคนไทยที่ตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัย (พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, ๒๕๔๓ :๑๐๔)  โดยกล่าวว่าคนบ้านคุ้งตะเภานั้น
            "มีสำเนียงพูดเหน่อ... แบบเดียวกับสำเนียงชาวบ้านฝาง บ้านท่าอิฐ บ้านทุ่งยั้ง ..บ้านท่าเสา.. และหมู่บ้านในเขตอำเภอพิชัย ที่อยู่ในเขตจังหวัดเดียวกัน และเหมือนกับสำเนียงพื้นบ้านของชาวสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร อันเป็นกลุ่มหัวเมืองเหนือในสมัยอยุธยา หรือบ้านเมืองที่เคยอยู่ในเขตแคว้นของสุโขทัยแต่เดิม" 


Line01.gif (395×10)

444.gif (557×40)
ชาวคุ้งตะเภา คือผู้สืบตระกูลมาตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัยโบราณ

            จากสำเนียงภาษาถิ่นของของชาวบ้านคุ้งตะเภานี่เอง ทำให้สันนิษฐานได้ว่าบริบทด้านชาติพันธุ์ พื้นเพของคนคุ้งตะเภานั้นเป็น "คนไทยเหนือ" ตามคำปากของคนในสมัยอยุธยา คือเป็นกลุ่มคนชาติพันธ์ไทยเดิม ที่อยู่แถบเมืองพิษณุโลก, พิจิตร และสุโขทัย ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ปลายดินแดนหัวเมืองทางเหนือของอาณาจักรอยุธยา อันเป็นรอยต่อระหว่างวัฒนธรรมภาคกลางและวัฒนธรรมล้านนา โดยคนคุ้งตะเภาดั้งเดิมนั้นจะมีสำเนียงการพูดภาษาถิ่นสุโขทัย คล้ายคนสุโขทัยเดิม และเมืองฝางสวางคบุรี ในเรื่องนี้ สมชาย เดือนเพ็ญ นักวัฒนธรรมผู้เชี่ยวชาญภาษาถิ่นสุโขทัย (สมชาย  เดือนเพ็ญ, ๒๕๕๗)  ได้กล่าวว่า


            "...สำเนียงสุโขทัยเก่า หลงเหลืออยู่ในพื้นที่... นอกเขตจังหวัดสุโขทัย เช่น... บริเวณตำบลรอบ ๆ วัดพระมหาธาตุพระฝาง เมืองสวางคบุรี (คือ ตำบลผาจุก, ตำบลคุ้งตะเภา-ผู้เรียบเรียง) คือข้าพระโยมสงฆ์ที่พระมหากษัตริย์สุโขทัย ถวายขาดไว้ในพุทธศาสนา คือไม่ต้องไปราชการทัพ ทำให้สำเนียงสุโขทัยหลงเหลืออยู่ในพื้นที่นอกจังหวัดสุโขทัยด้วย..." 


            การถวายข้าพระโยมสงฆ์ในสมัยสุโขทัยนี้ ปรากฎในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยจำนวนหลายหลัก ซึ่งได้มีการพูดถึงการพระราชทานพระบรมราชูทิศเพื่อกัลปนาอุทิศคนให้เป็นข้าวัดหรือข้าพระ สำหรับคอยบำรุงดูแลรักษาศาสนสถานสำคัญ ซึ่งจะมีจำนวนคน ครัวเรือน และหน้าที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่างหนึ่งในนั้นคือ การถวายคนไว้เพื่อบรรเลงดนตรีประจำพระอาราม สำหรับกระทำบูชาพระพุทธรูปพระปฏิมากรภายในวัด ดังปรากฏอยู่ในจารึกวัดช้างล้อม เมืองเก่าสุโขทัย พ.ศ. ๑๙๒๗ ว่า

            "...พาทย์คู่หนึ่ง ให้ข้าสองเรือนตีบำเรอแก่พระเจ้า ฆ้องสองอัน กลองสามอัน แตร สังข์ เขาควาย แต่งให้ไว้แก่พระเจ้า (พระพุทธรูป)..." 


            และใกล้กับที่ตั้งบ้านคุ้งตะเภา เพียงช่วงเหนือแม่น้ำน่าน และทางบกทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านคุ้งตะเภา ปรากฎโบราณสถานที่สำคัญยิ่งในสมัยอาณาจักรสุโขทัย คือพระมหาธาตุพระฝาง เมืองสวางคุบรี  ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อปรากฎแล้วตั้งแต่ครั้งพระมหาธรรมราชาลิไทย ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ ๓ พ.ศ. ๑๙๐๐ เป็นหนึ่งในมหาธาตุเจดีย์สำคัญทางด้านตะวันออกของอาณาจักรสุโขทัย โดยในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตจากราชสำนักฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บันทึกไว้ในหนังสือของท่านว่า พระมหาธาตุเมืองฝางองค์นี้ได้รับการเคารพนับถือว่าเป็นพุทธปูชนียสถานสำคัญของอาณาจักรคู่กับรอยพระพุทธบาทสระบุรี  

xd.png (800×527)

(หนังสือของลาลูแบร์ หน้าที่ระบุถึงความสำคัญของพระมหาธาตุเมืองฝาง ในสมัยอยุธยา)

            หนังสือของลาลูแบร์ เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่ยืนยันว่า พระมหาธาตุพระฝาง เป็นพระบรมธาตุศักดิ์สิทธิ์สำคัญของอาณาจักร และมีผู้คนดูแลรักษาสักการะสืบต่อมาช้านาน

Thumbnail for version as of 08:11, 9 October 2009
            ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลและเทียบเคียงสำเนียงการพูดของ ภาษาถิ่นบ้านคุ้งตะเภา และ ภาษาถิ่นบ้านพระฝาง พบว่ามีการใช้คำศัพท์ใกล้เคียงกันมากที่สุดกว่าสำเนียงสุโขทัยแบบอื่น จึงเป็นข้อสันนิษฐานหนึ่งว่า ชาวบ้านคุ้งตะเภา อาจสืบเชื้อสายมาจากครัวเรือน ที่พระมหากษัตริย์ในสมัยอาณาจักรสุโขทัยพระราชทานพระบรมราชูทิศไว้ในพระพุทธศาสนา ตามธรรมเนียมโบราณ เมื่อ ๗๐๐ ปี ก่อน เพื่อให้เป็นผู้ดูแลรักษาพระทันตธาตุ แห่งพระมหาธาตุพระฝาง เมืองสวางคบุรี ก็เป็นได้ 

            ข้อสันนิษฐานที่ว่าคนคุ้งตะเภาอาจเป็นคนไทยดั้งเดิมที่สืบเชื้อสายโดยตรงมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยดังกล่าวข้างต้น สอดคล้องใกล้เคียงกับตำนานหมู่บ้าน และข้อสันนิษฐานจากนักวิชาการประวัติศาสตร์ ว่าบ้านคุ้งตะเภา อาจเคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของเมืองสวางคบุรี ในชั่วระยะเวลาใดเวลาหนึ่งในช่วงหลังการสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางอำนาจรัฐ หลังการทรุดโทรมลงของเมืองสวางคบุรีในพื้นที่รอบปริมาณฑลวัดพระฝางโบราณ หลังศึกปราบเจ้าพระฝาง พ.ศ. ๒๓๑๓ โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยที่ บ้านคุ้งตะเภาอาจเป็นที่อยู่ของเจ้าเมืองหรือขุนนางกรมการเมืองผู้ใหญ่ของเมืองสวางคบุรี ก็เป็นได้ เนื่องจากมีการพบเอกสารโบราณประเภทกฎหมายพระอัยการที่ใช้ในการปกครองบ้านเมืองสมัยสังคมจารีตจำนวนมากถูกเก็บรักษาอยู่ภายในวัดคุ้งตะเภา ตลอดจนเอกสารโบราณประเภทสมุดไทยดำ สมุดไทยขาวและใบลานเป็นจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าบ้านคุ้งตะเภาเป็นชุมชนที่มีบทบาทและความสำคัญต่อจากเมืองสวางคบุรีที่บอบช้ำจากสงคราม (ธีระวัฒน์ แสนคำ, ๒๕๕๘) 


Line01.gif (395×10)


การสืบทอดภาษาถิ่นบ้านคุ้งตะเภา 
คือการสืบทอดลมหายใจแห่งบรรพชน


            เมื่อพิจารณาจากสำเนียงพูดในภาษาถิ่นบ้านคุ้งตะเภาที่ยังคงปรากฎอยู่ ประกอบกับตำนานท้องถิ่น และบริบททางประวัติศาสตร์ของพื้นที่แถบนี้ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า บ้านคุ้งตะเภานั้น เป็นชุมชนโบราณที่มีความเป็นมายาวนานกว่า ๗๐๐ ปี สืบต่อมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีจนถึงปัจจุบัน

DSC_0305.jpg (720×481)
            สำเนียงพูดในภาษาถิ่นบ้านคุ้งตะเภา นอกจากเป็นภาษาสำเนียงที่ใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวันของชุมชนแล้ว ยังเป็นเอกลักษณ์สำคัญ ที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ ความเป็นมา และรากเหง้าแห่งบรรพบุรุษ สืบทอดรุ่นสู่รุ่น จากอาณาจักรสุโขทัยโบราณ อาณาจักรที่เป็นราชธานีแห่งแรกของไทย เป็นต้นเค้าบ่อเกิดของวัฒนธรรม และอารยธรรมไทย 

            ภาษาถิ่นบ้านคุ้งตะเภาในปัจจุบัน มีการปะทะสังสรรค์ทางภาษา กับภาษากลาง และภาษาถิ่นอื่น ที่ได้เข้ามามีอิทธิพลในการพูดและใช้งานในชุมชนมากขึ้น ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย ภาษาถิ่นบ้านคุ้งตะเภาดั้งเดิมอาจเลือนหายและไม่มีวันหวนคืน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ลูกหลานชาวบ้านคุ้งตะเภาทุกคน ควรเรียนรู้ที่มาที่ไป เพื่อมีความเข้าใจ ภาคภูมิใจ และควรหวงแหนรักษาไว้ให้ "ภาษาถิ่นบ้านคุ้งตะเภา" คงอยู่สืบไปฯ



pagoda_line4.gif (591×59)