นิทานสอนใจ

                                                   


นิทานสอนใจ เรื่องที่ 1  : 

"ผลแห่งการให้ทาน"


          
ามีภรรยาคู่หนึ่ง ที่มีความตั้งใจในการทำบุญให้ทาน แต่ก่อนมีสามีภรรยาที่ยากจนเข็ญใจคู่หนึ่ง สามีชื่อ อี้หลอ ได้กล่าวกับภรรยาว่า "พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า คนที่เกิดมายากจน ก็เพราะชาติก่อนตระหนี่ แม้จะร่ำรวยมหาศาล แต่ถ้าไม่รู้จักทำบุญให้ทาน ชาติต่อไปก็จะไม่มีวันร่ำรวยอีก ก็เพราะชาติก่อนเราทั้งสองไม่ได้ทำบุญให้ทาน ชาตินี้ถึงได้ลำบากยากจนเช่นนี้"

 ภรรยาได้ฟังก็บอกว่า "ใช่แล้ว ฉันก็คิดเช่นนี้ แต่ตอนนี้อาหารสามมื้อเรายังไม่มีจะกิน แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปทำบุญให้ทานเล่า?" ผู้หญิงมีหัวคิดไว นางคิดได้วิธีหนึ่งจึงบอกกับสามีว่า เอาตัวฉันไปขายเป็นคนใช้ให้กับคนอื่นก็ได้ เมื่อได้เงินแล้วเธอจะได้ทำบุญ ความคิดนี้เข้าท่าดี แต่สามีสั่นศีรษะ ไม่...ไม่ได้ ขายเธอให้คนอื่น แล้วฉันจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร? แม้จะเป็นคู่สามีภรรยาที่ยากจน แต่เขาทั้งสองก็รักใคร่กันมาก ภรรยากล่าวอีกว่า "ถ้าเธอขายฉันไม่ลง งั้นเราทั้งคู่ตัดสินใจเช่นนั้นแล้วก็พากันไปที่บ้านเศรษฐีแจ้งจุดประสงค์ในการมา เศรษฐีก็ยินดีรับไว้ พร้อมกับตกลงราดากัน โดยกำหนดเจ็ดวันให้เขาทั้งสองมีโอกาสไปทำบุญให้ทาน เมื่อครบเจ็ดวันแล้วเขาทั้งสองต้องไปเป็นคนใช้ในบ้านเศรษฐี ครั้นได้เงินมาเขาทั้งสองดีใจมาก ได้ไปที่วัดทำบุญ ถวายอาหารเจแก่พระภิกษุสามเณร ลืมความลำบากชั่วขณะ ตั้งอกตั้งใจบริการแก่มหาชน ด้วยเป็นวันที่มีค่าที่สุดของเขาทั้งสองที่ยังเหลืออยู่ ในเจ็ดวันนี้เขาทั้งสองจะเปลี่ยนแปลงดวงซะตา เพื่อให้ชาติหน้ามีความสุข หกวันผ่านไปแล้ว เมื่อถึงวันสุตท้าย บังเอิญพระราชาก็มาทำบุญที่วัดเช่นกัน ตามหลักเมื่อพระราชามาถึง ทุกคนจะต้องหลีกให้พระองค์ทำก่อน แต่ว่าอี้หลอไม่ยอมหลีก พระราชาเรียกเขาอย่างไม่พอพระทัย อี้หลอมานี่ เมื่ออี้หลออยู่ต่อหน้าพระราชาก็กราบทูลว่า กราบทูลฝ่าบาท ขอพระราชทานอภัยด้วยที่หม่อมฉันไร้มารยาท เนื่องจากมีเพียงวันนี้เท่านั้นที่เป็นของหม่อมฉัน ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปหม่อมฉันต้องไปเป็นคนของคนอื่นแล้ว ดังนั้นหม่อมฉันจึงไม่อาจละโอกาสการทำบุญในวันสุดท้ายนี้ พระราชาได้ฟังดังนั้นก็ถามเขาว่า เพราะเหตุใดจึงมาทำบุญที่นี่ แล้วทำไมพรุ่งนี้จึงต้องเป็นคนของคนอื่น ครั้นอี้หลอกราบทูลเรื่องราวอย่างละเอียดแล้ว พระราชาทรงเมตตาสงสาร ทั้งชมเชยเขาว่าไม่ตระหนี่ทรัพย์ ไม่ตระหนี่แรงกาย ดังนั้นจึงทรงพระราชทานเสื้อผ้า เงินทองที่ดิน จำนวนมากแก่เขา.........

.............................................................................

นิทานสอนใจ เรื่องที่ 2


                                  "ข้าวเปลือก 2 หาบ"

             มีพี่น้องคู่หนึ่ง ตั้งแต่เด็กรักใคร่สามัคคีกันมาก ครั้นโตเป็นผู้ใหญ่ เนื่องจากต่างก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว พ่อแม่จึงให้พวกเขาแยกบ้านกันอยู่ แยกบ้านไม่แยกนาในสมัยก่อนเป็นเรื่องธรรมดา พี่น้องคู่นี้ก็เช่นเดียวกัน มีอยู่ปีหนึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ต่างก็แบ่งข้าวเปลือกกันคนละครึ่ง หาบกลับไปบ้านของตน แล้วกองไว้ที่ลานจากข้าวหน้าบ้าน ตกค่ำผู้เป็นพี่ก็คิดว่า น้องชายอายุยังน้อย ลูก ๆ ก็ยังเล็กอยู่ เราควรที่ช่วยเหลือเขาให้มากถึงจะถูก เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วก็หาบข้าวเปลือกหนึ่งหาบ ไปที่บ้านของน้องชายอย่างเงียบ ๆข้างฝ่ายน้องชายก็คิดเช่นเดียวกันว่า พี่ชายมีลูกหลายคน แบ่งข้าวเปลือกได้เพียงไม่กี่หาบจะพอกินได้อย่างไร? คิดแล้วก็หาบข้าวเปลือกหนึ่งหาบส่งไปที่บ้านของพี่ซายอย่างเงียบ ๆ รุ่งเช้าเขาทั้งสองต่างก็ประหลาดใจ ที่ข้าวเปลือกของตนไม่ได้ลดน้อยลงเลย พอตกค่ำเขาทั้งสองต่างก็เกิดความคิดแบบเดิมขึ้นอีกเมื่อพี่หาบข้าวเปลือกไปถึงหน้าบ้านของน้องชาย เป็นเวลาเดียวกับที่น้องชายก็กำลังหาบข้าวเปลือก เตรียมจะส่งไปให้พี่ชายเช่นกัน เขาทั้งสองเผชิญหน้ากัน เกิดความรู้สึกตื้นตันใจจนน้ำตาไหลอย่างไม่รู้สึกตัว......

............................................................

นิทานสอนใจ เรื่องที่ 3


"กตัญญูต้องมาก่อน (พุทธะในบ้าน)"   

    มีชายคนหนึ่งตั้งใจเดินทางไปที่ประเทศอินเดีย เพื่อแสวงหาพุทธะ ระหว่างทางได้พบกับพระรูปหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากอินเดีย จึงนมัสการถามถึงเรื่องไปอินเดียแสวงหาพุทธะ พระบอกว่า แท้จริงแล้วที่อินเดียไร้พุทธะที่จะแสวงหา ชายคนนี้ไม่เชื่อยังคงเดินทางต่อไป เมื่อไปถึงอินเดียแล้วปรากฏว่าไร้พุทธะ ที่แสวงหาจริง ๆ มีคนบอกเขาว่า พุทธะอยู่ที่บ้านคุณ มาถึงตอนนี้เขาถึงรู้แจ้ง หรือว่าพุทธะในบ้านก็คือพ่อแม่ เขารีบเดินทางกลับบ้านไปคอยปรนนิบัติดูแลบิดามารดาทุกเช้าค่ำ ปฏิบัติหน้าที่ของลูกทีดี

    บางคนรู้แต่การสร้างบุญกุศล สวดมนต์ไหว้พระกินเจ แต่ไม่รู้จักการกตัญญู โดยเฉพาะถึงกับอกตัญญูเนรคุณ เมื่อเป็นเช่นนี้สวดมนต์ไหว้พระกินเจมีประโยชน์อะไร เป็นการเพิ่มบาปกรรมเสียมากกว่า พึงทราบไว้ว่า พ่อแม่แก่ชราแล้ว วันเวลาที่จะอยู่กับลูก ๆ เหลือน้อยเต็มที แม้จะปรนนิบัติดูแลทั้งเช้าค่ำก็ยังน้อยไปแล้วจะทอดทิ้งไม่เหลียวแลพ่อแม่ได้อย่างไร? พึงทราบไว้ว่าตั้งครรภ์สิบเดือน ให้นมสามปี สิ่งที่กินล้วนแต่เป็นสายโลหิตของแม่ถนอมฟูมฟักเลี้ยงดูเก้าปี ไม่ทราบว่าต้องสิ้นความยากลำบากและความเอาใจใส่ไปเท่าไร เกรงลูกจะหิวจะหนาว ยามป่วยไช้ก็วิตกกังวลดังไฟสุมอก ต้องฝ่าลมฝนไปหาหมอหาเจ้าจนทั่ว ต้องทุกข์กังวลจนกว่าลูกหายไข้ ถึงจะวางใจบ้าง กว่าจะชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่ไม่ทราบว่าต้องยากลำบากเท่าไร พระคุณนี้ใหญ่หลวงยิ่งนัก ถ้าหากไม่รู้จนักคิดทดแทนก็เลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน พูดถึงสัตว์ แพะยังรู้บุญคุณ เวลากินนมแม่มันยังคุกเข่ากิน อีกามันเลี้ยงกลับพ่อแม่ยามแก่หากินไม่ได้แล้วคนจะสู้สัตว์ไม่ได้อย่างไร?

                ....................................................................................

 ขอขอบคุณ : http://www.tumsrivichai.com
Comments