Facebook Liberty - เสรีภาพบน Facebook




แนวคิดที่ยังค้างอยู่ (thoughts in development) มิถุนายน 2554

- facebook ทำให้คนใกล้ชิดกันมากขึ้น หรือ ทำให้คนปิดกั้นการสังคมกันมากขึ้น อันไหนมากกว่ากันกันแน่?

- เรื่อง page น่าสนใจตรงที่ว่าทุกคนเข้าร่วมสังคมได้โดยไม่ต้องมีการขอ request อะไรส่วนตัวก็ไว้ที่ facebook เหมือนนั่งเล่นกับเพื่อนที่บ้าน แต่อะไรที่เป็นเรื่องสังคมทั่วไปก็น่าจะไว้ที่ page เหมือนนั่งคุยกับเพื่อนร่วมทางที่ป้ายรถประจำทาง 

- เราไม่น่าแปลคำว่า "Like" หรือ "Recommend" แต่เพียงแคบๆ  ว่าชอบ หรือ ถูกใจ แนะนำ หรือ เห็นด้วย แต่น่าจะแปลว่า "would like" คือสนใจ หรือ พอใจ หรือ ลองดูที่เข้าไปคุย และมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมตามสิทธิ เสรีภาพที่เรามีอยู่

- โดยเฉพาะการกด like page ไม่ได้แปลว่าเรากลายเป็น fan ของ page เราอาจต้องการคุย (would like to talk) กับร้านค้าสองร้าน คนสองคน แม้เราอาจไม่ได้ชอบอะไร เป็นต้น

- แม้ความเป็นส่วนตัวเป็นเรื่องที่ควรหวงแหน และต้องถูกกาลเทศะ แต่การพูดคุย เล่าเรื่องราวส่วนตัวบางส่วนอย่างเปิดเผย อาจเป็นการเพิ่มแนวโน้มให้เราเป็นคนที่นิยมความโปร่งใส  ไม่กังวลว่าจะต้องมีอะไรแอบซ่อน ไม่พูดอย่างทำอย่าง ถามว่าเมื่อวานทำอะไรกับใครก็ไม่ต้องนึกมาก ยอมรับตัวตนของตัวเอง และกล้ายืนหยัดในความเป็นปัจเจกผู้มีสิทธิเสรีภาพ มันเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะเลือก แต่คนส่วนใหญ่ระลึกถึงเรื่องนี้แค่ไหน?

- การหมกมุ่นและปิดกั้นตัวเองอยู่กับคนกลุ่มเดิมๆ ที่คิดไปทางเดียวกับเราตลอดเวลา และไม่หาโอกาสมีปฏิสัมพันธ์กับความคิดใหม่ๆที่เราไม่ค่อยมีโอกาสสัมผัสโดยตรง เป็นเรื่องที่น่าเสียดายและอันตรายมาก 

- ที่สำคัญกว่านั้นคือ ระบบโครงสร้าง facebook ทำให้เรากลัวการค้นพบตัวตนของเราหรือไม่ เช่น หากเราสนับสนุนพรรค ก ก็จะกด "like" ให้ page พรรค ก  แต่ไม่คิดจะกด "like" ให้พรรค ข แม้เราจะไม่ได้มีปัญหากับพรรค ข และอาจหลงชอบ พรรค ข ด้วยซ้ำไปหากได้เข้าไปอ่านหรือคุยกับคนใน page พรรค ข  และหากเราโกรธ พรรค ค ก็อยากจะไปต่อว่าติติงบน wall ของ page พรรค ค แต่ทำไม่ได้เพราะยังไม่อยากกด like พรรค ค จะกดไปก็กระไรอยู่
 
- facebook เป็นสินค้าบริการที่จำหน่ายโดยเอกชน กฎหมายคงไม่ให้สิทธิเราเรียกร้องอะไรมาก แต่หากสินค้าบริการนี้แยกไม่ออกจากพลวัตรทางสังคมของคนกว่า 500-600 ล้านคนทั่วโลก และเติบโตเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับคนมหาศาลเหล่านี้ เราจะปล่อยให้กลุ่มผู้ประดิษฐ์สินค้าบริการมาบงการตัดสินใจความเป็นไปของ facebook มากน้อยแค่ไหน จึงจะยุติธรรม?

ฯลฯ

- พฤติกรรมมนุษย์บน facebook น่าสนใจมาก น่าจะมีคนกำลังทำปริญญาเอกเรื่องนี้อยู่ เราจะทดลองพฤติกรรมตัวเองและคนอื่นดูที่ http://www.facebook.com/verapat.pariyawong 

---

ร่างข้อความฉบับ Working Rough Draft (19 - 20 กรกฎาคม 2553)

หัวข้อ

Re: Friend Request - สวัสดีครับ (ข้อความอัตโนมัติจากวีรพัฒน์)


เนื้อความ

สวัสดีครับ ขอบคุณที่ได้ทักทายเข้ามาทาง facebook ครับ ผม นิว วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ดีใจที่มีจะได้มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมสังคมทุกคนครับ 

ข้อความนี้เป็นข้อความอัตโนมัติที่ถูกส่งให้ทุกคนใน facebook ที่ทักทายผมเข้ามาโดยอาจยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หรือโดยที่ผมจำไม่ได้ชัดเจนว่าเคยรู้จักกันมาจากที่ไหน (ซึ่งต้องขออภัยในความผิดพลาดของผมด้วยครับ!) ผมขออนุญาตส่งข้อความอัตโนมัตินี้เพื่อช่วยให้ผมสามารถบันทึกรายชื่อเพื่อนๆ ผมบน facebook โดยระบบรายชื่อ (friend list) เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ใช้ facebook ที่ผมจำไม่ได้และทักทายเข้ามามาก ระบบ friend list จึงช่วยให้ผมจำได้ว่าผมรู้จักเพื่อนแต่ละคนมากจากที่ไหน และช่วยให้การกระจายข่าวสารในต่างวาระและโอกาสของผมเป็นไปได้ง่าย และที่สำคัญยังช่วยให้ผมรักษาความเป็นส่วนตัวของเพื่อนๆ ได้ด้วยครับ เช่น สมมติเป็นเพื่อนสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัย ผมก็จะบันทึกลงรายชื่อเพื่อนคนนั้นในรายชื่อเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย หากวันใดผมจะประชาสัมพันธ์ข้อความงานเลี้ยงรุ่น ก็จะสามารถส่งข้อความไปยังกลุ่มเฉพาะโดยไม่ต้องรบกวนเพื่อนๆ กลุ่มอื่น เป็นต้นครับ 

นอกจากนี้ เมื่อผู้ที่ทักเข้ามาย่อมมีโอกาสได้เป็นเพื่อนใหม่ ผมย่อมสนใจที่จะรู้จักว่าเป็นใครมาจากไหน เป็นเพื่อนของเพื่อนคนไหนอีกที ทำงานหรือมีความสนใจเรื่องอะไร หลายคนใช้วิธีส่งข้อความแนะนำตัวสั้นๆ มาพร้อมคำทักทายขอทำความรู้จัก (friend request) ซึ่งช่วยทำให้รู้จักกันได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่หลายครั้งผมเสียดายที่มีคนทักขอทำความรู้จักเข้ามาโดยมิได้มีการแนะนำตัวกัน และด้วยจำนนต่อจำนวนคนทักที่มามาก สุดท้ายก็เงียบไปและพลาดโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักกัน หรือบางครั้ง การทักทายขอทำความรู้จักเข้ามา อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือโดยการใช้ระบบโปรแกรมหาเพื่อนอัตโนมัติ หากผมตอบรับไปโดยเจ้าตัวอาจไม่ตั้งใจ กับกลายเป็นว่าผมเข้าไปเห็นข้อมูลส่วนตัวของผู้นั้นเสียอีก

ต้องขออภัยที่ข้อความอัตโนมัตินี้ค่อนข้างยาว เนื่องจากวัฒนธรรมและมารยาทการใช้ facebook เป็นเรื่องใหม่ที่ยังต้องมีการร่วมเรียนรู้ขัดเกลากันอย่างต่อเนื่อง ผมเองจึงต้องขอใช้โอกาสนี้อธิบายความหวังดีให้ชัดเจน ไม่อยากให้เข้าใจผิดว่ากับแค่การพบปะพูดคุยบน facebook ไฉนจึงต้องทำให้ยุ่งยากมีพิธีรีตอง อาจจะขอโอกาสนี้แบ่งปันความเห็นสำคัญบางประการดังนี้ครับ

ประการแรก สิ่งหนึ่งที่ผมตระหนักคือผมมิได้รับผิดชอบต่อข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผมเพียงคนเดียว แต่ยังควรรับผิดชอบต่อเพื่อนๆ ผมที่เป็นผู้ใช้ facebook ทุกคนด้วย บางคนอาจมองว่าเป็นแค่โอกาสดูรูปภาพสวยๆงามๆ แต่บางคนอาจกล้าที่จะลงข้อความหรือให้ข้อมูลที่เฉพาะตัวยิ่ง บางคนอาจมีความระมัดระวังจัดตั้งระบบบริหารความเป็นส่วนตัว (privacy setting) อย่างแยบยล ในขณะที่บางคนไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน ใครขอมาก็รับเป็นเพื่อนไปหมด ผมเชื่อว่าความเป็นส่วนตัวเป็นสิทธิที่สำคัญสำหรับทุกคน และเมื่อแต่ละคนจะมีมาตรฐานหลากหลายกันไป จึงไม่เหมาะนักหากผมจะทึกทักยึดวิธีเรียบง่ายเอาเสียเอง ตัวอย่างการประชาสัมพันธ์งานเลี้ยงรุ่นกับข้อความน่ายินดีสำหรับคนหนึ่งแต่น่ารำคาญสำหรับอีกคน อาจฟังดูง่ายและผิวเผิน แต่ยังมีกรณีอื่นที่ผมเห็นความสำคัญ เช่น เรื่องเสรีภาพในการแสดงออก การแสดงความคิดเห็นอันอาจมีตั้งแต่เรื่องจิปาถะในชีวิตประจำวันไปจนถึงการแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างเข้มข้น ซึ่งสภาพสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน น่าจะยังมีวิธีช่วยให้พวกเราใช้สิทธิเสรีของพวกเราได้สะดวกและสบายใจมากขึ้น การใช้ friend list และ privacy setting จำกัดวงสนทนาก็เป็นวิธีที่เป็นไปได้วิธีหนึ่ง   

ประการต่อมาซึ่งเกี่ยวเนื่องกัน ผมเห็นหลายคนเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับ facebook หรือหากใช้ก็เลือกใช้กับคนกลุ่มเล็กๆที่สนิทจริงๆเท่านั้น หากมีคนไม่รู้จักหน้าหรือไม่สนิทสนมทักขอทำความรู้จักเข้ามาโดยไม่ได้แนะนำตัว ก็มักปฏิเสธไป บางคนอาจรู้สึกแม้กระทั่งรำคาญหรือหงุดหงิดที่คนแปลกหน้าทักเข้ามาโดยไม่มีการแนะนำตัว ทำให้เสียเวลาต้องมานั่งนึกว่ามาจากไหน ยิ่งบางคนส่งคำขอมา แต่ตัวเองทำตัวลึกลับ รูปก็ไม่มี ข้อมูลว่าเรียนที่ไหน เป็นใครก็ไม่บอก เพื่อนก็ไม่รู้จักสักคนหรือแค่คนสองคน บางคนไม่มีเวลาถามก็กดปฏิเสธไปเสียเลย หากมัวแต่รับมามีเพื่อน (ที่ไม่รู้จัก) มากเกินไปเวลาดูหน้า home (news feed) ว่าวันนี้ใครทำพูดหรือถ่ายรูปอะไร ก็ดูละลานตาไปหมด  ทั้งนี้สาเหตุประการสำคัญอาจเป็นเพราะกังวลในเรื่องความเป็นส่วนตัวดังประการแรก หรือด้วยเหตุอื่นๆ เช่น เพียงแต่โดยเหตุผลง่ายๆว่าอยากจะใช้ facebook กับบางคนเท่านั้น ขี้อาย หรือน่าเศร้ากว่านั้น บางคนรู้จักกัน เรียนหรือทำงานที่เดียวกัน แต่ไม่ชอบหน้ากัน ไม่สบายใจที่จะเกี่ยวยุ่งกัน หรือมีอคติ มิจฉาฑิฐิ อิจฉาริษยา อัตตาและมานะ  คนหนึ่งขอเป็นเพื่อนมาแล้วก็ปฏิเสธ ขออีกก็ปฏิเสธอีก หรือไม่ก็ดองทิ้งไว้ ไม่รับ ไม่ปฏิเสธ ซึ่งล้วนเป็นสิทธิที่แต่ละบุคคลจะเลือก (ทั้งที่หากแยบยลหน่อย ก็ค่อยๆ เรียนรู้กันได้โดยไม่ต้องเสียน้ำใจ เผลอๆ ได้กลับมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน) ทั้งนี้ ต้องอย่าลืมว่าในทางกลับกัน สถานการณ์เหล่านี้อาจเป็นเรื่องน่าเสียดาย หากพิจารณาโดยมุมมองข้อคิดประการสุดท้าย 

ข้อคิดประการสุดท้าย คือมุมมองส่วนตัวที่ผมมองว่าการเปิดช่องทางติดต่อสื่อสารทำความรู้จักกันระหว่างเพื่อนร่วมสังคมแม้จะไม่เคยได้รู้จักกันมาก่อน หรือแตกต่างกันมาก หรือจะเห็นไม่ลงรอยกัน (บางคนอาจคิดเองไปฝ่ายเดียว ?) เป็นสิ่งที่ดีงาม ช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมพหุนิยมควบคู่ปัจเจกนิยมอันเป็นหัวใจของสังคมประชาธิปไตย ผมยังจำได้ว่าก่อนยุค facebook เวลาทำงานเสร็จ อาบน้ำเสร็จ ทานข้าวเสร็จ ก็ยังได้มีเวลาดูโทรทัศน์บ้าง ฟังวิทยุบ้าง อ่านเรื่องราวผู้คนมากมายในหนังสือพิมพ์ นิตยสารบ้าง มีทั้งที่เห็นด้วยและรับไม่ได้ แต่ตั้งแต่ facebook เป็นที่นิยมมากขึ้น ทุกคนเสมือนได้กลายเป็นดารา มีโอกาสห้อมล้อมโดยผู้ที่คัดเลือกกันมาแล้ว ผมตกใจมากกับเวลาที่ผมใช้ไปกับ facebook ทั้งที่ตนเป็นผู้หนึ่งที่เคยมอง facebook ด้วยความระแวงกังขา ยุคแรกๆ ผมยุบ account ไปสองรอบ (หากพูดให้ฟังดูน่าหมั่นไส้ ก็เพราะสมัยหนึ่งเพื่อนเคยบอกว่าแม่เขาเห็นเราใน tv ใน สกุลไทย แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนกลายเป็นนายแบบ นางแบบไปทุกค่ำคืนเสียแล้ว) เชื่อว่าหลายคนก็อาการไม่ต่างกัน โอกาสที่จะได้ลิ่มรสความคิดที่กรองมาน้อยกว่าก็น้อยลง หากเราเลือกคลุกคลีแต่กับเพียงคนที่เดินเหมือนเรา ทานเหมือนเรา พูดเหมือนเรา เราอาจจะพลาดโอกาสเที่ยวในที่แห่งใหม่ ชิมอาหารดีๆ หรือฟังคำคมแปลกๆที่ชวนคิด ทั้งหมดทั้งปวงที่อาจไม่เคยลองสัมผัสมาก่อน แต่กลับพอใจอยู่กับสิ่งเดิมๆ โดยต้องมากังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว พอใครพูดอะไรไม่เข้าหูเพราะขัดกับสิ่งที่บริโภคอย่างปกติ พร้อมกองเชิียร์ขาประจำ โอกาสจะปรอทแตกก็ง่าย

ในทางกลับกัน ผมเชื่อในศักยภาพและประโยชน์มหาศาลของเครื่องมือสังคมชิ้นนี้ที่ยังรอการค้นพบ เราสามารถคิดวิธีการใช้ชีวิตอย่างสนุก เข้มข้นและแยบยล โดยมิต้องจำกัดอยู่เพียงผู้ที่เห็นด้วยกับเรา แต่ยังมีโอกาสทำให้ผู้อื่นคล้อยตามเราหรือในทางกลับกัน ให้เวลา ให้โอกาสเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แต่จะทำเช่นนั้นได้ เราต้องร่วมสร้างวัฒนธรรมและแนวปฏิบัติในการใช้ facebook เป็นเครื่องมือทางสังคมร่วมกัน ทั้งเปิดกว้างและเคารพความเป็นส่วนตัวในเวลาเดียวกัน ประกอบกับการใช้เทคโนโลยี เช่น friends list และ privacy setting ซึ่งหวังว่าทาง facebook จะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นตามลำดับ เพื่อให้ facebook เป็นเครื่องมือการสร้างมิตรภาพในสังคมที่เปิดกว้างและหลากหลายมากขึ้น และน่าค้นพบยิ่งขึ้น ผมเองก็ยังรู้ไม่หมด ก็จะพยายามลองต่อไป 

ด้วยความหวังดีในประการต่างๆ ที่กล่าวมา จึงเขียนมาเสียยาว ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

ดังนั้น หากไม่ถือสาอะไร ผมอยากมีโอกาสฟังการแนะนำตัวของเพื่อนผู้ขอทำความรู้จักครั้งนี้ หากยังพออยากจะทำความรู้จักกันอยู่ ผมอยากขอให้ส่งเป็นข้อความแนะนำตัวมาพร้อมกับคำทักทายขอทำความรู้จัก หรือ friend request มาใหม่ (เพื่อช่วยให้ผมสามารถบันทึก friend list ได้ ต้องอขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้อีกครั้งครับ) สำหรับผมยิ่งแนะนำมาละเอียดยิ่งดีครับ (ลองดูตัวอย่าง friend list ด้านล่าง หากแนะนำมาสั้นๆ ทั่วๆไปก็ได้ครับ เพียงแต่ผมจะเกรงใจไม่กล้าส่งหรือแสดงข้อมูลอะไรนัก กลัวจะรบกวนทำให้รำคาญ) และผมหวังว่าจะได้มีโอกาสทำความรู้จักและสานมิตรภาพเพิ่มเติมกันในเวลาต่อไปครับ

ขอบคุณครับ

นิว วีรพัฒน์ ปริยวงศ์


---

ตัวอย่างรายชื่อกลุ่มเพื่อน (friend list) ที่ผมใช้

List ครอบครัวและเพื่อนสนิท - สำหรับเรื่องสนุกสนานที่เป็นส่วนตัวมากเป็นพิเศษ 

List เพื่อนทั่วไป - สำหรับเรื่องจิปาถะระหว่างเพื่อนทั่วไป

List ลูกค้า ลูกความ เพื่อนร่วมงาน - สำหรับเรื่องสบายๆ ทั่วๆไปที่บางเรื่องต้องระมัดระวังบริบทคนทำงาน

List เพื่อนตามสถาบันการศึกษา - สำหรับทักทาย ประชาสัมพันธ์ข่าวเพื่อนฝูงตามกรณี

List เพื่อนตามเมืองต่างๆ ในต่างประเทศ - สำหรับเวลาจะไปไหน โดยนัยหนึ่งผมเป็นคนเดินทางบ่อย อาจไปเยี่ยม แวะกินข้าวหรือค้างบ้านเพื่อน

List เพื่อนต่างชาติ - เวลาอยากประชาสัมพันธ์ ชวนมาเที่ยว ให้ข้อมูลหรือแก้ข่าวเกี่ยวกับเมืองไทย เป็นภาษาอังกฤษ

List วงนักกฎหมาย - ประชาสัมพันธ์เรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย วิชาชีพ การสอบ อบรมสัมมนา ฯลฯ

List วงการเมือง วิชาการ - เน้นถกเถียง วิพากษ์ วิเคราะห์ประเด็นน่าสนใจ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม

List คนขอคำแนะนำ - สำหรับคนที่ชอบขอข้อมูล คำแนะนำ แนะแนว ข่าวสารต่างๆที่เป็นประโยชน์ เรื่องเรียนต่อ เรื่องหางาน ฯลฯ

List คนยังไม่สนิท - สำหรับแบ่งปันติดต่อข้อมูลทั่วๆ ไป เฉพาะที่ไม่ส่วนตัวจนเกินไป

List รวม - สำหรับเรื่องที่เป็นสาธารณะ น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคน

คุณลักษณะของการจัดระบบรายชื่อกลุ่มเพื่อน (friend list) 

1. เพื่อน 1 คน สามารถอยู่ในหลาย list ได้ เช่น เพื่อนผมเรียนกฎหมายมาด้วยกันที่จุฬาฯ และชอบสนทนาวิชาการหนักๆ และบังเอิญไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสอยู่ ก็อาจจะได้อยู่ในหลาย list ในเวลาเดียวกัน เพื่อนคนนี้ก็จะได้มีโอกาสรับรู้เรื่องราวผมมากเป็นพิเศษ ตามวาระและโอกาส

2. เพื่อนแต่ละคน เราสามารถจัดเปลี่ยน list ได้ตลอดเวลา หากเพื่อนกลับมาจากฝรั่่งเศสแล้ว บอกผมว่าเบื่อไม่อยากยุ่งเรื่องการเมืองอีกเลย แต่ดันกลายมาสนิทกับผมมากขึ้น ผมก็สามารถเอาชื่อเขาออกจากที่ list เพื่อนที่ ฝรั่งเศส และ list การเมือง แต่เอาเข้า list เพื่อนสนิทแนบชิดกันมากยิ่งขึ้น มีโอกาสได้เห็นรูปส่วนตัวมากขึ้น ก็ทำได้

3. การบริหาร friend list มิใช่ว่าจะทำให้เกิดการจำกัดข้อมูลแยกกลุ่ม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแยบยลของผู้ใช้และพัฒนาการของเครื่องมือใน facebook เช่น มิใช่ว่าเพื่อนที่ไม่ได้อยู่ใน list วงนักกฎหมาย จะไม่มีโอกาสได้รู้เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับกฎหมายเลย สมมติว่าผมเห็นว่าอะไรเกี่ยวกับกฎหมายน่าสนใจ ก็อาจลงใน list รวม แต่มีระบบข้อความเฉพาะแยกไปหากลุ่มเพื่อนนักกฎหมาย พูดคุยลงรายละเอียดต่างหาก ซึ่งคนทั่วไปอาจไม่สนใจจะรับฟัง อีกทั้ง หากเป็นเรื่องกฎหมายไทย ผมก็ยังสามารถใช้ friend list คัดกรองเอาเพื่อนนักกฎหมายต่างชาติ ออกไปได้ ไม่ต้องให้เขามารับรู้เรื่องที่ไกลจากเขามากด้วย ก็ทำได้

ฯลฯ

คุณจริงจังกับ facebook เกินไปหรือเปล่า แล้วคุณมีจำนวนเพื่อนมากขนาดจะต้องทำระบบกลุ่มเพื่อน (friend list) เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้เชียวหรือ ? 

ตอบสั้นๆว่า ผมอยากใช้ facebook เล่นสนุกๆ แอบดูรูป อวดของดี ระบายอารมณ์ โชว์ความภูมิใจ แบ่งปันกำลังใจ บรรเทาความเศร้าใจ พร้อมกับใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารเรียนรู้สาระ ทำความรู้จักกับผู้คนในสังคม อย่างแยบยล เปิดกว้าง และที่สำคัญ โดยไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น ผมอาจอยากให้เพื่อนสนิทผมรู้ว่าเสื้อตัวใหม่ผมเป็นสีที่เธอช่วยเลือก  แต่ก็ไม่อยากแสดงออกกับผู้คนอีกมากมายประหนึ่งว่าผมนั้นสำคัญขนาดต้องประกาศว่าซื้อเสื้อสีอะไรมา หรือมีเวลาว่างขนาดต้องเอาเรื่องแค่นี้มาเล่า (ซึ่งโยงไปถึงเสรีภาพเรื่องอื่นๆ เช่น การแสดงความเห็นอย่างสบายใจ) บางคนคงถามว่า ถ้าเรื่องมากนัก กังวลนักก็อย่ามาใช้สิ ตอบว่าก็ในเมื่อ facebook ก็เป็นช่้องทางการใช้สิทธิเสรีภาพทางหนึ่ง แล้วเหตุใดผมจะพยายามทำให้สิทธิเสรีภาพใช้ได้ดีขึ้น สะดวกขึ้นโดยยังเคารพคนอื่นมากขึ้นไม่ได้? 

ในเวลาเดียวกัน ผมไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนสำคัญที่จะมีคนอยากเข้ามารู้จักมากขนาดต้องจัดระบบรายชื่อว่าใครเป็นใคร แต่ทุกวันนี้ก็ยังจำพันกว่าคนไม่ได้ทุกคน และที่ผ่านมาผมก็จำใจปฏิเสธคำขอไปพอสมควร เพราะไม่รู้จริงๆว่าเป็นใคร มาจากไหน แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องเดียว 

ในทางกลับกัน เนื่องจากตอนนี้ผู้ดูแล facebook ได้พัฒนาระบบความเป็นส่วนตัวให้น่ากังวลน้อยลงในระดับหนึ่งแล้ว ผมตั้งใจจะเปลี่ยนแนวการใช้ facebook ส่วนตัว จากวงจำกัด เปลี่ยนไปเป็นการเข้าไปทักทายทำความรู้จักแนะนำตัวกับผู้คนในสังคมให้หลากหลายมากขึ้น แน่นอนผมต้องใช้ทักษะและความระมัดระวังมากขึ้น แต่ก็ไม่น่ายากเกินความสามารถ ผมเชื่อว่าสังคมน่าอยู่หากเราเรียนรู้จากกันและกันมากขึ้น ไม่ว่าเวลาผมออกไปเที่ยว ไปเรียน ไปสอน ไปทำงาน เวลาเขียน เวลาอ่าน เวลานัดเจอทานข้าว ทะเลาะเถียง ชื่นชม หรือเดินชนกันโดยบังเอิญ ฯลฯ การเจอกันบน facebook ตามวาระโอกาส กลุ่มต่างๆที่ผมสนใจและอยากรู้ สำหรับผมก็เป็นโอกาสดีเช่นกัน และอายุผมก็ยังน้อย ซ้ำร้ายยังโสด (จงใจมาสักพัก) ยังต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มอีกเยอะ อีกทั้งมีความตั้งใจส่วนตัวอยากทำงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจกับคนหมู่มากในวันหนึ่ง ผมว่าเริ่มทำอะไรใกล้ๆตัวที่ได้ใช้อยู่ทุกวัน ตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้การเรียนรู้สะดวก เปิดโลกรู้จักคนอื่นมากขึ้น และที่สำคัญพร้อมกับส่งเสริมวัฒนธรรมการเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นในเวลาเดียวกัน ผมว่ามันก็ไม่เลวเลย

---

หนทางต่อไป

ชีวิตคือการทดลอง ผมอยากเชิญชวนให้มีคนสร้่าง facebook page เพื่อรณรงค์วัฒนธรรมการใช้ facebook อย่างเปิดกว้างและเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องแนะนำตัวพร้อมกับการขอทำความรู้จักอย่างเดียว แต่อาจรวมไปถึงมารยาทและเคล็ดลับวิธีอื่นๆอีกมากมาย อาจมีคนคิดพยายามทำไปแล้วแต่ผมอาจยังไม่รู้ ผมเคยเห็นชาวต่างชาติเขียน blog บ้าง บางคนเขียนหนังสือขายเป็นเล่ม แต่ในหมู่คนไทยที่ยังพยายามดิ้นรนพัฒนาประชาธิปไตยด้วยกันยังไม่ค่อยเห็น หากมีใครพอรู้ จะแบ่งปันชี้แนะมาทาง verapat [at] gmail.com ก็จะเป็นประคุณ หากยังไม่มีใครทำและหากผมพอมีเวลา ก็อาจลองทำเอง ที่สำคัญแนวคิดผมยังเป็นเหมือนเด็กทารก ยังสามารถอาศัยแนวคิดดีๆจากผู้อื่นได้อีกมาก และเป็นการช่วยกระจายแนวคิดให้เกิดเป็นแนวปฏิบัติต่อไป หวังว่าจะได้รับคำชี้แนะและข้อคิดเห็นจากเพื่อนๆ อย่างหลากหลาย

ขอบคุณครับ



---
Photo credits:

www.christopher-parsons.com
cecilia--online.blogspot.com
www.thecomedynet.com

แสดงความเห็น


.vBulletin tracker.
Comments